โรคความดันโลหิตสูง ถ้าไม่รู้ถึงขั้นอันตราย

โรคความดันโลหิตสูง
โรคความดันโลหิตสูง คือ ภาวะที่แรงดันในหลอดเลือดแดงมีค่าสูงเกินปกติ 140/90 มิลลิเมตรปรอท มีคนจำนวนมากอยู่กับโรคความดันโลหิตสูงโดยที่ไม่ทราบว่าตนเองมีภาวะนี้ เนื่องจากเป็นโรคที่ไม่ค่อยปรากฏอาการที่ชัดเจน แต่เมื่อปล่อยนานไปแรงดันเลือดจะไปทำลายผนังหลอดเลือด และอวัยวะที่สำคัญทั่วร่างกาย โรคความดันโลหิตสูงเป็นปัจจัยเสี่ยงทำให้เกิดโรคหัวใจ โรคไต โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โรคอัมพาต
สาเหตุ ของการเกิดโรคความดันโลหิตสูง
การรับประทานอาหารที่ไม่ได้สัดส่วน หวาน มัน โดยเฉพาะอาหารที่มีเกลือ (โซเดียม) สูง กินผัก และผลไม้ (รสหวานน้อย) ไม่เพียงพอ มีส่วนที่ทำให้เกิดโรคความดันโลหิตสูงได้ถึงร้อยละ 50 การขาดการออกกำลังกาย จะเกิดโรคความดันโลหิตสูงร้อยละ 20 ขณะที่ภาวะอ้วนสัมพันธ์กับการเกิดโรคความดันโลหิตสูง ร้อยละ 30 ยังมีรายงานว่าการดื่มแอลกอฮอล์เกิน การสูบบุหรี่ และการบริโภคไขมันก็มีส่วนเป็นเหตุให้เกิดโรคความดันโลหิตสูง โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง ควรงดบุหรี่
ภาวะแทรกซ้อนโรคความดันโลหิตสูง
ความดันโลหิตสูง ส่งผลให้หัวใจทำงานหนักขึ้น ทำให้ผนังหัวใจหนาตัว และถ้าไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง ผนังหัวใจจะยืดออก และเสียหน้าที่ ทำให้เกิดหัวใจโต และหัวใจวายได้ในที่สุด อาจเกิดภาวะหลอดเลือดในสมองตีบตัน หรือแตก ทำให้เป็นอัมพาต หรือเสียชีวิตได้ ถ้าเป็นเรื้อรังอาจกลายเป็นโรคความจำเสื่อม สมาธิลดลง เลือดอาจไปเลี้ยงไตไม่พอ เนื่องจากหลอดเลือดเสื่อม ทำให้ไตวายเรื้อรัง และภาวะไตวายจะยิ่งทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้นอีก หลอดเลือดแดงในตาจะเสื่อมลงอย่างช้าๆ อาจมีเลือดที่จอตา ทำให้ประสาทตาเสื่อม ตามัวลงเรื่อยๆ จนตาบอดได้ อ่านเพิ่มเติม

เคล็ดไม่ลับ ดูแล ผิวพรรณในยามตั้งครรภ์ให้ สวยใส

ในช่วงเวลาที่คุณแม่กำลัง ตั้งครรภ์ สิ่งหนึ่งที่ต้องคำนึงเป็นพิเศษ คือ การให้ความสำคัญกับตัวเอง ทั้งเรื่องของสุขภาพจิตใจ ผิวพรรณ สวยใส สุขภาพร่างกาย การออกกำลังกาย การรับประทานอาหาร การระมัดระวังตนเองเพื่อให้ตลอดการตั้งครรภ์กว่า 9 เดือนทั้งตัวคุณแม่และลูกน้อยมีความสมบูรณ์แข็งแรงมากที่สุด

แต่แม่ก็คือแม่ แม่คือผู้หญิงคนหนึ่งที่ยังรักสวยรักงามแม้กำลังตั้งครรภ์ คุณแม่ก็ยังสวยได้ โดยเริ่มจาก
เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวพรรณที่เหมาะสม ผลิตภัณฑ์แบบไหนที่เหมาะกับคุณแม่ตั้งครรภ์? คุณแม่ควรมองหาส่วนผสมที่มาจากธรรมชาติ เลือกผลิตภัณฑ์ที่ปราศจากสารเคมี ปราศจากสี น้ำหอม สารกันบูดที่ไม่จำเป็น หรือผลิตภัณฑ์สำหรับผิวบอบบาง หรือแพ้ง่าย และเลือกแบรนด์ที่เชื่อถือได้ไม่อวดอ้างสรรพคุณเกินจริง ควรหลีกเลี่ยงเครื่องสำอาง ครีมบำรุงผิวหน้า หรือผลิตภัณฑ์ที่มีสาร Retin-A, AHA หรือ BHA, Renova หรือ Benzoyl Peroxide กลุ่มพวก whitening ลดกระ ฝ้า สิว ต่างๆ ที่มีส่วนผสมของโลหะหนักซึ่งมักพบในครีมแก้ฝ้า หรือครีมช่วยให้หน้าขาว ส่วนผสมเหล่านี้รวมถึงกรดวิตามินเอจะซึมเข้าสู่กระแสเลือด อาจส่งผลให้ลูกในครรภ์แท้ง หรือพิการได้นอกจากนี้ ควรหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีสำหรับทำสีผม การยืดผม ฟอกสีผม ดัดผมในช่วงตั้งครรภ์ เพราะสารเคมีบางอย่างอาจเข้าสู่ร่างกาย และส่งผลอันตรายต่อลูกในครรภ์ได้เช่นกัน อ่านเพิ่มเติม

อาการเส้นเลือด หัวใจตีบ

โรคหลอดเลือดแดง หัวใจตีบ ตัน ส่วนใหญ่มากกว่า 95% มาจากการอักเสบ การเสื่อมของหลอดเลือดซึ่งใช้เวลานานนับสิบๆ ปี
ความเสื่อมจะมากหรือน้อยนั้นต่างกันตามสาเหตุ เช่น อายุที่มากขึ้น กรรมพันธุ์ ความดันโลหิต สูงเบาหวาน ไขมันในเลือดผิดปกติ การสูบบุหรี่ ความอ้วน การไม่ออกกำลังกาย ถ้าหลอดเลือดในหัวใจเริ่มตีบแคบเกิน 50% จะเริ่มมีอาการเหนื่อยเมื่อออกแรงมากขึ้น พอพักก็หาย และถ้าตีบเกิน 75% อาจมีอาการแม้อยู่เฉยๆ นอกจากนี้ บางสถานการณ์อาจมีการปริแตกของตระกรัน (Plaque) ในหลอดเลือดแดง เกล็ดเลือด และปัจจัยแข็งตัวของเลือดจะเข้ามาอุดทำให้หลอดเลือดหัวใจเส้นนั้นเกิดตีบตันฉับพลัน มีอาการเจ็บแน่นหน้าอก หรือเป็นมากขึ้นก็หอบเหนื่อย (เกิดภาวะหัวใจล้มเหลว) หรือหัวใจหยุดเต้น เรียกกลุ่มอาการอันตรายนี้ว่า ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายฉับพลัน (ACS: Acute Coronary Syndrome) ซึ่งเป็นภาวะเร่งด่วนทางหัวใจที่ต้องรักษาฉับพลัน คนทั่วไปอาจเรียกว่า Heart Attack (อาการโรคหัวใจอันตรายฉับพลัน)
ใครบ้างที่มีโอกาสเป็นโรคหลอดเลือด หัวใจตีบ
ในอดีตโรคนี้มักเจอในผู้ชายวัยกลางคน และหญิงวัยทอง แต่ปัจจุบันพบภาวะนี้ในอายุน้อยลงๆ อาจเป็นเพราะสถานการณ์ทุกวันนี้มีความเครียดสูง การแข่งขันกันมาก การเร่งรีบ พฤติกรรมการบริโภคที่เปลี่ยนไป ส่งผลเร่งให้เกิดความเสื่อมของหลอดเลือดแดงเร็วขึ้น จึงไม่แปลกเลยที่พบเห็นผู้ป่วยกล้ามเนื้อหัวใจตายฉับพลันในอายุ 30 ปีกว่าๆ มากขึ้น บางคนมี Heart Attack เสียชีวิตระหว่างขับรถในขณะที่อายุ 48-49 ปีเท่านั้น ปัจจัยเสี่ยงของอาการหลอดเลือดหัวใจตีบ
ปัจจัยที่แก้ไขไม่ได้: อายุ เพศชาย มีประวัติบิดาเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจก่อน 55 ปี หรือมารดาเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจก่อนอายุ 65 ปี
ปัจจัยที่แก้ไขได้: ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันสูง สูบบุหรี่ อ้วนลงพุง (ผู้ชายวัดเส้นรอบสะดือ>36 นิ้ว ผู้หญิงวัดได้>32 นิ้ว) การไม่ออกกำลังกายบุคลิกเคร่งเครียดตลอดเวลา
การควบคุมปัจจัยเสี่ยง
หยุดสูบบุหรี่เด็ดขาด (ยังช่วยรักษาโรคอื่นด้วย)
ควบคุมความดันโลหิตให้น้อยกว่า หรือเท่ากับ 130/85 สำหรับคนที่ไม่เป็นเบาหวาน สำหรับผู้ที่เป็นเบาหวานควรมีความดันน้อยกว่า หรือเท่ากับ 130/80 และสำหรับผู้ที่เป็นไตเสื่อมควรมีความดันน้อยกว่า หรือเท่ากับ 125/75 (มีไข่ขาวในปัสสาวะมากกว่าวันละ 1 กรัม)
ควบคุมเบาหวาน< 130 mg% เมื่ออดอาหาร 6 ชม. และให้เบาหวานเฉลี่ย 3 เดือน (HbA1c) < 7%
ควบคุมไขมัน คอเลสเตอรอล< 200 mg%, ไตรกลีเซอร์ไรด์< 150 mg%, แอลดีแอล (ไขมันร้าย)< 100 mg%, เฮชดีแอล (ไขมันดี)> 40 mg% (ชาย) และ> 45 mg% (หญิง)
ควบคุมน้ำหนัก ดัชนีมวลกาย (BMI) < 25 หรือให้เส้นรอบสะดือ< 36 นิ้ว (ชาย) < 32 นิ้ว (หญิง)
ออกกำลังกายแบบแอโรบิค> 30 นาที มากกว่า 5 ครั้ง/สัปดาห์
รู้จักพักผ่อนให้เพียงพอ ไม่เคร่งเครียดตลอดเวลา
อาการเส้นเลือดหัวใจตีบ
เจ็บแน่นหน้าอกตรงกลาง ร้าวไปไหล่ซ้ายและแขนซ้ายบางรายมีปวดร้าวขึ้นไปตามคออาการเป็นมากขึ้นเวลาออกแรง นั่งพักจะดีขึ้นในรายที่มีเส้นเลือดหัวใจตีบมากจนตัน จะทำให้มีการขาดเลือดอย่างรุนแรงของกล้ามเนื้อหัวใจ จนเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายในที่สุด ผู้ป่วยจะมีอาการเจ็บแน่นหน้าอกรุนแรง กระสับกระส่าย เหงื่อออกตัวเย็น ถ้านำส่งโรงพยาบาลไม่ทันก็อาจเสียชีวิตได้ จากอาการที่กล่าวมาข้างต้น หากเกิดความสงสัยว่ามีอาการดังกล่าว ควรรีบไปพบแพทย์โดยเร็ว อย่างไรก็ตาม อาการเจ็บหน้าอกอาจเป็นได้จาก 2 กรณี คือ เกิดจากการขาดเลือดเนื่องจากเส้นเลือดหัวใจตีบ หรือเกิดจากกล้ามเนื้อหัวใจตายจากการอุดตันของเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจอย่างกะทันหัน หากเป็นการขาดเลือดจากหลอดเลือดตีบ คือมีอาการขณะออกแรง หรือออกกำลังกาย ให้หยุดการออกแรง หรือออกกำลังกายที่มากจนทำให้เกิดอาการ และพบแพทย์โดยเร็ว แต่ไม่ถึงกับฉุกเฉิน แต่หากเกิดจากกล้ามเนื้อหัวใจตายจากการอุดตันของเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจอย่างกะทันหัน คือมีอาการในขณะพัก หรืออยู่เฉยๆ โดยมีอาการค่อนข้างมาก ให้พบแพทย์โรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดโดยด่วนทั้งนี้ กล้ามเนื้อหัวใจจะตายเกือบทั้งหมดภายใน 4-6 ชั่วโมง แต่ถ้าเราแก้ไขได้ก่อน 4-6 ชั่วโมง จะสามารถช่วยให้กล้ามเนื้อหัวใจกลับมาทำงานได้ตามปกติ โดยเฉพาะในปัจจุบันมียาฉีดที่สามารถละลายก้อนเลือดที่ไปอุดตันหลอดเลือดได้ผลดีมาก ฉะนั้น ถ้ามีอาการของโรคเส้นเลือดหัวใจตีบนี้ถือเป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องไปพบแพทย์โดยเร็วที่สุด ไม่ควรปล่อยไว้นานเกิน 4-6 ชั่วโมงนอกจากนี้ ภาวะไขมันในเลือดสูง คอเลสเตอรอลสูง ยังมีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคเส้นเลือดหัวใจตีบตีบเพิ่มขึ้น
การรักษาโรคเส้นเลือดหัวใจตีบ
ปัจจุบันมีวิธีการรักษาโรคเส้นเลือดหัวใจตีบหลายวิธี เช่น การทำบายพาส โดยการนำเส้นเลือดจากบริเวณอื่นมาต่อเชื่อมจากเส้นเลือดแดงใหญ่ไปยังหลอดเลือดหัวใจใต้จุดที่มีการอุดตัน การใช้บอลลูนเข้าไปขยายหลอดเลือด และการใช้ขดลวดตาข่ายค้ำยันหลอดเลือดที่มีการอุดตัน อย่างไรก็ตาม ในรายที่พบหลอดเลือดอุดตันแล้ว การรักษาด้วยวิธีนี้เป็นเพียงการประคับประคองอาการเท่านั้น ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดก็คือการป้องกัน ในผู้ที่มีภาวะความดันโลหิตสูง มีน้ำตาลในเลือดสูง ไขมันในเลือดสูง หรือสูบบุหรี่ ควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมโดยการเลิกสูบบุหรี่ ควบคุมระดับความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ หมั่นออกกำลังกาย และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหาร โดยรับประทานอาหารให้มีไขมัน แป้ง น้ำตาล ให้น้อยลง เลือกรับประทานอาหารที่มีกากใยสูงมากขึ้น  อ่านเพิ่มเติม

หูดหงอนไก่ (CONDYLOMA ACUMINATUM)

หูดหงอนไก่ พบได้บ่อยส่วนใหญ่จะพบโรคนี้ในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย และหากคนใดคนหนึ่งมีการติดเชื้อโรคหูดหงอนไก่ ร้อยละ 25-65 ของคู่นอนจะมีการติดเชื้อตามไปด้วย หูดหงอนไก่ เกิดจากการติดเชื้อไวรัสเอชพีวี (HPV) ซึ่งมีหลายสายพันธุ์ แบ่งเป็นชนิดความเสี่ยงสูงซึ่งสัมพันธ์กับการเกิดมะเร็งปากมดลูกได้แก่ สายพันธุ์ 16, 18 เป็นต้น และชนิดความเสี่ยงต่ำซึ่งไม่สัมพันธ์กับการเกิดมะเร็งได้แก่ สายพันธุ์ 6, 11 เป็นต้น
แต่หูดหงอนไก่ก็ไม่ได้ทำให้เกิดมะเร็งปากมดลูก เพราะธรรมชาติของการติดเชื้อไวรัสเอชพีวีอาจติดเชื้อได้หลายสายพันธุ์พร้อมกัน หากติดสายพันธุ์ชนิดความเสี่ยงสูงร่วมด้วยก็จะมีโอกาสเกิดมะเร็งปากมดลูกขึ้น การติดเชื้อส่วนใหญ่ไม่มีอาการเพราะร่างกายสามารถกำจัดเชื้อได้เอง ยกเว้นผู้ที่มีภูมิต้านทานในร่างกายต่ำ อย่างไรก็ตามผู้ที่ไม่มีอาการก็สามารถถ่ายทอดเชื้อไปให้ผู้อื่นได้ สังเกตได้จากคู่แต่งงานที่มาพบแพทย์ พบว่าฝ่ายหญิงจะมีการติดเชื้อหูดหงอนไก่ แต่ฝ่ายชายไม่มีหูดหงอนไก่เกิดขึ้น ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร
เชื้อหูดหงอนไก่มีระยะในการฟักตัวประมาณ 3 สัปดาห์จนถึง 8 เดือน เชื้อไวรัสชนิดนี้จะเข้าไปรบกวนการแบ่งตัวของเซลล์ชั้นล่างสุดของเยื่อบุ ทำให้เซลล์ที่แบ่งตัวเปลี่ยนรูปร่างและหน้าที่จนควบคุมไม่ได้ เกิดเป็นเนื้องอกนูนออกมาลักษณะเฉพาะของหูดหงอนไก่ คือ เป็นติ่งเนื้อสีชมพูหรือขาว ผิวขรุขระเป็นหยักคล้ายหงอนไก่ หรือดอกกะหล่ำ บริเวณที่พบส่วนมากจะเป็นบริเวณปากช่องคลอด รองลงมาคือที่แคมคลิตอริส รอบทวารหนัก ผนังช่องคลอด และปากมดลูก ในขณะที่บางรายมีเลือดออกจากก้อน คัน ตกขาวผิดปกติ หรือแม้แต่แสบร้อนที่อวัยวะเพศ หูดหงอนไก่จะสามารถขยายจำนวนได้โดยได้รับการกระตุ้นจากความร้อน ความชื้น
การตรวจวินิจฉัยระยะเริ่มแรก
ถ้าเป็นติ่งเนื้อสีชมพูงอกบานออกทางด้านนอกคล้ายหงอนไก่ หรือดอกกะหล่ำ สำหรับผู้ชายมักเป็นที่ด้านในของหนังหุ้มปลายองคชาติ ผู้ชายรักเพศเดียวกันพบรอบทวารหนัก ผู้หญิงพบที่ปากช่องคลอด
หูดชนิดแบนราบพบที่ปากมดลูก ลักษณะแบนราบ ส่วนใหญ่เกิดจาก HPV 16 เป็นสาเหตุของโรคมะเร็งปากมดลูก
หูดชนิดกลุ่มลักษณะเป็นตุ่มขนาด 3–4 มิลลิเมตร สีน้ำตาลแดง ม่วง หรือดำ ผิวเรียบ หรือขรุขระเล็กน้อย
หูดก้อนใหญ่ลักษณะเป็นหูดขนาดใหญ่ที่โตเร็วมาก จนกลายเป็นก้อนใหญ่ปกคลุมอวัยวะเพศทั้งหมด อ่านเพิ่มเติม

เช็คให้ชัวร์? เรื่องต้องห้ามระหว่างวันนั้น ของเดือน

เราเชื่อว่ายังมีสาวๆ หลายท่านที่เข้าใจผิดเกี่ยวกับความเชื่อ ระหว่างวันนั้น ของเดือน ทั้งสาวที่เพิ่งมีประจำเดือนหรือแม้แต่สาวที่ผ่านการมีประจำเดือนมานานแล้วก็ตามก็ยังเข้าใจผิดในหลายๆ เหตุการณ์ ดังนั้นเราจึงหาคำตอบมาฝาก สำหรับข้อห้ามทั้งหลายในช่วงมีประจำเดือน ว่าความจริงเป็นอย่างไร
ช่วงมีประจำเดือน ห้ามว่ายน้ำเด็ดขาด เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินกันอยู่บ่อยๆ แต่รู้มั๊ยว่าแม้คุณกำลังมีประจำเดือน แต่ก็สามารถว่ายน้ำได้ตามปกติ เพียงแต่ว่าอาจจะต้องเปลี่ยนมาใช้ผ้าอนามัยแบบสอดแทนซึ่งผ้าอนามัยแบบสอดจะคอยซึมซับเลือดที่ไหลออกมา โดยควรจะเปลี่ยนก่อนลงเล่นน้ำ และเมื่อคุณเล่นน้ำจนสบายใจแล้วก็ควรเปลี่ยนผ้าอนามัยทันที หรือไม่ควรปล่อยทิ้งไว้นานเกิน8 ชั่วโมงเพื่อสุขอนามัยของตัวคุณและผู้อื่นที่ร่วมเล่นน้ำกับคุณด้วย

จริงหรือไม่? มีประจำเดือนห้ามดื่มน้ำเย็น เรื่องนี้ก็ยังไม่ได้มีหลักฐานทางการแพทย์เข้ามายืนยันว่าเป็นเรื่องต้องห้าม หากเป็นวันนั้นของเดือนแล้วคุณเผลอดื่มน้ำเย็นก็ไม่ได้เป็นอันตรายร้ายแรงอะไร เพราะนี่เป็นเพียงความเชื่อที่บอกต่อๆ กันมา เมื่อบวกกับช่วงมีประจำเดือนร่างกายเราเกิดการเสียเลือด ทำให้สาวๆ บางรายอาจรู้สึกไม่สบายตัวเหมือนจะเป็นไข้ซึ่งหากดื่มน้ำเย็น หรือรับประทานอาหารเย็นๆ ก็อาจจะไปกระตุ้นให้เกิดการเจ็บป่วย จึงแนะนำให้ดื่มน้ำอุ่น เพราะเครื่องดื่มอุ่นๆ จะช่วยให้ผ่อนคลาย และลดภาวะตึงเครียดได้ด้วยนั่นเอง
ไม่ใช่แค่ดื่มน้ำเย็น แต่ก็ห้ามอาบน้ำเย็นด้วย! ข้อห้ามนี้ก็ไม่ต่าง เพราะยังไม่มีหลักฐานทางการแพทย์ยืนยัน เพียงแต่การอาบน้ำทำความสะอาดร่างกายเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญ รวมถึงหมั่นเปลี่ยนแผ่นอนามัยบ่อยๆ เพื่อลดการหมักหมมของเชื้อโรค ซึ่งสำหรับการอาบน้ำนั้นสามารถอาบได้ทั้งน้ำเย็นและน้ำอุ่น เพียงแต่การอาบน้ำเย็นอุณหภูมิต่ำๆ หรือเย็นจนเกินไปในช่วงเวลาที่ร่างเกิดการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน ร่างกายอาจปรับตัวไม่ทันจนเสี่ยงต่อการป่วยได้ อีกทั้งการอาบน้ำอุ่นสามารถช่วยคลายความเมื่อยล้าที่เผชิญมาตลอดทั้งวัน เพราะช่วงที่มีประจำเดือนคุณสาวๆ ก็จะรู้สึกปวดท้อง ปวดขา ปวดหลังอยู่แล้ว การเลือกอาบน้ำอุ่นจึงเป็นทางเลือกที่ช่วยให้สบายตัวขึ้น

ห้ามมีเพศสัมพันธ์ในเวลามีประจำเดือน ข้อนี้เราแนะนำเลยว่าไม่ควรมีเพศสัมพันธ์ในช่วงนี้เนื่องจากมีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์มากกว่าปกติถึง 3 เท่าความเสี่ยงที่ว่านี้คือในระหว่างที่มีประจำเดือน ปากมดลูกจะเปิดออกให้เลือดประจำเดือนไหลได้สะดวก ขณะเดียวกันเชื้อแบคทีเรียในช่องคลอดและแบคทีเรียที่มาจากการมีเพศสัมพันธ์จะเข้าสู่ร่างกายได้ง่ายยิ่งขึ้น นอกจากนี้ธาตุเหล็กที่มีอยู่ในเลือดประจำเดือนจะเป็นตัวกระตุ้นการเจริญเติบโตของเชื้อโรคหนองในได้เร็วขึ้น และการหลุดลอกของเยื่อบุโพรงมดลูกจะทำให้เชื้อโรคเข้าสู่กระแสเลือดได้ง่ายจนอาจนำไปสู่การติดเชื้อที่ลุกลามและรุนแรงและอีกหนึ่งปัจจัยห้ามฝ่าไฟแดง อ่านเพิ่มเติม

วัยหมดประจำเดือน โรคทางนรีเวช

โรคทางนรีเวชที่พบบ่อยสำหรับผู้หญิง วัยหมดประจำเดือน คือ โรคมะเร็งโพรงมดลูก อาการเบื้องต้นที่เป็นสัญญาณของมะเร็งโพรงมดลูก คือ มีเลือดออกกระปริดกระปอยเมื่อมีอาการต้องรีบไปพบแพทย์เพื่อวางแผนการจัดการ เพราะอาการเลือดออกผิดปกตินั้นไม่ใช่แค่อาการของโรคมะเร็งโพรงมดลูกเพียงอย่างเดียวเสมอไป จึงต้องรีบพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง เนื่องจากการวินิจฉัยโรคตั้งแต่ระยะเริ่มแรกมีความสำคัญต่อการจัดการมะเร็งเป็นอย่างมาก
ปัจจัยเสี่ยงการเกิดมะเร็งโพรงมดลูก
ประจำเดือนหมดช้า โดยเฉลี่ยวัยทองประจำเดือนจะหมดในช่วงอายุประมาณ 49-50 ปี แต่กลับหมดช้ากว่า โดยอาจมีจนถึงอายุ 54-55 ปี
ความอ้วน เมื่อน้ำหนักมากจะมีฮอร์โมนเอสโตรเจนจากไขมันร่างกาย ซึ่งฮอร์โมนเอสโตรเจนจะกระตุ้นให้มดลูกหนาตัวขึ้น
ในช่วงที่มีประจำเดือนแต่มาไม่สม่ำเสมอ เช่น 3 เดือนมาครั้ง ซึ่งเมื่อไข่ไม่ตก ฮอร์โมนจะกระตุ้นทำให้โพรงมดลูกหนาตัวขึ้นได้
กรรมพันธุ์ กรณีมีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งรังไข่ มะเร็งโพรงมดลูกและมะเร็งลำไส้ โรคมะเร็งทั้งสามชนิดนี้มีความสัมพันธ์กับมะเร็งโพรงมดลูก อ่านเพิ่มเติม

ระวังจะเจอกับ “มะเร็ง”ปล่อยให้ “ฟันผุ เรื้อรัง”

เพราะช่องปากและฟัน มักเต็มไปด้วยเชื้อแบคทีเรีย การไม่ดูแลรักษาสุขภาพช่องปากและฟันให้สะอาด จึงก่อให้เกิด “ ฟันผุ ” ได้ แต่คุณรู้หรือไม่ว่า ฟันผุไม่ได้ส่งผลกระทบแค่เรื่องกลิ่นปาก หรือดูไม่สวยงามเท่านั้น แต่ยังเป็นปัจจัยหนึ่งที่ก่อให้เกิด “มะเร็งในช่องปาก” ได้ หากปล่อยให้ฟันผุเรื้อรังไปนานๆ โดยไม่รักษา!!

สุขภาพฟัน…หนึ่งในสาเหตุการเกิด “มะเร็งในช่องปาก”
เพราะสุขภาพฟันที่ไม่ดี ไม่ว่าจะเป็นฟันผุเรื้อรัง ฟันหัก ฟันบิ่น ฟันแตก ล้วนมีผลให้เกิดการระคายเคืองของเนื้อเยื่อบุช่องปาก เมื่อการระคายเคืองเกิดขึ้นซ้ำๆ หรือการอักเสบที่เกิดขึ้นไม่ได้รับการรักษาจนเรื้อรัง ก็อาจส่งผลให้เนื้อเยื่อเปลี่ยนแปลงไปเป็นเซลล์มะเร็งได้
อาการ “มะเร็งในช่องปาก” ที่สังเกตได้
แผลเรื้อรังรักษาไม่หาย หรือเป็นมานานกว่า 2-3 สัปดาห์
มีฝ้าขาวๆ หรือฝ้าแดง บริเวณเยื่อบุในช่องปาก หรือลิ้น
มีตุ่ม หรือก้อนในช่องปาก โดยขนาดของก้อนนั้นจะใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ และมักไม่มีอาการเจ็บปวด
มีก้อนบริเวณลำคอ แต่กดแล้วไม่เจ็บ ซึ่งอาจเกิดจากการลุมลามของเซลล์มะเร็งไปยังต่อมน้ำเหลือง
บางรายอาจมีอาการฟันโยก หรือฟันหลุด เนื่องมาจากมีก้อนเนื้องอกเกิดขึ้นบริเวณเหงือก เพดานปาก และพื้นปาก อ่านเพิ่มเติม

เริ่มเข้าสู่วัยทำงาน ต้องรับผิดชอบหน้าที่การงานมากขึ้นความเสี่ยงของ คุณผู้ชาย

การใช้ชีวิต ของ คุณผู้ชาย ไทยในปัจจุบัน เมื่อเริ่มเข้าสู่วัยทำงาน ต้องรับผิดชอบหน้าที่การงานมากขึ้น โดยเฉพาะในสังคมที่มีแต่การแข่งขัน เร่งรีบ มักทำให้เกิดความเครียดสะสม มาจากการพักผ่อนไม่เพียงพอ นอนดึก รับประทานอาหารแบบไม่ถูกสุขอนามัย ขาดการออกกำลังกาย ดื่มเหล้า สูบบุหรี่ ล้วนก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพแบบสะสม จนเมื่อย่างเข้าสู่วัย 40 สิบปีขึ้นไป ซึ่งเป็นวัยที่เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงของระบบฮอร์โมนในร่างกายที่อาจเริ่มลดระดับลง เรียกว่าแอนโดรพอส (Andropause) คล้ายกับวัยหมดประจำเดือนในเพศหญิง(Menopause) แม้ว่าจะเกิดขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป แต่อาจส่งผลทำให้มีการเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย อารมณ์ จิตใจ และสมรรถภาพทางเพศ ซึ่งมักจะสร้างความรู้สึกที่บกพร่องในคุณภาพชีวิตไป เรามาดูกันว่า คุณผู้ชาย เสี่ยงเป็นโรคอะไรกันบ้าง
โรคเกี่ยวกับต่อมลูกหมาก ต่อมลูกหมากเป็นอวัยวะส่วนหนึ่งในระบบสืบพันธุ์ของเพศชาย ต่อมนี้มีลักษณะคล้ายลูกเกาลัดอยู่ตรงบริเวณใต้กระเพาะปัสสาวะด้านหน้าทวารหนัก ต่อมลูกหมากเป็นส่วนที่หุ้มรอบท่อปัสสาวะส่วนต้น ซึ่งเชื่อมต่อระหว่างกระเพาะปัสสาวะและท่อปัสสาวะส่วนโคน มีหน้าที่ผลิตน้ำเมือกเหลวๆ ในระหว่างที่มีเพศสัมพันธ์ น้ำเมือกจากต่อมลูกหมากจะถูกขับออกมาปนกัน ซึ่งปกติขนาดของต่อมลูกหมากอยู่ภายใต้อิทธิพลของฮอร์โมนเพศชาย ถ้าขาดฮอร์โมนเพศชายหรือมีการเพิ่มฮอร์โมนเพศหญิงจะทำให้ต่อมลูกหมากฝ่อเล็กลงได้ โรคที่มักพบในต่อมลูกหมากที่สำคัญมี 3 โรค ได้แก่
โรคต่อมลูกหมากโต พบได้ในเพศชาย อายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป โดยเฉพาะเมื่อเข้าสู่อายุ 50-60 ปี ต่อมลูกหมากที่โตขึ้นนี้ จะกดเบียดท่อปัสสาวะให้แคบลง ทำให้มีอาการปัสสาวะผิดปกติ เช่นปัสสาวะบ่อยในตอนกลางคืน หรือกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ ปัสสาวะขัด ใช้เวลาปัสสาวะนาน ไม่พุ่ง หรือออกเป็นหยดๆ
มะเร็งต่อมลูกหมาก เป็นโรคซึ่งพบในเพศชายอายุ 50 ปีขึ้นไป ส่วนใหญ่ในระยะแรกๆ มักไม่แสดงอาการ ตรวจพบได้จากการตรวจสุขภาพประจำปี หรือตรวจเลือดร่วมด้วย เพื่อหาระดับของค่าพีเอสเอ (เอนไซม์ต่อมลูกหมาก)
ต่อมลูกหมากอักเสบ เป็นภาวะที่มีการอักเสบติดเชื้อแบคทีเรียของเนื้อต่อมลูกหมาก รวมทั้งจากเชื้อหนองในเทียม การอักเสบมักจะผ่านเข้าไปทางท่อปัสสาวะ ส่วนน้อยจะผ่านทางกระแสเลือด บ่อยครั้งที่ตรวจไม่พบเชื้อใดๆ พบได้ในกลุ่มอายุระหว่าง 30-40 ปีเป็นส่วนใหญ่
นอกจากการตรวจสุขภาพประจำปีและการตรวจเลือดร่วมเพื่อหาค่า PSP แล้ว การตรวจต่อมลูกหมากผ่านทางท่อทวารหนัก (Digital Rectal Examination) ยังเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง โดยแพทย์จะนำข้อมูลที่ได้เหล่านี้มาวินิจฉัยร่วมกับอาการและผลตรวจอื่นๆ เช่น ผลตรวจเลือด ปัสสาวะ และการตรวจด้วยเครื่อง อัลตราซาวด์ต่อมลูกหมาก ทั้งหมดนี้จึงจะสามารถนำมาวินิจฉัย และวางแผนการรักษาที่เหมาะสมได้
อาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศ (Erectile Dysfunction)
คือ การที่อวัยวะเพศไม่สามารถแข็งตัว หรือแข็งตัวได้ไม่นานพอที่จะมีเพศสัมพันธ์ได้สำเร็จจนเป็นที่พึงพอใจอยู่เป็นประจำ หรืออย่างต่อเนื่อง มีสาเหตุหลักๆ มาจากเส้นเลือดตีบ เส้นประสาทเสื่อม ซึ่งอาจเกิดจากโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูงไขมันในเลือดสูง การใช้ยาบางชนิด ภาวะฮอร์โมนเพศชายบกพร่อง อายุที่มากขึ้น หรือหลายๆ สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ อีกมากมาย ปัจจุบันนี้เข้าใจว่าอาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศและอาการต่อมลูกหมากโตพบร่วมกันได้มาก และอาจจะมีสาเหตุร่วมกัน จากการศึกษายังพบอีกว่าคนที่มีอาการต่อมลูกหมากโตรุนแรงก็จะยิ่งพบภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศได้มากยิ่งขึ้นด้วย เมื่อเทียบกับคนที่ไม่มีอาการในช่วงอายุเดียวกันซึ่งอาจจะเกิดจากการทำงานมากเกินไปของระบบประสาทซิมพาเทติก (Sympathetic) ทำให้มีการหดตัวของกล้ามเนื้อเรียบในต่อมลูกหมาก รวมทั้งเส้นเลือดในองคชาติ บางคนเชื่อว่าเกิดจากการที่เลือดไปเลี้ยงอวัยวะในอุ้งเชิงกรานได้น้อยลง มีผลทำให้เกิดภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ การโตของต่อมลูกหมาก การบีบตัวของกระเพาะปัสสาวะลดลง การยืด ขยายของกระเพาะปัสสาวะได้น้อยลงและเกิดความเสื่อมของเส้น อ่านเพิ่มเติม

สาวๆ ที่กลัวการเหี่ยวย่นของผิวหนัง หน้าไม่ตึง BOTOX ฉีดอย่างไร…ไม่ให้พัง!

ทำไม? ใครๆ ก็เรียก “โบท็อกซ์” ว่าสารพิษ!
โบท็อกซ์ (Botox) หรือชื่อทางการค้าของสารโบทูลินั่ม ท็อกซิน เอ (Botulinum toxin A) มีฤทธิ์ทำให้เซลล์ประสาทไม่สามารถหลั่งสารสื่อประสารได้ กล้ามเนื้อคลายตัว หรือเกิดอัมพาตที่กล้ามเนื้อเล็กๆ

การฉีดโบท็อกซ์ อีกหนึ่งทางลัดอัพความสวย เพิ่มความมั่นใจ ทั้งการฉีดเพื่อลดกลิ่นตัว ลดเหงื่อ ลดกราม ลดความมันและรูขุมขน หรือลดริ้วรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้า และเพื่อไม่ให้ต้องเจ็บใจเพราะโบท็อกซ์ที่ฉีดไปไม่เห็นผลอย่างที่หวัง เราจะพามาทำความเข้าใจในเรื่องของ “โบท็อกซ์” กันก่อนดีกว่า

แล้วสารพิษนี้…เกี่ยวข้องกับความงามได้ยังไง?
ด้วยคุณสมบัติที่ทำให้กล้ามเนื้อคลายตัว เมื่อกล้ามเนื้อคลายตัวผิวหนังที่เป็นริ้วรอยอยู่ก็จะเรียบเนียนขึ้น โดยจะออกฤทธิ์ภายใน 1-2 วันหลังฉีกโบท็อกซ์ แต่ผลลัพธ์จะคงอยู่หลังจากฉีดประมาณ 3-6 เดือน ไม่ได้ถาวร ซึ่งขึ้นอยู่กับว่าใช้ฉีดรักษาอาการอะไร ฉีดบริเวณใด และผู้รับการรักษาอายุเท่าไหร่

ตอบคำถามฮิต! ฉีดโบท็อกซ์..อันตรายไหม
จากการศึกษาในต่างประเทศ พบว่าการฉีดโบท็อกซ์เพื่อความสวยงามไม่มีอันตรายถึงชีวิต แต่ทั้งนี้ต้องได้รับการฉีดโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่มีใบรับรองถูกต้อง รวมทั้งโบท็อกซ์ต้องมีคุณภาพ ไม่ใช่ของปลอมคุณภาพต่ำ ปริมาณที่ได้รับพอเหมาะ ไม่มากเกินไป และที่สำคัญควรเว้นระยะการฉีดโบท็อกซ์อย่างน้อย 3-4 เดือน ตลอดจนตัวผู้รับบริการต้องรักษาสุขภาพตนเองให้แข็งแรง ไม่มีโรคประจำตัว และไม่ได้กำลังตั้งครรภ์
ผลข้างเคียงหลัง “ฉีดโบท็อกซ์” ที่อาจเกิดขึ้นได้
แม้ว่าจะไม่อันตรายถึงชีวิต แต่โบท็อกซ์ก็ก่อให้เกิดผลข้างเคียงได้ เช่น คลื่นไส้ คัน เจ็บคอ เกิดแผลช้ำบริเวณที่ฉีด หนังตาตก หรือกลืนอาหารลำบาก ซึ่งผลข้างเคียงเล็กน้อยนี้จะค่อยๆ หายไปในเวลา 1 เดือน แต่หากอาการหนังตาตกหรือกลืนอาหารลำบากทวีความรุนแรง อาจต้องปรึกษากับแพทย์ผู้ทำการรักษาเป็นกรณีๆ ไป อ่านเพิ่มเติม

เพื่อการปฏิบัติตัวที่ถูกต้อง ภาวะครรภ์เสี่ยง

การฝากครรภ์มีความสำคัญสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ ภาวะครรภ์เสี่ยง  เพราะจะช่วยลดความเสี่ยงที่จะเกิดแก่ทารกในครรภ์ โดยแพทย์จะช่วยให้คำแนะนำเป็นระยะๆ การตั้งครรภ์แต่ละเดือนจะมีการเปลี่ยนแปลงของสรีระร่างกายในหลายๆ ด้าน ซึ่งจำเป็นต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษมากกว่าคนปกติ ทั้งนี้ การฝากครรภ์จำเป็นต้องได้รับคำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์ที่มีความรู้ความสามารถ เพื่อคุณแม่ตั้งครรภ์จะทราบได้ว่าอะไรที่ปลอดภัย ควรทำหรือไม่ควรทำ เพื่อการปฏิบัติตัวที่ถูกต้อง คุณแม่สามารถตั้งครรภ์ได้อย่างมีคุณภาพ ทำให้ทารกและตัวคุณแม่มีสุขภาพแข็งแรง

ภาวะครรภ์เสี่ยง คืออะไร
การตั้งครรภ์ที่มีภาวะเสี่ยงต่างๆ อาจจะส่งผลกระทบต่อแม่และทารกในครรภ์ได้ อาจทำให้เกิดอันตรายเล็กน้อย หรือรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ ทั้งในขณะตั้งครรภ์ คลอด หรือหลังคลอด ภาวะครรภ์เสี่ยงสามารถแบ่งเพื่อให้คุณแม่เข้าใจง่ายๆ คือ
คุณแม่ตั้งครรภ์ที่มีอายุ 35 ขึ้นไป ในวัยนี้จะมีความเสี่ยงในเรื่องของโรคแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้ เช่น เบาหวาน ซึ่งส่งผลต่อลูกน้อย อีกอย่าง คือ มีความเสี่ยงในการเกิดภาวะดาวน์ซินโดรมได้มากขึ้น
คุณแม่ตั้งครรภ์ที่มีโรคประจำตัวอยู่เดิมเช่น โรคความดัน โรคหัวใจ โรคเบาหวาน โรคไต

สิ่งเหล่านี้ ถือว่าเป็นความเสี่ยงเมื่อแพทย์พบกับคุณแม่ตั้งครรภ์ แพทย์จะพิจารณาเป็นรายๆ ไปว่ามีความเสี่ยงในด้านใดบ้าง ทีมแพทย์จะมีการทำงานร่วมกับแพทย์ในสาขาต่างๆ หากคุณแม่ตั้งครรภ์เป็นเบาหวาน ทางสูตินรีแพทย์จะดูแลร่วมกับแพทย์เฉพาะทางด้านเบาหวาน หรือคุณแม่ตั้งครรภ์เป็นโรคหัวใจ มีความดันโลหิตสูง ต้องรับประทานยาควบคุมอยู่ตลอดเวลา สูตินรีแพทย์จะปรึกษากับแพทย์ประจำตัวของคุณแม่ตั้งครรภ์ หรือร่วมกับแพทย์สาขาที่เกี่ยวข้อง และจำเป็นต้องมีความถี่ และละเอียดมากกว่าคุณแม่ตั้งครรภ์ทั่วไป สูตินรีแพทย์อาจจะนัดตรวจถี่ขึ้นมีการตรวจพิเศษมากขึ้น ต้องเจาะเลือด หรือน้ำคร่ำ เป็นต้น สำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์โดยเฉพาะคุณแม่ตั้งครรภ์มือใหม่ ควรพบแพทย์ทันทีที่ทราบว่าตั้งครรภ์ หรือให้ดียิ่งกว่านั้น หากวางแผนที่จะมีลูกควรเข้ามาปรึกษาแพทย์เพื่อเตรียมตัวตั้งแต่ยังไม่ตั้งครรภ์ สามารถปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับความเสี่ยงสำหรับคุณแม่ที่มีปัญหาสุขภาพบางอย่าง หรือความเสี่ยงเกี่ยวกับโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม อ่านเพิ่มเติม