Deep หนังไทยที่พยายามทำพล็อตที่แปลกใหม่กว่าขนบไทย

เป็นที่น่าสังเกตว่า ช่วงหลังมานี้มี หนังไทย ที่พยายามทำพล็อตที่แปลกใหม่กว่าขนบไทยเดิม และให้บทบาทกับอาชีพของตัวละครให้มากขึ้น คล้ายกับซีรีส์เกาหลีหลาย ๆ เรื่อง ซึ่งก็ถือเป็นการเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี ดูหนังออนไลน์ไทย โดยหนังไทยสองเรื่องใหม่ล่าสุดบน Netflix อย่าง Ghost Lab และ Deep ก็วางตัวละครให้เป็นแพทย์และนักศึกษาแพทย์ ซึ่งเป็นอาชีพในฝันอันดับหนึ่งของคนไทยมาหลายชั่วอายุคน

DEEP

สารภาพว่า หลังจากเราผิดหวังจาก Ghost Lab ก็ไม่ค่อยคาดหวังอะไรกับ Deep และแอบอคติตั้งแต่ก่อนเริ่มเปิดดู แต่เมื่อได้ดูจบ เราคิดว่า ถ้าเทียบกับ Ghost Lab ซึ่งไม่มีข้อดีอะไรให้จดจำนอกจากการแสดงของ ต่อ-ธนภพ แล้วล่ะก็… Deep ทำออกมาได้น่าพึงพอใจกว่าถึงแม้การแสดงของนักแสดงทุกคนในเรื่องจะไม่น่าจดจำเลยสักคนก็ตาม

Deep เปิดเรื่องมาด้วยการตั้งคำถามว่า คนเราจะอดนอนได้กี่วัน พร้อมกับเลคเชอร์ผลข้างเคียงของการอดนอนและโรค Insomnia ตัวละครเอกคือกลุ่มนักศึกษาแพทย์ ได้แก่ เจน (แคร์ ปาณิสรา), วิน (เค Kayavine), ซิน (เฟิร์น ศุภนารี) และ พีช (กิต Three Man Down) ทั้งสี่คนได้ไปเข้าร่วมงานวิจัยลับ “Deep” ที่ต้องตื่นตลอดเวลา เพื่อแลกกับเงินหลักแสนถึงหลักล้าน

เจนมีความจำเป็นด้วยภาระหนี้สินและความรับผิดชอบดูแลน้องกับยาย แรงจูงใจในการ “Deep” จึงสูงกว่าคนอื่น ๆ ที่แค่ต้องการหาเงินก้อนมาสนองความสุขส่วนตัวเฉย ๆ แต่หนังก็เพิ่มแรงจูงใจให้วินมาอีกหน่อยและเพิ่มพาร์ทความรักวัยรุ่นให้คนดูลุ้นกุ๊กกิ๊ก โดยการให้วินชอบเจน แถมด้วยพีชชอบซิน แต่ดูเหมือนก็ใส่ ๆ มาอย่างงั้น เพื่อแค่ให้ตัวละครมีแรงจูงใจ จุดตัดสินใจ หรือจุดพลิกผัน แต่มันแค่ไม่สมูธ ไม่กลมกล่อม และดูไม่น่าเอาใจช่วยสักเท่าไหร่ ยังไม่นับที่พยายามยัดเยียดโฆษณาขายซิมและความเป็น MV Three Man Down ใส่ลงมาจนหนังถูกขัดความสมูธไปกันใหญ่นั่นอีก

การแสดงนั่นก็สำคัญ ย้อนไป Ghost Lab อันนั้นเค้ายังมี ต่อ-ธนภพ เป็นเดอะแบก แต่เรื่องนี้ไม่มีใครแบกหนังไว้ได้เลย ดูแล้วก็คิดนะ หนังไทยควรเลิกเอาเน็ตไอดอลหรือคนหน้าตาดีมี followers เยอะ ๆ อย่างเดียวมาเล่นหนังได้หรือยัง หรือถ้าจะทำ เอาไปเทรนการแสดงให้แข็งก่อนไหม (ณ ที่นี้คือแข็งที่แปลว่าดี) และพอการแสดงที่แข็ง (ณ ที่นี้คือแข็งที่แปลว่าหิน) มาเจอกับไดอะล็อกพูดที่ทื่อ ๆ มันก็เลยพังไปหมด แล้วมีอันนึงที่รับไม่ได้มาก ๆ คือตอนที่ซินพูดกับพีชว่า “เดินห่างจัง กลัวติดโควิดจากกูหรือไง” อันนี้งงมาก เพราะสถานการณ์ในเรื่องคือทุกคนไม่ได้ใส่แมสก์และเหมือนดำรงชีวิตอยู่ในโลกที่ไม่มีโควิด แต่มาเล่นมุกโควิด ถ้าบทเขียนมาแบบนี้มาแต่แรกแล้ว ผู้กำกับกับนักแสดงไม่มีใครแย้งเลยหรือไง หรือถ้าเป็นมุกด้นสดของนักแสดง อยากถามว่าผู้กำกับปล่อยผ่านมาได้ยังไง

นอกจากนี้ หนังพยายามปูแบ็คกราวนด์สะท้อนสังคม โดยเฉพาะเรื่องครอบครัว ให้ตัวละครแต่ละตัวอย่างผิวเผิน เช่น ครอบครัวเจนที่ขัดสนทางการเงินและมีแฟลชแบ็กอย่างบางเบาถึงสาเหตุการเสียชีวิตของพ่อแม่ ซึ่งเหมือนจะฝังเป็นปมทางจิตฝังและส่งผลถึงพฤติกรรมบางอย่างของเจนในปัจจุบัน แต่หนังก็ไม่ได้ลงรายละเอียดและเอามาใช้ประโยชน์กับเส้นเรื่องหลักสักเท่าไหร่, ครอบครัวของวินที่แม่ฆ่าตัวตายและพวกเขายัง move on ไม่ได้ แต่ก็ไม่รู้ว่ามีมาเพื่ออะไร นอกจากจะมีมาเพื่อลอกซีน “ฮาวทูทิ้ง“, ครอบครัวของซินที่เป็นหมอมาทั้งตระกูลและบังคับให้เธอมาเรียนหมอทั้งที่เธออยากเรียนนิเทศฯ ซึ่งก็ไม่ได้ลงลึกอะไรแต่ตัดจบให้ซิ่วและเดินตามทางตัวเองง่าย ๆ ดื้อ ๆ แบ็คกราวน์ที่ซินเป็นบิวตี้บล็อกเกอร์ยังได้ใช้ประโยชน์มากกว่า นั่นคือ “ขายซิม”, และบ้านพีชที่ดูไม่มีอะไรเลยนอกจากรวย ปูให้พีชติดเกม ไร้เพื่อน และเหมือนโรคจิต แต่แล้วก็ตัดจบว่าพีชได้รู้จักกับการมีเพื่อนในชีวิตจริง เอ้อ… ให้มันได้อย่างนี้สิ

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้พล็อตเรื่องจะคาดเดาได้ มีช่องโหว่มาก เล่าเรื่องเป็นเส้นตรงทื่อ ๆ และเหมือนเอาซีนจากหนังหลายเรื่องมายำกัน รวมถึงการแสดงที่แข็งทื่อ ๆ แต่ก็เป็นหนังไทยที่กล้าฉีกจากขนบเดิม ก็ไม่ได้แย่สักทีเดียว ยังเห็นถึงความตั้งใจของทีมงานซึ่งยังคงเป็นแค่นักศึกษา เพียงแต่คาแรกเตอร์ของหนังน่าจะชัดเจนกว่านี้กว่าจะไปทางไหนและควรมีการพัฒนาบทให้แข็งแรงกว่านี้ เราว่ามันจะดีกว่านี้มาก ถ้าหนังใช้ subplot ให้คุ้มค่าและเชื่อมโยงกับตัวละครมากกว่านี้ หรือพุ่งไปที่เอฟเฟ็กต์ของการอดนอนกับด้านมืดของมนุษย์ออกมาแบบเข้มข้นกันไปเลย

สุดท้าย ถ้าให้เทียบกับ Ghost Lab เราคิดว่า Deep น่าเอาใจช่วยกว่าและ “อิหยังวะ” น้อยกว่ามาก ถ้าดูก็ถือว่าได้สนับสนุนคอนเทนต์หนังไทย ถ้าไม่ดูก็ไม่เป็นไร แต่โดยส่วนตัวก็เชียร์ฺให้ดู เพราะยังไงหนังไทยแนวนี้ก็ดีกว่าหนังตลกสามบาทห้าบาทที่ผลิตกันออกมาล้นตลาดแต่ไม่พาอุตสาหกรรมหนังไทยก้าวไปข้างหน้าได้เลย

หลังจากปล่อยให้เราปวดหัวกับโมเดลแบบเก่า จนทางสตูดิโอหนัง ยอมเลื่อนกำหนดฉาย เพื่อหอบเอาโมเดลโซนิคแบบเก่ากลับไปแก้จนถูกใจแฟน ๆ มากขึ้น ก็ถึงวันเข้าฉายอย่างเป็นทางการแล้ว แต่ Sonic : The Hedgehog ฉบับภาพยนตร์ จะออกมาดีหรือแย่อย่างไร วันนี้ขอเชิญพบกับรีวิว Sonic : The Hedgehog

เนื่องจากต้นฉบับเกมไม่มีที่มาที่ไปของโซนิคที่ชัดเจนนัก และพอถูกนำมาเล่าเป็นหนัง ทำให้ต้องมีการเล่าปูมหลังและที่มาที่ไปของโซนิค ที่ถึงแม้ว่ามันอาจจะไม่สมเหตุสมผลไปบ้าง แต่เพียงไม่นานหลังจากนั้น เราก็จะดำดิ่งสู่โลกของโซนิคในเวอร์ชั่นภาพยนตร์ อย่างแรกเลยคือ ใครที่ติดภาพลักษณ์ของเจ้าโซนิคในฉบับเกมที่หน้าตาห้าว ๆ หน่อย อาจจะต้องปรับระดับความคาดหวังลงมา โซนิคในเวอร์ชั่นภาพยนตร์นั้น หน้าตาดูน่ารัก เหมือนเด็กวัยรุ่น ส่วนนึงก็เพราะนี่น่าจะเป็นหนังภาคแรก และเป็นจุดกำเนิดของโซนิคด้วย ยังไม่เข้าสู่ช่วงห้าวเต็มวัยแบบภาพลักษณ์ที่เราเห็นในเกม
สิ่งที่ไม่พูดถึงไม่ได้ กับการยอมรับฟีดแบ็คของผู้ชมและนำเอาโมเดลโซนิคกลับไปแก้ไข จนออกมาดูดี แม้จะยังไม่ดีที่สุด แต่ก็ทำให้คาแรคเตอร์โซนิคดูน่าจดจำขึ้นมาทันที ทั้งนี้เพราะผู้เขียนนึกภาพไม่ออก ว่าถ้าเป็นเจ้าโซนิคโมเดลเก่า แต่ถูกนำมาเล่าเรื่องในหนังเรื่องนี้ เราจะอินดีหรือไม่ เพราะหน้าตามันไม่ค่อยน่าเอ็นดูเหมือนเวอร์ชั่นใหม่เอาซะเลย
ฉบับภาพยนตร์นั้น นำเสนอโซนิคให้เหมือนกับเด็กที่ได้พลังพิเศษ และพเราะการที่เขามีพลังพิเศษแถมไม่ใช่คนนี่แหละ เลยทำให้เขาไม่อาจเปิดเผยตัวตนได้ และต้องอยู่คนเดียวอย่างเหงา ๆ ตลอดเวลา ทำให้คาแรคเตอร์ของโซนิคในหนังเรื่องนี้ก็ไม่ต่างจากตัวละครจำพวกเด็กมีพลังพิเศษและโดนรังเกียจในเรื่องอื่น เพียงแต่เขาไม่ได้เผยตัวตน และไม่ได้โดนรุมกลั่นแกล้งเท่านั้น
นักแสดงหลักของหนังเรื่องนี้คือ James Marsden อดีตผู้รับบท Cyclops จากหนังชุด X-MEN (เวอร์ชั่นเก่าปี 2000) และอีกคนที่ขาดไม่ได้เลยคือ จิม แครีย์ แต่เราคงจะไม่บอกว่าจิม แครีย์แบกหนัง เพราะซีจีของโซนิค และการแสดงของนักแสดงท่านอื่นก็ทำออกมาได้ดี เพียงแต่ จิม แครีย์ แกออกแนวจ้างร้อยเล่นล้าน เล่นจนล้นสุด ๆ เลยทำให้ดูเหมือนว่าตัวละครของเขานั้นแย่งซีนนักแสดงท่านอื่นก็เพียงเท่านั้น เพราะต้องยอมรับจริง ๆ ว่าทุกครั้งที่จิม แครีย์ออกมาในหนัง น้อยที่สุดก็ทำให้เราหัวเราะแห้ง ๆ ได้ หรือบางฉากก็ฮาลั่นโรงเลยก็มี
ในส่วนของฉากแอ็คชั่นที่ถึงแม้จะไม่เยอะ แต่ก็พอดูแบบสนุกสนานได้ แม้บางฉากจะขาดความสมเหตุสมผลแบบใหญ่มาก ในหนังนั้น นอกจากพลังความเร็วของโซนิคแล้ว เราจะได้เห็นโซนิคได้ใช้พลังของวงแหวนสีเหลืองที่เป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ของเกมอีกด้วย หลังจากวิ่งตามเก็บมานานในเกม ใหนนังได้เอามาใช้สักที และคุณจะรู้สึกเลยว่าเจ้าวงแหวนของโซนิคนี่มีประโยชน์ไม่ใช่น้อยเลยทีเดียว
หากความหวังของเราคือการได้เห็นเจ้าโซนิคออกมาโลดแล่นบนจอภาพยนตร์ ก็ต้องบอกว่ามันทำออกมาได้ดีมาก มากกว่าที่เราคาดหวังไว้ด้วย เพียงแต่สุดท้ายแล้วข้อดีของมันก็มีอยู่เพียงเท่านี้ แต่อย่าเพิ่งคิดว่าหนังมันจะห่วยครับ หนังเรื่องนี้มันไม่แย่เลย เพียงแต่มันธรรมดาจนเกินไป จนเราไม่รู้สึกประทับใจหรือมีอารมณ์ร่วมกับมันขนาดนั้น สาเหตุที่มันธรรมดาเกินไป เพราะพลังความเร็วแบบนี้ปรากฎให้เราเห็นบ่อยแล้วในหนังหรือซีรีส์ซูเปอร์ฮีโร่ต่าง ๆ ดังนั้นการออกแบบฉากแอ็คชั่นในโซนิคมันเลยดูซ้ำซาก เพราะเราเคยเห็นมาแล้ว มันเลยไม่ค่อยว้าวเท่าที่ควร เราจะไม่สปอย แต่คุณไปดูแล้วจะรู้เองว่าฉากไหน
อาจเป็นเพราะนี่คือการปูพื้นภาคแรกของหนังโซนิค ทำให้การเล่าเรื่องมันยังซ้ำซากจำเจอยู่กับประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างโซนิคที่ดูเหมือนมนุษย์ต่างดาว กับพระเอกอย่างทอมที่เป็นมนุษย์ ซึ่งเราก็เห็นบ่อยมากจากหนังเรื่องอื่น ๆ นี่จึงเป็นปัญหาหลักของหนัง เพราะพล็อตแบบนี้มันมีให้เห็นเกลื่อนกลาดแล้ว ดังนั้นใครที่คาดหวังว่าโซนิคในฉบับหนังจะได้เห็นอะไรแปลกใหม่ก็อาจจะต้องทำใจไว้นิดหน่อย
แต่อย่างที่เราบอก มันไม่ใช่หนังแย่ มันเป็นหนังที่ดูสนุกมาก เด็กดูได้สบาย ๆ ไม่มีอะไรรุนแรง ผู้ใหญ่ก็ดูได้เพลิน ๆ ถ้าเป็นเกมเมอร์หรือชื่นชอบโซนิคก็จะชอบเลย และถึงแม้มันไม่ได้แย่ แต่มันก็ขาดเสน่ห์หรืออารมณ์ร่วมกับหนังไปเยอะมาก ทำให้ดูจบแล้ว เราไม่ค่อยรู้สึกอะไรกับมันนัก แค่จบแล้วก็จบเลย จะมีเซอร์ไพรส์นิดหน่อยก็ช่วงตอนจบที่เป็นสัญญาณที่บอกเราว่า ภาค 2 มาแน่นอน (ถ้ารายได้เข้าเป้า)
Sonic : The Hedgehog ไม่ใช่หนังจากเกมที่แย่ และดูจากรายได้ ณ ตอนนี้ มันน่าจะประสบความสำเร็จอย่างงดงามและน่าภูมิใจในฐานะที่เป็นหนังจากเกม แต่ถ้ามองมันเป็นภาพยนตร์ทั่วไป ก็คงต้องบอกว่ามันขาดอารมณ์ร่วม และไม่ค่อยน่าจดจำสักเท่าไร อาจจะเป็นเพราะต้องวางโครงสร้างและเนื้อเรื่อง และเชื่อได้เลยว่าภาค 2 นี่ล่ะ อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของโซนิคจริง ๆ ซึ่งเราก็หวังว่ามันจะประสบความสำเร็จ จนได้ทำออกมานะ
ในช่วงวันหยุดเสาร์อาทิตย์นี้ หากอยากจะผละออกจากบ้านหรือคอมพิวเตอร์และเครื่องเกม เพื่อหาหนังดู ในสัปดาห์นี้ก็คงไม่มีอะไรที่จะเป็นตัวเลือกที่ดีไปกว่า Sonic : The Hedgehog แล้ว และเราคงต้องย้ำกันอีกครั้งว่า แม้มันจะไม่ใช่หนังที่น่าจดจำอะไรนัก แต่มันเป็นหนังที่ “สนุก” ครับ ใครไปชมก็อย่าลืมมาพูดคุยกันได้ล่ะ!