MOONLIGHT- BLACK BOYS WHO LOOK BLUE หนัง LGBTQs

หนังเกย์ ที่คุณเคยดูมาอาจจะดูดดื่ม แต่อยากให้ให้คุณลองมาดูภาพยนต์เรื่องนี้ ถ้าพูดถึงหนังเพศที่สามประมาณ The Danish Girl หรือ The Imitation Game ซึ่งเป็น LGBTQs ผิวขาว และค่อนข้างมีหน้ามีตาหรือฐานะทางสังคม และอย่าเพิ่งบ่นว่าเบื่อแล้วกับหนังแนว Coming of Age หากยังไม่ได้ดู Moonlight ของผู้กำกับ/นักเขียนบท Barry Jenkins

“AT SOME POINT YOU GOTTA DECIDE FOR YOURSELF WHO YOU’RE GOING TO BE.”

เพราะ Moonlight เล่าถึงการเติบโตสามช่วงวัย (เด็ก / วัยรุ่น / ผู้ใหญ่) ของชายผิวสีที่ยากจน เติบโตมาในย่านเสื่อมโทรมที่สุดในไมอามี่ ไม่มีพ่อเป็น Role Model มีแต่แม่ที่เป็นโสเภณีขี้ยา ไม่ค่อยมีเพื่อนคบ แถมยังถูกเพื่อน ๆ ที่โรงเรียนรังแกไม่เว้นแต่วัน เพราะมีแนวโน้มว่าเป็นตุ๊ดเป็นเกย์

Moonlight แบ่งออกเป็นสามพาร์ท ดูหนังออนไลน์ฟรี  พาคนดูไปสำรวจการเติบโตและทำความรู้จักกับความรักและการเลือกทางเดินชีวิตของเด็กชายผิวสีคนหนึ่งทั้งสามช่วงวัยตั้งแต่เด็กจนโต แต่ละพาร์ทตั้งชื่อตามชื่อต่าง ๆ ที่ตัวเอกถูกคนอื่นเรียก
เรื่องย่อ Moonlight พาร์ทแรก: LITTLE

พ่อค้ายารายใหญ่แห่งไมอามี่ Juan (Mahershala Ali จาก The Hunger Games: Mockingjay) ช่วย Little หรือ Chiron (Alex R. Hibbert) จากเพื่อน ๆ ที่ชอบ bully เขาไว้ ตอน Juan พา Little ไปส่งที่บ้าน เจอ Paula ผู้เป็นแม่ (Naomie Harris จาก Spectre) ก็ยิ่งเห็นใจเด็ก เขากับ Teresa แฟนสาวของเขา (Janelle Monáe จาก Hidden Figures) จึงเปรียบเสมือนเป็นพ่อและแม่คนที่สองของ Little ไปโดยปริยาย ที่โรงเรียน Little มีเพื่อนคนเดียวคือ Kevin (Jaden Piner) ผู้สอนให้เขาต่อสู้เวลาโดนรังแก

เรื่องย่อ Moonlight พาร์ทสอง: CHIRON (เป็นชื่อของตัวเอกที่แม่ตั้งให้โดยกำเนิด)

Chiron ในวัยรุ่น (Ashton Sanders) เริ่มมีความสับสนเรื่องเพศของเขาชัดเจนขึ้นเมื่อเพื่อนคนเดียวของเขา Kevin (Jharrel Jerome) ไปมีความสัมพันธ์กับผู้หญิง และ Chiron เองก็ถูกเพื่อนในโรงเรียนกลั่นแกล้งรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ แม่ของเขาก็ติดยาหนักขึ้น

เรื่องย่อ Moonlight พาร์ทสาม: BLACK (เป็นชื่อของตัวเอกที่เพื่อนรักคนเดียวของเขาตั้งให้)

Chiron ในวัยผู้ใหญ่ ใช้ชื่อว่า Black (Trevante Rhodes) รูปร่างสูงใหญ่กำยำ ใส่ฟันทอง และเป็นพ่อค้าขายยาในแอตแลนต้า แทบไม่เหลือเค้า Chiron หรือ Little คนเดิมนอกจากแววตา เขากลับไปเยี่ยมแม่ของเขาที่ไมอามี่ และแวะพบ Kevin (André Holland) ซึ่งปัจจุบันเป็นเชฟร้านอาหาร และเป็นพ่อม่ายลูกติด

รีวิว วิเคราะห์ วิจารณ์ Moonlight หนังเกย์ LGBTQs

จะเห็นได้ว่าเรื่องราวในหนัง Moonlight ไม่มีอะไรหวือหวามากนัก ดูไม่ยากแต่ก็ไม่ได้บันเทิง พูดง่าย ๆ คือพล็อตอาจไม่เหมือนหนังตลาดดูสนุกทั่วไปที่คนดูคุ้นเคย เพราะมันเล่าเหมือนเล่าชีวิตสุดแสนดราม่าของเกย์ผิวสีคนนึงจริง ๆ ด้วยงานภาพที่สวยงามน่าค้นหาและสไตล์การเล่าที่ไม่ธรรมดา

หนังตั้งชื่อแต่ละพาร์ทตามชื่อต่าง ๆ ของตัวเอก โดยแต่ละชื่อล้วนแต่เป็นชื่อที่คนอื่น คนที่มีความสำคัญไม่ด้านใดก็ด้านหนึ่งในชีวิต เรียกเขา กล่าวคือ Little ก็เป็นชื่อที่พวกเกเรที่โรงเรียนเรียกเขา, Chiron ก็เป็นชื่อที่แม่ตั้งให้เขา, Black ก็เป็นชื่อที่ Kevin เพื่อนคนเดียวในชีวิตของเขาตั้งให้เขา

ชายหาดและทะเลที่ไมอามี่เป็นสถานที่ที่เป็นจุดเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในชีวิตของ Little / Chiron / Black กล่าวคือ ในวัยเด็ก Juan ก็สอนให้ Little ว่ายน้ำเป็นที่นี่ พอวัยรุ่น Kevin ก็จูบเขาครั้งแรกที่นี่

จริง ๆ แล้ว ตัวละคร Kevin เป็นตัวละครที่แสดงถึงความสนใจเกี่ยวกับเรื่องเพศและการแสดงออกทางเพศที่สะท้อนถึงการพยายามปกปิดสถานะทางเพศที่แท้จริงของเขาเอง กล่าวคือ ช่วงวัยเด็ก หนังก็จะมีซีนที่ Kevin วัดขนาดอวัยวะเพศของเขากับเพื่อนชายคนอื่นในห้องน้ำโรงเรียน พอพาร์ทวัยรุ่น Kevin ก็มาคุยโวว่าเขาโดนครูทำโทษเพราะไปมีอะไรกับเด็กผู้หญิงในโรงเรียน และยังเป็นคนที่สอน Chiron เรื่องเซ็กส์ แล้วสุดท้ายในพาร์ทผู้ใหญ่ เขามีลูกเร็ว แต่งงานเร็ว และแยกกันอยู่ตั้งแต่ลูกยังไม่ทันโต เพราะเข้ากับศรีภรรยาไม่ได้

ความสัมพันธ์ระหว่าง Kevin กับ Chiron อาจจะลึกซึ้ง แต่ด้วยความรู้สึกบางอย่างนั้นแสดงออกไม่ได้ ส่วนใหญ่เราจึงจะได้เห็นแค่ Kevin เป็นครูสอน Chiron เรื่อง “การพยายามทำให้คนอื่นยอมรับ” หรือ “การพยายามเป็นส่วนหนึ่งในสังคม”

MOONLIGHT: BLACK BOYS WHO LOOK BLUE

แต่น่าเศร้า… การเป็นที่ยอมรับในสังคมแบบนี้หมายความว่าพวกเขาไม่สามารถเป็นตัวเองได้ โดยเฉพาะ homosexuality หรือการเป็นเกย์หรือเป็นตุ๊ดไม่เป็นที่ยอมรับ เพื่อนจะล้อว่าอ่อนแอ จะรังแกที่เขาแปลกแยก

และน่าเศร้ายิ่งกว่าที่ “ความรุนแรง” ดูจะเป็นคำตอบเดียวที่จะอยู่รอดและได้รับการยอมรับในสังคมนี้ แม้แต่ครูผู้หญิงยังบอกเลยว่า “ถ้าจะให้คนอื่นเลิกรังแก ต้องแสดงให้เขาเชื่อว่าเราเป็น a man แล้วจริง ๆ เราต้องสู้ ต้องตอบโต้” เหมือนจะสื่อประมาณว่า ถ้า you ไม่ cruel แปลว่า you ไม่ใช่ a man

Kevin ต้องยอมใช้ความรุนแรง ต่อยตีคนอื่น เพื่อให้เพื่อนผู้ชายยอมรับ ทั้งที่เขาก็ไม่โอเค พอโตมาอีก Kevin ก็ยังมีความพยายามจะทำตาม Social Norms หลงคิดว่า การแต่งงาน มีลูก และมีงานทำ คือชีวิตที่ Happy Ending ทั้งที่ลึก ๆ เขาก็รู้อยู่แก่ใจว่ามันไม่ใช่ชีวิตที่เขาต้องการ

Chiron หรือ Black เองก็เช่นกัน เขาเติบโตมาพร้อมกับบาดแผลมากมาย ทั้งภายในและภายนอก ทั้งมองเห็นได้และไม่อาจมองเห็น เพื่อให้ไม่เกิดบาดแผลซ้ำ ๆ เขาลงทุนเปลี่ยนแปลงตัวเองทุกอย่าง ฟิตหุ่นจนเป็น Mike Tyson ชนิดที่ไม่มีใครกล้าแหยม และค้ายาเจริญตามรอย Juan ผู้เป็นเสมือนพ่อบุญธรรมของเขา โดยเห็นว่า Juan มีเงิน มีอำนาจ ใคร ๆ ก็ต้องมาง้อซื้อยาจากเขา

ซึ่งเอาจริง ๆ ตอนที่ Chiron หรือ Black ยังเป็นแค่เจ้า Little วัยเก้าขวบ Juan ไม่เคยสอนเขาให้โตมาเป็นแบบเขา ตรงกันข้ามเขาสอนให้ Little เลือกทางเดินชีวิตของตัวเอง

อย่าให้ใครมาตัดสินแทนเราได้ว่าเราจะเป็นหรือไม่เป็นอะไร ทั้งนี้ส่วนหนึ่งก็เพราะ Juan ก็รู้สึกผิดอยู่ลึก ๆ ที่เป็นคนขายยาให้ Paula แม่ของ Little ทำให้ชีวิตครอบครัวของ Little ย่ำแย่อย่างทุกวันนี้

แต่สุดท้าย… อย่างที่เห็น ๆ กันอยู่ ด้วยสภาพแวดล้อมที่เขาเกิดและโตมา มันไม่ง่ายเลยที่จะเป็นตัวเองแล้วจะอยู่รอดปลอดภัยในสังคม มันไม่ง่ายเลยที่จะเลือกเส้นทางชีวิตของตัวเองในเมื่อไม่ได้มีทางเดินที่สวยงามให้เลือกผ่านมากนัก

วิจารณ์หนัง รักสามเศร้า การแอบรักใครซักคน มักจะเจ็บปวดเสมอ

วิจารณ์หนัง  รักสามเศร้า ของค่ายหนัง อย่าง GTH ไปซะแล้ว หลังจากไปดูรอบแรกมาไม่นานกับความมีอารมณ์ร่วมกับหนัง รักสามเศร้า ทำให้ผมถึงกับตีตั๋วรอบสองไปดูอีกครั้ง 2 รอบครับพี่น้อง 2 รอบ ที่ไปดูเพราะไม่ได้ชอบนักแสดงหรืออะไรเป็นพิเศษ แต่ชอบ วาทศิลป์ในการใช้ในบทสนทนา

มันลึกซึ้งตรึงหัวใจวัยรุ่นยิ่งนัก หนังรักสามเศร้า จากชื่อเรื่อง ก็คงรู้กัน ว่าเรื่องนี้ต้องเน้นไปที่อารมณ์เศร้า โดยเริ่มเรื่อง หนังปูตัวละครคร่าวๆ ถึงบุคลิกของฟ้า พายุ และน้ำ รวมทั้งเรื่องโรคร้ายของฟ้า เรื่องที่ยุ แอบรักฟ้า และน้ำก็แอบชอบอยู่ ซึ่งถือว่าไม่ได้เศร้าที่หวังไว้เท่าไหร่

แต่หลังจากเข้าสู่ช่วงกลาง เนื้อหาของเรื่องก็เริ่มเข้มข้นขึ้น ซึ่งบทหลังจากนี้ ถือว่าร้อยเรียงออกมาได้ดีทะลุหัวอก วัยรุ่นไปหลายรายเลยทีเดียว ซึ่งถ่ายทอดอารมณ์ที่เราแอบชอบใครสักคนจนนำไป สู่ความทุกข์ บนความรัก ได้ดี และ สถานการณ์ต่างๆ ก็ค่อยๆบีบคั้น อารมณ์ ผู้ชมมากขึ้น

ไม่ว่าจะเป็น โรคร้าย ที่ไม่มีทาง รักษา ของฟ้า ( ซึ่งตอนนี้ ผมยังไม่รู้เลยว่าตายเพราะเหตุอันใด โรคร้าย โรคนี้หมอรักษาไม่ได้ อีกต่างหาก หรือว่าผู้กำกับกำลังเล่นแง่ที่ว่าว่า แพทย์ไทย ยังไม่มีความสามารถ เพียงพอ หรือป่าว ถ้าใครรู้ว่ามีเฉลยบอกผมที ) หรือลูกในท้องของน้ำ การตัดสินใจ หาทางออก ที่ทำร้ายตัวเอง เหล่านี้ ล้วนถูกใส่มาอย่างดี

ทำให้ช่วงหลังนี่ เรียกได้ว่าผู้ชม ทั่วไป คงถูกบท ของรักสามเศร้า เล่นงานจน น้ำตาคลอ กันหลายฉาก

หลายคนอาจมองว่า โอเว่อร์ ไปเหลือเกิน ก็แล้วแต่นานา จิตตัง คนมองคนล่ะมุม หนังรู้จักหยิบจับสิ่งเล็ก ๆ ต่าง ๆ มาใช้ในเชิงสัญลักษณ์ ซึ่งช่วยในการถ่ายทอด อารมณ์และเนื้อเรื่อง ได้ดีในอีกทางนึง ไม่ว่าจะเป็นอักษรบนเสื้อของทั้งสาม ชื่อตัวละคร

ที่สื่อสัมพันธ์กัน และมีความเป็นธรรมชาติ และ บางอย่าง ยังมี ผลต่อเนื้อเรื่อง ช่วยในการปิดเรื่อง ของหนัง ด้วย ไม่ว่าจะเป็นซีดีเพลงที่น้ำให้ยุตั้งแต่ช่วงแรก ซึ่งนำมาเล่นเป็นเพลงประกอบภาพยนตร์ในช่วงสุดท้ายของเรื่องได้ดีมาก และจุดเด่นของหนัง รักสามเศร้า คือ บทสนทนาของผู้แต่งถ่ายทอดมุมมองของตัวละครต่างๆได้อย่างมีมิติ และมีบทพูดที่แทงอกแทงใจหลายประโยค ซึ่งผมชอบมาก แต่หลายคนกับวิจารณ์ มองว่าหยาบคายใช้ กู มึง เยอะมากๆ แต่ผมมองว่ามันเป็นความเป็นจริงที่กลุ่มเพื่อนเราใช้พูดกัน ดูหนังไทย ไม่มีกลุ่มเพื่อนสนิทกลุ่มไหนหรอกครับจะมา เอ้อระเหยเรียกคุณ ผม ท่าน เธอ มันออกแนวจริตแตกไม่เหมาะ

เป็นความถ่อย แต่ความถ่อยนั้นมันเป็นแบบมีศิลปะ ไม่ใช่มาด่ามั่วซั่ว เหมือนกับหนังหลายเรื่องที่ผ่านมาจน จดจำไปใช้แบบเสียมนุษย์ พูดถึงโดยรวมตัวนักแสดงหลัก ต้องยอมรับ ก้อย รัชวิน ที่พึ่งเล่นหนังเรื่องนี้เป็นเรื่องแรก ก็โดนบท ดราม่า ใส่โครมแบบเต็มๆทั้งความกดดันของเรื่องหลายๆอย่าง จนทำให้เธอดูเป็นตัวละครที่น่าสงสารที่สุดในความคิดของผม ส่วน พีค ภัทรศยา นั้นแค่มีโรครุมเร้าแล้วใกล้ตายแต่ถ้ามาดูชีวิตจริงแล้ว คนเราเกิดมาก็ต้องตาย

รัก/สาม/เศร้า/

แต่ การตาย ทั้งเป็น กับบทเรียนที่แสนโหดร้ายของก้อยนั้น มันน่าสงสารมากกว่าในส่วนตัวผม ตบมือให้คุณ ต้อม ยุทธเลิศ ที่ตีบทสังคมของคนไทยวัยรุ่นที่แตกกระเจิง อีกทั้งได้ความตลกผ่อนคลาย จากมุขเหล่าเพื่อนฝูงของเหล่านักแสดงหลักได้อีก ทำให้ มีการผ่อนคลายและน่าติดตามต่อ แต่ถึงกระนั้นแล้ว รักสามเศร้าที่คงความเป็นดราม่ามาตลอด แต่แล้วต้องสะดุด ที่ตอนสุดท้าย ผู้กำกับอาจจะใส่ความดราม่าให้เศร้าสุดซึ้งกินใจ ที่ต้องให้ พีคตายที่โขดหินกับมุมมองท้องฟ้าที่ตะวันลับไป

จุดนี้เป็นการยัดเยียดความเศร้าเกินไปจนทำให้ผมว่าเป็นฉากที่เฉย ๆ ไม่สุดใจเท่าไหร่ เป็นการเดาออกล่วงหน้าเหมือนเลียนแบบ หนังประเทศเพื่อนบ้านทำให้เหมือนขาดเอกลักษณ์ตัวเองไป ไม่ค่อยประทับใจกับส่วนตรงนี้ สรุป หนังรักสามเศร้า อาจจะไม่ได้เป็นหนังที่ทุกคนหวังว่าเศร้าน้ำตาไหล แต่มันทำให้เราซึ้งกินใจกับบทคำพูดที่ คัดสรรค์กลั่นกรองจากผู้สร้าง ที่ทำให้โดนใจกันไปทั่วหน้า เนื้อเรื่องการดำเนินเรื่องอาจจะไม่ได้ทำให้คุณมีความสุขนัก แต่ผมบอกได้เลยว่าหนังเรื่องนี้คุณดูแล้วมันไม่ทำให้คุณมีความทุกข์เพิ่มขึ้นแน่

ผมก็คนไทย ชอบเพลงไทยดูหนังไทย แล้วพวกเราล่ะ อุดหนุนหนังไทยดีๆแบบนี้แล้วหรือยัง สำหรับรักสามเศร้าเรื่องนี้ 4 ดาวเหนาะๆ วัยรุ่นควรดู..!! ” บทวิจารณ์ภาพยนตร์เป็นเพียงความเห็นส่วนบุคคล กรุณาตัดสินจากการชมภาพยนตร์ด้วยตัวเอง ” วิจารณ์ภาพยนตร์

รัก/สาม/เศร้า” เป็นหนังที่ว่าด้วยความสัมพันธ์ของเพื่อนสามคน ที่ความเป็นเพื่อนค่อยๆ เปลี่ยนไปเมื่อพวกเขาเรียนจบ และเริ่มกลายเป็นความรักที่ยากจะลงตัวได้  เพื่อนสามคนรับบทโดย เป้ อารักษ์  อมรศุภศิริ (มือกีต้าร์วง slur,พระเอก “บอดี้ศพ19”),  ก้อย รัชวิน วงศ์วิริยะ(ดีเจคลื่น fat radio,หญิงหนึ่งเดียวของ “เขาชนไก่”) และพีค ภัทรศยา เครือสุวรรณศิริ (นางเอก “สายลับจับบ้านเล็ก”)

ยุทธเลิศเล่าถึงที่มาของเรื่อง “รัก/สาม/เศร้า” ว่ามาจากชีวิตช่วงที่เขาเรียนที่คณะมัณฑนศิลป์ ม.ศิลปากร ตัวยุทธเลิศนั้น “รู้สึกว่าชีวิตช่วงนั้นความรักความเป็นเพื่อนอยู่ในความทรงจำของเราค่อนข้างเยอะ เราแค่อยากเอามาถ่ายทอดเอาออกมาใช้ หลังจากเราทำหนังมาหกเจ็ดเรื่อง ทำแต่หนังผี  ก็มานั่งคิดว่าจริงๆ แล้วเราอยากทำอะไร จริงๆ แล้วที่เข้ามาวงการครั้งแรก นี่คือหนังที่เราอยากทำแต่ไม่ได้ทำ คือเคยนำเสนอโครงการในทำนองเดียวกันนี้เมื่อ 4 ปีก่อน สมัยกับทางคุณวิสูตร ด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่คุณวิสูตรยังไม่กล้าทำ แต่มาในครั้งนี้ เมื่อลองเขียนนำเสนอไปอีกครั้ง คุณวิสูตรก็กล้าที่จะเสี่ยง”

ตอนแรกโปรเจ็คท์นี้ได้สร้างความฮือฮา เพราะวางตัวคู่รักในชีวิตจริง พลอย เฌอมาลย์-โดม ปกรณ์ ลัม  แต่ยุทธเลิศก็ค่อยๆ เห็นว่าสองคนนี้ดูไม่ค่อยมีความเป็นเพื่อนรุ่นเดียวกันสักเท่าไหร่ เลยตัดสินใจเปลี่ยนตัวนักแสดง และเลือกที่จะไปมองหาเอาหน้าใหม่ที่ยังมีผลงานไม่มากเพราะต้องการความสด แต่ขณะเดียวกันก็ต้องมีความสามารถทางการแสดงด้วย  อย่างเริ่มแรกพระเอกของเรื่อง ยุทธเลิศไปเห็นเป้ อารักษ์จากการถ่ายแบบในนิตยสาร  แต่ไม่แน่ใจเรื่องการแสดงของเป้นัก

จนเมื่อได้ดูหนัง บอดี้ศพ19 ก็ทำให้เขามั่นใจ  ส่วนพีค ภัทรศยานั้น ยุทธเลิศก็กังวลในตอนแรกว่าจะดูเด็กไปเมื่อต้องมาเล่นเป็นเพื่อนกับเป้  แต่เมื่อเห็นเธอสามารถดูเป็นรุ่นเดียวกันกับซันนี่ใน สายลับจับบ้านเล็ก ได้  แถมพีคยังสามารถตัดผมเพื่อเปลี่ยนลุคส์ได้  ยุทธเลิศจึงตัดสินใจเลือกเธอ  ส่วนก้อย รัชวิน  ยุทธเลิศเล่าว่าตากล้องเป็นคนไปเจอ และแนะนำให้แก่เขา โดยที่เขาไม่รู้มาก่อนเลยว่าเธอมีข่าวว่าเป็นแฟนกับเป้อยู่ก่อนแล้วเป็นความบังเอิญขนาดแท้  “สองคนนี้ (เป้กับก้อย) ดูเป็นเพื่อนกันได้ แล้วตัวก้อยนี่ลุคส์เขาดูอาร์ตๆ หน่อยอยู่แล้วน่ะครับ”

เรื่องที่อาจจะมีคนมองว่าหนังเรื่องนี้มีกลิ่นของหนังรักเกาหลี ยุทธเลิศคิดว่าทำออกมาแล้วคงไม่เลียนเหมือนเกาหลี “คิดว่า ณ ตอนนี้ จังหวะของหนังเกาหลีน่าจะเลียนพอสมควร เรื่องนี้มันกูมึงน่ะ ไม่รู้ว่าจะโปรโมตได้แค่ไหน เพราะความถ่อยของเรามันคงจะยังมีอยู่ เพราะมันเป็นหนังของเพื่อน เวลาเพื่อนรักกันมันจะมีความลำบากใจมากกว่าด้วย  ทำอะไรต้องคิดหนักต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ   ดังนั้น ในความหวานมันยังมีขมๆ อยู่” และยุทธเลิศยังตั้งเป้าไว้ว่าหนังรักสามเส้าเรื่องนี้จะจบต่างจากเรื่องแนวเดียวกัน “ส่วนใหญ่จะจบไม่ค่อยดี จะจบแบบเศร้า   แต่เรื่องนี้เป็นหนังเศร้าแล้วยัง feel good แบบหนัง GTH  เป็นหนังเศร้าที่จบซึ้ง”

การเบนเข็มมาทำหนังเรื่องนี้ เพราะยุทธเลิศต้องพักจากโปรเจ็คท์ที่เตรียมไว้ในมืออีกหลายเรื่องไว้กลางคันอย่าง โคตรมหาพิการ ที่เตรียมสร้างไว้กับสหมงคลฟิล์ม  ยุทธเลิศได้กล่างถึงเรื่องนี้ไว้ว่า “พี่ไม่รู้จะทำยังไงกับโปรเจ็คท์พี่ดี นึกออกไหม? พี่ไม่สามารถควบคุมได้ คือโปรเจ็คท์นี้บอกว่าจะทำ   เปิดตัวไปแล้ว มันก็ติด  พอติดพี่ก็ต้องไปทำอย่างอื่น  มันแล้วแต่ความพร้อมน่ะ บางทีบริษัทเขาพร้อมที่จะทำเราก็ไปสานต่อ คืออยากทำมากเลยโคตรมหาพิการ แต่มันติด  เรื่องเงิน  อยู่ดี ๆ ธุรกิจหนังไทยมันไม่ทำเงินขึ้นมาอย่างนี้  เขาก็เบรกโปรเจ็คท์ที่แพงๆ”

ถึงหลายเรื่องจะยังไม่ได้ถ่ายทำ  ยุทธเลิศก็เตรียมการจะสร้างเรื่องอื่นๆ ทั้ง บุปผาราตรีภาคสาม  รวมไปถึงหนังไซไฟด้วย กะไม่ให้เสียสถิติที่เป็นผู้กำกับที่มีงานออกฉาย (แทบ) ทุกปีของเขาลง และตัวยุทธเลิศก็พร้อมจะทำหนังกับทุกค่าย “แล้วแต่ใครซื้อบท ใครซื้อไอเดีย ปัญหาไม่ได้อยู่ที่บริษัท อยู่ที่โปรเจ็คท์นั้น ๆ มากกว่า บางที่ชอบไซไฟบางที่ไม่ชอบ ก็ต้องเลือกดูว่าจะทำเรื่องไหนกับค่ายไหน”

 

ดื่มน้ำ มากน้อย ทำให้ร่ายทำงานดีขึ้นยังไง ?

ความเชื่อว่า การดื่มน้ำ ในปริมาณมาก ๆ ทำให้ร่างกายทำงานได้ดียิ่งขึ้น อีกทั้งยังช่วยใน การลดน้ำหนัก และบำรุงสุขภาพผิว โดยเฉพาะการดื่มน้ำแร่ เพราะมีข้อมูลที่กล่าวอ้างว่าเป็นน้ำดื่มจากแหล่งธรรมชาติซึ่งอุดมไปด้วยแร่ธาตุนานาชนิด หลายคนจึงเชื่อว่าน้ำแร่ดีต่อสุขภาพร่างกาย มากกว่าน้ำเปล่าหรือน้ำประปาทั่วไป

น้ำหนักตัวของคนเราประกอบไปด้วยน้ำถึง 60 เปอร์เซ็นต์ ร่างกายอาจสูญเสียน้ำได้จากการทำกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การออกกำลังกาย การดื่มน้ำจึงเป็นสิ่งที่สำคัญเป็นอย่างมาก แต่คนส่วนใหญ่ไม่ใส่ใจกับการดื่มน้ำมากนัก และมักไม่คำนึงถึงปริมาณที่เหมาะสม บ้างก็ดื่มน้ำน้อยเกินไปหรือมากเกินไป จนทำให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพตามมา อีกทั้งอาจไม่ทราบด้วยว่า หากร่างกายขาดน้ำเพียง 5 วันหรือ 1 สัปดาห์ ก็อาจทำให้เสียชีวิตได้

ไม่ค่อยดื่มน้ำเปล่า

ประโยชน์ของการดื่มน้ำ

น้ำเป็นปัจจัยสำคัญต่อกระบวนการทำงานภายในร่างกาย เช่น การล้างสารพิษออกจากอวัยวะ หรือการนำสารอาหารและออกซิเจนไปสู่เซลล์ต่าง ๆ รวมถึงประโยชน์อื่น ๆ ดังต่อไปนี้

  • ลดน้ำหนัก การดื่มน้ำอาจมีส่วนช่วยให้อัตราการเผาผลาญพลังงานแคลอรี่เพิ่มสูงขึ้น
  • บำรุงสุขภาพผิว
  • เป็นส่วนประกอบของน้ำหล่อลื่นข้อต่อ
  • เสริมการทำงานของระบบย่อยอาหาร
  • ขับแบคทีเรียจากกระเพาะปัสสาวะ
  • มีส่วนช่วยทำให้อัตราการเต้นของหัวใจปกติ
  • ควบคุมอุณหภูมิในร่างกาย
  • ควบคุมความดันโลหิต
  • ป้องกันอาการท้องผูก
  • ป้องกันความเสียหายของเนื้อเยื่อและอวัยวะต่าง ๆ
  • รักษาสมดุลของอิเล็กโตรไลต์ (โซเดียม)

ควรดื่มน้ำวันละเท่าไร ถึงจะทำให้ร่างกาย บริหารจากภายใน ดี ?

ในทุก ๆ วัน ร่างกายจะสูญเสียน้ำผ่านการปัสสาวะ เหงื่อ การหายใจ หรืออื่น ๆ การดื่มน้ำเพื่อทดแทนในส่วนที่สูญเสียไปจึงเป็นเรื่องสำคัญ แต่การดื่มน้ำในปริมาณที่เหมาะสมอาจเป็นเรื่องที่สำคัญยิ่งกว่า เพราะหากดื่มน้ำมากเกินไปหรือน้อยเกินไป ก็อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกายได้ และอย่างที่ทราบกันทั่วไปว่าการดื่มน้ำวันละ 8 แก้ว นั้นเพียงพอต่อการทำงานของร่างกาย แต่แท้จริงแล้วปริมาณที่เหมาะสมอาจขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่น ๆ ของผู้บริโภค เช่น กิจกรรมที่ทำ เพศและอายุ

ปริมาณการดื่มน้ำที่เหมาะสม แต่ละช่วงอายุ

  • สำหรับผู้ที่อายุ 4-8 ปี 5 แก้วต่อวัน (ประมาณ 1,200 มล.)
  • สำหรับผู้ที่อายุ 9-13 ปี 7-8 แก้วต่อวัน (ประมาณ 1,600-1,900 มล.)
  • สำหรับผู้ที่อายุ 14-18 ปี 8-11 แก้วต่อวัน (ประมาณ 1,900-2,600 มล.)
  • สำหรับผู้หญิงที่อายุ 19 ปีขึ้นไป 9 แก้วต่อวัน (ประมาณ 2,100 มล.)
  • สำหรับผู้ชายที่อายุ 19 ปีขึ้นไป 13 แก้วต่อวัน (ประมาณ 3,000 มล.)

ปริมาณดังกล่าว ได้นับรวมปริมาณน้ำที่ได้จากอาหาร ผักหรือผลไม้ต่าง ๆ เช่น เบอร์รี่ แตงโม แตงกวา พริกหยวก ผักโขม น้ำขิง ขึ้นฉ่ายหรือดอกกะหล่ำ เรียบร้อยแล้ว

ทั้งนี้ อาจจำเป็นต้องเพิ่มปริมาณการดื่มน้ำให้มากขึ้น เมื่อต้องออกกำลังกายอย่างหนัก อยู่ในสภาพอากาศร้อน ป่วย มีไข้หรือมีปัญหาสุขภาพ เช่น ติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ โดยเฉพาะหากกำลังตั้งครรภ์ ควรเพิ่มปริมาณการดื่มน้ำเป็น 10 แก้วต่อวัน และ 13 แก้วต่อวันสำหรับผู้ที่ต้องให้นมบุตร

ช่วงเวลาใดเหมาะสมที่สุดในการดื่มน้ำ?

นอกจากเรื่องปริมาณการดื่มน้ำแล้ว การเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของร่างกายให้ดีขึ้น อาจทำได้โดยการดื่มน้ำในช่วงเวลาที่เหมาะสม

  • หลังตื่นนอน การดื่มน้ำ 1 แก้วหลังจากตื่นนอน ช่วยให้ร่างกายขจัดสารพิษต่าง ๆ และช่วยกระตุ้นการทำงานของอวัยวะภายใน
  • หลังจากอาบน้ำ การดื่มน้ำ 1 แก้วหลังจากอาบน้ำ ช่วยลดความดันโลหิตได้
  • ก่อนมื้ออาหาร การดื่มน้ำ 1 แก้ว 30 นาทีก่อนรับประทานอาหาร ช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดียิ่งขึ้น พร้อมทั้งดื่มน้ำอีก 1 แก้วหลังรับประทานอาหารเสร็จแล้ว 1 ชั่วโมง เพื่อช่วยให้ร่างกายดูดซึมสารอาหาร แต่น้ำย่อยอาจเจือจางได้หากดื่มน้ำแล้วเว้นช่วงเวลาไว้นานเกินไป
  • ก่อนนอน การดื่มน้ำ 1 แก้วก่อนนอนช่วยแทนที่ของเหลวที่จะสูญเสียในตอนกลางคืนได้

พฤติกรรมดื่มน้ำที่ดี

ดื่มน้ำประปาอันตรายหรือไม่?

หลายคนอาจเชื่อว่าน้ำประปานั้นเป็นอันตรายต่อสุขภาพ จากสารและกลิ่นต่าง ๆ ที่พบ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณะสุขเปิดเผยว่า กลิ่นที่พบในน้ำประปานั้น คือ คลอรีน เป็นสารที่ได้รับการยอมรับจากองค์การอนามัยโลกว่าช่วยฆ่าเชื้อโรคในน้ำได้ และยังเป็นตัวช่วยยืนยันว่าน้ำนั้นได้ผ่านการฆ่าเชื้อเรียบร้อยแล้ว แต่หากผู้ใดที่ไม่ชอบกลิ่นคลอรีน อาจตั้งน้ำทิ้งไว้ 20-30 นาที กลิ่นคลอรีนก็จะหายไป และสำหรับผู้ที่กลัวสารไตรฮาโลมีเทน (Trihalomethanes) ในน้ำประปา หากคำนวณจากค่าความเข้มข้นของสารไตรฮาโลมีเทน ที่ถูกกำหนดไว้ให้ไม่เกิน 0.08 มิลลิกรัมต่อลิตร กรมอนามัยยืนยันว่าผู้บริโภคต้องบริโภคสารไตรฮาโลมีเทนนานถึง 252 ปี ถึงมีความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งได้

ปัจจุบันผู้บริโภคนิยม ใช้ เครื่องกรองน้ำที่มีชั้นหินดูดกลิ่น และสารเรซินลดความกระด้าง หรือนำไปฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ผ่านแก๊ซโอโซนและแสงยูวี ทั้งนี้ท่อกรองน้ำที่เป็นเหล็กอาจมีสนิมสะสม หากใช้ไปนาน ๆ อาจทำให้น้ำกรองติดเชื้อได้ จึงควรทำความสะอาดเครื่องกรองน้ำอย่างสม่ำเสมอ แต่หากผู้บริโภคยังไม่มั่นใจในการดื่มน้ำประปา การนำน้ำไปต้มเป็นเวลา 3-5 นาทีจนเดือดหรือที่อุณหภูมิ 100 องศาเซลเซียส จะยังคงไว้ซึ่งแร่ธาตุ ทำให้น้ำสะอาดปราศจากจุลินทรีย์ แบคทีเรีย และลดความเสี่ยงจากสารไตรฮาโลมีเทนได้ จึงมั่นใจได้ว่าน้ำประปาสามารถดื่มได้ และไม่เป็นอันตรายต่อทั้งมนุษย์และสัตว์เลี้ยง

น้ำแร่ดีกว่าน้ำเปล่าหรือไม่ อย่างไร ?

หลายคนเชื่อว่าน้ำแร่นั้นมีประโยชน์มากกว่าน้ำเปล่า อาจเพราะแหล่งที่มาของน้ำแร่นั้นมาจากธรรมชาติ และไม่มีกลิ่นคลอรีน จึงทำให้ผู้บริโภคมั่นใจมากกว่า อีกทั้งน้ำแร่มีสารอาหารรอง (Micronutrients) เช่น แคลเซียม ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพและมีรสชาติที่ดีกว่า ทั้งนี้ องค์การอนามัยโลกไม่แนะนำให้ผู้บริโภคมุ่งความสนใจไปที่ส่วนประกอบสำคัญในน้ำแร่มากนัก เนื่องจากสารอาหารที่อยู่ในน้ำแร่นั้นยังไม่สามารถระบุปริมาณที่แน่นอนได้

อย่างไรก็ตาม น้ำแร่อาจปนเปื้อนสารตกค้างได้จากบรรจุภัณฑ์ หากเก็บไว้เป็นเวลานาน เก็บไว้ในที่มีอากาศร้อนหรือในสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม เพราะอาจทำให้จุลินทรีย์ก่อตัวในน้ำเป็นอันตรายต่อร่างกาย

น้ำอุ่นหรือน้ำเย็น อะไรดีกว่ากัน ?

จริง ๆ แล้วไม่อาจตัดสินได้ว่าน้ำอุ่นหรือน้ำเย็นนั้นดีกว่ากัน เพราะมีประโยชน์แตกต่างกันไป เช่น น้ำอุ่นมีส่วนช่วยกระตุ้นการทำงานของอวัยวะภายใน เพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิวหนัง เพิ่มความอบอุ่นให้กับร่างกายและเพิ่มการไหลเวียนของโลหิต รวมไปถึงบรรเทาอาการคอแห้ง

แต่หากต้องทำกิจกรรมต่าง ๆ เช่น ออกกำลังกาย ยกน้ำหนัก ปั่นจักรยานหรือวิ่งในสภาพแวดล้อมที่ร้อนและชื้น การดื่มน้ำเย็นจะช่วยลดอุณหภูมิภายในร่างกายได้ดีกว่าน้ำอุ่น รวมไปถึงช่วยให้ทำกิจกรรมนั้น ๆ ได้นานขึ้นโดยไม่รู้สึกเหนื่อย

Two Days, One Night (2014) เพราะเงินทำให้สังคมอัปลักษณ์

Two Days, One Night (2014)

Two Days One Night คือการสมมติว่า วันหนึ่งเรามีโจทย์ที่ต้องตัดสินใจว่าระหว่าง “การได้เงินโบนัส” กับ “โอกาสที่เพื่อนร่วมงานจะได้ทำงานต่อ” จะเลือกอะไร เกณฑ์การตัดสินใจของหลาย ๆ คนก็ต้องคำนึงถึงความจำเป็นในชีวิต ครอบครัวที่ต้องดูแล หรือความเห็นใจเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน นั่นเป็นเหตุผลส่วนบุคคลที่เราต้องติดตามใน Two Days, One Night ภาพยนตร์สัญชาติเบลเยี่ยม ที่คว้ารางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม จากสมาคมวิจารณ์ภาพยนตร์นิวยอร์ค และรางวัลจากสมาคมวิจารณ์ภาพยนตร์ ภาคพื้นประเทศยุโรป ประจำปี 2014

เนื้อหาหลักของ Two Days, One Night

ซองดรา ป่วยเป็นโรคซึมเศร้าทำให้ต้องหยุดงาน วันหนึ่งหลังจากที่เธอตื่นขึ้นมาพร้อมโทรศัพท์ของเพื่อนร่วมงานที่สนิทอย่าง จูเลียต แจ้งข่าวร้ายให้เธอทราบว่าที่ทำงานมีนโยบายใหม่ให้พนักงานเลือกว่าจะจ่ายโบนัสประจำปีให้ หรือจะปลดซองดราออกจากงาน ผลโหวตคือปลดเธอออก

แต่จูเลียตและซองดราได้ขอร้องหัวหน้าให้มีการโหลตใหม่เพราะเชื่อว่ามีเพื่อนร่วมงานคนหนึ่งอยู่เบื้องหลัง บงการให้คนอื่น ๆ  ดูหนังออนไลน์ฟรี เลือกปลดเธออก เธอมีเวลาแค่ 2 วัน 1 คืนในการ “ขอร้อง” เพื่อนร่วมให้โหวตใหม่ โดยเลือกเธอทำงานต่อ เพราะเธอต้องการงานจริง ๆ

ลำพังคนปกติก็จนมุมกับสถานการณ์เช่นนี้ แต่ซองดรา ผู้ที่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้าต้องพาตัวเองออกไปหาเพื่อนร่วมงานทั้ง 16 คนเพื่อขอร้องให้พวกเขาเปลี่ยนใจ เหตุผลที่เธอต้องฝืนจิตใจที่ยังไม่เข้มแข็งให้ทำเช่นนี้ก็เพราะ เธอเป็นชนชั้นกรรมาชีพที่ต้องทำงานเพื่อจุนเจือครอบครัว ลำพังแค่สามีของเธอก็ไม่สามารถหาเงินเพื่อรักษาบ้าน และเลี้ยงดูเด็กอีก 2 ชีวิตได้

ครอบครัว มิตรภาพ และการต่อสู้

ตลอดระยะเวลาที่เธอต้องดิ้นรนเพื่ออกไปขอร้องเพื่อน ๆ ทำให้เธอรู้สึกเหมือน “ขอทาน” ที่ต้องอ้อนวอนเหล่านั้นเปลี่ยนใจ ทั้งที่พวกเขาก็ต้องเผชิญปัญหาความยากจน ดั่งเช่นที่เธอก็เผชิญอยู่ แต่หนังก็มีมุมมองของครอบครัวที่เป็นน้ำหล่อเลี้ยงจิตใจ สามี และเพื่อนสนิทอย่างจูเลียตก็ผลักดันให้เธอต่อสู้ ลูก ๆ ที่เข้าใจดีกับโรคที่แม่ต้องเผชิญอยู่ ความช่วยเหลือของครอบครัวที่ช่วยให้เธอหาที่อยู่เพื่อนร่วมงานได้

การไปหาเพื่อนตามบ้านมีอุปสรรคที่เธอต้องต่อสู้อยู่ตลอด หลัก ๆ ก็มาจากสภาพจิตใจของเธอเอง การยอมรับที่จะช่วยเหลือของเพื่อนบางคนก็เป็นเหมือนของขวัญ กำลังใจให้เธอไปต่อ แต่การปฏิเสธของเพื่อนบางคนก็ทำให้เธอสับสน และหมดหวัง ตอกย้ำความเป็น “ขอทาน” ที่ชัดเจนขึ้น แต่ครอบครัวและเพื่อนสนิทก็ผลักดันให้เธอไปต่อ

เกร็ดความรู้ของชนชั้นแรงงานในยุโรป

เบลเยี่ยมเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วแต่ความเลื่อมล้ำค่อนข้างสูง ชนชั้นแรงงานนั้นประกอบด้วยหลาย ๆ ชนชาติ โดยประกอบด้วยคนที่ยากจนที่อพยพมาจากที่อื่นเช่น ฝรั่งเศส มาตั้งรกรากในเบลเยี่ยม เกิดความแตกต่างระหว่างชนชั้นที่สูงขึ้น ในหนังเรื่องนี้ก็ได้ใช้นักแสดงนำ นางเอกเป็นชาวฝรั่งเศสซึ่งเป็นไปได้ว่านางเอกก็เป็นผู้ที่อพยพมาตั้งรกรากในประเทศเบลเยี่ยม และต้องต่อสู้กับความยากจน การที่ตกงานและรอคอยความช่วยเหลือจากรัฐยิ่งจะทวีความข้นแค้นให้ครอบครัว และอนาคตของลูก ๆ อีก 2 คนด้วย

ความประทับใจที่มีต่อภาพยนตร์ Two Days, One Night

  • อันดับหนึ่งเราขอยกให้สามีของเธอเลย ความใจดี และจิตใจที่เข้มแข็งของเขาช่วยประคับให้ซองดรามีกำลังใจลุกขึ้นสู้ แม้ในบางครั้งเธอก็แสดงอาการไม่มั่นใจสามีเธอเอง เขาก็มอบความรักให้เธอด้วยความมั่นคง เหมาะมากสำหรับใครที่กำลังต้องดูแลผู้ป่วยโรคซึมเศร้าอยู่

 

  • ซองดรา ผู้จริงใจ ถึงใจจิตของเธอจะต้องต่อสู้กับโรคซึมเศร้าแต่เธอเป็นคนที่แท้จริงแล้วมีความจริงใจและชัดเจนมาก ในทุกครั้งที่เธอไปหาเพื่อนเพื่อขอร้องให้โหวตเธอ จะมีคำถามกลับหาเธอทุกครั้งว่าตอนนี้มีคนโหวตให้เธอกี่คน เธอจะตอบความจริงทุกครั้งแม้ว่าความจริงนั้นจะมีผลให้ผู้ฟังลังเลที่จะเลือกเธอก็ตาม

หนังเรื่องล่าสุดของ The Dardenne brothers หรือ พี่น้องดาร์แดนน์ (Jean-Pierre Dardenne – ฌ็อง-ปีแอร์ ดาร์แดนน์ ผู้พี่ และ Luc Dardenne – ลุก ดาร์แดนน์ ผู้น้อง) ที่คอหนังหลายคนคุ้นเคยการเล่าเรื่องในสไตล์เรียลิสซึม (realism) ที่ถ่ายทอดออกแบบเน้นความสมจริงแบบ “ทำน้อย แต่ได้มาก” ซึ่งทั้งสองเคยได้รับรางวัลปาล์มทองในเทศกาลหนังเมืองคานส์ถึงสองครั้ง จาก Rosetta (1999 – ว่าด้วยหญิงสาวที่ทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้งานทำ) และ The Child (2005 – คุณพ่อวัยรุ่นหอบลูกน้อยไปขายให้คนรับเลี้ยงจนเกิดเรื่องวุ่นวายขึ้น) ซึ่งส่วนใหญ่หนังของสองพี่น้องดาร์แดนน์มักจะได้รับคัดเลือกร่วมเทศกาลนี้เป็นประจำเสมอ

Two Days, One Night อาจไม่ได้เรียกร้องความสนใจตั้งแต่แรก เพราะถึงจะมีที่มาจากเรื่องจริง แต่พล็อตหนังก็ดูเป็นเรื่องแต่งมากๆ แถมเป็นเรื่องแต่งที่สามารถตกบ่วงโลกสวยได้อย่างง่ายดาย ด้วยตัวเรื่องแสนจะขาวจัดดำจัด ไปจนถึงดราม่าฟูมฟายถึงความดีงามของมนุษย์ และเต็มไปด้วยความสงสารเวทนา…พี่น้องดาร์แดนน์ก็สามารถทำให้สิ่งน่าวิตกเหล่านี้ไม่ปรากฏบนจอได้สำเร็จ

โดยครั้งนี้ พี่น้องดาร์แดนน์ได้ร่วมงานกับนักแสดงระดับเอลิสต์เป็นครั้งแรก ซึ่ง มารียง โกตีญาด์ (Marion Cotillard) ตีความตัวละครซองดราได้อย่างวิจิตร นอกจากเปลี่ยนสำเนียงการพูดและปรากฏตัวในรูปลักษณ์โทรมสุดฤทธิ์ เธอต้องแบกรับความทุกข์ ความคับข้อง ภาวะก้ำกึ่งที่จะศิโรราบต่อชะตากรรม และอาการของโรคซึมเศร้าที่กัดกินตัวละคร ซึ่งเธอสามารถเปลี่ยนร่างกายของตัวเองเป็นซองดราได้อย่างหมดจดแพรวพราว – ความจัดเจนของสองพี่น้องคือตัวละครเปี่ยมสีสันอย่างซองดรายังดูสมจริง และนั่นทำให้การพบ (หรือไม่พบ) กันของเธอกับบรรดาเพื่อนร่วมงานนั้นน่าติดตามอย่างยิ่ง เพราะถึงเรื่องจะคาดเดาไม่ได้ แต่ในขณะเดียวกันมันก็ช่างธรรมดาสามัญจนเราสัมผัสได้จริง

ในการดิ้นรนเพื่อให้ได้ทำงานต่อของซองดรา Two Days, One Night เลือกที่จะเล่าการเดินทางไปหาทุกคนถึงบ้านของซองดรา โดยไม่ได้ขับเน้นว่าเธอกำลังขอความเห็นใจ แต่เมื่อการโหวตออกครั้งแรกเกิดขึ้นโดยที่เธอไม่อยู่ คราวนี้เธอกำลังทำให้คนเหล่านั้นเห็นว่าเธอมี ‘ตัวตน’ – ซึ่งสำหรับซองดราที่ยังต้องทุกข์ทรมานด้วยโรคซึมเศร้ากับยาแก้เครียด การเดินทางที่เธอหวังผลเพียงครึ่งเดียวนี้คือการพิสูจน์ว่าเธอดำรงอยู่ มีคุณค่า และเคารพตัวเองได้เต็มหัวใจอีกครั้ง

ในSeraing , เมืองอุตสาหกรรมใกล้Liège , เบลเยียม , ภรรยาสาวและแม่ของแซนดร้าเตรียมความพร้อมที่จะกลับไปทำงานที่ Solwal โรงงานพลังงานแสงอาทิตย์แผงขนาดเล็กหลังจากที่ลาแพทย์ของการขาดภาวะซึมเศร้าและความวิตกกังวล ในระหว่างที่เธอไม่อยู่ ฝ่ายบริหารของ Solwal ตระหนักดีว่าเพื่อนร่วมงานของเธอสามารถทำงานกะของเธอได้โดยใช้เวลาชั่วโมงทำงานนานขึ้นเล็กน้อย และเสนอโบนัส 1,000 ยูโรให้แต่ละคนหากพวกเขาตกลงที่จะทำให้ Sandra ซ้ำซ้อน ในเย็นวันศุกร์ หลังจากที่แซนดราทราบข่าวและมีเพียงสองคนใน 16 คนเท่านั้นที่โหวตให้เธออยู่ต่อ เธอก็รู้สึกสิ้นหวังและไร้ค่า

มนูสามีของเธอพยายามที่จะยกระดับจิตใจของเธอ Juliette เพื่อนร่วมงานคนหนึ่งซึ่งลงคะแนนแทนเธอ เกลี้ยกล่อมให้เธอคุยกับ M. Dumont ผู้จัดการของ Solwal แซนดรากลายเป็นหินเกินกว่าจะพูด แต่จูเลียตโต้แย้งกรณีของเธอ Juliette บอกเขาว่าคนงานบางคนรู้สึกกดดันที่จะลงคะแนนให้แซนดราโดยหัวหน้าโรงงาน Jean-Marc ผู้ซึ่งบอกเป็นนัยว่างานหนึ่งต้องถูกกำจัด แม้ว่าจะลังเลใจ Dumont ตกลงที่จะลงคะแนนเสียงครั้งที่สองในช่วงเช้าของวันจันทร์

เมื่อตระหนักว่าชะตากรรมของเธออยู่ในมือของเพื่อนร่วมงาน แซนดราจึงต้องไปเยี่ยม 14 คนในช่วงสุดสัปดาห์เพื่อเกลี้ยกล่อมให้พวกเขาปฏิเสธโบนัสทางการเงิน และเธอต้องเผชิญกับการต่อสู้ที่ยากลำบากเพื่อรักษางานของเธอก่อนการลงคะแนนที่สำคัญ ในวันจันทร์. เพื่อนร่วมงานของเธอส่วนใหญ่คาดหวังโบนัสให้กับครอบครัวของพวกเขาเอง เพื่อนร่วมงานของเธอบางคนเป็นผู้อพยพ และบางคนก็ทำงานที่สองอยู่แล้ว ส่วนใหญ่ตอบสนองด้วยความเห็นอกเห็นใจ แต่น้อยคนนักที่จะโกรธ แซนดรารู้สึกแย่เมื่อเพื่อนร่วมงานที่เธอคิดว่าเป็นเพื่อนแกล้งทำเป็นไม่อยู่บ้าน แต่มีเพียงไม่กี่คนที่สนับสนุนเธอและบอกว่าพวกเขาจะโหวตให้เธอ Timur ผู้อพยพจากดาเกสถานหลั่งน้ำตาและบอกว่าเขารู้สึกละอายใจในตัวเอง ขณะที่แซนดราปกปิดเขาเมื่อเขาทำลายแผงในวันแรก เขาบอกว่าเขาจะเปลี่ยนใจและคุยกับคนงานคนอื่นแทนเธอ

ในบ่ายวันอาทิตย์ แซนดราพบว่าฌอง-มาร์กโทรหาเพื่อนร่วมงานเพื่อโน้มน้าวพวกเขาไม่ให้เปลี่ยนคะแนนโหวต และในความเป็นจริง เขาต่อต้านแซนดราที่กลับมาเพราะอาการซึมเศร้าของเธอ เธอไปเยี่ยมแอนน์ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมงานของเธอ ซึ่งสามีของเธอแกล้งขว้างเธอออกไปและกรีดร้องใส่ผู้หญิงทั้งสอง ย่อท้อซานดร้าพยายามฆ่าตัวตายที่บ้านโดยกินยาเกินขนาดในXanaxแต่เมื่อมาถึงแอนน์จะบอกเธอว่าเธอจะลงคะแนนให้เธอข่มขวัญแซนดร้าเพื่อมนุที่เธอกำลังจะอาเจียนยาขึ้น แซนดราพักฟื้นที่โรงพยาบาลและรู้สึกประทับใจเมื่อรู้ว่าแอนมาที่โรงพยาบาลด้วย แซนดราบอกมานูว่าพวกเขาจะไปเยี่ยมอีกสามคนที่เหลือในเย็นวันนั้น เมื่อแอนบอกเธอว่าเธอตัดสินใจทิ้งสามีของเธอ แซนดราจึงเชิญเธอไปค้างคืนที่บ้านของพวกเขา

แซนดราพูดกับอัลฟองเซ เด็กหนุ่มผู้อพยพชาวแอฟริกันที่ทำงานเป็นช่างเชื่อมตามสัญญา เขาจะได้เงินเพียง 150 ยูโรเพราะว่าเขายังใหม่ แต่เขากลัวฌอง-มาร์ก ผู้ซึ่งบอกให้เขาลงคะแนนเสียงต่อต้านแซนดร้า ถ้าเขาต้องการร่วมงานกับเพื่อนร่วมงานของเขา Alphonse บอกเธอว่าเขาต้องการลงคะแนนให้เธอ แต่เขากลัวว่า Jean-Marc จะค้นพบและเขียนถึงความผิดพลาดของเขา ซึ่งอาจทำให้โอกาสในการต่ออายุสัญญาของเขาเสียหายเมื่อหมดอายุในเดือนกันยายน

ในเช้าวันจันทร์ ขณะที่คนงานโซลวาลโหวตอีกครั้ง ฌอง-มาร์กก็แสดงความโกรธเคืองต่อแซนดรา เธอยืนหยัดเพื่อตัวเองและเตือนเขาว่าเขาทำอย่างไม่ยุติธรรม ในการลงคะแนนเสียงครั้งที่สอง ให้แปดเสียงให้เธอทำงานต่อ และแปดเสียงเพื่อเก็บโบนัส – ไม่เพียงพอที่จะล้มเลิกการลงคะแนนในวันศุกร์ เธอขอบคุณผู้ที่โหวตให้เธอทั้งน้ำตา รวมทั้งอัลฟองส์ เธอบอกแอนน์ว่าเธอสามารถอยู่ที่บ้านของพวกเขาได้อีกครั้งในคืนนั้นและเก็บล็อกเกอร์ของเธออย่างอดทน

อย่างไรก็ตาม Dumont โทรหาเธอที่ห้องทำงานของเขาและแสดงความยินดีกับเธอที่เชื่อว่ามีคนมากมายสนับสนุนเธอ เขาบอกเธอว่าเขาได้ตัดสินใจที่จะให้โบนัสกับทุกคนแต่ยังคงรักษาเธอไว้ ความสุขของแซนดราอยู่ได้ไม่นานในขณะที่เขาอธิบายว่าเขาจะไม่ต่ออายุคนงานที่สัญญาหมดอายุในเดือนกันยายน – อัลฟองส์ แซนดราปฏิเสธข้อเสนอของเขาอย่างสุภาพ ตอนนี้เธอมีความมั่นใจที่จะเริ่มต้นใหม่และใช้ชีวิตใหม่เพื่อตัวเอง “เราสู้ได้ดี” เธอบอกมานูอย่างภาคภูมิใจ

ว่านหางจระเข้ สมุนไพรสมานแผล รักษาโรค

สมุนไพรยอดฮิตที่คนไทยนิยมใช้และคุ้นเคยกันดีคงหนีไม่พ้น ว่านหางจระเข้ ที่อาจมีสรรพคุณและคุณประโยชน์มหาศาล โดยว่านหางจระเข้เป็น พืชสีเขียว ที่มีใบหนาอ้วน เมื่อผ่าใบออกแล้วจะพบส่วนที่เป็นเนื้อวุ้นใส ๆ ที่อุดมไปด้วยสารสำคัญต่าง ๆ เช่น สารต้านอนุมูลอิสระ วิตามินเอ วิตามินซี วิตามินอี และกรดอะมิโนที่จำเป็นสำหรับร่างกาย เป็นต้น

ว่านหางจระเข้

นอกจากยารักษา ว่านหางจระเข้ได้ถูกนำมาใช้เป็นส่วนผสมในอาหารเสริม เครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหลากหลายชนิด เนื่องจากสมุนไพรชนิดนี้อาจมีประโยชน์ทางการแพทย์และสรรพคุณทางยามากมายในการช่วยรักษาโรคและการเจ็บป่วยได้หลายชนิด ดังนี้

รักษาแผลไหม้พุพอง

แผลพุพองจากความร้อนที่ไม่ร้ายแรง แผลที่เกิดจากการทำครัว เช่น น้ำมันลวก น้ำร้อนลวก สามารถบรรเทาได้ง่าย ๆ ด้วยว่านหางจระเข้ โดยจะช่วยลดอาการอักเสบ เพิ่มการไหลเวียนของเลือดไปสู่บริเวณเนื้อเยื่อของแผล ช่วยบรรเทาความเจ็บปวดในบริเวณที่เกิดการไหม้ และแม้จะเป็นแผลที่ง่ายต่อการติดเชื้ออย่างแผลพุพอง ก็ยังสามารถใช้ได้เพราะว่านหางจระเข้มีกรดซาลิซิลิก คอยยับยั้งแบคทีเรีย และช่วยผลัดเซลล์ผิวหนังใหม่

รักษาโรคเริมที่อวัยวะเพศ

โรคเริมเป็นโรคจากเชื้อไวรัสเฮอร์ปีส์ซิมเพล็กซ์ (Herpes Simplex Virus: HSV) ที่มักทำให้เกิดการติดเชื้อที่ผิวหนัง ปาก และอวัยวะเพศ ลักษณะเป็นตุ่มน้ำใส ๆ จากนั้นจะแตกออกและอักเสบจนเกิดแผลเจ็บแสบ โดยตัวยาที่มีว่านหางจระเข้เป็นส่วนผสมอาจช่วยบรรเทาอาการของโรคได้และลดการอักเสบของโรค

รักษาโรคสะเก็ดเงิน

การใช้ว่านหางจระเข้รูปแบบครีมหรือขี้ผึ้งอาจช่วยบรรเทาอาการของโรคสะเก็ดเงินที่รุนแรงเล็กน้อยถึงปานกลางได้ โดยครีมที่มีส่วนผสมของสารสกัดจากว่านหางจระเข้จะช่วยลดการอักเสบ แดง คัน และผิวหนังที่ตกสะเก็ด ทั้งนี้ ผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินอาจต้องทาครีมที่มีสารสกัดจากว่านหางจระเข้วันละหลายครั้งติดต่อกัน 1 เดือนเพื่อผลลัพธ์ที่ดีขึ้น

ดีต่อผู้ป่วยเบาหวาน

จากการศึกษาพบว่าการรับประทานเนื้อว่านหางจระเข้อาจช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ และคอเลสเตอรอล ซึ่งน่าจะเป็นผลดีต่อการรักษาผู้ป่วยโรคเบาหวาน อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษาเกี่ยวกับสรรพคุณของว่านหางจระเข้ด้านนี้ยังไม่เพียงพอ ทำให้ไม่อาจระบุประสิทธิภาพและความปลอดภัยในการใช้ว่านหางจระเข้รักษาโรคเบาหวานได้อย่างแน่ชัด

บรรเทาอาการท้องผูก

หลักฐานทางวิทยาศาสตร์บางส่วนพิสูน์ว่าการรับประทานยางของว่านหางจระเข้อาจมีสรรพคุณช่วยบรรเทาอาการท้องผูกได้ อย่างไรก็ตาม การรับประทานยางของว่านหางจระเข้จะให้ผลดีจริงหรือไม่นั้นยังไม่ทราบแน่ชัด เนื่องจากยังไม่มีการวิจัยที่น่าเชื่อถืออย่างชัดเจน และการดื่มน้ำว่านหางจระเข้ก็อาจส่งผลข้างเคียงทำให้เกิดอาการปวดท้องและท้องเสียได้

เห็นประโยชน์ต่อการรักษาสารพัดโรคของว่านหางจระเข้อย่างนี้แล้ว หลายคนคงสนใจคุณสมบัติด้านการรักษาของพืชชนิดนี้ ซึ่งงานวิจัยส่วนใหญ่ก็พบว่าการใช้ว่านหางจระเข้ได้ผลดีและมีผลข้างเคียงน้อยเสียด้วย คาดว่าต่อไปเราอาจได้เห็นว่านหางจระเข้กลายเป็นส่วนประกอบสำคัญของยารักษาโรคต่าง ๆ เหล่านี้มากขึ้นอย่างแน่นอน

ใช้ว่านหางจระเข้อย่างไรให้ปลอดภัย ?

โดยทั่วไปแล้วการใช้ว่านหางจระเข้เพื่อบรรเทาอาการต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับผิวหนังและการรับประทานว่านหางจระเข้ในปริมาณที่เหมาะสมติดต่อกันเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ นั้นค่อนข้างปลอดภัย อย่างไรก็ตาม การรับประทานว่านหางจระเข้อาจไม่ส่งผลดีต่อสุขภาพหรือมีความปลอดภัยเสมอไป โดยข้อควรระวังของการบริโภคว่านหางจระเข้มี ดังนี้

การรับประทานสารสกัดจากใบหรือยางของว่านหางจระเข้

  • ไม่รับประทานสารสกัดจากใบหรือยางของว่านหางจระเข้ในปริมาณมากหรือติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน เพราะอาจทำให้เกิดผลข้างเคียง เช่น ปวดท้อง ท้องเสีย เป็นต้น อีกทั้งยังเสี่ยงต่อโรคมะเร็งและอาจนำไปสู่การเกิดภาวะไตวายฉับพลันที่อาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้
  • ไม่ใช้สารสกัดจากใบหรือยางของว่านหางจระเข้ในเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี

การรับประทานว่านหางจระเข้ร่วมกับยา

การรับประทานว่านหางจระเข้ร่วมกับยารักษาโรคบางชนิดอาจก่อให้เกิด ผล ข้าง เคียง รุน แรง ตาม มา ได้ โดย ผู้ ที่ กำ ลัง รับ ประทาน ยารักษาโรคเบาหวาน ยารักษาโรคหัวใจ ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ยาขับปัสสาวะ ยาถ่ายชนิดกระตุ้นลำไส้ หรืออาหารเสริม ควรปรึกษาแพทย์ก่อนลองใช้ว่านหางจระเข้เพื่อบำบัดรักษาโรค

นอกจากคนไทยจะรู้จักสรรพคุณของว่านหางจระเข้เป็นอย่างดี หลายๆ ประเทศก็รู้จักนำว่านหางจระเข้มาใช้ในการรักษาโรคต่างๆ มานานหลายศตวรรษ อย่างประเทศจีนก็มีรายงานการใช้ว่านหางจระเข้ในการทำเป็นยาเช่นกัน

สรรพคุณของวุ้นว่านหางจระเข้ เป็นยาฆ่าเชื้อ ฝาดสมานแผล ห้ามเลือด ในขณะเดียวกันก็เป็นตัวกระตุ้นเซลล์เนื้อเยื่อให้เจริญเติบโต ทำให้แผลหายเร็วขึ้น ประเทศสหรัฐอเมริกา รัสเซีย ญี่ปุ่น ออสเตรีย ได้ทดลองพบว่า ว่านหางจระเข้สามารถนำมาใช้รักษาแผลธรรมดา แผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก แผลที่เกิดจากการฉายรังสี ลดอาการอักเสบ ฆ่าเชื้อโรค ป้องกันผิวไหม้เพราะแดด บำรุงผิวหน้า กำจัดฝ้า ยาระบาย แก้ไอ เจ็บคอ รักษามะเร็ง แก้พิษแมงกะพรุน ช่วยประสานกระดูก รักษาโรคตับและรักษาสมองผิดปกติ ด้วยสรรพคุณที่มากมายนี้เอง “ว่านหางจระเข้” จึงถูกขนานนามว่า “สมุนไพรมหัศจรรย์จากธรรมชาติ”

สารโพลียูโรไนด์และโพลีแซคคาไรด์ สารสำคัญที่ช่วยรักษาบาดแผลให้หายเร็วและยังช่วยป้องกันไม่ให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายทางบาดแผล ต้องใช้กระบวนการผลิตที่ดี (GMP) เท่านั้น ถึงจะคงตัวยาเหล่านี้ไว้ได้ ได้ทำการศึกษากับผู้ป่วย บาดแผลไฟไหม้น้ำร้อนลวกจำนวน 13 ราย ที่มีบาดแผลไม่น้อยกว่าร้อยละ 2 เมื่อได้ทาว่านหางจระเข้และตรวจสอบด้วยกล้องจุลทรรศน์ พบว่าแผลหายเร็วกว่าการทายาชนิดอื่น นอกจากนี้ยังมีส่วนทำให้แผลสะอาด และกระตุ้นเนื้อเยื่อที่เสียให้เจริญเติบโตขึ้นใหม่ได้เร็วขึ้น

บาดแผลที่เกิดจากไฟไหม้ น้ำร้อนลวก แบ่งได้เป็น 4 ระดับ ว่านหางจระเข้จะเป็นบาดแผลไหม้ไม่เกินระดับที่ 2

ระดับที่ 1 ผิวหนังไม่แตก
ระดับที่ 2 มีตุ่มพองและหนังแตก
ระดับที่ 3 ผิวหนังทุกชั้นถูกทำลายและเป็นแผลเปิด
ระดับที่ 4 ผิวหนังมีรอยไหม้ดำ

ว่านหางจระเข้จึงเป็นสมุนไพร มหัศจรรย์ที่ช่วยรักษาบาดแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก แผลที่เกิดจากการฉายรังสีได้ดี นอกจากนี้ยังสามารถใช้ในลักษณะ ของเครื่องสำอางได้ด้วยคือป้องกันผิวไหม้เพราะแดดและบำรุงผิว ด้วยวิวัฒนาการทางเทคโนโลยี ทำให้ควบคุมคุณภาพผลิตในรูปแบบของเจล มีความเข้มข้นถึง 87.40% เนื้อเจลคงตัวนานและปราศจากการปนเปื้อนจุลินทรีย์ จึงเหมาะเป็นยาที่ควรมีไว้ประจำบ้าน

ไอฟาย..แต๊งกิ้ว..เลิฟยู้ (I Fine Thank You Love You)

เพลง (ปรีชญา พงษ์ธนานิกร)  ไอฟาย..แต๊งกิ้ว..เลิฟยู้ ติวเตอร์ภาษาอังกฤษ มีลูกศิษย์ชาวต่างชาติเป็นคายะ (โซระ อาโออิ) เธอตัดสินใจทิ้งแฟนหนุ่มคนไทย ยิม (ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์) ไปอเมริกา แต่ด้วยความที่ยิมฟังภาษาอังกฤษไม่ออก เธอจึงอัดวิดีโอบอกเลิกใส่ธัมป์ไดรว์แล้วให้เพลงช่วยไปแปลให้ยิมฟัง เมื่อยิมรู้ว่าถูกบอกเลิกก็พาลโมโหโวยวายใส่เพลงว่าเป็นคนสอนภาษาอังกฤษให้แฟนสาวเขาจนเป็นต้นเหตุให้เธอทิ้งเขาไป ยิมจึงตัดสินใจสมัครเรียนกับเพลง โดยหวังจะตามไปง้อแฟนที่อเมริกา ตอนแรกเพลงไม่อยากรับสอน แต่สุดท้ายก็ต้องจำใจยอม

โดยเพลงใช้ร้านกาแฟเป็นสถานที่เรียนหนังสือ ด้วยความที่ยิมเป็นช่างเทคนิคในโรงงาน ความรู้ภาษาอังกฤษจึงต่ำมาก เพลงจึงต้องใช้ทุกวิธีสอนยิม ตั้งแต่การฝึกออกเสียง  ดูหนังออนไลน์ฟรี การใช้เหตุการณ์สมมุติ รวมไปถึงการอ่านหนังสือนิทานของเด็ก ซึ่งเป็นเรื่องไม่ง่ายเลยสำหรับยิม แต่ยิมก็พยายามฝึกตัวเองอย่างไม่ย่อท้อ จนเพลงเริ่มเห็นความตั้งใจ ในขณะเดียวกัน เพลงได้ตกลงเป็นแฟนกับ คุณพฤกษ์ (ภพธร สุนทรญาณกิจ) ลูกศิษย์ อีกคอร์สหนึ่ง ซึ่งเป็นหนุ่มหล่อ ชาติตระกูลดี เหมือนชายในฝันของผู้หญิงทุกคน ด้วยความที่พฤกษ์เป็นคนโรแมนติกก็มักจะเซอร์ไพรส์เพลงอยู่บ่อย ๆ จนทำให้เพลงไม่เป็นตัวเอง จึงบอกเลิกพฤกษ์ส่วนการเรียนการสอนของเพลงและยิมก็ค่อย ๆ ผ่านไป ทั้งคู่ต่างได้เรียนรู้นิสัยที่แท้จริงของกันและกัน จนทำให้ทั้งสองคนค่อย ๆ เพิ่มพูนความรู้สึกดี ๆ ต่อกันขึ้นเรื่อย ๆ โดยไม่รู้ตัว

เมื่อถึงวันที่ยิมต้องไปสอบ ยิมก็สอบไม่ผ่าน เพลงก็ให้กำลังใจข้างๆ ซึ่งคำตอบที่ยิมตอบไปในคำถามสุดท้ายที่ถามว่าผู้ก่อตั้งคือใคร ยิมตอบไปว่าโดราเอมอน แต่ความจริงแล้ว ยิมก็รู้คำตอบที่ถูกต้อง แต่เพียงเพราะยิม ไม่อยากไปตามง้อแฟนสาวแล้ว เพราะในตอนนั้นยิมและเพลงเกิดความรู้สึกดี ๆ ต่อกัน แต่ไม่สามารถให้ความชัดเจนได้ ยิมจึงตอบไปแบบนั้นเพื่อมาขอเพลงเป็นแฟนในตอนจบ

เปิดตัว ไอฟาย แต้งกิ้ว เลิฟยู

โครงเรื่อง
สามารถพบได้บ่อยสำหรับผู้ชมและผู้ฟัง ในวงกว้าง ด้วยเหตุที่ว่าตัวละครมีความสนุก และมีความกวนอยู่ในตัว โดยเล่าเรื่องให้ผู้ชมเข้าใจง่าย ไม่ซับซ้อนหักมุมไปมา ตัวละครก็ไม่ได้เขียนให้มีบทบาทที่พลิกพันหน้าที่การงานจนเกินไป โดยมีการสะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจ ความพยายามที่จะทำสิ่งต่าง ๆ หากตั้งใจจริง ๆ สิ่งที่คิดไว้ก็จะสามารถทำได้อย่างที่หวัง โดยเรื่องนี้โชว์ให้เห็นถึงการกล้าทำตามหัวใจของตัวเองในตอนนั้น ทำตามความรู้สึกที่เปลี่ยนไป และสุดท้ายก็ตัดสินใจไม่ผิดจริง ๆ

ความขัดแย้ง
ตอนแรกเพลงไม่อยากรับสอนยิม เพราะกลัวจะไม่ปลอดภัย ด้วยเหตุที่ว่ายิมเป็นนายช่าง และการเจอกันในครั้งแรกยิมก็แสดงกริยาที่ไม่เหมาะสม เพลงจึงไม่อยากรับสอนยิม แต่ยิมข่มขู่ เพลงจึงต้องยอมสอน ระหว่างเรียนเพลงก็แบท้อ เพราะยิมไม่มีพัฒนาการขึ้นเลย จึงถอดใจเลิกสอน แต่ยิมก็ข่มขู่อีกครั้ง เพลงจึงต้องยอมสอนต่อ

ตัวละคร
ตัวละครทุกตัวมีบุคลิกที่ชัดเจนโดยส่วนใหญ่เรื่องนี้จะเน้นไปทางการสร้างความตลก การสร้างอารมณ์ขัน ไม่มีตัวละครร้าย ซึ่งตัวละครแต่ละตัวก็แสดงได้สมบทบาท แสดงออกให้เห็นถึงบุคลิกของตัวละครนั้นจริง ๆ ทั้งด้านอารมณ์และความรู้สึกนึกคิดออกมาอย่างชัดเจน ทำให้ผู้ชมเข้าใจได้ถึงอารมณ์ของตัวละครตัวนั้นอย่างแท้จริง

แก่นเรื่อง
แนวคิดหลักของเรื่องนี้อยู่ที่ การทำให้เห็นว่าถ้ารักใครสักคน ก็อยากที่จะพยายามทำทุกอย่างเพื่อที่จะได้มาครอบครอง แต่ลืมคิดไปว่าจริง ๆ แล้วความรักเป็นเรื่องของความรู้สึก แม้ว่าเราจะพยายามมากแค่ไหน แต่ถ้าเขา ไม่รักก็คือไม่รัก และความรักก็สามมารถเกิดขึ้นระหว่างการได้ใกล้ชิด และช่วยเหลือกันและกัน ระหว่างคน ๒ คน ได้เช่นเดียวกัน

ฉาก
เป็นฉากที่เกี่ยวกับสถาบันกวดวิชาของเพลง ร้านกาแฟ โรงงานของยิม ลานจอดรถ ฯลฯ โดยรวมจะเกิดขึ้นในสถานที่ที่มีเพลงกับยิมอยู่ด้วยกัน และในตอนที่เพลงกับยิมอยู่ที่ห้องพักส่วนตัว

สัญลักษณ์
สัญลักษณ์ในเรื่องนี้ เห็นได้ชัดก็คือแหวนเฟื่อง ที่ยิมตั้งใจทำให้กับคายะตอนเป็นแฟน และคายะได้ส่งกลับมาให้ยิมตอนเลิกกันและคายะต้องไปอยุ่ที่อเมริกา เวลาที่ยิมเหนื่อยจากการเรียน ก็จะหยิบแหวนวงนี้ขึ้นมาดูเพื่อเป็นการเตือนใจตัวเองให้สู้ต่อ เพื่อที่จะไปสัมภาษณ์และผ่านไปทำงานที่เมืองนอกได้

มุมมองในการเล่าเรื่อง
มุมมองการเล่าเรื่องของเรื่องนี้ เป็นการเล่าแบบบุคคลต่อบุคคล คือ การที่คายะมาเล่าเรื่องให้เพลงฟัง เพื่อให้เพลงไปแปลเสียงที่บันทึกไว้ให้ยิมฟัง เพื่อต้องการฝากบอกเลิก และยิมไม่ยอมรับการบอกเลิกครั้งนี้ จึงให้เพลงเป็นคนสอนภาษาอังกฤษ เพื่อที่จะตามไปง้อคายะ และเล่าเรื่องในใจของให้เพลงฟัง ในตอนท้ายเพลงเลือกที่จะบอกความรู้สึกของตัวเองกับยิม และยิมก็อัดเสียงบอกความรู้สึกตัวเองกับเพลง ทำให้ผู้ชมรู้สึกได้ถึงอารมณ์ของนักแสดง

ข้อดีของภาพยนตร์เรื่องนี้
๑. การแสงดของพระเอกเข้าถึงตัวละครได้เป็นอย่างดี สมบทบาท
๒. เป็นภาพยนตร์ที่สามารถดูคลายเครียดได้เป็นอย่างดี เพราะมีเหตุการณ์ให้หัวเราะตลอดทั้งเรื่อง
๓. นักแสดงสมบททุกคน แสดงได้สบบทบาท สามารถสร้างเสียงหัวเราะได้ทุกคน
๔. สำเนียงการพูดภาษาอังกฤษในเรื่องเป็นสำเนียงที่น่าฟัง และเข้าใจง่าย
๕. การเล่าเรื่องไม่ซับซ้อนทำให้ผู้ชมเข้าใจได้ง่าย

ข้อเสียของภาพยนตร์เรื่องนี้
๑. ฉากดราม่า ยังไม่แสดงไม่ถึงอารมณ์เท่าที่ควร ผู้ชมบางคนอาจจะยังไม่เชื่อ
๒. การเล่าเรื่องสามารถเด่าเหตุการณ์ได้ว่าจะลงเอยแบบไหน

จีทีเอช จัดงานแถลงข่าวเปิดตัวหนัง ไอฟาย..แต๊งกิ้ว..เลิฟยู้ ดี๊ดี ซันนี่ ควงติวเตอร์สาว ไอซ์-ปรีชญา โชว์เต้นสุดฮา กะ โจ๊ก โซคูล (GTH)

   ค่ายหนังอารมณ์ดี “จีทีเอช” จัดงานแถลงข่าวเปิดตัวภาพยนตร์โรแมนติก คอมเมดี้ ไอฟาย..แต๊งกิ้ว..เลิฟยู้ ของผู้กำกับ เมษ ธราธร หนังเรื่องล่าสุดที่มามอบความสนุกส่งท้ายปี ซึ่งได้สาวสวยสุดฮอต ไอซ์-ปรีชญา พงษ์ธนานิกร มาสวทบทติวเตอร์ภาษาอังกฤษ ร่วมด้วยนักเรียนสายเถื่อนจอมโหด ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์ และแก๊งเพื่อนสายฮา โจ๊ก โซคูล ที่จะมาสีสันให้กับงานที่ลานชั้น 1 ห้างเซ็นทรัลเวิล์ด

งานนี้พิธีกรสุดเลิฟ เอกกี้-เอกชัย เอื้อสังคมเศรษฐ์ กล่าวต้อนรับเปิดงานเป็นภาษาอังกฤษ เพื่อให้เข้ากับบรรยากาศของหนัง พร้อมเชิญผู้กำกับร้อยล้าน เมษ ธราธร มาพูดคุยถึงที่มาของชื่อหนัง ไอฟาย..แต๊งกิ้ว..เลิฟยู้ ว่ามาจากคุณวิสูตร เป็นคนตั้งให้ ซึ่งก็มาจากหนังเรื่องนี้นี่แหละที่เล่าถึงการสอนภาษาอังกฤษของติวเตอร์สาวกับนายช่างโรงงานที่อ่อนภาษามาก แต่อยากเรียนภาษาอังกฤษเพื่อที่จะตามไปง้อแฟนเมืองนอก ที่นี่พอเป็นเรื่องครูกับนักเรียน เราก็เลยขอยืมคำที่เด็กนักเรียนทุกคนจะต้องพูดในคาบเรียนภาษาอังกฤษมาใช้ เวลาที่หัวหน้าห้องพูดว่า “Good morning teacher” คุณครูก็จะถามกลับมาว่า Good morning, How are you ? เด็ก ๆ ก็จะตอบว่า I’ m fine thank you and you แต่ด้วยความที่หนังเราเป็นหนังโรแมนติก-คอมเมดี้ เราก็เลยเปลี่ยนจาก แอนด์ยู้ เป็นเลิฟยู้ ซึ่งเรื่องนี้เมษทั้งเขียนบทเอง กำกับเองและเป็นแอ็คติ้งโค้ชเองด้วย

จากนั้นชมวีทีอาร์เปิดตัวหนัง ตามด้วยตัวอย่างหนัง ให้ได้ชมก่อนใคร พร้อมพูดคุยกับนักแสดง ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์ และ นางเอกสาว ไอซ์-ปรีชญา พงษ์ธนานิกร, โจ๊ก โซคูล และนักแสดงน้องใหม่ นิว-กุลญาดา ถึงที่มาและบทบาทของการมาเล่นหนังเรื่องนี้ แต่ล่ะคนตอบคำถามเรียกเสียงฮา และมีเฮอีกหลังชม มิวสิควิดีโอเพลง ABC ชักกระตุกจบ  4 นักแสดงนำ พร้อมเดอะแก๊งช่าง ออกมาเซอร์ไพร์สเต้นเพลง “ABC ชักกระตุก” ได้อย่างแซ่บเวอร์ ลีลาเด็ดรับรองเด็กแว้น บอย สก๊อตเกิร์ล เรียกพี่อย่างแน่นอน !!

ปิดท้ายความฮาเมื่อผู้บริหารใจดี วิสูตร พูลวรลักษณ์, จินา โอสถศิลป์, จิระ มะลิกุล,ยงยุทธ ทองกองทุน ฯลฯ มาร่วมถ่ายภาพกับผู้กำกับ เมษ ธราธร และทีมนักแสดง ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์, ไอซ์-ปรีชญา พงษ์ธนานิกร, โจ๊ก โซคูล ,นิว-กุลญาดา ฯลฯ  ที่ขอมาโชว์ทำมือท่า ไอฟาย..แต๊งกิ้ว..เลิฟยู้ ให้ได้จี๊ดโดนใจผู้ชม 10 ธันวาคม ติวเข้ม เน้นฮา ทุกโรงภาพยนตร์

อายุที่เหมาะกับการตั้งครรภ์ ความสำเร็จและความเสี่ยงที่ควรระวัง

อายุที่เหมาะกับ การตั้งครรภ์ นั้นอาจระบุได้ยาก เพราะการตั้งครรภ์และ เลี้ยงดูเด็กนั้นจำเป็นต้องใช้ปัจจัยและความพร้อมในหลายด้าน บางช่วงอายุอาจมีความพร้อมทางด้านร่างกาย แต่อาจขาดความพร้อมในด้านอื่น ซึ่งอาจส่งผลเด็กและตัวคุณพ่อคุณแม่เองด้วย

หากมองในแง่ของความพร้อมของร่างกาย วัยหนุ่มสาวก็อาจเป็นคำตอบของคำถามนี้ แต่หากพูดถึงความพร้อมในการเลี้ยงดู ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าอาจจะเป็นวัยผู้ใหญ่ที่มีศักยภาพสูงกว่าในหลายด้าน แต่หากอายุมากเกินไปก็อาจเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนของคุณแม่และทารก แล้วช่วงอายุไหนถึงจะเหมาะกับการตั้งครรภ์กัน

อายุที่เหมาะกับการตั้งครรภ์

อายุที่เหมาะกับการตั้งครรภ์ เปอร์เซ็นต์สำเร็จและความเสี่ยง

มนุษย์เพศหญิงนั้นเกิดพร้อมเซลล์ไข่ราว 1-2 ล้านฟอง ไข่เหล่านี้จะเริ่มสุกหรือพร้อมปฏิสนธิเมื่อเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ โดยปริมาณและคุณภาพของไข่จะลดลงตามอายุที่เพิ่มขึ้น ทำให้ส่งผลโดยตรงต่อการตั้งครรภ์ ซึ่งการตั้งครรภ์ในแต่ละช่วงวัยนั้นมีความแตกต่างกัน ดังนี้

ช่วงอายุ 20 ปี

ช่วงอายุนี้แบ่งออกเป็นตอนต้นกับตอนปลาย สำหรับช่วงตอนต้นหรือคนที่มีอายุ 20-24 ปี มักกำลังอยู่ในระหว่างเรียนมหาวิทยาลัย เพิ่งเรียนจบหรือเพิ่งเริ่มต้นทำงาน ส่วนช่วงอายุ 25-29 ปี จัดเป็นช่วงกลางถึงปลาย ก็ยังเป็นวัยที่จดจ่อกับการทำงาน ความก้าวหน้า ทำสิ่งที่อยากทำ และหาประสบการณ์ ด้วยลักษณะและความสนใจทั้งหมดนี้ทำให้คนในวัยนี้อาจมีสถานะทางการเงินและความพร้อมอื่น ๆ ไม่มากพอจะแบกรับภาระในการมีลูกได้อย่างเต็มที่

อย่างไรก็ตาม ช่วงอายุนี้ถือเป็นช่วงที่ ร่างกายพัฒนาได้สมบูรณ์ มีความแข็งแรงและสุขภาพดี จึงอาจมีโอกาสในการตั้งครรภ์สูงมากถึง 25 เปอร์เซ็นต์ต่อเดือน และอาจพบภาวะแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์ได้น้อยมาก ด้วยเหตุนี้ ช่วงอายุ 20 ปี จึงเป็นช่วงอายุที่ร่างกายพร้อมกับการตั้งครรภ์ที่สุด แต่ก็อาจประสบกับปัญหาด้านการเงิน การแบ่งเวลา การเลี้ยงดูได้ โดยเฉพาะหากเป็นช่วง 20 ตอนต้นหรืออายุน้อยกว่านั้น เพราะการตั้งครรภ์ย่อมส่งผลต่อการเรียน การใช้ชีวิตในสังคม และอนาคตของเด็กที่ตั้งครรภ์และลูกอย่างแน่นอน

ช่วงอายุ 30 ปี

อายุ 30 ปี เริ่มเป็นช่วงเวลาของการเป็นผู้ใหญ่เต็มตัวมากขึ้น เริ่มมีฐานเงินเดือนที่สูงขึ้น มีเงินเก็บ มีการวางแผนสำหรับอนาคต แต่เปอร์เซ็นต์ในการตั้งครรภ์ก็อาจลดลงตามอายุที่เพิ่มขึ้น แต่ก็ยังถือว่าลดลงไม่มากนัก โดยในช่วงตอนต้นของวัยนี้อาจมีโอกาสตั้งครรภ์ราว 20 เปอร์เซ็นต์ต่อการตกไข่ 1 รอบ แต่หลังจากอายุ 32 ปีขึ้นไป ปริมาณและคุณภาพของไข่ภายในร่างกายจะลดลงอย่างช้า ๆ เมื่อเช้าสู่ช่วงอายุ 35-37 ปี ปริมาณของเซลล์ไข่ในร่างกายจะเหลืออยู่ราว 25,000 ฟองและจะลดลงอย่างรวดเร็ว รวมถึงคุณภาพของไข่ก็ลดลงด้วยเช่นกัน นั่นก็หมายถึงโอกาสตั้งครรภ์ที่ลดต่ำลงด้วย ซึ่งอาจมีโอกาสตั้งครรภ์เพียง 12 เปอร์เซ็นต์ใน 3 เดือนเท่านั้น

นอกจากนี้ คนในวัยนี้อาจเริ่มมีโรคหรือปัญหาสุขภาพบางอย่างที่ส่งผลต่อระบบสืบพันธุ์หรือร่างกายส่วนอื่น ๆ จึงอาจมีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์ อย่างการแท้งหรือเกิดโรคทางพันธุกรรม นอกจากภาวะแทรกซ้อนที่พบในทารกแล้ว ตัวคุณแม่เองก็มีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะความดันสูง โรคเบาหวานระหว่างตั้งครรภ์ ไปจนถึงภาวะครรภ์เป็นพิษ ดังนั้น หากวางแผนที่จะตั้งครรภ์หลังอายุ 35 ปี ควรปรึกษาแพทย์ถึงวิธีการเตรียมตัวก่อนการตั้งครรภ์และวิธีที่จะช่วยลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน เพื่อความปลอดภัยของคุณแม่และทารกในครรภ์

ช่วงอายุ 40 ปี

หลังจากอายุ 40 ปี ปริมาณและคุณภาพของไข่นั้นจะลดลงอย่างมาก แม้ว่าเป็นคนที่มีสุขภาพดีก็อาจมีโอกาสตั้งครรภ์น้อยกว่า 5 เปอร์เซ็นต์ต่อเดือน อีกทั้งคุณภาพของไข่ที่ลดลงอาจทำให้เสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนในขณะตั้งครรภ์ได้หลายอย่าง เช่น ทารกแรกเกิดน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ โครโมโซมผิดปกติ พิการแต่กำเนิด คลอดก่อนกำหนด ตายคลอดหรือทารกตายตั้งแต่อยู่ในครรภ์ (Stillbirth) เป็นต้น นอกเหนือจากภาวะที่พบได้ในช่วง 30 ตอนปลายแล้ว คุณแม่ยังอาจเสี่ยงต่อภาวะท้องนอกมดลูกและภาวะรกเกาะต่ำ (Placenta Previa) เพิ่มขึ้นอีกด้วย

แม้ว่าช่วงวัยนี้จะเป็นช่วงที่หลายคนอาจมีสถานะทางการเงินที่มั่นคงและมีวุฒิภาวะพร้อมที่จะดูแลลูก แต่ภาวะทางร่างกายนั้นอาจไม่เอื้ออำนวยนัก หากอยากมีลูกในช่วงอายุนี้จำเป็นต้องได้รับคำปรึกษาและการดูแลจากแพทย์ในทุกขั้นตอน เพื่อเพิ่มความสำเร็จในการตั้งครรภ์และป้องกันอันตรายที่อาจเกิดกับแม่และลูก อย่างไรก็ตาม แม้แต่ในคนอายุมากก็ยังมีโอกาสที่ทารกจะเกิดมาแข็งแรงสมบูรณ์ได้เช่นกัน และหลังจากช่วงอายุนี้ผ่านไปแล้ว การตั้งครรภ์นั้นอาจเป็นไปได้ยากมาก

ทางเลือกในการตั้งครรภ์หลังอายุ 35 ปี

อย่างที่ได้กล่าวไปว่าหลังจากอายุ 35 ปี โอกาสประสบความสำเร็จในการตั้งครรภ์จะลดลงอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง รวมไปถึงอาจมีความเสี่ยงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับแม่และลูกทั้งระหว่างตั้งครรภ์ไปจนกระทั่งคลอด ซึ่งแพทย์อาจแนะนำวิธีที่อาจช่วยเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์ของคนกลุ่มนี้ ดังนี้

  1. ใช้ยากระตุ้นการตกไข่

    วิธีนี้เป็นการใช้ยาฮอร์โมนเข้าไปปรับฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับการตกไข่และระบบสืบพันธุ์ เพื่อเพิ่มโอกาสใน การตั้งครรภ์ โดยผู้ที่เข้ารับการใช้ยากระตุ้นการตกไข่ต้องผ่านการประเมินจากแพทย์ เพื่อดูชนิดของฮอร์โมนที่เหมาะสมกับสภาพของไข่ภายในร่างกาย

  2. ทำเด็กหลอดแก้ว

    IVF หรือการทำเด็กหลอดแก้ว (In Vitro Fertilization) วิธีนี้เป็นการนำเซลล์ไข่และอสุจินั้นมาผสมกันในหลอดแก้วทดลอง จากนั้นแพทย์จะนำไข่ที่ได้รับการผสมแล้วหรือตัวอ่อนเข้าไปในครรภ์ของฝ่ายหญิง โดยวิธีนี้อาจใช้เซลล์ไข่หรืออสุจิที่ได้รับมาจากผู้บริจาคที่ร่างกายแข็งแรง ซึ่งอาจช่วยให้ การตั้งครรภ์ มีโอกาสสำเร็จสูงขึ้น

  3. ทำกิ๊ฟท์

    การผสมเทียมในท่อนำไข่หรือที่หลายคนเรียกว่าการทำกิ๊ฟท์ (Gamete Intra fallopian Transfor-GIFT) เป็นการฉีดอสุจิและเซลล์ไข่เข้าไปยังท่อนำไข่เพื่อให้เกิดการปฏิสนธิกันตามธรรมชาติ

  4. แช่แข็งเซลล์ไข่

    การแช่แข็งเซลล์ไข่อาจไม่ตรงกับอายุของกลุ่มนี้มากนัก แต่เป็นวิธีที่อาจเป็นประโยชน์สำหรับผู้หญิงที่อยากเก็บเซลล์ไข่ไว้ในขณะที่เซลล์ยังสมบูรณ์ โดยจะมีการบริการเก็บไข่และนำไปแช่แข็ง เพื่อนำออกมาผสมกับอสุจิเมื่อเจ้าของไข่พร้อมที่จะตั้งครรภ์

อย่างไรก็ตาม โอกาสสำเร็จของวิธีเหล่านี้อาจลดลงตามอายุที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ปัญหาการตั้งครรภ์อาจเกิดจากฝ่ายชายได้เช่นกัน คู่รักที่มีปัญหาด้านนี้จึงควรไปพบแพทย์ด้วยกัน สำหรับคนในช่วงอายุ 20-30 ปีตอนต้นที่มีเพศสัมพันธ์แบบไม่ป้องกันราว 3 ครั้งต่อสัปดาห์ต่อเนื่องกันไปจนถึง 1 ปีแล้วยังไม่ตั้งครรภ์ ควรไปพบแพทย์ เพราะมีแนวโน้มที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเสี่ยงต่อภาวะมีลูกยาก

สุดท้ายนี้ ไม่อาจสามารถสรุปได้ว่าอายุที่เหมาะกับการตั้งครรภ์นั้นควรจะเป็นช่วงไหน เพราะในแต่ละช่วงอายุมีปัจจัยความพร้อมที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นสถานะทางการเงิน ความมั่นคง วุฒิภาวะ หรือความเป็นพ่อเป็นแม่ แต่เพื่อความปลอดภัยและลดปัญหาการตั้งครรภ์ ควรไปพบแพทย์เพื่อขอรับคำแนะนำ นอกจากนี้ แม้อายุจะเพิ่มขึ้น แต่คนที่สุขภาพแข็งแรงดีมักมีโอกาสที่จะตั้งครรภ์สูงกว่า ดังนั้น การรักษาสุขภาพด้วยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์และการออกกำลังกายอย่างเหมาะสมก็อาจช่วยเพิ่มความสำเร็จในการตั้งครรภ์ได้

The Intouchables เป็นหนังที่ดัดแปลงมาจากชีวิตจริงของชายผู้หนึ่งที่ต้องนั่งเก้าอี้เข็นตลอดชีวิต

The Intouchables เป็นหนังที่ดัดแปลงมาจากชีวิตจริงของชายผู้หนึ่งที่ต้องนั่งเก้าอี้เข็นตลอดชีวิตเพราะอุบัติเหตุจนสภาพร่างกายตั้งแต่ช่วงคอลงไปไร้ความรู้สึก ทำให้จำต้องประกาศหาพยาบาลส่วนตัวเพื่อมาดูแลอยู่ข้างๆจนได้พบกับชายคนนั้นที่ทำให้ชีวิตต่างฝ่ายเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีเกินคาดอย่างคาดไม่ถึงกับชีวิตที่ไม่เต็มร้อยได้อย่างสบายสุขสบายใจ โดยเนื้อเรื่องเกิดขึ้นกับฟิลิปป์ (Francois Cluzet) มหาเศรษฐีผู้มีทรัพย์สินเงินทองพร้อมทุกอย่างในชีวิต แต่ขาดคนดูแลเคียงข้างเพียงเพราะเขาเป็นอัมพาตทั้งตัวจนมีสิ่งเดียวที่นำพาชีวิตไปไหนได้คือเก้าอี้รถเข็น ทว่าในระหว่างคัดตัวผู้ที่จะมาดูแลนั้นเกิดสะดุดตาเข้ากับใครบางคนที่ดูจะแตกต่างกับใครทุกคนที่มาสมัคร เนื่องจากคนนี้เป็นคนผิวดำอันแสนจะดูไม่เป็นทางการเลยสักนิดแถมท่าทางจะมากวนโอ๊ยก็ว่าได้ ซึ่งคนนี้คือดริสส์ (Omar Sy) ชายร่างโตที่เดินเข้ามาหาเพียงเพื่อต้องการให้ฟิลิปป์เซ็นเอกสารเท่านั้นส่วนเรื่องอื่นอะไรไม่ได้คิดสนใจแม้แต่น้อย งานนี้จึงเท่ากับว่าดริสส์ชายผู้ดูแตกต่างจากชาวบ้านชาวช่องไม่ได้มาขอสมัครงานแต่อย่างใด และด้วยท่าทางไม่ตั้งใจมาเพื่อเอางานเช่นนี้เองบกกับเสน่ห์บางอย่างกลับทำให้ฟิลิป์ตัดสินใจบางอย่างเพียงท่าทางที่ดูแอบกวนๆจนเขาคิดว่าน่าสนใจกว่าคนที่แล้วมามาก ดังนั้นดริสส์ผู้ไร้งานจะได้งานดูแลมหาเศรษฐีฟิลิปป์แบบที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน และกาลเวลาที่ผ่านไปทำให้ทั้งสองได้รู้จักตัวตนของอีกฝ่ายมากขึ้นจนก่อเกิดเป็นมิตรภาพของเพื่อนที่ต่างสถานะต่างวัยอันแสนสุดประทับใจจนเราเองยังอิจฉา!

The Intouchables (2011) ด้วยใจแห่งมิตร พิชิตทุกสิ่ง

“เป็นหนังที่คุ้มค่าอย่างมากโดยเฉพาะใครที่กำลังมองโลกในแง่ร้าย เพราะเรื่องนี้จะสอนให้เรามองโลกในแง่ดี”
ไม่ใช่แค่หนังเท่านั้นที่ตัวเองรู้สึกได้ถึงความปลื้มแบบอารมณ์ Feel Good แต่นี่เล่นอิงจากชีวิตจริงด้วยทำให้รู้สึกได้ว่าชีวิตในสังคมอันกว้างยังมีเรื่องที่ดูน้ำเน่าเช่นนี้อยู่อีก ไม่ได้จะว่าเป็นเรื่องที่ไร้สาระแต่อย่างใดเพียงมีความเห็นที่ว่าการนำสิ่งที่ตาลปัตรในเรื่องความแตกต่างมาจับมืออยู่ด้วยกันนั้นเป็นเรื่องที่ยากยิ่งและพบได้น้อยกับความคนที่มีมุมมองแตกต่างแล้วอยู่ด้วยกันคล้ายเป็นเพื่อนที่สนิทสนมรู้วจกันมาเนินนาน แต่ทั้งนี้การอิงมาจากชีวิตจริงอาจจะดูไม่เท่าไหร่เมื่อถูกดัดแปลงให้มีทัศนะที่น่าสนใจมากขึ้นอย่างเช่นเรื่องตัวละครดริสส์ที่เรื่องจริงนั้นไม่ใช่คนผิวดำแต่อย่างใดเลย
ในขณะที่ตัวหนังเป็นคนผิวดำอย่างเห็นได้ชัดจนเริ่มเห็นแล้วว่าหนังเรื่องนี้ต้องการนำสิ่งที่คนขาวไม่ชอบมารวมเอาไว้ให้แสดงถึงว่า”ทำไมเราต้องเกลียดไอ้มืดด้วย” สำหรับบางคนไม่คิดอะไรแต่ในชีวิตจริงยังอุตส่าห์มีอคติแบบนี้อยูาในสังคมไม่มากก็น้อยจนสังเกตได้ว่าในหนังเรื่องอื่นๆมักส่งผลให้ตัวละครผิวดำทั้งหลายเป็นอะไรที่เข้าหาทางลบซะมาก  ดูหนังออนไลน์ฟรี ตัวอย่างหนังสยองขวัญที่มักพาคนผิวดำตายบ่อยๆโดยใช่เหตุ หรือจะอีกหลายๆแนวอย่างพวกจารกรรมที่วางว่าเป็นตัวร้ายน่าสงสัยบ้าง ซึ่งในหนังกับชีวิตอาจแตกต่างกันมาก ทว่าเพราะหนังนี่แหละที่ถูกดัดแปลงมาจากชีวิตบ้างแล้วส่วนหนึ่งและมุมมองเช่นนี้ยังคงมีอยู่เพียงเพราะความแตกต่างกันแค่เรื่องผิวเป็นสาเหตุเท่านั้น
สำหรับ The Intouchables ได้แสดงสิ่งที่คนผิวดำกระทำออกมาว่าพวกเขาไม่ใช่คนเลวร้ายอะไรเลยแม้ผิวจะบ่งบอกถึงความเป็นด้านมืดแต่กับใจนั้นอาจถึงขั้นขาวยิ่งกว่าคนผิวขาวเสียอีก นับว่าประเด็นที่แอบหยิบยกมาซึ่งๆหน้านั้นกลายเป็นผลลัพธ์ที่น่าสนใจและเป็นคำตอบที่ดีได้ตลอดทั้งเรื่อง กลับมาเข้าเรื่องกับความสัมพันธ์ระหว่างฟิลิปป์กับดริสส์ที่แรกๆอาจไม่ลงรอยกันเท่าไหร่เพราะอีกฝ่ายต้องมาดูแลอยู่อาศัยอีกฝ่ายซึ่งความแตกต่างกันด้วยฐานะทำให้ดริสส์กลายเป็นบ้านนอกเข้ากรุงยังไงอย่างนั้น กระนั้นเหมือนเจ้าตัวจะเข้าใจดีว่าการได้อยู่ที่หรูๆแสนอลังการอะไรนั้นไม่ใช่เป้าหมายหลักที่ตัวเองมาที่นี้เพื่ออาศัยกับคนรวย
แต่เป็นการมาดูแลผู้ป่วยที่ยังอยากมีชีวิตต่อไปเพียงแค่ไม่สามารถพึ่งตัวเองได้อย่างคนอื่นๆที่ครบ 32 ประการ และด้วยความที่ว่าดริสส์เองไม่ได้จบหรือมีประสบการณ์ดูแลผู้ป่วยโดยตรงแต่อย่างใดจึงเสมือนครูพักลักจำจากการเอาประสบการณ์ที่ได้ตรงหน้ากันแบบสดๆร้อนๆจนทำให้ฟิลิปป์แปลกใจที่ว่าคนที่ไม่น่าทำได้และอยู่เกิน 2 อาทิตย์เช่นเขาจะมุ่งมานะพยายามปรับตัวจนเขาเองเป็นฝ่ายที่ต้องปรับตัวแทน ซึ่งการปรับตัวของฟิลิปป์คือการทำให้ทุกคนเชื่อใจว่าดริสส์คือชายผู้เป็นอย่างคนธรรมดาทั่วไปเพียงแค่ว่าเป็นผิวสีเท่านั้น และเพราะเขาคนนี้แหละที่ทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นจนใครต่อใครไม่น่ามีวันทำความรู้สึกเช่นนี้ได้
แน่นอนว่าการมีพล็อตเรื่องซ้ำๆซากๆอาจไม่มีอะไรให้น่าดึงดูดอะไรมากเพราะสุดท้ายการดำเนินเนื้อเรื่องยังคงเดาได้เสมอ กระนั้นถึงเราจะรู้ว่าทิศทางของเรื่องจะลงเอยเช่นไรแต่เคยถามตัวเองไหมว่าเวลาได้รับสิ่งที่หวังแล้วมันกินใจนั้นรู้สึกดีแค่ไหนบ้าง และเช่นเดียวกับเรื่องนี้ที่ถ่ายทอดอารมณ์ได้อย่างสดใสบวกกับความเรียบง่ายแสนธรรมดาที่ให้อารมณ์ความรู้สึกที่เชื่อใจกันแบบซื่อตรงไร้มลทินใดๆเลย ด้วยการเล่าเรื่องเองก็ใช่ว่าจะมีมุมมองมิติทางด้านเดียวระหว่างดริสส์กับฟิลิปป์ซะเมื่อไร เพราะยังมีรายละเอียดปลีกย่อยลึงลงไปอีกของแต่ละคนว่ามีชีวิตความเป็นอยู่อะไรบ้าง อย่างดริสส์กับชีวิตที่ไม่น่ารื่นรมย์แต่อย่างใดเพียงเพราะเขามีสภาพครอบครัวที่ยากเข็ญจากการเลี้ยงดูสมาชิกในครอบครัวที่มากเกินไปจากรายได้จากคนเดียวคือแม่ (Salimata Kamate) กระนั้นดริสส์เองไม่อยากทำให้ภาระหนักขึ้นเกินไปจึงได้ออกจากบ้านเที่ยวหางานไปเรื่อยๆจนมาได้งานฟิลิปป์แล้วดริสส์จึงกลับบ้านหาหน้าครอบครัวด้วยความเข้าใจที่ว่า”หนูได้งานแล้วนะ”
The Intouchables (2011)
ทว่าแม่ของดริสส์ไม่ได้รู้สึกดีใจตามน้ำเช่นนั้นเพราะยังเสียใจที่ดริสส์หนีออกจากบ้านแล้วกลับมาพร้อมกับงานเท่านั้น สุดท้ายดริสส์โดนไล่ออกจากบ้านด้วความโกรธ แต่เขายังคงตั้งหน้าตั้งใจใช้ชีวิตกับงานต่อไปคล้ายไม่เคยเจอเรื่องหนักสาหัสใจเพราะเชื่อว่าการเจอกับสิ่งร้ายๆนั้นได้เราต้องรู้จักมองโลกในแง่ดีให้เข้าใจตามไปด้วย บางทีการที่ดริสส์กลับมาบ้านเพื่อแบ่งเบาภาระนั้นอาจเป็นเรื่องที่ดีต่อครอบครัว แต่กับแม่นั้นอาจไม่อยากให้ลูกที่เติบโตแล้วมารับความลำบากในส่วนนี้ก็ได้
 ถึงแม้ชีวิตครอบครัวของดริสส์จะลำบากและถูกทอดทิ้งขับไล่จากบ้านจนน่าเจ็บปวดใจแค่ไหนก็ยังไม่เลิกเป็นห่วงคนในครอบครัวที่เฝ้ามองอยู่ห่างๆพร้อมจะช่วยแก้ไขให้ออกมาดีขึ้นบ้าง ซึ่งนี้อาจเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมคนที่เจอเรื่องร้ายแต่อยู่ได้อย่างไม่สิ้นหวังเพราะมาจากมองโลกในแง่ที่ดีกว่า ไม่คิดว่าอะไรที่แย่มันต้องแย่ไปทุกเรื่อง จนนั้นน่าเป็นสาเหตุที่ฟิลิปป์รับดริสส์เข้ามาเป็นเป็นคนดูแลอันแสนแตกต่าง ขณะเดียวกันเพราะฟิลิปป์ทำให้ดริสส์ลดความกระด้างในจิตใจลงด้วยศิลปะได้อย่างน่าฉงนใจ
ทีนี่ลองมาเข้าเรื่องกับฟิลิปป์ผู้มีเก้าอี้ไฟฟ้าเป็นเครื่องทุ่นแรงกันบ้างกับชีวิตอันแสนสงบสบายไร้ข้อกังวลเรื่องทรัพย์สิน แต่ไฉนคนๆนี้ยังรู้สึกว่าขาดคนรู้ใจอย่างที่เป็นอยู่และคนนั้นคือเพื่อนมิตรแท้ที่ไม่ต้องการอะไรนอกจากคำว่ารู้จักกันและกันแล้วพร้อมจะช่วยแบบไม่หวังอะไรเลย จะเห็นว่าตอนที่ดริสส์เข้ามาเป็นวันแรกก็ได้เห็นหมดพยาบาลกำลังจัดระเบียบดูแลอยู่ก่อนคล้ายกับว่าไม่จำเป็นต้องหาผู้ช่วยยังได้ ถ้าสังเกตให้ดีคือทำไมหมอพยาบาลต้องใช้เครื่องปิดหูจากดนตรีคลาสลิคที่ดังก้องห้องด้วยล่ะ คำตอบคือพวกเขาไม่คิดว่าดนตรีเหล่านี้จะเหมาะแก่การรับฟังได้นานเพียงเพราะมันเพราะหรืออยากฟัง แค่อยากทำงานตรงนี้ให้จบเพื่อความเบาสมองเบาหู ส่วนดริสส์ไม่ได้สนใจในทำนองเพลงอะไรเหล่านี้มากนอกจากเข้าใจว่ามันคงเป็นสิ่งที่ฟิลิปป์ชอบ ซึ่งดริสส์จะค่อยๆซึมซับในส่วนนี้จากฟิลปป์ทีละเล็กทีน้อยด้วยการเข้าถึงคำว่าศิลปะที่เริ่มเรื่องจากการมองภาพ มีอยู่ฉากที่ฟิลิปป์มองภาพที่ดริสส์ลงความเห็นอย่างลวกๆว่ามันแค่ภาพที่ทำสีหกเท่านั้นไม่ได้รู้สึกว่าจะแลดูสวยมีรูปมีร่างให้น่าสนใจอะไรเลยสักนิดเดียว แถมอะไรอีกกับราคาที่สูงใช่ย่อยจนน่าแปลกใจว่าทำไมมันมีราคาสูงได้ล่ะ ในจุดนี้ฟิลิปป์ไม่ได้บอกอะไรตรงๆว่าเพราะอะไรนอกจากปล่อยให้ดริสส์ลองไปคิดรู้สึกเอาที่หลังว่าศิลปะนั้นเปี่ยมด้วยอารมณ์ที่ลงรายละเอียดไว้มากมายทั้งหนักและอ่อน ไม่ต่างกับชีวิตที่มีจุดที่แข็งกระด้างและอ่อนไหว ฉะนั้นแล้วผู้ชมจะได้เห็นความแตกต่างในส่วนของดริสส์ที่เริ่มลดความกระด้างในใจมากขึ้นจากแต่ก่อนด้วยการนำศิลปะมาใช้ซึ่งเจ้าตัวลงมือจับพู่กันวาดรูปด้วยศักยภาพที่ตัวเองทำได้จนฟิลิปป์ยังต้องแปลกใจว่าคนนี้ก็รู้จักศิลปะกับเขาด้วยเช่นกัน ดังนั้นนี่จึงเสมือนเพื่อนที่รับรู้และเข้าใจในห้วงคำนึงอีกฝ่ายด้วยการเข้าใจซึ่งกันและกัน จะเรียกว่าเป็นการเอาใจเขามาใส่ใจเราคงไม่ผิด
สิ่งที่น่าสนใจคือ นักแสดงทั้งสองมีอะไรหลายอย่างดึงดูด เข้าหากันราวกับไม่ใช่การแสดงแต่มันคือเรื่องจริงอันแสนอบอุ่นระหว่าง Francois Cluzet กับ Omar Sy ไม่รู้ว่าทั้งสองเข้าหากันได้ยังไงเพราะช่วงแรกรู้สึกแปลกๆเหมือนขาวกับดำที่ย่อมมีบาดหมางหาเรื่องกันเข้าสักวันหนึ่ง แต่พอมารับชมตลอดทั้งเรื่องราวกลับไม่รู้สึกว่าจะมีอะไรที่แตกต่างนอกจากเราคิดไปเองทั้งสิ้นด้วยอคติของสิ่งที่เรียกว่า”ความแตกต่าง” สังคมมีจุดที่เหมือนกันคือค่านิยมของตัวเองเพียงแค่ทำให้เหมือนกันก็กลายเป็นส่วนหนึ่งกับสังคมนั้นได้ แล้วเมื่อไหร่ที่เราคิดแตกแขนงอกมาเท่ากับเป็นความแตกต่างทันที เห็นได้ชัดว่ามีคนชี้แนะให้ฟิลิปป์เลิอกจ้างดริสส์ให้มาดูแลเพียงเพราะจุดที่แตกต่างจากคนทั่วไป แล้วจะทำไมในเมื่อฟิลิปป์คิดเสมอว่าว่าเขาไม่ใช่คนใช้ที่ต้องออกคำสั่งตามค่าจ้างเพราะนี่คือเพื่อนที่พร้อมทำตามที่ขอไม่ใช่บังคับทำเพียงเพื่อเงิน
ด้วยการแสดงของทั้งสองเป็นอะไรที่เคมีเข้าหากันอย่างบรรยายไม่ถูก ถ้าถามว่าเพียงสองท่านเท่านั้นอย่างงั้นเหรอ ก็จะตอบว่าไม่เพราะยังมีนักแสดงอีกหลายคนที่มีส่วนทำให้หนังดูมีมิติมากขึ้น อาทิ Audrey Fleurot ในบทเลขาสาวที่ดริสส์ชอบส่งสายตาหวานเป็นประจำ และ Anne Le Ny กับบทบาทประหนึ่งผู้ดูแลฟิลิปป์อีกคนหนึ่งที่ทำหน้าที่ช่วยสอนให้ดริสส์ได้รู้วิธีทำดูแลฟิลิปป์ยังไงบ้าง โดยทั้งสองในเรื่องต่างมีบทบาทสำคัญช่วยทำให้เนื้อเรื่องมีจุดที่สนุกและกลมกล่อมกับความเป็นกันเองที่โลกนี้ไม่ได้มีแค่สองเรากับคนปกติและคนพิการ ไม่ใช่แค่นักแสดงที่ช่วยเพิ่มมิติให้ดูแสนอบอุ่นเพียงเรื่องตัวละครหรือเนื้อเรื่องหลายมุมมองแต่ยังมีมุขตลกที่เป็นตลกร้ายแต่ร้ายในที่นี่คือการบำบัดเพิ่มภูมิต้านทานให้มีจิตใจที่เข้มแข็งมากขึ้น อย่างเช่นฉากฟิลิปป์ขอขนมเม็ดช็อกโกแลตที่ดริสส์กำลังกินอยู่ ทว่าดริสส์บอกให้ยื่นมือมาเอาสิ ประโยคนี้ถ้ากับใครคงไม่มีปัญหาเท่าฟิลิปป์ที่ตั้งแต่ช่วงคอลงไปไม่สามารถขยับได้แล้วดริสส์ก็รู้แก่ใจดีว่าการยื่นมือไปรับขนมช็อกโกแลตเป็นเรื่องเพ้อฝันจนฟิลิปป์ยังรู้สึกตกใจกับประโยคนี้ที่างผลสะเทือนใจชนิดแทงใจดำ ถึงแบบนั้นใช่ว่าดริสส์จะตั้งใจพูดซะเมื่อไหร่เพราะเขาเองยังอธิบายด้วยว่ามันเป็นมุขเป็นตลกร้ายประมาณว่าคุณขยับไม่ได้แต่ผมให้คุณยื่นแขนมารับแต่เผอิญลืมไปว่าไม่สามารถทำแบบนั้นได้ หรือจะฉากโกนหนวดโกนเคราให้ฟิลิปป์ที่เหมือนจะโกนแล้วเสร็จแบบหมดจดแต่ใช่ที่ไหนเพราะดริสส์เล่นแกล้งแต่งรูปทรงจนน่าตลก วิธีนี้อาจจะทำให้เจ้าตัวรู้สึกไม่ดีเมื่อรับฟังหรือถูกกระทำเพราะเป็นเรื่องสะเทือนใจอยู่บ้าง ถ้าเกิดเจ้าตัวรับรู้ได้ว่านี่คือตลกร้ายที่มีไว้เผชิญหน้าแล้วก็เหมาะกับการฟื้นฟูเพราะช่วยให้การมองโลกแง่ร้ายๆกลายเป็นดีได้โดยง่าย
ในสังคมไม่เหมาะกับผู้ที่อยู่คนเดียวได้อย่างตลอดชีวิตเพราะสิ่งสำคัญคือปัจจัย 4 ที่ล้วนแล้วเกิดจากเกื้อกูลของคนหลายคน บางครั้งการอยู่อย่างโดดเดี่ยวไม่ยุ่งกับอาจเป็นทางเลือกเพื่อหลีกหนีความวุ่นวายได้ ทว่าอย่าลืมว่าความเหงานั้นเกิดขึ้นได้เสมอและเมื่อเกิดเรื่องคราวจำเป็นใครจะมาช่วยเหลือได้ถ้าไม่ใช่เพื่อนที่รู้จักคบหา สำหรับเพื่อนนั้นอาจจะหาง่ายในหมู่สังคมที่มากหน้าหลายตาแต่เพื่อนแท้หายากที่สุดเป็นหนึ่งมิตรชิดใกล้ที่ไม่ว่าจะยากเย็นแสนเข็ญแค่ไหนถ้าพร้อมก็จะพร้อมไปด้วยกันไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังแน่นอน ดูได้จากการกระทำของดริสส์ที่กลับเนื้อกลับตัวเป็นคนใหม่โดยสมบูรณ์เพราะฟิลิปป์ ในขณะที่ฟิลิปป์เองยังได้รู้จักโลกที่ตัวเองไม่เคยได้เจอเพราะดริสส์ แล้วจะมีอะไรซาบซึ้งไปกว่าคำว่าเพื่อนรู้ใจล่ะ ดูแล้วอยากจะร้องไห้เบาๆกับมิตรภาพทั้งสองจริงๆ

ส่วน Migrant คือ บุคคลที่ย้ายถิ่นฐานเพื่อแสวงหาชีวิตความเป็นอยู่หรืออาชีพการงานที่ดีกว่าเดิม ซึ่งผู้อพยพสามารถเดินทางกลับบ้านเกิดเมืองนอนได้และรัฐบาลยังรับรองคุ้มครองความเป็นพลเมืองอยู่

ทั้งนี้ ปลายทางของผู้ลี้ภัยและผู้อพยพมักเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว เนื่องจากพวกเขาต้องการโอกาสในชีวิตที่ดีกว่าเดิม …นั่นคือเหตุผลที่ว่า ทำไมยุโรปจึงเป็นเป้าหมายหลักของผู้ลี้ภัยและผู้อพยพจากทั่วโลก

อย่างไรก็ดี คลื่นมนุษย์ผู้ลี้ภัยและอพยพหลั่งไหลเข้ายุโรปนั้นไม่ได้เกิดขึ้นแค่ปีสองปีที่ผ่านมา

หากย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์ร่วมสมัยนับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 1 เยอรมนีและฝรั่งเศสคือ ประเทศที่มีผู้อพยพย้ายถิ่นเข้ามาตั้งรกรากเป็นจำนวนมาก

กรณีเยอรมนี ผู้อพยพส่วนใหญ่มาจากตุรกีที่ข้ามแดนเข้ามาเยอรมนีตะวันตกช่วงระหว่างทศวรรษที่ 1960-1970

ชาวเติร์กเหล่านี้เริ่มต้นจากการเป็นแรงงานราคาถูกในโรงงานอุตสาหกรรมหนัก หลังจากนั้นพวกเขาก็เริ่มลงหลักปักฐานจนกลายเป็น “ดอยช์แมน” ในที่สุด

ตัวอย่างที่เห็นชัดเจน คือ นักฟุตบอลทีมชาติเยอรมนีที่มีนักเตะเชื้อสายเติร์กหลายคน เช่น เมเมต โชล (Mehmet School) เมซุต โอซิล (Mesut Ozil) หรือ เอ็มเร่ ชาน (Emre Can) เป็นต้น

ส่วนวงการฟุตบอลฝรั่งเศส เราได้เห็นนักฟุตบอลทีมชาติฝรั่งเศสจำพวก “ลูกครึ่ง” ผิวสีที่มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นับตั้งแต่ยุคของ ฌอง ติกาน่า (Jean Tikana) ที่เกิดในประเทศมาลีแต่มาเติบโตและค้าแข้งในฝรั่งเศส เรื่อยมาจนถึงยุคของ “ซิซู” ซีเนดีน ซีดาน (Zinedine Zidane) โคตรบอลฝรั่งเศสเชื้อสายแอลจีเรีย มาเซล เดอซาลยี (Marcel Desailly) กองหลังระดับโลกเชื้อสายกานา เทียรี อองรี (Thierry Henry) ลิลยอง ตูราม (Lilian Thuram) สองตำนานที่มีเชื้อสายจากหมู่เกาะแถบแคริบเบียน พาทริซ เอฟรา (Patrice Evra) อดีตกัปตันทีมชาติฝรั่งเศสที่มีเชื้อสายเซเนกัล จนกระทั่งล่าสุด มามาดู ซาโก้ (Mamadou Sakho) ปราการหลังทีมชาติฝรั่งเศส เชื้อสายเซเนกัลอีกเช่นกัน

นักฟุตบอล “ผิวสี” เหล่านี้ ล้วนมาจากครอบครัวผู้อพยพทั้งสิ้น ซึ่งท้ายที่สุด พวกเขากลายเป็นพลเมืองฝรั่งเศสเต็มตัวและก้าวขึ้นไปรับใช้ทีมชาติ บางรายได้รับเกียรติสูงสุดให้เป็นกัปตันทีมชาติก็มี

…ฟุตบอลในฝรั่งเศสจึงเป็นกีฬาที่แสดงให้เห็นการผสมกลมกลืนและ “มิตรภาพ” ที่ไม่แบ่งแยกเชื้อชาติ ผิวสีและต้นกำเนิดได้เป็นอย่างดี

การผสมผสานกันระหว่างวัฒนธรรมของคนพื้นถิ่นกับคนต่างถิ่นยังปรากฏให้เห็นในภาพยนตร์เช่นกัน โดยเฉพาะในปี 2011 มีภาพยนตร์ฝรั่งเศสเรื่องหนึ่งชื่อ The Intouchables ที่กวาดรายได้ถล่มทลายกว่า 345 ล้านยูโร เนื่องจากเป็นหนัง Feel good ที่ดูง่ายและแฝงด้วยข้อคิดเรื่องการอยู่ร่วมกันระหว่างเพื่อนมนุษย์

แก่นของ The Intouchables ฉายให้เห็นการก่อตัวของมิตรภาพระหว่างคนสองคนที่แตกต่างกันทั้งชาติกำเนิด ผิวสี ฐานะ ระดับการศึกษา และรูปแบบการใช้ชีวิต

ฟิลลิป (นำแสดงโดยดาราดังฝรั่งเศส ฟรังซัวร์ ครูเซต Francois Cluzet) มหาเศรษฐีผู้พิการจากอุบัติเหตุ ทำให้เขาเป็นอัมพาตเกือบทั้งตัว แต่โชคดีที่สมองยังสามารถสั่งการได้ ฟิลลิปต้องการผู้ช่วยพยาบาลผู้ชายมาช่วยดูแลเขาให้สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้เหมือนปกติ

ด้วยความเป็นเศรษฐีมีเงิน ทำให้เขาเป็นคนเอาแต่ใจ จนไม่มีผู้ดูแลคนไหนทนกับพฤติกรรมเจ้าอารมณ์ของเขาได้

จนกระทั่งมาเจอ “ดริส” (นำแสดงโดยดาราฝรั่งเศสผิวสี โอมาร์ ซี Omar Sy) หนุ่มเซเนกัลที่อพยพมาอยู่ปารีสตั้งแต่เด็ก ดริสใช้ชีวิตแบบไร้อนาคต หากินกับเงินสงเคราะห์ของรัฐ พัวพันกับแก๊งลักเล็กขโมยน้อย ภาพดริสจึงเป็นคนอันตราย หัวขโมย ชอบใช้กำลัง “ห่าม” ไว้ใจไม่ได้ และไร้ซึ่งรสนิยมแบบผู้ดีฝรั่งเศส

บทหนังเรื่องนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากชีวิตจริงของมหาเศรษฐีฝรั่งเศสและคนดูแลเชื้อสายเฟรนช์แอลจีเรีย ซึ่ง โอลิเวอร์ นาแคชเช (Oliver Nackache) และ อีริก โทลดาโน (Eric Toledano) สองผู้กำกับหนุ่มชาวฝรั่งเศสถ่ายทอดเรื่องราวนี้ผ่านมุมมองที่เต็มไปด้วยมิตรภาพอันอบอุ่น

จริงๆ แล้วหนังแนวมิตรภาพต่างเชื้อชาติที่กระเดียดไปทาง “เหยียดผิว” ตอนเปิดเรื่องนั้น เคยมีหนังเรื่อง Driving Miss Daisy (1989) ซึ่งได้รางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจากเวทีออสการ์ในปี 1990

ฝึกความคิดสร้างสรรค์ง่าย ๆ เริ่มได้ทุกวัน

เมื่อพูดถึง ความคิดสร้างสรรค์  หลายคนอาจนึกถึงการประดิษฐ์คิดค้นหรือการสร้าง ผลงานทางศิลปะ แต่ความจริงแล้วความคิดสร้างสรรค์เป็นคุณลักษณะที่เราทุกคนมีอยู่ในตัว และแสดงออกผ่านกิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น การคิดสูตรอาหารใหม่ การเสนอกิจกรรมครอบครัวในวันหยุดสุดสัปดาห์ หรือการนำเสนอแนวคิดใหม่ในการประชุม

ความคิดสร้างสรรค์อาจเกิดจากการสะสมและบ่มเพาะจากนิสัยส่วนตัว อิทธิพลของคนรอบข้าง และสภาพแวดล้อมที่เติบโตมา จึงทำให้แต่ละคนมีระดับความคิดสร้างสรรค์ที่มากหรือน้อยแตกต่างกัน บทความนี้ได้รวบรวมเทคนิคการฝึกความคิดสร้างสรรค์ด้วยตัวเองมาฝากกัน

ฝึกความคิดสร้างสรรค์

กลไกของสมองต่อความคิดสร้างสรรค์

ผลการศึกษาระบุว่าสมองประกอบด้วยเครือข่ายขนาดใหญ่ 3 ส่วนที่ทำงานร่วมกันและทำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ ได้แก่

Default Mode Network (DMN)

Default Mode Network เป็นเครือข่ายของสมองที่ทำงานอัตโนมัติเมื่อเราผ่อนคลาย โดยไม่ครุ่นคิดหรือจดจ่อกับสิ่งรอบตัว

Central Executive Network (CEN)

Central Executive Network เป็นเครือข่ายของสมองที่ทำงานเมื่อเราต้องการทำบางสิ่งให้บรรลุเป้าหมาย ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เราต้องทำตามกฎเกณฑ์และผลลัพธ์ที่ตั้งใจไว้ จึงควบคุมการทำงานของอารมณ์และทำให้เราจดจ่ออยู่กับการคิดและตัดสินใจ

Salience Network (SN)

Salience Network เป็นเครือข่ายของสมองที่ประเมินข้อมูลหรือกิจกรรมต่าง ๆ โดยแบ่งเป็นข้อมูลที่ต้องใช้สมาธิและตั้งใจทำ (CEN) และข้อมูลที่ไม่ต้องใช้สมาธิหรือไม่มีเป้าหมาย (DMN)

นักวิจัยสันนิษฐานว่าเครือข่ายทั้งสามทำงานร่วมกัน ทำให้เกิดความสามารถในการประเมินวิธีการและการจัดการกับผลลัพธ์ต่าง ๆ อย่างสร้างสรรค์ โดยทบทวนการตัดสินใจในอดีตและจินตนาการถึงอนาคตเพื่อปรับเปลี่ยนวิธีที่ทำให้ตนเองสามารถบรรลุเป้าหมายตามต้องการได้ การทำงานของเครือข่ายในสมองจึงอาจเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ขึ้น

เทคนิคพัฒนาความคิดสร้างสรรค์

ความคิดสร้างสรรค์สามารถฝึกฝนและพัฒนาได้ไม่ว่าจะอยู่ในช่วงวัยใด การปรับเปลี่ยนมุมมองวิธีคิดโดยอาศัยความรู้และทักษะที่ตัวเองมี จะช่วยให้คุณมีความคิดสร้างสรรค์ได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งอาจเริ่มจากเทคนิคง่าย ๆ เหล่านี้

  • ฝึกความคิดสร้างสรรค์อย่างค่อยเป็นค่อยไป และไม่กดดันตัวเองจนเกิดความเครียด การเริ่มต้นคิดและลงมือทำจากสิ่งเล็ก ๆ อาจนำไปสู่การสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ที่ใหญ่ขึ้นได้
  • เริ่มต้นวันใหม่ด้วยกิจกรรมที่สร้างสรรค์ อย่างการฟังเพลงเดิมทุกเช้า ดื่มกาแฟ หรือทำสมาธิประมาณ 10 นาที จะช่วยกระตุ้นให้สมองเริ่มทำงานและเตือนให้สมองรู้ว่าเราพร้อมที่จะทำกิจกรรมต่าง ๆ ในแต่ละวันอย่างสร้างสรรค์
  • กล้าคิดนอกกรอบและทำกิจกรรมต่าง ๆ ด้วยวิธีที่แปลกใหม่ เช่น เปลี่ยนเส้นทางการกลับบ้าน หรือพลิกแพลงสูตรการทำอาหาร เพื่อฝึกสมองในการคิดและตัดสินใจเรื่องใหม่ ๆ ที่ไม่เคยทำ
  • ยอมรับข้อผิดพลาด และไม่ยึดติดกับการโทษตัวเอง กระตุ้นตัวเองให้เรียนรู้จากความล้มเหลวนั้น และคิดหาวิธีใหม่ ๆ เพื่อจัดการกับข้อผิดพลาดนั้นให้ดียิ่งขึ้น
  • ค้นหาแรงบันดาลใจเพิ่มเติมจากการออกไปท่องเที่ยว ชมงานศิลปะ หรือไปห้องสมุดอาจช่วยเพิ่มพูนความรู้และประสบการณ์ใหม่ ๆ ในชีวิต
  • ใช้เวลาอยู่กับธรรมชาติ ซึ่งสามารถทำได้ง่าย ๆ ในสวนหลังบ้าน หรือออกไปพักผ่อนที่สวนสาธารณะจะช่วยให้สมองได้ผ่อนคลายความเครียดและมีพลังในการคิดสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ
  • ออกไปพบปะผู้คน พูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ที่แปลกใหม่ และเรียนรู้จากความสำเร็จของผู้อื่น เพื่อนำแนวคิดต่าง ๆ มาปรับปรุงและพัฒนาตัวเอง
  • จดบันทึกแนวคิดใหม่ ๆ ลงในสมุดหรือบันทึกเสียงไว้ทุกครั้งที่นึกถึงเรื่องราวดี ๆ ขึ้นมาได้ เพื่อป้องกันการลืมและสามารถนำแนวคิดต่าง ๆ ไปพัฒนาต่อยอดในอนาคต
  • ผ่อนคลายความเครียดและความกังวล อย่างการฟังเพลงสบาย ๆ เพื่อให้สมองรู้สึกผ่อนคลายและอารมณ์ดีขึ้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มทักษะการเรียนรู้ และพัฒนากระบวนการคิดและการตัดสินใจแก้ปัญหาต่าง ๆ ได้อย่างสร้างสรรค์

ความคิดสร้างสรรค์เป็นทักษะที่สามารถพัฒนาได้ผ่านการเรียนรู้และสะสมประสบการณ์ต่าง ๆ ในชีวิตอย่างค่อยเป็นค่อยไป การเชื่อมั่นในความสามารถและความคิดของตัวเองโดยไม่คิดกังวลหรือตัดสินตัวเองล่วงหน้า จะช่วยพัฒนาทักษะความคิดสร้างสรรค์ได้ดียิ่งขึ้น ทั้งนี้หากรู้สึกเครียด วิตกกังวล หรือคิดโทษตัวเอง ควรปรึกษาจิตแพทย์ เพื่อรับคำแนะนำในการปรับวิธีการคิดและรับมือกับปัญหาได้อย่างเหมาะสมต่อไป

ศิลปะ (Art) คือ ผลแห่งพลังความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ที่แสดงออกในรูปลักษณ์ต่างๆ ให้ปรากฏซึ่งสุนทรียภาพ ความประทับใจ หรือความสะเทือนอารมณ์ตามอัจฉริยภาพ พุทธิปัญญา ประสบการณ์ ขนบธรรมเนียม จารีตประเพณี หรือความเชื่อในลัทธิ ศาสนา

ในทางจิตวิทยา ศิลปะ ก็คือหนทางแห่งการปลดปล่อยอารมณ์ ความรู้สึก ความคิด ตามความต้องการของแต่ละคน และช่วยพัฒนาศักยภาพในด้านการเรียน การเล่น และการแสดงออกต่างๆ

ศิลปะบำบัด (Art Therapy) คือ การใช้กิจกรรมทางศิลปะเพื่อค้นหาข้อบกพร่อง ความผิดปกติบางประการของกระบวนการทางจิตใจ และใช้กิจกรรมทางศิลปะที่เหมาะสม ช่วยในการบำบัดรักษา และฟื้นฟูสมรรถภาพให้ดีขึ้นเพื่อ ลดปัญหาทางอารมณ์ พฤติกรรม และเสริมสร้างศักยภาพในด้านต่างๆ

มีการใช้สื่อ วัสดุ อุปกรณ์ และรูปแบบที่หลากหลาย เช่น ขีด เขียน วาด ระบาย ตัดปะ ปั้น ถักทอ เพื่อเป็นทางเลือกที่จะระบายความรู้สึกนึกคิด จนสามารถเข้าใจ และจัดการกับความรู้สึกได้ สามารถสื่อสารกับผู้คนรอบข้างได้

แนวคิดของศิลปะบำบัด

ศิลปะบำบัด เป็นรูปแบบหนึ่งของการแพทย์เสริมและทางเลือก ที่เน้นการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม นำมาเสริมในการดูแลรักษาแนวทางหลักให้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น จึงจำเป็นต้องมีการประสานงานกันเป็นทีมระหว่างนักศิลปะบำบัดกับแพทย์ที่ดูแลรักษาผู้ป่วย ไม่ใช่รูปแบบการบำบัดรักษาที่สามารถแยกเป็นอิสระได้ ต้องทำไปควบคู่กัน

ศิลปะบำบัด มีประโยชน์ในด้านการพัฒนาอารมณ์ สติปัญญา สมาธิ ความคิดสร้างสรรค์ รวมถึงการช่วยพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็ก และการประสานงานการเคลื่อนไหวของร่างกาย นอกจากนี้ยังเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วย กระตุ้นการสื่อสาร และเสริมสร้างทักษะสังคมอีกด้วยศิลปะบำบัด

การแสดงออกทางผลงานศิลปะ ไม่ว่าจะเป็นลายเส้น สี รูปทรง สัญลักษณ์ อารมณ์ ความหมาย ที่สื่อออกมาทั้งหมดสามารถนำมาวิเคราะห์ให้เห็นถึงความรู้สึกนึกคิดว่าเป็นอย่างไร หรือสภาพจิตมีปัญหาอย่างไร

การประเมินผลการดูแลรักษา เน้นที่กระบวนการ และกิจกรรมทางศิลปะ ไม่ได้เน้นที่ผลงานทางศิลปะ ซึ่งแตกต่างจากการเรียนศิลปะ ที่จะเน้นผลงานและเพิ่มความสามารถทางศิลปะ

ประโยชน์ของศิลปะบำบัด

ศิลปะบำบัด  ทารก หรือ เด็กเล็ก มุ่งเน้นให้เกิดความสมดุลของชีวิต ช่วยบรรเทาปัญหา เยียวยาจิตใจ และเสริมสร้างศักยภาพการดำเนินชีวิตในด้านต่างๆ อย่างรอบด้าน ทั้งทางร่างกาย สติปัญญา จิตใจ สังคม และสุนทรียศาสตร์ ไปพร้อมๆ กัน โดยถ่วงน้ำหนักให้แตกต่างกันตามสภาพปัญหาของแต่ละคน

ศิลปะบำบัด มีประโยชน์หลากหลาย ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ที่ต้องการ และกลุ่มเป้าหมายที่นำไปใช้

1) ศิลปะบำบัดเพื่อการเยียวยาจิตใจ ช่วยผ่อนคลายความตึงเครียด ขจัดความขัดแย้งภายในส่วนลึกของจิตใจ ช่วยให้มีระดับอารมณ์คงที่ดีขึ้น ไม่ฉุนเฉียว หรือโศกเศร้ามากนัก สามารถเข้าใจและจัดการกับอารมณ์ได้ดีขึ้นเมื่อมีสิ่งกระตุ้นต่างๆ เข้ามากระทบ นำมาใช้ในกลุ่มเด็กที่มีปัญหาด้านการควบคุมอารมณ์และพฤติกรรม

2) ศิลปะบำบัดเสริมสร้างทักษะการเคลื่อนไหว ช่วยในการตอบสนองต่อความต้องการตามธรรมชาติที่จะเคลื่อนไหวส่วนต่างๆ ของร่างกาย ช่วยพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็ก ให้สามารถทำกิจกรรมที่ละเอียด มีความซับซ้อนมากขึ้น ช่วยให้มีการทำงานประสานกันของกล้ามเนื้อมัดต่างๆ อย่างคล่องแคล่ว และช่วยควบคุมทิศทางการเคลื่อนไหวให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น นำมาใช้ใน กลุ่มเด็กสมองพิการ หรือ ซีพี (cerebral palsy) ซึ่งมีปัญหาเรื่องการเคลื่อนไหว และกลุ่มแอสเพอร์เกอร์ (asperger’s syndrome) ซึ่งมีปัญหาเรื่องกล้ามเนื้อมัดเล็กร่วมด้วย

3) ศิลปะบำบัดช่วยเสริมสร้างทักษะการสื่อสาร เนื่องจากศิลปะเป็นภาษาสากลที่สามารถเข้าใจตรงกันได้ แม้จะใช้ภาษาพูดแตกต่างกัน เด็กสามารถเรียนรู้ความคิดรวบยอด (concept) ในเรื่องต่างๆ ผ่านทางศิลปะได้เร็ว นำมาใช้ในกลุ่มเด็กที่มีปัญหาด้านการพูดและการสื่อสาร (communication disorder) กลุ่มเด็กออทิสติก (autistic disorder) และกลุ่มที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา (intellectual disabilities)

4) ศิลปะบำบัดช่วยเสริมสร้างทักษะสังคม ช่วยให้เข้าใจอารมณ์ ความคิดของตนเอง และเข้าใจความรู้สึกของผู้อื่น มีทักษะการสร้างมนุษยสัมพันธ์ มีทักษะการแก้ปัญหาที่เหมาะสม สามารถปรับตัวในสังคมได้อย่างเหมาะสม เน้นการใช้รูปแบบศิลปะบำบัดแบบกลุ่ม เป็นการเปิดโอกาสให้มีการทำกิจกรรมร่วมกับผู้อื่นเพิ่มขึ้น ช่วยให้สมาชิกในกลุ่มเรียนรู้การทำกิจกรรมร่วมกัน รู้จักการรอคอย ผลัดกันทำกิจกรรม เรียนรู้การช่วยเหลือซึ่งกันและกันภายในกลุ่ม ให้การยอมรับผู้อื่น และได้รับการยอมรับจากผู้อื่น นำมาใช้ในกลุ่มเด็กที่มีความบกพร่องด้านทักษะสังคม (social skill deficit) และการปรับตัวอยู่ร่วมกับผู้อื่น

ดู Star Wars อย่างไรให้ได้เรื่องและสนุก

การมาถึงของดิสนีย์ พลัส ฮ็อตสตาร์ (Disney+ Hotstar) ไม่ได้มีความหมายแค่เปิดตัวผู้ให้บริการสตรีมมิงอีกรายเท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสที่จะได้ชมภาพยนตร์ภาคต่อหลาย ๆ เรื่องในแบบครบชุด หรือได้ดูหนังที่ทำกันเป็นจักรวาลได้ทุกเรื่องสักที เช่น หนังในจักรวาลภาพยนตร์มาร์เวล หรือหนังชุด X-Men และแน่นอนหนังชุด Star Wars ที่ไม่ได้มีแค่ 9 เรื่องจาก 3 ไตรภาค แต่ยังมีหนังตอนแยก เช่น Rogue One: A Star Wars Story หรือ Solo: A Star Wars Story แอนิเมชันซีรีส์ Star Wars: The Clone Wars และล่าสุดกับซีรีส์ The Mandalorain

ที่หากไม่เคยสัมผัสกับแกแล็กซีที่อยู่ไกลโพ้น ของ Star Wars และอยากรับรู้เรื่องราว ก็คงต้องมานั่งคิดเหมือนกันว่า กับหนัง กับซีรีส์ กับแอนิเมชันซีรีส์ ของหนังชุดนี้ที่มีอยู่ใน ดิสนีย์พลัส ฮ็อตสตาร์ ควรจะเริ่มต้นจากตรงไหนกันดี

หนัง Star Wars เรื่องแรกที่ออกฉายก็คือ Star Wars: Episode IV

เรียงตามปีที่ออกฉาย

วิธีที่ง่าย สะดวกที่สุด และเหมาะเหลือเกินสำหรับแฟนรุ่นใหม่ ที่จะได้อารมณ์ใกล้เคียงกับแฟนหนังรุ่นแรกแตกเปลี่ยว

ดูหนังออนไลน์ฟรี ได้สัมผัสเซอร์ไพรส์ที่ซ่อนอยู่ในเรื่อง โดยไม่ถูกเฉลยไปก่อน เพราะหนังสามไตรภาคชุดนี้ ไม่ได้สร้างเรียงตามลำดับ 1-2-3 แล้วยังได้เห็นวิวัฒนาการของโปรดักชั่น เทคนิกพิเศษต่าง ๆ ตลอดจนรูปแบบของการแสดงที่เปลี่ยนไป ซึ่งเรียงลำดับการชมได้ตามนี้
  • Star Wars: Episode IV — A New Hope (1977)
  • Star Wars: Episode V — The Empire Strikes Back (1980)
  • Star Wars: Episode VI — Return of the Jedi (1983)
  • Star Wars: Episode I — The Phantom Menace (1999)
  • Star Wars: Episode II — Attack of the Clones (2002)
  • Star Wars: Episode III — Revenge of the Sith (2005)
  • Star Wars: The Clone Wars ** (2008-2020)
  • Star Wars Rebels ** (2014-2018)
  • Star Wars: Episode VII — The Force Awakens (2015)
  • Rogue One: A Star Wars Story * (2016)
  • Star Wars: Episode VIII —The Last Jedi (2017)
  • Star Wars: Resistance ** (2018-2020)
  • Solo: A Star Wars Story * (2018)
  • Star Wars: Episode IX — The Rise of Skywalker (2019)
  • The Mandalorian *** (2019-ปัจจุบัน)

เรียงตามเวลาในเรื่อง

     เพราะหนัง Star Wars เรื่องแรกไม่ใช่เรื่องที่เป็นจุดเริ่มต้น จากนั้นก็ย้อนไปหาเรื่องราวก่อนหน้า ก่อนจะโดดมาหาหนังไตรภาคที่สาม ทำให้ถ้าชมแบบตามวันเวลาออกฉาย เนื้อหาจะไม่ได้เรียงต่อเนื่อง การชมโดยเรียงตามเวลาของเรื่อง จึงน่าจะทำให้เข้าใจเนื้อหาได้ง่าย ที่สำคัญได้เห็นพัฒนาการของตัวละคร ไม่ว่าจะเป็น อนาคิน สกายวอล์คเกอร์ (Anakin Skywalker) ที่เปลี่ยนแปลงจากเด็กใส ๆ กลายเป็นนักสู้ผู้มีปัญหาในจิตใจ แล้วก็เป็นตัวร้ายของเรื่อง หรือการเปลี่ยนแปลงของโอบี-วัน เคโนบี (Obi-Wan Kenobi) จากลูกศิษย์หัวดื้อ ไปเป็นเจไดคนสำคัญ

  • Star Wars: Episode I — The Phantom Menace

  • Star Wars: Episode II — Attack of the Clones

  • Star Wars: The Clone Wars **

  • Star Wars: Episode III — Revenge of the Sith

  • Solo: A Star Wars Story *

  • Star Wars Rebels **

  • Rogue One: A Star Wars Story *

  • Star Wars: Episode IV — A New Hope

  • Star Wars: Episode V — The Empire Strikes Back

  • Star Wars: Episode VI — Return of the Jedi

  • The Mandalorian ***

  • Star Wars: Resistance **

  • Star Wars: Episode VII — The Force Awakens

  • Star Wars: Episode VIII —The Last Jedi

  • Star Wars: Episode IX — The Rise of Skywalker

เรียงตามลำดับแบบมาเชเต

     พูดถึงมาเชเต (Machete) หลาย ๆ คนคงนึกถึงตัวละครที่รับบทโดย แดนนี เทรโฮ (Danny Trejo) ซึ่งทำให้งงไปกันใหญ่ว่า มาเกี่ยวข้องอะไรกับหนัง Star Wars ซึ่งจริง ๆ แล้วมาเชเต ณ.ที่นี้ มาจากชื่อบล็อก nomachetejuggling.com ของ ร็อด ฮิลตัน (Rod Hilton) ที่พยายามหาทางแก้ปัญหาการชมหนังชุด Star Wars  ดิสนีย์ พลัส ฮ็อตสตาร์ แบบเรียงตามเรื่องราว ที่ทำให้จุดหักมุมใน Star Wars: Episode V — The Empire Strikes Back ถูกเฉลยออกมาก่อนเวลา ซึ่งทางออกที่ฮิลตันมองก็คือ เปิดด้วยหนังต้นฉบับสองเรื่องแรกก่อน จากนั้นค่อยไปหนังไตรภาคแรก ที่จะพาไปพบความเป็นมาของดาร์ธ เวเดอร์ (Darth Vader)

10 ดีเอโก ลูนา จาก Rogue One: A Star Wars Story จะกลับมารับบทเดิมอีกครั้งใน Star Wars Andor

 แต่การแก้ปัญหาของฮิลตัน ก็ทำให้เกิดอีกปัญหาหนึ่งตามมาก็คือ เขาเลือกที่จะ ทิ้ง Star Wars: Episode I — The Phantom Menace ไป เพราะ “สาเหตุที่ผมข้าม Episode I ไม่ใช่เพราะหนังมันแย่ แต่เพราะเรื่องมันดูหลุดจากเรื่องอื่น ๆ” ซึ่งการคิดแบบนี้ ทำให้หนังชุด Star Wars คือเรื่องของ ลุค สกายวอล์กเกอร์ (Luke Skywalker) ไม่ใช่เวเดอร์ และแก่นเรื่องจะว่าด้วย เด็กหนุ่มสกายวอล์กเกอร์ ผู้รับภาระอันหนักอึ้ง ในการปกป้องแกแล็กซี และดึงพ่อของเขาออกมาจากด้านมืด ฮิลตันเสริมด้วยว่า หนัง Episode I ไม่ได้เติมอะไรให้กับเรื่องราวทั้งหมดเลย และทุกอย่างของหนังถูกสรุปเอาไว้แล้วในฉากเปิดด้วยตัวอักษรที่ลอยไปในอวกาศของ Episode II และนี่คือการเรียงลำดับแบบมาเชเต ที่ว่ากันเฉพาะหนังใหญ่หลักล้วน ๆ

  • Episode IV: A New Hope
  • Episode V: The Empire Strikes Back
  • Episode II: Attack of the Clones
  • Episode III: Revenge of the Sith   
  • Episode VI: Return of the Jedi       

จากนั้นปิดด้วยหนังสามเรื่องของไตรภาคสุดท้าย 

     นอกจากการชมตามลำดับแบบมาเชเตแล้ว ยังมีการชมตามลำดับแบบหนัง The Godfather อีกด้วย โดยจะมีการใส่ Episode I: The Phantom Menace เข้ามาระหว่าง Episode V: The Empire Strikes Back กับ Episode II: Attack of the Clones ซึ่งทำให้เซอร์ไพรส์ที่อยู่ใน The Empire Strikes Back ไม่ถูกเฉลยก่อน แล้วความเป็นมาของอนาคิน สกายวอล์กเกอร์ (หรือตัวหนังทั้งหมด) ก็อยู่ครบ ส่วนการปิดด้วย Return of the Jedi (แล้วก็ตามด้วยหนังไตรภาคสุดท้าย) ก็ทำให้เรื่องราวของอนาคินและลุคที่ถูกเล่าขนานกันมาตลอดหลัง Empire Strikes Back บรรจบกันได้ในท้ายที่สุด เพราะการจัดเรียงแบบนี้คล้าย ๆ กับการเล่าเรื่องของ The Godfather ที่ภาคสองนำเสนอเรื่องราวในอดีตกับปัจจุบันขนานกันไป เลยถูกเรียกว่า เป็นการเรียงลำดับแบบ The Godfather

เรียงลำดับกับหนังใหม่ที่จะมีให้ได้ชมกัน

     นอกจากงานที่ออกฉายและมีให้ชมกันในดิสนีย์ พลัส ฮ็อตสตาร์ ซึ่งล่าสุดก็คือ Star Wars: The Bad Batch ลูคัสฟิล์ม (LucasFilm) มีแผนจะปล่อยเรื่องราวในโลกของ Star Wars ออกมาอย่างต่อเนื่อง โดยวางกำหนดฉายหนังใหญ่ไว้ในเดือนธันวาคมปี 2022, 2024 และ 2026 ที่ทั้งสามเรื่องนี้รายละเอียดต่าง ๆ