MOONLIGHT- BLACK BOYS WHO LOOK BLUE หนัง LGBTQs

หนังเกย์ ที่คุณเคยดูมาอาจจะดูดดื่ม แต่อยากให้ให้คุณลองมาดูภาพยนต์เรื่องนี้ ถ้าพูดถึงหนังเพศที่สามประมาณ The Danish Girl หรือ The Imitation Game ซึ่งเป็น LGBTQs ผิวขาว และค่อนข้างมีหน้ามีตาหรือฐานะทางสังคม และอย่าเพิ่งบ่นว่าเบื่อแล้วกับหนังแนว Coming of Age หากยังไม่ได้ดู Moonlight ของผู้กำกับ/นักเขียนบท Barry Jenkins

“AT SOME POINT YOU GOTTA DECIDE FOR YOURSELF WHO YOU’RE GOING TO BE.”

เพราะ Moonlight เล่าถึงการเติบโตสามช่วงวัย (เด็ก / วัยรุ่น / ผู้ใหญ่) ของชายผิวสีที่ยากจน เติบโตมาในย่านเสื่อมโทรมที่สุดในไมอามี่ ไม่มีพ่อเป็น Role Model มีแต่แม่ที่เป็นโสเภณีขี้ยา ไม่ค่อยมีเพื่อนคบ แถมยังถูกเพื่อน ๆ ที่โรงเรียนรังแกไม่เว้นแต่วัน เพราะมีแนวโน้มว่าเป็นตุ๊ดเป็นเกย์

Moonlight แบ่งออกเป็นสามพาร์ท ดูหนังออนไลน์ฟรี  พาคนดูไปสำรวจการเติบโตและทำความรู้จักกับความรักและการเลือกทางเดินชีวิตของเด็กชายผิวสีคนหนึ่งทั้งสามช่วงวัยตั้งแต่เด็กจนโต แต่ละพาร์ทตั้งชื่อตามชื่อต่าง ๆ ที่ตัวเอกถูกคนอื่นเรียก
เรื่องย่อ Moonlight พาร์ทแรก: LITTLE

พ่อค้ายารายใหญ่แห่งไมอามี่ Juan (Mahershala Ali จาก The Hunger Games: Mockingjay) ช่วย Little หรือ Chiron (Alex R. Hibbert) จากเพื่อน ๆ ที่ชอบ bully เขาไว้ ตอน Juan พา Little ไปส่งที่บ้าน เจอ Paula ผู้เป็นแม่ (Naomie Harris จาก Spectre) ก็ยิ่งเห็นใจเด็ก เขากับ Teresa แฟนสาวของเขา (Janelle Monáe จาก Hidden Figures) จึงเปรียบเสมือนเป็นพ่อและแม่คนที่สองของ Little ไปโดยปริยาย ที่โรงเรียน Little มีเพื่อนคนเดียวคือ Kevin (Jaden Piner) ผู้สอนให้เขาต่อสู้เวลาโดนรังแก

เรื่องย่อ Moonlight พาร์ทสอง: CHIRON (เป็นชื่อของตัวเอกที่แม่ตั้งให้โดยกำเนิด)

Chiron ในวัยรุ่น (Ashton Sanders) เริ่มมีความสับสนเรื่องเพศของเขาชัดเจนขึ้นเมื่อเพื่อนคนเดียวของเขา Kevin (Jharrel Jerome) ไปมีความสัมพันธ์กับผู้หญิง และ Chiron เองก็ถูกเพื่อนในโรงเรียนกลั่นแกล้งรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ แม่ของเขาก็ติดยาหนักขึ้น

เรื่องย่อ Moonlight พาร์ทสาม: BLACK (เป็นชื่อของตัวเอกที่เพื่อนรักคนเดียวของเขาตั้งให้)

Chiron ในวัยผู้ใหญ่ ใช้ชื่อว่า Black (Trevante Rhodes) รูปร่างสูงใหญ่กำยำ ใส่ฟันทอง และเป็นพ่อค้าขายยาในแอตแลนต้า แทบไม่เหลือเค้า Chiron หรือ Little คนเดิมนอกจากแววตา เขากลับไปเยี่ยมแม่ของเขาที่ไมอามี่ และแวะพบ Kevin (André Holland) ซึ่งปัจจุบันเป็นเชฟร้านอาหาร และเป็นพ่อม่ายลูกติด

รีวิว วิเคราะห์ วิจารณ์ Moonlight หนังเกย์ LGBTQs

จะเห็นได้ว่าเรื่องราวในหนัง Moonlight ไม่มีอะไรหวือหวามากนัก ดูไม่ยากแต่ก็ไม่ได้บันเทิง พูดง่าย ๆ คือพล็อตอาจไม่เหมือนหนังตลาดดูสนุกทั่วไปที่คนดูคุ้นเคย เพราะมันเล่าเหมือนเล่าชีวิตสุดแสนดราม่าของเกย์ผิวสีคนนึงจริง ๆ ด้วยงานภาพที่สวยงามน่าค้นหาและสไตล์การเล่าที่ไม่ธรรมดา

หนังตั้งชื่อแต่ละพาร์ทตามชื่อต่าง ๆ ของตัวเอก โดยแต่ละชื่อล้วนแต่เป็นชื่อที่คนอื่น คนที่มีความสำคัญไม่ด้านใดก็ด้านหนึ่งในชีวิต เรียกเขา กล่าวคือ Little ก็เป็นชื่อที่พวกเกเรที่โรงเรียนเรียกเขา, Chiron ก็เป็นชื่อที่แม่ตั้งให้เขา, Black ก็เป็นชื่อที่ Kevin เพื่อนคนเดียวในชีวิตของเขาตั้งให้เขา

ชายหาดและทะเลที่ไมอามี่เป็นสถานที่ที่เป็นจุดเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในชีวิตของ Little / Chiron / Black กล่าวคือ ในวัยเด็ก Juan ก็สอนให้ Little ว่ายน้ำเป็นที่นี่ พอวัยรุ่น Kevin ก็จูบเขาครั้งแรกที่นี่

จริง ๆ แล้ว ตัวละคร Kevin เป็นตัวละครที่แสดงถึงความสนใจเกี่ยวกับเรื่องเพศและการแสดงออกทางเพศที่สะท้อนถึงการพยายามปกปิดสถานะทางเพศที่แท้จริงของเขาเอง กล่าวคือ ช่วงวัยเด็ก หนังก็จะมีซีนที่ Kevin วัดขนาดอวัยวะเพศของเขากับเพื่อนชายคนอื่นในห้องน้ำโรงเรียน พอพาร์ทวัยรุ่น Kevin ก็มาคุยโวว่าเขาโดนครูทำโทษเพราะไปมีอะไรกับเด็กผู้หญิงในโรงเรียน และยังเป็นคนที่สอน Chiron เรื่องเซ็กส์ แล้วสุดท้ายในพาร์ทผู้ใหญ่ เขามีลูกเร็ว แต่งงานเร็ว และแยกกันอยู่ตั้งแต่ลูกยังไม่ทันโต เพราะเข้ากับศรีภรรยาไม่ได้

ความสัมพันธ์ระหว่าง Kevin กับ Chiron อาจจะลึกซึ้ง แต่ด้วยความรู้สึกบางอย่างนั้นแสดงออกไม่ได้ ส่วนใหญ่เราจึงจะได้เห็นแค่ Kevin เป็นครูสอน Chiron เรื่อง “การพยายามทำให้คนอื่นยอมรับ” หรือ “การพยายามเป็นส่วนหนึ่งในสังคม”

MOONLIGHT: BLACK BOYS WHO LOOK BLUE

แต่น่าเศร้า… การเป็นที่ยอมรับในสังคมแบบนี้หมายความว่าพวกเขาไม่สามารถเป็นตัวเองได้ โดยเฉพาะ homosexuality หรือการเป็นเกย์หรือเป็นตุ๊ดไม่เป็นที่ยอมรับ เพื่อนจะล้อว่าอ่อนแอ จะรังแกที่เขาแปลกแยก

และน่าเศร้ายิ่งกว่าที่ “ความรุนแรง” ดูจะเป็นคำตอบเดียวที่จะอยู่รอดและได้รับการยอมรับในสังคมนี้ แม้แต่ครูผู้หญิงยังบอกเลยว่า “ถ้าจะให้คนอื่นเลิกรังแก ต้องแสดงให้เขาเชื่อว่าเราเป็น a man แล้วจริง ๆ เราต้องสู้ ต้องตอบโต้” เหมือนจะสื่อประมาณว่า ถ้า you ไม่ cruel แปลว่า you ไม่ใช่ a man

Kevin ต้องยอมใช้ความรุนแรง ต่อยตีคนอื่น เพื่อให้เพื่อนผู้ชายยอมรับ ทั้งที่เขาก็ไม่โอเค พอโตมาอีก Kevin ก็ยังมีความพยายามจะทำตาม Social Norms หลงคิดว่า การแต่งงาน มีลูก และมีงานทำ คือชีวิตที่ Happy Ending ทั้งที่ลึก ๆ เขาก็รู้อยู่แก่ใจว่ามันไม่ใช่ชีวิตที่เขาต้องการ

Chiron หรือ Black เองก็เช่นกัน เขาเติบโตมาพร้อมกับบาดแผลมากมาย ทั้งภายในและภายนอก ทั้งมองเห็นได้และไม่อาจมองเห็น เพื่อให้ไม่เกิดบาดแผลซ้ำ ๆ เขาลงทุนเปลี่ยนแปลงตัวเองทุกอย่าง ฟิตหุ่นจนเป็น Mike Tyson ชนิดที่ไม่มีใครกล้าแหยม และค้ายาเจริญตามรอย Juan ผู้เป็นเสมือนพ่อบุญธรรมของเขา โดยเห็นว่า Juan มีเงิน มีอำนาจ ใคร ๆ ก็ต้องมาง้อซื้อยาจากเขา

ซึ่งเอาจริง ๆ ตอนที่ Chiron หรือ Black ยังเป็นแค่เจ้า Little วัยเก้าขวบ Juan ไม่เคยสอนเขาให้โตมาเป็นแบบเขา ตรงกันข้ามเขาสอนให้ Little เลือกทางเดินชีวิตของตัวเอง

อย่าให้ใครมาตัดสินแทนเราได้ว่าเราจะเป็นหรือไม่เป็นอะไร ทั้งนี้ส่วนหนึ่งก็เพราะ Juan ก็รู้สึกผิดอยู่ลึก ๆ ที่เป็นคนขายยาให้ Paula แม่ของ Little ทำให้ชีวิตครอบครัวของ Little ย่ำแย่อย่างทุกวันนี้

แต่สุดท้าย… อย่างที่เห็น ๆ กันอยู่ ด้วยสภาพแวดล้อมที่เขาเกิดและโตมา มันไม่ง่ายเลยที่จะเป็นตัวเองแล้วจะอยู่รอดปลอดภัยในสังคม มันไม่ง่ายเลยที่จะเลือกเส้นทางชีวิตของตัวเองในเมื่อไม่ได้มีทางเดินที่สวยงามให้เลือกผ่านมากนัก

วิจารณ์หนัง รักสามเศร้า การแอบรักใครซักคน มักจะเจ็บปวดเสมอ

วิจารณ์หนัง  รักสามเศร้า ของค่ายหนัง อย่าง GTH ไปซะแล้ว หลังจากไปดูรอบแรกมาไม่นานกับความมีอารมณ์ร่วมกับหนัง รักสามเศร้า ทำให้ผมถึงกับตีตั๋วรอบสองไปดูอีกครั้ง 2 รอบครับพี่น้อง 2 รอบ ที่ไปดูเพราะไม่ได้ชอบนักแสดงหรืออะไรเป็นพิเศษ แต่ชอบ วาทศิลป์ในการใช้ในบทสนทนา

มันลึกซึ้งตรึงหัวใจวัยรุ่นยิ่งนัก หนังรักสามเศร้า จากชื่อเรื่อง ก็คงรู้กัน ว่าเรื่องนี้ต้องเน้นไปที่อารมณ์เศร้า โดยเริ่มเรื่อง หนังปูตัวละครคร่าวๆ ถึงบุคลิกของฟ้า พายุ และน้ำ รวมทั้งเรื่องโรคร้ายของฟ้า เรื่องที่ยุ แอบรักฟ้า และน้ำก็แอบชอบอยู่ ซึ่งถือว่าไม่ได้เศร้าที่หวังไว้เท่าไหร่

แต่หลังจากเข้าสู่ช่วงกลาง เนื้อหาของเรื่องก็เริ่มเข้มข้นขึ้น ซึ่งบทหลังจากนี้ ถือว่าร้อยเรียงออกมาได้ดีทะลุหัวอก วัยรุ่นไปหลายรายเลยทีเดียว ซึ่งถ่ายทอดอารมณ์ที่เราแอบชอบใครสักคนจนนำไป สู่ความทุกข์ บนความรัก ได้ดี และ สถานการณ์ต่างๆ ก็ค่อยๆบีบคั้น อารมณ์ ผู้ชมมากขึ้น

ไม่ว่าจะเป็น โรคร้าย ที่ไม่มีทาง รักษา ของฟ้า ( ซึ่งตอนนี้ ผมยังไม่รู้เลยว่าตายเพราะเหตุอันใด โรคร้าย โรคนี้หมอรักษาไม่ได้ อีกต่างหาก หรือว่าผู้กำกับกำลังเล่นแง่ที่ว่าว่า แพทย์ไทย ยังไม่มีความสามารถ เพียงพอ หรือป่าว ถ้าใครรู้ว่ามีเฉลยบอกผมที ) หรือลูกในท้องของน้ำ การตัดสินใจ หาทางออก ที่ทำร้ายตัวเอง เหล่านี้ ล้วนถูกใส่มาอย่างดี

ทำให้ช่วงหลังนี่ เรียกได้ว่าผู้ชม ทั่วไป คงถูกบท ของรักสามเศร้า เล่นงานจน น้ำตาคลอ กันหลายฉาก

หลายคนอาจมองว่า โอเว่อร์ ไปเหลือเกิน ก็แล้วแต่นานา จิตตัง คนมองคนล่ะมุม หนังรู้จักหยิบจับสิ่งเล็ก ๆ ต่าง ๆ มาใช้ในเชิงสัญลักษณ์ ซึ่งช่วยในการถ่ายทอด อารมณ์และเนื้อเรื่อง ได้ดีในอีกทางนึง ไม่ว่าจะเป็นอักษรบนเสื้อของทั้งสาม ชื่อตัวละคร

ที่สื่อสัมพันธ์กัน และมีความเป็นธรรมชาติ และ บางอย่าง ยังมี ผลต่อเนื้อเรื่อง ช่วยในการปิดเรื่อง ของหนัง ด้วย ไม่ว่าจะเป็นซีดีเพลงที่น้ำให้ยุตั้งแต่ช่วงแรก ซึ่งนำมาเล่นเป็นเพลงประกอบภาพยนตร์ในช่วงสุดท้ายของเรื่องได้ดีมาก และจุดเด่นของหนัง รักสามเศร้า คือ บทสนทนาของผู้แต่งถ่ายทอดมุมมองของตัวละครต่างๆได้อย่างมีมิติ และมีบทพูดที่แทงอกแทงใจหลายประโยค ซึ่งผมชอบมาก แต่หลายคนกับวิจารณ์ มองว่าหยาบคายใช้ กู มึง เยอะมากๆ แต่ผมมองว่ามันเป็นความเป็นจริงที่กลุ่มเพื่อนเราใช้พูดกัน ดูหนังไทย ไม่มีกลุ่มเพื่อนสนิทกลุ่มไหนหรอกครับจะมา เอ้อระเหยเรียกคุณ ผม ท่าน เธอ มันออกแนวจริตแตกไม่เหมาะ

เป็นความถ่อย แต่ความถ่อยนั้นมันเป็นแบบมีศิลปะ ไม่ใช่มาด่ามั่วซั่ว เหมือนกับหนังหลายเรื่องที่ผ่านมาจน จดจำไปใช้แบบเสียมนุษย์ พูดถึงโดยรวมตัวนักแสดงหลัก ต้องยอมรับ ก้อย รัชวิน ที่พึ่งเล่นหนังเรื่องนี้เป็นเรื่องแรก ก็โดนบท ดราม่า ใส่โครมแบบเต็มๆทั้งความกดดันของเรื่องหลายๆอย่าง จนทำให้เธอดูเป็นตัวละครที่น่าสงสารที่สุดในความคิดของผม ส่วน พีค ภัทรศยา นั้นแค่มีโรครุมเร้าแล้วใกล้ตายแต่ถ้ามาดูชีวิตจริงแล้ว คนเราเกิดมาก็ต้องตาย

รัก/สาม/เศร้า/

แต่ การตาย ทั้งเป็น กับบทเรียนที่แสนโหดร้ายของก้อยนั้น มันน่าสงสารมากกว่าในส่วนตัวผม ตบมือให้คุณ ต้อม ยุทธเลิศ ที่ตีบทสังคมของคนไทยวัยรุ่นที่แตกกระเจิง อีกทั้งได้ความตลกผ่อนคลาย จากมุขเหล่าเพื่อนฝูงของเหล่านักแสดงหลักได้อีก ทำให้ มีการผ่อนคลายและน่าติดตามต่อ แต่ถึงกระนั้นแล้ว รักสามเศร้าที่คงความเป็นดราม่ามาตลอด แต่แล้วต้องสะดุด ที่ตอนสุดท้าย ผู้กำกับอาจจะใส่ความดราม่าให้เศร้าสุดซึ้งกินใจ ที่ต้องให้ พีคตายที่โขดหินกับมุมมองท้องฟ้าที่ตะวันลับไป

จุดนี้เป็นการยัดเยียดความเศร้าเกินไปจนทำให้ผมว่าเป็นฉากที่เฉย ๆ ไม่สุดใจเท่าไหร่ เป็นการเดาออกล่วงหน้าเหมือนเลียนแบบ หนังประเทศเพื่อนบ้านทำให้เหมือนขาดเอกลักษณ์ตัวเองไป ไม่ค่อยประทับใจกับส่วนตรงนี้ สรุป หนังรักสามเศร้า อาจจะไม่ได้เป็นหนังที่ทุกคนหวังว่าเศร้าน้ำตาไหล แต่มันทำให้เราซึ้งกินใจกับบทคำพูดที่ คัดสรรค์กลั่นกรองจากผู้สร้าง ที่ทำให้โดนใจกันไปทั่วหน้า เนื้อเรื่องการดำเนินเรื่องอาจจะไม่ได้ทำให้คุณมีความสุขนัก แต่ผมบอกได้เลยว่าหนังเรื่องนี้คุณดูแล้วมันไม่ทำให้คุณมีความทุกข์เพิ่มขึ้นแน่

ผมก็คนไทย ชอบเพลงไทยดูหนังไทย แล้วพวกเราล่ะ อุดหนุนหนังไทยดีๆแบบนี้แล้วหรือยัง สำหรับรักสามเศร้าเรื่องนี้ 4 ดาวเหนาะๆ วัยรุ่นควรดู..!! ” บทวิจารณ์ภาพยนตร์เป็นเพียงความเห็นส่วนบุคคล กรุณาตัดสินจากการชมภาพยนตร์ด้วยตัวเอง ” วิจารณ์ภาพยนตร์

รัก/สาม/เศร้า” เป็นหนังที่ว่าด้วยความสัมพันธ์ของเพื่อนสามคน ที่ความเป็นเพื่อนค่อยๆ เปลี่ยนไปเมื่อพวกเขาเรียนจบ และเริ่มกลายเป็นความรักที่ยากจะลงตัวได้  เพื่อนสามคนรับบทโดย เป้ อารักษ์  อมรศุภศิริ (มือกีต้าร์วง slur,พระเอก “บอดี้ศพ19”),  ก้อย รัชวิน วงศ์วิริยะ(ดีเจคลื่น fat radio,หญิงหนึ่งเดียวของ “เขาชนไก่”) และพีค ภัทรศยา เครือสุวรรณศิริ (นางเอก “สายลับจับบ้านเล็ก”)

ยุทธเลิศเล่าถึงที่มาของเรื่อง “รัก/สาม/เศร้า” ว่ามาจากชีวิตช่วงที่เขาเรียนที่คณะมัณฑนศิลป์ ม.ศิลปากร ตัวยุทธเลิศนั้น “รู้สึกว่าชีวิตช่วงนั้นความรักความเป็นเพื่อนอยู่ในความทรงจำของเราค่อนข้างเยอะ เราแค่อยากเอามาถ่ายทอดเอาออกมาใช้ หลังจากเราทำหนังมาหกเจ็ดเรื่อง ทำแต่หนังผี  ก็มานั่งคิดว่าจริงๆ แล้วเราอยากทำอะไร จริงๆ แล้วที่เข้ามาวงการครั้งแรก นี่คือหนังที่เราอยากทำแต่ไม่ได้ทำ คือเคยนำเสนอโครงการในทำนองเดียวกันนี้เมื่อ 4 ปีก่อน สมัยกับทางคุณวิสูตร ด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่คุณวิสูตรยังไม่กล้าทำ แต่มาในครั้งนี้ เมื่อลองเขียนนำเสนอไปอีกครั้ง คุณวิสูตรก็กล้าที่จะเสี่ยง”

ตอนแรกโปรเจ็คท์นี้ได้สร้างความฮือฮา เพราะวางตัวคู่รักในชีวิตจริง พลอย เฌอมาลย์-โดม ปกรณ์ ลัม  แต่ยุทธเลิศก็ค่อยๆ เห็นว่าสองคนนี้ดูไม่ค่อยมีความเป็นเพื่อนรุ่นเดียวกันสักเท่าไหร่ เลยตัดสินใจเปลี่ยนตัวนักแสดง และเลือกที่จะไปมองหาเอาหน้าใหม่ที่ยังมีผลงานไม่มากเพราะต้องการความสด แต่ขณะเดียวกันก็ต้องมีความสามารถทางการแสดงด้วย  อย่างเริ่มแรกพระเอกของเรื่อง ยุทธเลิศไปเห็นเป้ อารักษ์จากการถ่ายแบบในนิตยสาร  แต่ไม่แน่ใจเรื่องการแสดงของเป้นัก

จนเมื่อได้ดูหนัง บอดี้ศพ19 ก็ทำให้เขามั่นใจ  ส่วนพีค ภัทรศยานั้น ยุทธเลิศก็กังวลในตอนแรกว่าจะดูเด็กไปเมื่อต้องมาเล่นเป็นเพื่อนกับเป้  แต่เมื่อเห็นเธอสามารถดูเป็นรุ่นเดียวกันกับซันนี่ใน สายลับจับบ้านเล็ก ได้  แถมพีคยังสามารถตัดผมเพื่อเปลี่ยนลุคส์ได้  ยุทธเลิศจึงตัดสินใจเลือกเธอ  ส่วนก้อย รัชวิน  ยุทธเลิศเล่าว่าตากล้องเป็นคนไปเจอ และแนะนำให้แก่เขา โดยที่เขาไม่รู้มาก่อนเลยว่าเธอมีข่าวว่าเป็นแฟนกับเป้อยู่ก่อนแล้วเป็นความบังเอิญขนาดแท้  “สองคนนี้ (เป้กับก้อย) ดูเป็นเพื่อนกันได้ แล้วตัวก้อยนี่ลุคส์เขาดูอาร์ตๆ หน่อยอยู่แล้วน่ะครับ”

เรื่องที่อาจจะมีคนมองว่าหนังเรื่องนี้มีกลิ่นของหนังรักเกาหลี ยุทธเลิศคิดว่าทำออกมาแล้วคงไม่เลียนเหมือนเกาหลี “คิดว่า ณ ตอนนี้ จังหวะของหนังเกาหลีน่าจะเลียนพอสมควร เรื่องนี้มันกูมึงน่ะ ไม่รู้ว่าจะโปรโมตได้แค่ไหน เพราะความถ่อยของเรามันคงจะยังมีอยู่ เพราะมันเป็นหนังของเพื่อน เวลาเพื่อนรักกันมันจะมีความลำบากใจมากกว่าด้วย  ทำอะไรต้องคิดหนักต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ   ดังนั้น ในความหวานมันยังมีขมๆ อยู่” และยุทธเลิศยังตั้งเป้าไว้ว่าหนังรักสามเส้าเรื่องนี้จะจบต่างจากเรื่องแนวเดียวกัน “ส่วนใหญ่จะจบไม่ค่อยดี จะจบแบบเศร้า   แต่เรื่องนี้เป็นหนังเศร้าแล้วยัง feel good แบบหนัง GTH  เป็นหนังเศร้าที่จบซึ้ง”

การเบนเข็มมาทำหนังเรื่องนี้ เพราะยุทธเลิศต้องพักจากโปรเจ็คท์ที่เตรียมไว้ในมืออีกหลายเรื่องไว้กลางคันอย่าง โคตรมหาพิการ ที่เตรียมสร้างไว้กับสหมงคลฟิล์ม  ยุทธเลิศได้กล่างถึงเรื่องนี้ไว้ว่า “พี่ไม่รู้จะทำยังไงกับโปรเจ็คท์พี่ดี นึกออกไหม? พี่ไม่สามารถควบคุมได้ คือโปรเจ็คท์นี้บอกว่าจะทำ   เปิดตัวไปแล้ว มันก็ติด  พอติดพี่ก็ต้องไปทำอย่างอื่น  มันแล้วแต่ความพร้อมน่ะ บางทีบริษัทเขาพร้อมที่จะทำเราก็ไปสานต่อ คืออยากทำมากเลยโคตรมหาพิการ แต่มันติด  เรื่องเงิน  อยู่ดี ๆ ธุรกิจหนังไทยมันไม่ทำเงินขึ้นมาอย่างนี้  เขาก็เบรกโปรเจ็คท์ที่แพงๆ”

ถึงหลายเรื่องจะยังไม่ได้ถ่ายทำ  ยุทธเลิศก็เตรียมการจะสร้างเรื่องอื่นๆ ทั้ง บุปผาราตรีภาคสาม  รวมไปถึงหนังไซไฟด้วย กะไม่ให้เสียสถิติที่เป็นผู้กำกับที่มีงานออกฉาย (แทบ) ทุกปีของเขาลง และตัวยุทธเลิศก็พร้อมจะทำหนังกับทุกค่าย “แล้วแต่ใครซื้อบท ใครซื้อไอเดีย ปัญหาไม่ได้อยู่ที่บริษัท อยู่ที่โปรเจ็คท์นั้น ๆ มากกว่า บางที่ชอบไซไฟบางที่ไม่ชอบ ก็ต้องเลือกดูว่าจะทำเรื่องไหนกับค่ายไหน”

 

Two Days, One Night (2014) เพราะเงินทำให้สังคมอัปลักษณ์

Two Days, One Night (2014)

Two Days One Night คือการสมมติว่า วันหนึ่งเรามีโจทย์ที่ต้องตัดสินใจว่าระหว่าง “การได้เงินโบนัส” กับ “โอกาสที่เพื่อนร่วมงานจะได้ทำงานต่อ” จะเลือกอะไร เกณฑ์การตัดสินใจของหลาย ๆ คนก็ต้องคำนึงถึงความจำเป็นในชีวิต ครอบครัวที่ต้องดูแล หรือความเห็นใจเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน นั่นเป็นเหตุผลส่วนบุคคลที่เราต้องติดตามใน Two Days, One Night ภาพยนตร์สัญชาติเบลเยี่ยม ที่คว้ารางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม จากสมาคมวิจารณ์ภาพยนตร์นิวยอร์ค และรางวัลจากสมาคมวิจารณ์ภาพยนตร์ ภาคพื้นประเทศยุโรป ประจำปี 2014

เนื้อหาหลักของ Two Days, One Night

ซองดรา ป่วยเป็นโรคซึมเศร้าทำให้ต้องหยุดงาน วันหนึ่งหลังจากที่เธอตื่นขึ้นมาพร้อมโทรศัพท์ของเพื่อนร่วมงานที่สนิทอย่าง จูเลียต แจ้งข่าวร้ายให้เธอทราบว่าที่ทำงานมีนโยบายใหม่ให้พนักงานเลือกว่าจะจ่ายโบนัสประจำปีให้ หรือจะปลดซองดราออกจากงาน ผลโหวตคือปลดเธอออก

แต่จูเลียตและซองดราได้ขอร้องหัวหน้าให้มีการโหลตใหม่เพราะเชื่อว่ามีเพื่อนร่วมงานคนหนึ่งอยู่เบื้องหลัง บงการให้คนอื่น ๆ  ดูหนังออนไลน์ฟรี เลือกปลดเธออก เธอมีเวลาแค่ 2 วัน 1 คืนในการ “ขอร้อง” เพื่อนร่วมให้โหวตใหม่ โดยเลือกเธอทำงานต่อ เพราะเธอต้องการงานจริง ๆ

ลำพังคนปกติก็จนมุมกับสถานการณ์เช่นนี้ แต่ซองดรา ผู้ที่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้าต้องพาตัวเองออกไปหาเพื่อนร่วมงานทั้ง 16 คนเพื่อขอร้องให้พวกเขาเปลี่ยนใจ เหตุผลที่เธอต้องฝืนจิตใจที่ยังไม่เข้มแข็งให้ทำเช่นนี้ก็เพราะ เธอเป็นชนชั้นกรรมาชีพที่ต้องทำงานเพื่อจุนเจือครอบครัว ลำพังแค่สามีของเธอก็ไม่สามารถหาเงินเพื่อรักษาบ้าน และเลี้ยงดูเด็กอีก 2 ชีวิตได้

ครอบครัว มิตรภาพ และการต่อสู้

ตลอดระยะเวลาที่เธอต้องดิ้นรนเพื่ออกไปขอร้องเพื่อน ๆ ทำให้เธอรู้สึกเหมือน “ขอทาน” ที่ต้องอ้อนวอนเหล่านั้นเปลี่ยนใจ ทั้งที่พวกเขาก็ต้องเผชิญปัญหาความยากจน ดั่งเช่นที่เธอก็เผชิญอยู่ แต่หนังก็มีมุมมองของครอบครัวที่เป็นน้ำหล่อเลี้ยงจิตใจ สามี และเพื่อนสนิทอย่างจูเลียตก็ผลักดันให้เธอต่อสู้ ลูก ๆ ที่เข้าใจดีกับโรคที่แม่ต้องเผชิญอยู่ ความช่วยเหลือของครอบครัวที่ช่วยให้เธอหาที่อยู่เพื่อนร่วมงานได้

การไปหาเพื่อนตามบ้านมีอุปสรรคที่เธอต้องต่อสู้อยู่ตลอด หลัก ๆ ก็มาจากสภาพจิตใจของเธอเอง การยอมรับที่จะช่วยเหลือของเพื่อนบางคนก็เป็นเหมือนของขวัญ กำลังใจให้เธอไปต่อ แต่การปฏิเสธของเพื่อนบางคนก็ทำให้เธอสับสน และหมดหวัง ตอกย้ำความเป็น “ขอทาน” ที่ชัดเจนขึ้น แต่ครอบครัวและเพื่อนสนิทก็ผลักดันให้เธอไปต่อ

เกร็ดความรู้ของชนชั้นแรงงานในยุโรป

เบลเยี่ยมเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วแต่ความเลื่อมล้ำค่อนข้างสูง ชนชั้นแรงงานนั้นประกอบด้วยหลาย ๆ ชนชาติ โดยประกอบด้วยคนที่ยากจนที่อพยพมาจากที่อื่นเช่น ฝรั่งเศส มาตั้งรกรากในเบลเยี่ยม เกิดความแตกต่างระหว่างชนชั้นที่สูงขึ้น ในหนังเรื่องนี้ก็ได้ใช้นักแสดงนำ นางเอกเป็นชาวฝรั่งเศสซึ่งเป็นไปได้ว่านางเอกก็เป็นผู้ที่อพยพมาตั้งรกรากในประเทศเบลเยี่ยม และต้องต่อสู้กับความยากจน การที่ตกงานและรอคอยความช่วยเหลือจากรัฐยิ่งจะทวีความข้นแค้นให้ครอบครัว และอนาคตของลูก ๆ อีก 2 คนด้วย

ความประทับใจที่มีต่อภาพยนตร์ Two Days, One Night

  • อันดับหนึ่งเราขอยกให้สามีของเธอเลย ความใจดี และจิตใจที่เข้มแข็งของเขาช่วยประคับให้ซองดรามีกำลังใจลุกขึ้นสู้ แม้ในบางครั้งเธอก็แสดงอาการไม่มั่นใจสามีเธอเอง เขาก็มอบความรักให้เธอด้วยความมั่นคง เหมาะมากสำหรับใครที่กำลังต้องดูแลผู้ป่วยโรคซึมเศร้าอยู่

 

  • ซองดรา ผู้จริงใจ ถึงใจจิตของเธอจะต้องต่อสู้กับโรคซึมเศร้าแต่เธอเป็นคนที่แท้จริงแล้วมีความจริงใจและชัดเจนมาก ในทุกครั้งที่เธอไปหาเพื่อนเพื่อขอร้องให้โหวตเธอ จะมีคำถามกลับหาเธอทุกครั้งว่าตอนนี้มีคนโหวตให้เธอกี่คน เธอจะตอบความจริงทุกครั้งแม้ว่าความจริงนั้นจะมีผลให้ผู้ฟังลังเลที่จะเลือกเธอก็ตาม

หนังเรื่องล่าสุดของ The Dardenne brothers หรือ พี่น้องดาร์แดนน์ (Jean-Pierre Dardenne – ฌ็อง-ปีแอร์ ดาร์แดนน์ ผู้พี่ และ Luc Dardenne – ลุก ดาร์แดนน์ ผู้น้อง) ที่คอหนังหลายคนคุ้นเคยการเล่าเรื่องในสไตล์เรียลิสซึม (realism) ที่ถ่ายทอดออกแบบเน้นความสมจริงแบบ “ทำน้อย แต่ได้มาก” ซึ่งทั้งสองเคยได้รับรางวัลปาล์มทองในเทศกาลหนังเมืองคานส์ถึงสองครั้ง จาก Rosetta (1999 – ว่าด้วยหญิงสาวที่ทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้งานทำ) และ The Child (2005 – คุณพ่อวัยรุ่นหอบลูกน้อยไปขายให้คนรับเลี้ยงจนเกิดเรื่องวุ่นวายขึ้น) ซึ่งส่วนใหญ่หนังของสองพี่น้องดาร์แดนน์มักจะได้รับคัดเลือกร่วมเทศกาลนี้เป็นประจำเสมอ

Two Days, One Night อาจไม่ได้เรียกร้องความสนใจตั้งแต่แรก เพราะถึงจะมีที่มาจากเรื่องจริง แต่พล็อตหนังก็ดูเป็นเรื่องแต่งมากๆ แถมเป็นเรื่องแต่งที่สามารถตกบ่วงโลกสวยได้อย่างง่ายดาย ด้วยตัวเรื่องแสนจะขาวจัดดำจัด ไปจนถึงดราม่าฟูมฟายถึงความดีงามของมนุษย์ และเต็มไปด้วยความสงสารเวทนา…พี่น้องดาร์แดนน์ก็สามารถทำให้สิ่งน่าวิตกเหล่านี้ไม่ปรากฏบนจอได้สำเร็จ

โดยครั้งนี้ พี่น้องดาร์แดนน์ได้ร่วมงานกับนักแสดงระดับเอลิสต์เป็นครั้งแรก ซึ่ง มารียง โกตีญาด์ (Marion Cotillard) ตีความตัวละครซองดราได้อย่างวิจิตร นอกจากเปลี่ยนสำเนียงการพูดและปรากฏตัวในรูปลักษณ์โทรมสุดฤทธิ์ เธอต้องแบกรับความทุกข์ ความคับข้อง ภาวะก้ำกึ่งที่จะศิโรราบต่อชะตากรรม และอาการของโรคซึมเศร้าที่กัดกินตัวละคร ซึ่งเธอสามารถเปลี่ยนร่างกายของตัวเองเป็นซองดราได้อย่างหมดจดแพรวพราว – ความจัดเจนของสองพี่น้องคือตัวละครเปี่ยมสีสันอย่างซองดรายังดูสมจริง และนั่นทำให้การพบ (หรือไม่พบ) กันของเธอกับบรรดาเพื่อนร่วมงานนั้นน่าติดตามอย่างยิ่ง เพราะถึงเรื่องจะคาดเดาไม่ได้ แต่ในขณะเดียวกันมันก็ช่างธรรมดาสามัญจนเราสัมผัสได้จริง

ในการดิ้นรนเพื่อให้ได้ทำงานต่อของซองดรา Two Days, One Night เลือกที่จะเล่าการเดินทางไปหาทุกคนถึงบ้านของซองดรา โดยไม่ได้ขับเน้นว่าเธอกำลังขอความเห็นใจ แต่เมื่อการโหวตออกครั้งแรกเกิดขึ้นโดยที่เธอไม่อยู่ คราวนี้เธอกำลังทำให้คนเหล่านั้นเห็นว่าเธอมี ‘ตัวตน’ – ซึ่งสำหรับซองดราที่ยังต้องทุกข์ทรมานด้วยโรคซึมเศร้ากับยาแก้เครียด การเดินทางที่เธอหวังผลเพียงครึ่งเดียวนี้คือการพิสูจน์ว่าเธอดำรงอยู่ มีคุณค่า และเคารพตัวเองได้เต็มหัวใจอีกครั้ง

ในSeraing , เมืองอุตสาหกรรมใกล้Liège , เบลเยียม , ภรรยาสาวและแม่ของแซนดร้าเตรียมความพร้อมที่จะกลับไปทำงานที่ Solwal โรงงานพลังงานแสงอาทิตย์แผงขนาดเล็กหลังจากที่ลาแพทย์ของการขาดภาวะซึมเศร้าและความวิตกกังวล ในระหว่างที่เธอไม่อยู่ ฝ่ายบริหารของ Solwal ตระหนักดีว่าเพื่อนร่วมงานของเธอสามารถทำงานกะของเธอได้โดยใช้เวลาชั่วโมงทำงานนานขึ้นเล็กน้อย และเสนอโบนัส 1,000 ยูโรให้แต่ละคนหากพวกเขาตกลงที่จะทำให้ Sandra ซ้ำซ้อน ในเย็นวันศุกร์ หลังจากที่แซนดราทราบข่าวและมีเพียงสองคนใน 16 คนเท่านั้นที่โหวตให้เธออยู่ต่อ เธอก็รู้สึกสิ้นหวังและไร้ค่า

มนูสามีของเธอพยายามที่จะยกระดับจิตใจของเธอ Juliette เพื่อนร่วมงานคนหนึ่งซึ่งลงคะแนนแทนเธอ เกลี้ยกล่อมให้เธอคุยกับ M. Dumont ผู้จัดการของ Solwal แซนดรากลายเป็นหินเกินกว่าจะพูด แต่จูเลียตโต้แย้งกรณีของเธอ Juliette บอกเขาว่าคนงานบางคนรู้สึกกดดันที่จะลงคะแนนให้แซนดราโดยหัวหน้าโรงงาน Jean-Marc ผู้ซึ่งบอกเป็นนัยว่างานหนึ่งต้องถูกกำจัด แม้ว่าจะลังเลใจ Dumont ตกลงที่จะลงคะแนนเสียงครั้งที่สองในช่วงเช้าของวันจันทร์

เมื่อตระหนักว่าชะตากรรมของเธออยู่ในมือของเพื่อนร่วมงาน แซนดราจึงต้องไปเยี่ยม 14 คนในช่วงสุดสัปดาห์เพื่อเกลี้ยกล่อมให้พวกเขาปฏิเสธโบนัสทางการเงิน และเธอต้องเผชิญกับการต่อสู้ที่ยากลำบากเพื่อรักษางานของเธอก่อนการลงคะแนนที่สำคัญ ในวันจันทร์. เพื่อนร่วมงานของเธอส่วนใหญ่คาดหวังโบนัสให้กับครอบครัวของพวกเขาเอง เพื่อนร่วมงานของเธอบางคนเป็นผู้อพยพ และบางคนก็ทำงานที่สองอยู่แล้ว ส่วนใหญ่ตอบสนองด้วยความเห็นอกเห็นใจ แต่น้อยคนนักที่จะโกรธ แซนดรารู้สึกแย่เมื่อเพื่อนร่วมงานที่เธอคิดว่าเป็นเพื่อนแกล้งทำเป็นไม่อยู่บ้าน แต่มีเพียงไม่กี่คนที่สนับสนุนเธอและบอกว่าพวกเขาจะโหวตให้เธอ Timur ผู้อพยพจากดาเกสถานหลั่งน้ำตาและบอกว่าเขารู้สึกละอายใจในตัวเอง ขณะที่แซนดราปกปิดเขาเมื่อเขาทำลายแผงในวันแรก เขาบอกว่าเขาจะเปลี่ยนใจและคุยกับคนงานคนอื่นแทนเธอ

ในบ่ายวันอาทิตย์ แซนดราพบว่าฌอง-มาร์กโทรหาเพื่อนร่วมงานเพื่อโน้มน้าวพวกเขาไม่ให้เปลี่ยนคะแนนโหวต และในความเป็นจริง เขาต่อต้านแซนดราที่กลับมาเพราะอาการซึมเศร้าของเธอ เธอไปเยี่ยมแอนน์ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมงานของเธอ ซึ่งสามีของเธอแกล้งขว้างเธอออกไปและกรีดร้องใส่ผู้หญิงทั้งสอง ย่อท้อซานดร้าพยายามฆ่าตัวตายที่บ้านโดยกินยาเกินขนาดในXanaxแต่เมื่อมาถึงแอนน์จะบอกเธอว่าเธอจะลงคะแนนให้เธอข่มขวัญแซนดร้าเพื่อมนุที่เธอกำลังจะอาเจียนยาขึ้น แซนดราพักฟื้นที่โรงพยาบาลและรู้สึกประทับใจเมื่อรู้ว่าแอนมาที่โรงพยาบาลด้วย แซนดราบอกมานูว่าพวกเขาจะไปเยี่ยมอีกสามคนที่เหลือในเย็นวันนั้น เมื่อแอนบอกเธอว่าเธอตัดสินใจทิ้งสามีของเธอ แซนดราจึงเชิญเธอไปค้างคืนที่บ้านของพวกเขา

แซนดราพูดกับอัลฟองเซ เด็กหนุ่มผู้อพยพชาวแอฟริกันที่ทำงานเป็นช่างเชื่อมตามสัญญา เขาจะได้เงินเพียง 150 ยูโรเพราะว่าเขายังใหม่ แต่เขากลัวฌอง-มาร์ก ผู้ซึ่งบอกให้เขาลงคะแนนเสียงต่อต้านแซนดร้า ถ้าเขาต้องการร่วมงานกับเพื่อนร่วมงานของเขา Alphonse บอกเธอว่าเขาต้องการลงคะแนนให้เธอ แต่เขากลัวว่า Jean-Marc จะค้นพบและเขียนถึงความผิดพลาดของเขา ซึ่งอาจทำให้โอกาสในการต่ออายุสัญญาของเขาเสียหายเมื่อหมดอายุในเดือนกันยายน

ในเช้าวันจันทร์ ขณะที่คนงานโซลวาลโหวตอีกครั้ง ฌอง-มาร์กก็แสดงความโกรธเคืองต่อแซนดรา เธอยืนหยัดเพื่อตัวเองและเตือนเขาว่าเขาทำอย่างไม่ยุติธรรม ในการลงคะแนนเสียงครั้งที่สอง ให้แปดเสียงให้เธอทำงานต่อ และแปดเสียงเพื่อเก็บโบนัส – ไม่เพียงพอที่จะล้มเลิกการลงคะแนนในวันศุกร์ เธอขอบคุณผู้ที่โหวตให้เธอทั้งน้ำตา รวมทั้งอัลฟองส์ เธอบอกแอนน์ว่าเธอสามารถอยู่ที่บ้านของพวกเขาได้อีกครั้งในคืนนั้นและเก็บล็อกเกอร์ของเธออย่างอดทน

อย่างไรก็ตาม Dumont โทรหาเธอที่ห้องทำงานของเขาและแสดงความยินดีกับเธอที่เชื่อว่ามีคนมากมายสนับสนุนเธอ เขาบอกเธอว่าเขาได้ตัดสินใจที่จะให้โบนัสกับทุกคนแต่ยังคงรักษาเธอไว้ ความสุขของแซนดราอยู่ได้ไม่นานในขณะที่เขาอธิบายว่าเขาจะไม่ต่ออายุคนงานที่สัญญาหมดอายุในเดือนกันยายน – อัลฟองส์ แซนดราปฏิเสธข้อเสนอของเขาอย่างสุภาพ ตอนนี้เธอมีความมั่นใจที่จะเริ่มต้นใหม่และใช้ชีวิตใหม่เพื่อตัวเอง “เราสู้ได้ดี” เธอบอกมานูอย่างภาคภูมิใจ

ไอฟาย..แต๊งกิ้ว..เลิฟยู้ (I Fine Thank You Love You)

เพลง (ปรีชญา พงษ์ธนานิกร)  ไอฟาย..แต๊งกิ้ว..เลิฟยู้ ติวเตอร์ภาษาอังกฤษ มีลูกศิษย์ชาวต่างชาติเป็นคายะ (โซระ อาโออิ) เธอตัดสินใจทิ้งแฟนหนุ่มคนไทย ยิม (ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์) ไปอเมริกา แต่ด้วยความที่ยิมฟังภาษาอังกฤษไม่ออก เธอจึงอัดวิดีโอบอกเลิกใส่ธัมป์ไดรว์แล้วให้เพลงช่วยไปแปลให้ยิมฟัง เมื่อยิมรู้ว่าถูกบอกเลิกก็พาลโมโหโวยวายใส่เพลงว่าเป็นคนสอนภาษาอังกฤษให้แฟนสาวเขาจนเป็นต้นเหตุให้เธอทิ้งเขาไป ยิมจึงตัดสินใจสมัครเรียนกับเพลง โดยหวังจะตามไปง้อแฟนที่อเมริกา ตอนแรกเพลงไม่อยากรับสอน แต่สุดท้ายก็ต้องจำใจยอม

โดยเพลงใช้ร้านกาแฟเป็นสถานที่เรียนหนังสือ ด้วยความที่ยิมเป็นช่างเทคนิคในโรงงาน ความรู้ภาษาอังกฤษจึงต่ำมาก เพลงจึงต้องใช้ทุกวิธีสอนยิม ตั้งแต่การฝึกออกเสียง  ดูหนังออนไลน์ฟรี การใช้เหตุการณ์สมมุติ รวมไปถึงการอ่านหนังสือนิทานของเด็ก ซึ่งเป็นเรื่องไม่ง่ายเลยสำหรับยิม แต่ยิมก็พยายามฝึกตัวเองอย่างไม่ย่อท้อ จนเพลงเริ่มเห็นความตั้งใจ ในขณะเดียวกัน เพลงได้ตกลงเป็นแฟนกับ คุณพฤกษ์ (ภพธร สุนทรญาณกิจ) ลูกศิษย์ อีกคอร์สหนึ่ง ซึ่งเป็นหนุ่มหล่อ ชาติตระกูลดี เหมือนชายในฝันของผู้หญิงทุกคน ด้วยความที่พฤกษ์เป็นคนโรแมนติกก็มักจะเซอร์ไพรส์เพลงอยู่บ่อย ๆ จนทำให้เพลงไม่เป็นตัวเอง จึงบอกเลิกพฤกษ์ส่วนการเรียนการสอนของเพลงและยิมก็ค่อย ๆ ผ่านไป ทั้งคู่ต่างได้เรียนรู้นิสัยที่แท้จริงของกันและกัน จนทำให้ทั้งสองคนค่อย ๆ เพิ่มพูนความรู้สึกดี ๆ ต่อกันขึ้นเรื่อย ๆ โดยไม่รู้ตัว

เมื่อถึงวันที่ยิมต้องไปสอบ ยิมก็สอบไม่ผ่าน เพลงก็ให้กำลังใจข้างๆ ซึ่งคำตอบที่ยิมตอบไปในคำถามสุดท้ายที่ถามว่าผู้ก่อตั้งคือใคร ยิมตอบไปว่าโดราเอมอน แต่ความจริงแล้ว ยิมก็รู้คำตอบที่ถูกต้อง แต่เพียงเพราะยิม ไม่อยากไปตามง้อแฟนสาวแล้ว เพราะในตอนนั้นยิมและเพลงเกิดความรู้สึกดี ๆ ต่อกัน แต่ไม่สามารถให้ความชัดเจนได้ ยิมจึงตอบไปแบบนั้นเพื่อมาขอเพลงเป็นแฟนในตอนจบ

เปิดตัว ไอฟาย แต้งกิ้ว เลิฟยู

โครงเรื่อง
สามารถพบได้บ่อยสำหรับผู้ชมและผู้ฟัง ในวงกว้าง ด้วยเหตุที่ว่าตัวละครมีความสนุก และมีความกวนอยู่ในตัว โดยเล่าเรื่องให้ผู้ชมเข้าใจง่าย ไม่ซับซ้อนหักมุมไปมา ตัวละครก็ไม่ได้เขียนให้มีบทบาทที่พลิกพันหน้าที่การงานจนเกินไป โดยมีการสะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจ ความพยายามที่จะทำสิ่งต่าง ๆ หากตั้งใจจริง ๆ สิ่งที่คิดไว้ก็จะสามารถทำได้อย่างที่หวัง โดยเรื่องนี้โชว์ให้เห็นถึงการกล้าทำตามหัวใจของตัวเองในตอนนั้น ทำตามความรู้สึกที่เปลี่ยนไป และสุดท้ายก็ตัดสินใจไม่ผิดจริง ๆ

ความขัดแย้ง
ตอนแรกเพลงไม่อยากรับสอนยิม เพราะกลัวจะไม่ปลอดภัย ด้วยเหตุที่ว่ายิมเป็นนายช่าง และการเจอกันในครั้งแรกยิมก็แสดงกริยาที่ไม่เหมาะสม เพลงจึงไม่อยากรับสอนยิม แต่ยิมข่มขู่ เพลงจึงต้องยอมสอน ระหว่างเรียนเพลงก็แบท้อ เพราะยิมไม่มีพัฒนาการขึ้นเลย จึงถอดใจเลิกสอน แต่ยิมก็ข่มขู่อีกครั้ง เพลงจึงต้องยอมสอนต่อ

ตัวละคร
ตัวละครทุกตัวมีบุคลิกที่ชัดเจนโดยส่วนใหญ่เรื่องนี้จะเน้นไปทางการสร้างความตลก การสร้างอารมณ์ขัน ไม่มีตัวละครร้าย ซึ่งตัวละครแต่ละตัวก็แสดงได้สมบทบาท แสดงออกให้เห็นถึงบุคลิกของตัวละครนั้นจริง ๆ ทั้งด้านอารมณ์และความรู้สึกนึกคิดออกมาอย่างชัดเจน ทำให้ผู้ชมเข้าใจได้ถึงอารมณ์ของตัวละครตัวนั้นอย่างแท้จริง

แก่นเรื่อง
แนวคิดหลักของเรื่องนี้อยู่ที่ การทำให้เห็นว่าถ้ารักใครสักคน ก็อยากที่จะพยายามทำทุกอย่างเพื่อที่จะได้มาครอบครอง แต่ลืมคิดไปว่าจริง ๆ แล้วความรักเป็นเรื่องของความรู้สึก แม้ว่าเราจะพยายามมากแค่ไหน แต่ถ้าเขา ไม่รักก็คือไม่รัก และความรักก็สามมารถเกิดขึ้นระหว่างการได้ใกล้ชิด และช่วยเหลือกันและกัน ระหว่างคน ๒ คน ได้เช่นเดียวกัน

ฉาก
เป็นฉากที่เกี่ยวกับสถาบันกวดวิชาของเพลง ร้านกาแฟ โรงงานของยิม ลานจอดรถ ฯลฯ โดยรวมจะเกิดขึ้นในสถานที่ที่มีเพลงกับยิมอยู่ด้วยกัน และในตอนที่เพลงกับยิมอยู่ที่ห้องพักส่วนตัว

สัญลักษณ์
สัญลักษณ์ในเรื่องนี้ เห็นได้ชัดก็คือแหวนเฟื่อง ที่ยิมตั้งใจทำให้กับคายะตอนเป็นแฟน และคายะได้ส่งกลับมาให้ยิมตอนเลิกกันและคายะต้องไปอยุ่ที่อเมริกา เวลาที่ยิมเหนื่อยจากการเรียน ก็จะหยิบแหวนวงนี้ขึ้นมาดูเพื่อเป็นการเตือนใจตัวเองให้สู้ต่อ เพื่อที่จะไปสัมภาษณ์และผ่านไปทำงานที่เมืองนอกได้

มุมมองในการเล่าเรื่อง
มุมมองการเล่าเรื่องของเรื่องนี้ เป็นการเล่าแบบบุคคลต่อบุคคล คือ การที่คายะมาเล่าเรื่องให้เพลงฟัง เพื่อให้เพลงไปแปลเสียงที่บันทึกไว้ให้ยิมฟัง เพื่อต้องการฝากบอกเลิก และยิมไม่ยอมรับการบอกเลิกครั้งนี้ จึงให้เพลงเป็นคนสอนภาษาอังกฤษ เพื่อที่จะตามไปง้อคายะ และเล่าเรื่องในใจของให้เพลงฟัง ในตอนท้ายเพลงเลือกที่จะบอกความรู้สึกของตัวเองกับยิม และยิมก็อัดเสียงบอกความรู้สึกตัวเองกับเพลง ทำให้ผู้ชมรู้สึกได้ถึงอารมณ์ของนักแสดง

ข้อดีของภาพยนตร์เรื่องนี้
๑. การแสงดของพระเอกเข้าถึงตัวละครได้เป็นอย่างดี สมบทบาท
๒. เป็นภาพยนตร์ที่สามารถดูคลายเครียดได้เป็นอย่างดี เพราะมีเหตุการณ์ให้หัวเราะตลอดทั้งเรื่อง
๓. นักแสดงสมบททุกคน แสดงได้สบบทบาท สามารถสร้างเสียงหัวเราะได้ทุกคน
๔. สำเนียงการพูดภาษาอังกฤษในเรื่องเป็นสำเนียงที่น่าฟัง และเข้าใจง่าย
๕. การเล่าเรื่องไม่ซับซ้อนทำให้ผู้ชมเข้าใจได้ง่าย

ข้อเสียของภาพยนตร์เรื่องนี้
๑. ฉากดราม่า ยังไม่แสดงไม่ถึงอารมณ์เท่าที่ควร ผู้ชมบางคนอาจจะยังไม่เชื่อ
๒. การเล่าเรื่องสามารถเด่าเหตุการณ์ได้ว่าจะลงเอยแบบไหน

จีทีเอช จัดงานแถลงข่าวเปิดตัวหนัง ไอฟาย..แต๊งกิ้ว..เลิฟยู้ ดี๊ดี ซันนี่ ควงติวเตอร์สาว ไอซ์-ปรีชญา โชว์เต้นสุดฮา กะ โจ๊ก โซคูล (GTH)

   ค่ายหนังอารมณ์ดี “จีทีเอช” จัดงานแถลงข่าวเปิดตัวภาพยนตร์โรแมนติก คอมเมดี้ ไอฟาย..แต๊งกิ้ว..เลิฟยู้ ของผู้กำกับ เมษ ธราธร หนังเรื่องล่าสุดที่มามอบความสนุกส่งท้ายปี ซึ่งได้สาวสวยสุดฮอต ไอซ์-ปรีชญา พงษ์ธนานิกร มาสวทบทติวเตอร์ภาษาอังกฤษ ร่วมด้วยนักเรียนสายเถื่อนจอมโหด ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์ และแก๊งเพื่อนสายฮา โจ๊ก โซคูล ที่จะมาสีสันให้กับงานที่ลานชั้น 1 ห้างเซ็นทรัลเวิล์ด

งานนี้พิธีกรสุดเลิฟ เอกกี้-เอกชัย เอื้อสังคมเศรษฐ์ กล่าวต้อนรับเปิดงานเป็นภาษาอังกฤษ เพื่อให้เข้ากับบรรยากาศของหนัง พร้อมเชิญผู้กำกับร้อยล้าน เมษ ธราธร มาพูดคุยถึงที่มาของชื่อหนัง ไอฟาย..แต๊งกิ้ว..เลิฟยู้ ว่ามาจากคุณวิสูตร เป็นคนตั้งให้ ซึ่งก็มาจากหนังเรื่องนี้นี่แหละที่เล่าถึงการสอนภาษาอังกฤษของติวเตอร์สาวกับนายช่างโรงงานที่อ่อนภาษามาก แต่อยากเรียนภาษาอังกฤษเพื่อที่จะตามไปง้อแฟนเมืองนอก ที่นี่พอเป็นเรื่องครูกับนักเรียน เราก็เลยขอยืมคำที่เด็กนักเรียนทุกคนจะต้องพูดในคาบเรียนภาษาอังกฤษมาใช้ เวลาที่หัวหน้าห้องพูดว่า “Good morning teacher” คุณครูก็จะถามกลับมาว่า Good morning, How are you ? เด็ก ๆ ก็จะตอบว่า I’ m fine thank you and you แต่ด้วยความที่หนังเราเป็นหนังโรแมนติก-คอมเมดี้ เราก็เลยเปลี่ยนจาก แอนด์ยู้ เป็นเลิฟยู้ ซึ่งเรื่องนี้เมษทั้งเขียนบทเอง กำกับเองและเป็นแอ็คติ้งโค้ชเองด้วย

จากนั้นชมวีทีอาร์เปิดตัวหนัง ตามด้วยตัวอย่างหนัง ให้ได้ชมก่อนใคร พร้อมพูดคุยกับนักแสดง ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์ และ นางเอกสาว ไอซ์-ปรีชญา พงษ์ธนานิกร, โจ๊ก โซคูล และนักแสดงน้องใหม่ นิว-กุลญาดา ถึงที่มาและบทบาทของการมาเล่นหนังเรื่องนี้ แต่ล่ะคนตอบคำถามเรียกเสียงฮา และมีเฮอีกหลังชม มิวสิควิดีโอเพลง ABC ชักกระตุกจบ  4 นักแสดงนำ พร้อมเดอะแก๊งช่าง ออกมาเซอร์ไพร์สเต้นเพลง “ABC ชักกระตุก” ได้อย่างแซ่บเวอร์ ลีลาเด็ดรับรองเด็กแว้น บอย สก๊อตเกิร์ล เรียกพี่อย่างแน่นอน !!

ปิดท้ายความฮาเมื่อผู้บริหารใจดี วิสูตร พูลวรลักษณ์, จินา โอสถศิลป์, จิระ มะลิกุล,ยงยุทธ ทองกองทุน ฯลฯ มาร่วมถ่ายภาพกับผู้กำกับ เมษ ธราธร และทีมนักแสดง ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์, ไอซ์-ปรีชญา พงษ์ธนานิกร, โจ๊ก โซคูล ,นิว-กุลญาดา ฯลฯ  ที่ขอมาโชว์ทำมือท่า ไอฟาย..แต๊งกิ้ว..เลิฟยู้ ให้ได้จี๊ดโดนใจผู้ชม 10 ธันวาคม ติวเข้ม เน้นฮา ทุกโรงภาพยนตร์

The Intouchables เป็นหนังที่ดัดแปลงมาจากชีวิตจริงของชายผู้หนึ่งที่ต้องนั่งเก้าอี้เข็นตลอดชีวิต

The Intouchables เป็นหนังที่ดัดแปลงมาจากชีวิตจริงของชายผู้หนึ่งที่ต้องนั่งเก้าอี้เข็นตลอดชีวิตเพราะอุบัติเหตุจนสภาพร่างกายตั้งแต่ช่วงคอลงไปไร้ความรู้สึก ทำให้จำต้องประกาศหาพยาบาลส่วนตัวเพื่อมาดูแลอยู่ข้างๆจนได้พบกับชายคนนั้นที่ทำให้ชีวิตต่างฝ่ายเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีเกินคาดอย่างคาดไม่ถึงกับชีวิตที่ไม่เต็มร้อยได้อย่างสบายสุขสบายใจ โดยเนื้อเรื่องเกิดขึ้นกับฟิลิปป์ (Francois Cluzet) มหาเศรษฐีผู้มีทรัพย์สินเงินทองพร้อมทุกอย่างในชีวิต แต่ขาดคนดูแลเคียงข้างเพียงเพราะเขาเป็นอัมพาตทั้งตัวจนมีสิ่งเดียวที่นำพาชีวิตไปไหนได้คือเก้าอี้รถเข็น ทว่าในระหว่างคัดตัวผู้ที่จะมาดูแลนั้นเกิดสะดุดตาเข้ากับใครบางคนที่ดูจะแตกต่างกับใครทุกคนที่มาสมัคร เนื่องจากคนนี้เป็นคนผิวดำอันแสนจะดูไม่เป็นทางการเลยสักนิดแถมท่าทางจะมากวนโอ๊ยก็ว่าได้ ซึ่งคนนี้คือดริสส์ (Omar Sy) ชายร่างโตที่เดินเข้ามาหาเพียงเพื่อต้องการให้ฟิลิปป์เซ็นเอกสารเท่านั้นส่วนเรื่องอื่นอะไรไม่ได้คิดสนใจแม้แต่น้อย งานนี้จึงเท่ากับว่าดริสส์ชายผู้ดูแตกต่างจากชาวบ้านชาวช่องไม่ได้มาขอสมัครงานแต่อย่างใด และด้วยท่าทางไม่ตั้งใจมาเพื่อเอางานเช่นนี้เองบกกับเสน่ห์บางอย่างกลับทำให้ฟิลิป์ตัดสินใจบางอย่างเพียงท่าทางที่ดูแอบกวนๆจนเขาคิดว่าน่าสนใจกว่าคนที่แล้วมามาก ดังนั้นดริสส์ผู้ไร้งานจะได้งานดูแลมหาเศรษฐีฟิลิปป์แบบที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน และกาลเวลาที่ผ่านไปทำให้ทั้งสองได้รู้จักตัวตนของอีกฝ่ายมากขึ้นจนก่อเกิดเป็นมิตรภาพของเพื่อนที่ต่างสถานะต่างวัยอันแสนสุดประทับใจจนเราเองยังอิจฉา!

The Intouchables (2011) ด้วยใจแห่งมิตร พิชิตทุกสิ่ง

“เป็นหนังที่คุ้มค่าอย่างมากโดยเฉพาะใครที่กำลังมองโลกในแง่ร้าย เพราะเรื่องนี้จะสอนให้เรามองโลกในแง่ดี”
ไม่ใช่แค่หนังเท่านั้นที่ตัวเองรู้สึกได้ถึงความปลื้มแบบอารมณ์ Feel Good แต่นี่เล่นอิงจากชีวิตจริงด้วยทำให้รู้สึกได้ว่าชีวิตในสังคมอันกว้างยังมีเรื่องที่ดูน้ำเน่าเช่นนี้อยู่อีก ไม่ได้จะว่าเป็นเรื่องที่ไร้สาระแต่อย่างใดเพียงมีความเห็นที่ว่าการนำสิ่งที่ตาลปัตรในเรื่องความแตกต่างมาจับมืออยู่ด้วยกันนั้นเป็นเรื่องที่ยากยิ่งและพบได้น้อยกับความคนที่มีมุมมองแตกต่างแล้วอยู่ด้วยกันคล้ายเป็นเพื่อนที่สนิทสนมรู้วจกันมาเนินนาน แต่ทั้งนี้การอิงมาจากชีวิตจริงอาจจะดูไม่เท่าไหร่เมื่อถูกดัดแปลงให้มีทัศนะที่น่าสนใจมากขึ้นอย่างเช่นเรื่องตัวละครดริสส์ที่เรื่องจริงนั้นไม่ใช่คนผิวดำแต่อย่างใดเลย
ในขณะที่ตัวหนังเป็นคนผิวดำอย่างเห็นได้ชัดจนเริ่มเห็นแล้วว่าหนังเรื่องนี้ต้องการนำสิ่งที่คนขาวไม่ชอบมารวมเอาไว้ให้แสดงถึงว่า”ทำไมเราต้องเกลียดไอ้มืดด้วย” สำหรับบางคนไม่คิดอะไรแต่ในชีวิตจริงยังอุตส่าห์มีอคติแบบนี้อยูาในสังคมไม่มากก็น้อยจนสังเกตได้ว่าในหนังเรื่องอื่นๆมักส่งผลให้ตัวละครผิวดำทั้งหลายเป็นอะไรที่เข้าหาทางลบซะมาก  ดูหนังออนไลน์ฟรี ตัวอย่างหนังสยองขวัญที่มักพาคนผิวดำตายบ่อยๆโดยใช่เหตุ หรือจะอีกหลายๆแนวอย่างพวกจารกรรมที่วางว่าเป็นตัวร้ายน่าสงสัยบ้าง ซึ่งในหนังกับชีวิตอาจแตกต่างกันมาก ทว่าเพราะหนังนี่แหละที่ถูกดัดแปลงมาจากชีวิตบ้างแล้วส่วนหนึ่งและมุมมองเช่นนี้ยังคงมีอยู่เพียงเพราะความแตกต่างกันแค่เรื่องผิวเป็นสาเหตุเท่านั้น
สำหรับ The Intouchables ได้แสดงสิ่งที่คนผิวดำกระทำออกมาว่าพวกเขาไม่ใช่คนเลวร้ายอะไรเลยแม้ผิวจะบ่งบอกถึงความเป็นด้านมืดแต่กับใจนั้นอาจถึงขั้นขาวยิ่งกว่าคนผิวขาวเสียอีก นับว่าประเด็นที่แอบหยิบยกมาซึ่งๆหน้านั้นกลายเป็นผลลัพธ์ที่น่าสนใจและเป็นคำตอบที่ดีได้ตลอดทั้งเรื่อง กลับมาเข้าเรื่องกับความสัมพันธ์ระหว่างฟิลิปป์กับดริสส์ที่แรกๆอาจไม่ลงรอยกันเท่าไหร่เพราะอีกฝ่ายต้องมาดูแลอยู่อาศัยอีกฝ่ายซึ่งความแตกต่างกันด้วยฐานะทำให้ดริสส์กลายเป็นบ้านนอกเข้ากรุงยังไงอย่างนั้น กระนั้นเหมือนเจ้าตัวจะเข้าใจดีว่าการได้อยู่ที่หรูๆแสนอลังการอะไรนั้นไม่ใช่เป้าหมายหลักที่ตัวเองมาที่นี้เพื่ออาศัยกับคนรวย
แต่เป็นการมาดูแลผู้ป่วยที่ยังอยากมีชีวิตต่อไปเพียงแค่ไม่สามารถพึ่งตัวเองได้อย่างคนอื่นๆที่ครบ 32 ประการ และด้วยความที่ว่าดริสส์เองไม่ได้จบหรือมีประสบการณ์ดูแลผู้ป่วยโดยตรงแต่อย่างใดจึงเสมือนครูพักลักจำจากการเอาประสบการณ์ที่ได้ตรงหน้ากันแบบสดๆร้อนๆจนทำให้ฟิลิปป์แปลกใจที่ว่าคนที่ไม่น่าทำได้และอยู่เกิน 2 อาทิตย์เช่นเขาจะมุ่งมานะพยายามปรับตัวจนเขาเองเป็นฝ่ายที่ต้องปรับตัวแทน ซึ่งการปรับตัวของฟิลิปป์คือการทำให้ทุกคนเชื่อใจว่าดริสส์คือชายผู้เป็นอย่างคนธรรมดาทั่วไปเพียงแค่ว่าเป็นผิวสีเท่านั้น และเพราะเขาคนนี้แหละที่ทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นจนใครต่อใครไม่น่ามีวันทำความรู้สึกเช่นนี้ได้
แน่นอนว่าการมีพล็อตเรื่องซ้ำๆซากๆอาจไม่มีอะไรให้น่าดึงดูดอะไรมากเพราะสุดท้ายการดำเนินเนื้อเรื่องยังคงเดาได้เสมอ กระนั้นถึงเราจะรู้ว่าทิศทางของเรื่องจะลงเอยเช่นไรแต่เคยถามตัวเองไหมว่าเวลาได้รับสิ่งที่หวังแล้วมันกินใจนั้นรู้สึกดีแค่ไหนบ้าง และเช่นเดียวกับเรื่องนี้ที่ถ่ายทอดอารมณ์ได้อย่างสดใสบวกกับความเรียบง่ายแสนธรรมดาที่ให้อารมณ์ความรู้สึกที่เชื่อใจกันแบบซื่อตรงไร้มลทินใดๆเลย ด้วยการเล่าเรื่องเองก็ใช่ว่าจะมีมุมมองมิติทางด้านเดียวระหว่างดริสส์กับฟิลิปป์ซะเมื่อไร เพราะยังมีรายละเอียดปลีกย่อยลึงลงไปอีกของแต่ละคนว่ามีชีวิตความเป็นอยู่อะไรบ้าง อย่างดริสส์กับชีวิตที่ไม่น่ารื่นรมย์แต่อย่างใดเพียงเพราะเขามีสภาพครอบครัวที่ยากเข็ญจากการเลี้ยงดูสมาชิกในครอบครัวที่มากเกินไปจากรายได้จากคนเดียวคือแม่ (Salimata Kamate) กระนั้นดริสส์เองไม่อยากทำให้ภาระหนักขึ้นเกินไปจึงได้ออกจากบ้านเที่ยวหางานไปเรื่อยๆจนมาได้งานฟิลิปป์แล้วดริสส์จึงกลับบ้านหาหน้าครอบครัวด้วยความเข้าใจที่ว่า”หนูได้งานแล้วนะ”
The Intouchables (2011)
ทว่าแม่ของดริสส์ไม่ได้รู้สึกดีใจตามน้ำเช่นนั้นเพราะยังเสียใจที่ดริสส์หนีออกจากบ้านแล้วกลับมาพร้อมกับงานเท่านั้น สุดท้ายดริสส์โดนไล่ออกจากบ้านด้วความโกรธ แต่เขายังคงตั้งหน้าตั้งใจใช้ชีวิตกับงานต่อไปคล้ายไม่เคยเจอเรื่องหนักสาหัสใจเพราะเชื่อว่าการเจอกับสิ่งร้ายๆนั้นได้เราต้องรู้จักมองโลกในแง่ดีให้เข้าใจตามไปด้วย บางทีการที่ดริสส์กลับมาบ้านเพื่อแบ่งเบาภาระนั้นอาจเป็นเรื่องที่ดีต่อครอบครัว แต่กับแม่นั้นอาจไม่อยากให้ลูกที่เติบโตแล้วมารับความลำบากในส่วนนี้ก็ได้
 ถึงแม้ชีวิตครอบครัวของดริสส์จะลำบากและถูกทอดทิ้งขับไล่จากบ้านจนน่าเจ็บปวดใจแค่ไหนก็ยังไม่เลิกเป็นห่วงคนในครอบครัวที่เฝ้ามองอยู่ห่างๆพร้อมจะช่วยแก้ไขให้ออกมาดีขึ้นบ้าง ซึ่งนี้อาจเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมคนที่เจอเรื่องร้ายแต่อยู่ได้อย่างไม่สิ้นหวังเพราะมาจากมองโลกในแง่ที่ดีกว่า ไม่คิดว่าอะไรที่แย่มันต้องแย่ไปทุกเรื่อง จนนั้นน่าเป็นสาเหตุที่ฟิลิปป์รับดริสส์เข้ามาเป็นเป็นคนดูแลอันแสนแตกต่าง ขณะเดียวกันเพราะฟิลิปป์ทำให้ดริสส์ลดความกระด้างในจิตใจลงด้วยศิลปะได้อย่างน่าฉงนใจ
ทีนี่ลองมาเข้าเรื่องกับฟิลิปป์ผู้มีเก้าอี้ไฟฟ้าเป็นเครื่องทุ่นแรงกันบ้างกับชีวิตอันแสนสงบสบายไร้ข้อกังวลเรื่องทรัพย์สิน แต่ไฉนคนๆนี้ยังรู้สึกว่าขาดคนรู้ใจอย่างที่เป็นอยู่และคนนั้นคือเพื่อนมิตรแท้ที่ไม่ต้องการอะไรนอกจากคำว่ารู้จักกันและกันแล้วพร้อมจะช่วยแบบไม่หวังอะไรเลย จะเห็นว่าตอนที่ดริสส์เข้ามาเป็นวันแรกก็ได้เห็นหมดพยาบาลกำลังจัดระเบียบดูแลอยู่ก่อนคล้ายกับว่าไม่จำเป็นต้องหาผู้ช่วยยังได้ ถ้าสังเกตให้ดีคือทำไมหมอพยาบาลต้องใช้เครื่องปิดหูจากดนตรีคลาสลิคที่ดังก้องห้องด้วยล่ะ คำตอบคือพวกเขาไม่คิดว่าดนตรีเหล่านี้จะเหมาะแก่การรับฟังได้นานเพียงเพราะมันเพราะหรืออยากฟัง แค่อยากทำงานตรงนี้ให้จบเพื่อความเบาสมองเบาหู ส่วนดริสส์ไม่ได้สนใจในทำนองเพลงอะไรเหล่านี้มากนอกจากเข้าใจว่ามันคงเป็นสิ่งที่ฟิลิปป์ชอบ ซึ่งดริสส์จะค่อยๆซึมซับในส่วนนี้จากฟิลปป์ทีละเล็กทีน้อยด้วยการเข้าถึงคำว่าศิลปะที่เริ่มเรื่องจากการมองภาพ มีอยู่ฉากที่ฟิลิปป์มองภาพที่ดริสส์ลงความเห็นอย่างลวกๆว่ามันแค่ภาพที่ทำสีหกเท่านั้นไม่ได้รู้สึกว่าจะแลดูสวยมีรูปมีร่างให้น่าสนใจอะไรเลยสักนิดเดียว แถมอะไรอีกกับราคาที่สูงใช่ย่อยจนน่าแปลกใจว่าทำไมมันมีราคาสูงได้ล่ะ ในจุดนี้ฟิลิปป์ไม่ได้บอกอะไรตรงๆว่าเพราะอะไรนอกจากปล่อยให้ดริสส์ลองไปคิดรู้สึกเอาที่หลังว่าศิลปะนั้นเปี่ยมด้วยอารมณ์ที่ลงรายละเอียดไว้มากมายทั้งหนักและอ่อน ไม่ต่างกับชีวิตที่มีจุดที่แข็งกระด้างและอ่อนไหว ฉะนั้นแล้วผู้ชมจะได้เห็นความแตกต่างในส่วนของดริสส์ที่เริ่มลดความกระด้างในใจมากขึ้นจากแต่ก่อนด้วยการนำศิลปะมาใช้ซึ่งเจ้าตัวลงมือจับพู่กันวาดรูปด้วยศักยภาพที่ตัวเองทำได้จนฟิลิปป์ยังต้องแปลกใจว่าคนนี้ก็รู้จักศิลปะกับเขาด้วยเช่นกัน ดังนั้นนี่จึงเสมือนเพื่อนที่รับรู้และเข้าใจในห้วงคำนึงอีกฝ่ายด้วยการเข้าใจซึ่งกันและกัน จะเรียกว่าเป็นการเอาใจเขามาใส่ใจเราคงไม่ผิด
สิ่งที่น่าสนใจคือ นักแสดงทั้งสองมีอะไรหลายอย่างดึงดูด เข้าหากันราวกับไม่ใช่การแสดงแต่มันคือเรื่องจริงอันแสนอบอุ่นระหว่าง Francois Cluzet กับ Omar Sy ไม่รู้ว่าทั้งสองเข้าหากันได้ยังไงเพราะช่วงแรกรู้สึกแปลกๆเหมือนขาวกับดำที่ย่อมมีบาดหมางหาเรื่องกันเข้าสักวันหนึ่ง แต่พอมารับชมตลอดทั้งเรื่องราวกลับไม่รู้สึกว่าจะมีอะไรที่แตกต่างนอกจากเราคิดไปเองทั้งสิ้นด้วยอคติของสิ่งที่เรียกว่า”ความแตกต่าง” สังคมมีจุดที่เหมือนกันคือค่านิยมของตัวเองเพียงแค่ทำให้เหมือนกันก็กลายเป็นส่วนหนึ่งกับสังคมนั้นได้ แล้วเมื่อไหร่ที่เราคิดแตกแขนงอกมาเท่ากับเป็นความแตกต่างทันที เห็นได้ชัดว่ามีคนชี้แนะให้ฟิลิปป์เลิอกจ้างดริสส์ให้มาดูแลเพียงเพราะจุดที่แตกต่างจากคนทั่วไป แล้วจะทำไมในเมื่อฟิลิปป์คิดเสมอว่าว่าเขาไม่ใช่คนใช้ที่ต้องออกคำสั่งตามค่าจ้างเพราะนี่คือเพื่อนที่พร้อมทำตามที่ขอไม่ใช่บังคับทำเพียงเพื่อเงิน
ด้วยการแสดงของทั้งสองเป็นอะไรที่เคมีเข้าหากันอย่างบรรยายไม่ถูก ถ้าถามว่าเพียงสองท่านเท่านั้นอย่างงั้นเหรอ ก็จะตอบว่าไม่เพราะยังมีนักแสดงอีกหลายคนที่มีส่วนทำให้หนังดูมีมิติมากขึ้น อาทิ Audrey Fleurot ในบทเลขาสาวที่ดริสส์ชอบส่งสายตาหวานเป็นประจำ และ Anne Le Ny กับบทบาทประหนึ่งผู้ดูแลฟิลิปป์อีกคนหนึ่งที่ทำหน้าที่ช่วยสอนให้ดริสส์ได้รู้วิธีทำดูแลฟิลิปป์ยังไงบ้าง โดยทั้งสองในเรื่องต่างมีบทบาทสำคัญช่วยทำให้เนื้อเรื่องมีจุดที่สนุกและกลมกล่อมกับความเป็นกันเองที่โลกนี้ไม่ได้มีแค่สองเรากับคนปกติและคนพิการ ไม่ใช่แค่นักแสดงที่ช่วยเพิ่มมิติให้ดูแสนอบอุ่นเพียงเรื่องตัวละครหรือเนื้อเรื่องหลายมุมมองแต่ยังมีมุขตลกที่เป็นตลกร้ายแต่ร้ายในที่นี่คือการบำบัดเพิ่มภูมิต้านทานให้มีจิตใจที่เข้มแข็งมากขึ้น อย่างเช่นฉากฟิลิปป์ขอขนมเม็ดช็อกโกแลตที่ดริสส์กำลังกินอยู่ ทว่าดริสส์บอกให้ยื่นมือมาเอาสิ ประโยคนี้ถ้ากับใครคงไม่มีปัญหาเท่าฟิลิปป์ที่ตั้งแต่ช่วงคอลงไปไม่สามารถขยับได้แล้วดริสส์ก็รู้แก่ใจดีว่าการยื่นมือไปรับขนมช็อกโกแลตเป็นเรื่องเพ้อฝันจนฟิลิปป์ยังรู้สึกตกใจกับประโยคนี้ที่างผลสะเทือนใจชนิดแทงใจดำ ถึงแบบนั้นใช่ว่าดริสส์จะตั้งใจพูดซะเมื่อไหร่เพราะเขาเองยังอธิบายด้วยว่ามันเป็นมุขเป็นตลกร้ายประมาณว่าคุณขยับไม่ได้แต่ผมให้คุณยื่นแขนมารับแต่เผอิญลืมไปว่าไม่สามารถทำแบบนั้นได้ หรือจะฉากโกนหนวดโกนเคราให้ฟิลิปป์ที่เหมือนจะโกนแล้วเสร็จแบบหมดจดแต่ใช่ที่ไหนเพราะดริสส์เล่นแกล้งแต่งรูปทรงจนน่าตลก วิธีนี้อาจจะทำให้เจ้าตัวรู้สึกไม่ดีเมื่อรับฟังหรือถูกกระทำเพราะเป็นเรื่องสะเทือนใจอยู่บ้าง ถ้าเกิดเจ้าตัวรับรู้ได้ว่านี่คือตลกร้ายที่มีไว้เผชิญหน้าแล้วก็เหมาะกับการฟื้นฟูเพราะช่วยให้การมองโลกแง่ร้ายๆกลายเป็นดีได้โดยง่าย
ในสังคมไม่เหมาะกับผู้ที่อยู่คนเดียวได้อย่างตลอดชีวิตเพราะสิ่งสำคัญคือปัจจัย 4 ที่ล้วนแล้วเกิดจากเกื้อกูลของคนหลายคน บางครั้งการอยู่อย่างโดดเดี่ยวไม่ยุ่งกับอาจเป็นทางเลือกเพื่อหลีกหนีความวุ่นวายได้ ทว่าอย่าลืมว่าความเหงานั้นเกิดขึ้นได้เสมอและเมื่อเกิดเรื่องคราวจำเป็นใครจะมาช่วยเหลือได้ถ้าไม่ใช่เพื่อนที่รู้จักคบหา สำหรับเพื่อนนั้นอาจจะหาง่ายในหมู่สังคมที่มากหน้าหลายตาแต่เพื่อนแท้หายากที่สุดเป็นหนึ่งมิตรชิดใกล้ที่ไม่ว่าจะยากเย็นแสนเข็ญแค่ไหนถ้าพร้อมก็จะพร้อมไปด้วยกันไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังแน่นอน ดูได้จากการกระทำของดริสส์ที่กลับเนื้อกลับตัวเป็นคนใหม่โดยสมบูรณ์เพราะฟิลิปป์ ในขณะที่ฟิลิปป์เองยังได้รู้จักโลกที่ตัวเองไม่เคยได้เจอเพราะดริสส์ แล้วจะมีอะไรซาบซึ้งไปกว่าคำว่าเพื่อนรู้ใจล่ะ ดูแล้วอยากจะร้องไห้เบาๆกับมิตรภาพทั้งสองจริงๆ

ส่วน Migrant คือ บุคคลที่ย้ายถิ่นฐานเพื่อแสวงหาชีวิตความเป็นอยู่หรืออาชีพการงานที่ดีกว่าเดิม ซึ่งผู้อพยพสามารถเดินทางกลับบ้านเกิดเมืองนอนได้และรัฐบาลยังรับรองคุ้มครองความเป็นพลเมืองอยู่

ทั้งนี้ ปลายทางของผู้ลี้ภัยและผู้อพยพมักเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว เนื่องจากพวกเขาต้องการโอกาสในชีวิตที่ดีกว่าเดิม …นั่นคือเหตุผลที่ว่า ทำไมยุโรปจึงเป็นเป้าหมายหลักของผู้ลี้ภัยและผู้อพยพจากทั่วโลก

อย่างไรก็ดี คลื่นมนุษย์ผู้ลี้ภัยและอพยพหลั่งไหลเข้ายุโรปนั้นไม่ได้เกิดขึ้นแค่ปีสองปีที่ผ่านมา

หากย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์ร่วมสมัยนับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 1 เยอรมนีและฝรั่งเศสคือ ประเทศที่มีผู้อพยพย้ายถิ่นเข้ามาตั้งรกรากเป็นจำนวนมาก

กรณีเยอรมนี ผู้อพยพส่วนใหญ่มาจากตุรกีที่ข้ามแดนเข้ามาเยอรมนีตะวันตกช่วงระหว่างทศวรรษที่ 1960-1970

ชาวเติร์กเหล่านี้เริ่มต้นจากการเป็นแรงงานราคาถูกในโรงงานอุตสาหกรรมหนัก หลังจากนั้นพวกเขาก็เริ่มลงหลักปักฐานจนกลายเป็น “ดอยช์แมน” ในที่สุด

ตัวอย่างที่เห็นชัดเจน คือ นักฟุตบอลทีมชาติเยอรมนีที่มีนักเตะเชื้อสายเติร์กหลายคน เช่น เมเมต โชล (Mehmet School) เมซุต โอซิล (Mesut Ozil) หรือ เอ็มเร่ ชาน (Emre Can) เป็นต้น

ส่วนวงการฟุตบอลฝรั่งเศส เราได้เห็นนักฟุตบอลทีมชาติฝรั่งเศสจำพวก “ลูกครึ่ง” ผิวสีที่มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นับตั้งแต่ยุคของ ฌอง ติกาน่า (Jean Tikana) ที่เกิดในประเทศมาลีแต่มาเติบโตและค้าแข้งในฝรั่งเศส เรื่อยมาจนถึงยุคของ “ซิซู” ซีเนดีน ซีดาน (Zinedine Zidane) โคตรบอลฝรั่งเศสเชื้อสายแอลจีเรีย มาเซล เดอซาลยี (Marcel Desailly) กองหลังระดับโลกเชื้อสายกานา เทียรี อองรี (Thierry Henry) ลิลยอง ตูราม (Lilian Thuram) สองตำนานที่มีเชื้อสายจากหมู่เกาะแถบแคริบเบียน พาทริซ เอฟรา (Patrice Evra) อดีตกัปตันทีมชาติฝรั่งเศสที่มีเชื้อสายเซเนกัล จนกระทั่งล่าสุด มามาดู ซาโก้ (Mamadou Sakho) ปราการหลังทีมชาติฝรั่งเศส เชื้อสายเซเนกัลอีกเช่นกัน

นักฟุตบอล “ผิวสี” เหล่านี้ ล้วนมาจากครอบครัวผู้อพยพทั้งสิ้น ซึ่งท้ายที่สุด พวกเขากลายเป็นพลเมืองฝรั่งเศสเต็มตัวและก้าวขึ้นไปรับใช้ทีมชาติ บางรายได้รับเกียรติสูงสุดให้เป็นกัปตันทีมชาติก็มี

…ฟุตบอลในฝรั่งเศสจึงเป็นกีฬาที่แสดงให้เห็นการผสมกลมกลืนและ “มิตรภาพ” ที่ไม่แบ่งแยกเชื้อชาติ ผิวสีและต้นกำเนิดได้เป็นอย่างดี

การผสมผสานกันระหว่างวัฒนธรรมของคนพื้นถิ่นกับคนต่างถิ่นยังปรากฏให้เห็นในภาพยนตร์เช่นกัน โดยเฉพาะในปี 2011 มีภาพยนตร์ฝรั่งเศสเรื่องหนึ่งชื่อ The Intouchables ที่กวาดรายได้ถล่มทลายกว่า 345 ล้านยูโร เนื่องจากเป็นหนัง Feel good ที่ดูง่ายและแฝงด้วยข้อคิดเรื่องการอยู่ร่วมกันระหว่างเพื่อนมนุษย์

แก่นของ The Intouchables ฉายให้เห็นการก่อตัวของมิตรภาพระหว่างคนสองคนที่แตกต่างกันทั้งชาติกำเนิด ผิวสี ฐานะ ระดับการศึกษา และรูปแบบการใช้ชีวิต

ฟิลลิป (นำแสดงโดยดาราดังฝรั่งเศส ฟรังซัวร์ ครูเซต Francois Cluzet) มหาเศรษฐีผู้พิการจากอุบัติเหตุ ทำให้เขาเป็นอัมพาตเกือบทั้งตัว แต่โชคดีที่สมองยังสามารถสั่งการได้ ฟิลลิปต้องการผู้ช่วยพยาบาลผู้ชายมาช่วยดูแลเขาให้สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้เหมือนปกติ

ด้วยความเป็นเศรษฐีมีเงิน ทำให้เขาเป็นคนเอาแต่ใจ จนไม่มีผู้ดูแลคนไหนทนกับพฤติกรรมเจ้าอารมณ์ของเขาได้

จนกระทั่งมาเจอ “ดริส” (นำแสดงโดยดาราฝรั่งเศสผิวสี โอมาร์ ซี Omar Sy) หนุ่มเซเนกัลที่อพยพมาอยู่ปารีสตั้งแต่เด็ก ดริสใช้ชีวิตแบบไร้อนาคต หากินกับเงินสงเคราะห์ของรัฐ พัวพันกับแก๊งลักเล็กขโมยน้อย ภาพดริสจึงเป็นคนอันตราย หัวขโมย ชอบใช้กำลัง “ห่าม” ไว้ใจไม่ได้ และไร้ซึ่งรสนิยมแบบผู้ดีฝรั่งเศส

บทหนังเรื่องนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากชีวิตจริงของมหาเศรษฐีฝรั่งเศสและคนดูแลเชื้อสายเฟรนช์แอลจีเรีย ซึ่ง โอลิเวอร์ นาแคชเช (Oliver Nackache) และ อีริก โทลดาโน (Eric Toledano) สองผู้กำกับหนุ่มชาวฝรั่งเศสถ่ายทอดเรื่องราวนี้ผ่านมุมมองที่เต็มไปด้วยมิตรภาพอันอบอุ่น

จริงๆ แล้วหนังแนวมิตรภาพต่างเชื้อชาติที่กระเดียดไปทาง “เหยียดผิว” ตอนเปิดเรื่องนั้น เคยมีหนังเรื่อง Driving Miss Daisy (1989) ซึ่งได้รางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจากเวทีออสการ์ในปี 1990

ดู Star Wars อย่างไรให้ได้เรื่องและสนุก

การมาถึงของดิสนีย์ พลัส ฮ็อตสตาร์ (Disney+ Hotstar) ไม่ได้มีความหมายแค่เปิดตัวผู้ให้บริการสตรีมมิงอีกรายเท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสที่จะได้ชมภาพยนตร์ภาคต่อหลาย ๆ เรื่องในแบบครบชุด หรือได้ดูหนังที่ทำกันเป็นจักรวาลได้ทุกเรื่องสักที เช่น หนังในจักรวาลภาพยนตร์มาร์เวล หรือหนังชุด X-Men และแน่นอนหนังชุด Star Wars ที่ไม่ได้มีแค่ 9 เรื่องจาก 3 ไตรภาค แต่ยังมีหนังตอนแยก เช่น Rogue One: A Star Wars Story หรือ Solo: A Star Wars Story แอนิเมชันซีรีส์ Star Wars: The Clone Wars และล่าสุดกับซีรีส์ The Mandalorain

ที่หากไม่เคยสัมผัสกับแกแล็กซีที่อยู่ไกลโพ้น ของ Star Wars และอยากรับรู้เรื่องราว ก็คงต้องมานั่งคิดเหมือนกันว่า กับหนัง กับซีรีส์ กับแอนิเมชันซีรีส์ ของหนังชุดนี้ที่มีอยู่ใน ดิสนีย์พลัส ฮ็อตสตาร์ ควรจะเริ่มต้นจากตรงไหนกันดี

หนัง Star Wars เรื่องแรกที่ออกฉายก็คือ Star Wars: Episode IV

เรียงตามปีที่ออกฉาย

วิธีที่ง่าย สะดวกที่สุด และเหมาะเหลือเกินสำหรับแฟนรุ่นใหม่ ที่จะได้อารมณ์ใกล้เคียงกับแฟนหนังรุ่นแรกแตกเปลี่ยว

ดูหนังออนไลน์ฟรี ได้สัมผัสเซอร์ไพรส์ที่ซ่อนอยู่ในเรื่อง โดยไม่ถูกเฉลยไปก่อน เพราะหนังสามไตรภาคชุดนี้ ไม่ได้สร้างเรียงตามลำดับ 1-2-3 แล้วยังได้เห็นวิวัฒนาการของโปรดักชั่น เทคนิกพิเศษต่าง ๆ ตลอดจนรูปแบบของการแสดงที่เปลี่ยนไป ซึ่งเรียงลำดับการชมได้ตามนี้
  • Star Wars: Episode IV — A New Hope (1977)
  • Star Wars: Episode V — The Empire Strikes Back (1980)
  • Star Wars: Episode VI — Return of the Jedi (1983)
  • Star Wars: Episode I — The Phantom Menace (1999)
  • Star Wars: Episode II — Attack of the Clones (2002)
  • Star Wars: Episode III — Revenge of the Sith (2005)
  • Star Wars: The Clone Wars ** (2008-2020)
  • Star Wars Rebels ** (2014-2018)
  • Star Wars: Episode VII — The Force Awakens (2015)
  • Rogue One: A Star Wars Story * (2016)
  • Star Wars: Episode VIII —The Last Jedi (2017)
  • Star Wars: Resistance ** (2018-2020)
  • Solo: A Star Wars Story * (2018)
  • Star Wars: Episode IX — The Rise of Skywalker (2019)
  • The Mandalorian *** (2019-ปัจจุบัน)

เรียงตามเวลาในเรื่อง

     เพราะหนัง Star Wars เรื่องแรกไม่ใช่เรื่องที่เป็นจุดเริ่มต้น จากนั้นก็ย้อนไปหาเรื่องราวก่อนหน้า ก่อนจะโดดมาหาหนังไตรภาคที่สาม ทำให้ถ้าชมแบบตามวันเวลาออกฉาย เนื้อหาจะไม่ได้เรียงต่อเนื่อง การชมโดยเรียงตามเวลาของเรื่อง จึงน่าจะทำให้เข้าใจเนื้อหาได้ง่าย ที่สำคัญได้เห็นพัฒนาการของตัวละคร ไม่ว่าจะเป็น อนาคิน สกายวอล์คเกอร์ (Anakin Skywalker) ที่เปลี่ยนแปลงจากเด็กใส ๆ กลายเป็นนักสู้ผู้มีปัญหาในจิตใจ แล้วก็เป็นตัวร้ายของเรื่อง หรือการเปลี่ยนแปลงของโอบี-วัน เคโนบี (Obi-Wan Kenobi) จากลูกศิษย์หัวดื้อ ไปเป็นเจไดคนสำคัญ

  • Star Wars: Episode I — The Phantom Menace

  • Star Wars: Episode II — Attack of the Clones

  • Star Wars: The Clone Wars **

  • Star Wars: Episode III — Revenge of the Sith

  • Solo: A Star Wars Story *

  • Star Wars Rebels **

  • Rogue One: A Star Wars Story *

  • Star Wars: Episode IV — A New Hope

  • Star Wars: Episode V — The Empire Strikes Back

  • Star Wars: Episode VI — Return of the Jedi

  • The Mandalorian ***

  • Star Wars: Resistance **

  • Star Wars: Episode VII — The Force Awakens

  • Star Wars: Episode VIII —The Last Jedi

  • Star Wars: Episode IX — The Rise of Skywalker

เรียงตามลำดับแบบมาเชเต

     พูดถึงมาเชเต (Machete) หลาย ๆ คนคงนึกถึงตัวละครที่รับบทโดย แดนนี เทรโฮ (Danny Trejo) ซึ่งทำให้งงไปกันใหญ่ว่า มาเกี่ยวข้องอะไรกับหนัง Star Wars ซึ่งจริง ๆ แล้วมาเชเต ณ.ที่นี้ มาจากชื่อบล็อก nomachetejuggling.com ของ ร็อด ฮิลตัน (Rod Hilton) ที่พยายามหาทางแก้ปัญหาการชมหนังชุด Star Wars  ดิสนีย์ พลัส ฮ็อตสตาร์ แบบเรียงตามเรื่องราว ที่ทำให้จุดหักมุมใน Star Wars: Episode V — The Empire Strikes Back ถูกเฉลยออกมาก่อนเวลา ซึ่งทางออกที่ฮิลตันมองก็คือ เปิดด้วยหนังต้นฉบับสองเรื่องแรกก่อน จากนั้นค่อยไปหนังไตรภาคแรก ที่จะพาไปพบความเป็นมาของดาร์ธ เวเดอร์ (Darth Vader)

10 ดีเอโก ลูนา จาก Rogue One: A Star Wars Story จะกลับมารับบทเดิมอีกครั้งใน Star Wars Andor

 แต่การแก้ปัญหาของฮิลตัน ก็ทำให้เกิดอีกปัญหาหนึ่งตามมาก็คือ เขาเลือกที่จะ ทิ้ง Star Wars: Episode I — The Phantom Menace ไป เพราะ “สาเหตุที่ผมข้าม Episode I ไม่ใช่เพราะหนังมันแย่ แต่เพราะเรื่องมันดูหลุดจากเรื่องอื่น ๆ” ซึ่งการคิดแบบนี้ ทำให้หนังชุด Star Wars คือเรื่องของ ลุค สกายวอล์กเกอร์ (Luke Skywalker) ไม่ใช่เวเดอร์ และแก่นเรื่องจะว่าด้วย เด็กหนุ่มสกายวอล์กเกอร์ ผู้รับภาระอันหนักอึ้ง ในการปกป้องแกแล็กซี และดึงพ่อของเขาออกมาจากด้านมืด ฮิลตันเสริมด้วยว่า หนัง Episode I ไม่ได้เติมอะไรให้กับเรื่องราวทั้งหมดเลย และทุกอย่างของหนังถูกสรุปเอาไว้แล้วในฉากเปิดด้วยตัวอักษรที่ลอยไปในอวกาศของ Episode II และนี่คือการเรียงลำดับแบบมาเชเต ที่ว่ากันเฉพาะหนังใหญ่หลักล้วน ๆ

  • Episode IV: A New Hope
  • Episode V: The Empire Strikes Back
  • Episode II: Attack of the Clones
  • Episode III: Revenge of the Sith   
  • Episode VI: Return of the Jedi       

จากนั้นปิดด้วยหนังสามเรื่องของไตรภาคสุดท้าย 

     นอกจากการชมตามลำดับแบบมาเชเตแล้ว ยังมีการชมตามลำดับแบบหนัง The Godfather อีกด้วย โดยจะมีการใส่ Episode I: The Phantom Menace เข้ามาระหว่าง Episode V: The Empire Strikes Back กับ Episode II: Attack of the Clones ซึ่งทำให้เซอร์ไพรส์ที่อยู่ใน The Empire Strikes Back ไม่ถูกเฉลยก่อน แล้วความเป็นมาของอนาคิน สกายวอล์กเกอร์ (หรือตัวหนังทั้งหมด) ก็อยู่ครบ ส่วนการปิดด้วย Return of the Jedi (แล้วก็ตามด้วยหนังไตรภาคสุดท้าย) ก็ทำให้เรื่องราวของอนาคินและลุคที่ถูกเล่าขนานกันมาตลอดหลัง Empire Strikes Back บรรจบกันได้ในท้ายที่สุด เพราะการจัดเรียงแบบนี้คล้าย ๆ กับการเล่าเรื่องของ The Godfather ที่ภาคสองนำเสนอเรื่องราวในอดีตกับปัจจุบันขนานกันไป เลยถูกเรียกว่า เป็นการเรียงลำดับแบบ The Godfather

เรียงลำดับกับหนังใหม่ที่จะมีให้ได้ชมกัน

     นอกจากงานที่ออกฉายและมีให้ชมกันในดิสนีย์ พลัส ฮ็อตสตาร์ ซึ่งล่าสุดก็คือ Star Wars: The Bad Batch ลูคัสฟิล์ม (LucasFilm) มีแผนจะปล่อยเรื่องราวในโลกของ Star Wars ออกมาอย่างต่อเนื่อง โดยวางกำหนดฉายหนังใหญ่ไว้ในเดือนธันวาคมปี 2022, 2024 และ 2026 ที่ทั้งสามเรื่องนี้รายละเอียดต่าง ๆ

ยักษ์ (Yak: The Giant King) สหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล

ยักษ์ Yak : The Giant King

“มี รามเกียรติ์ เกิดขึ้นใหม่ทุกวัน ทุกแห่งหน ทุกผู้คน ไม่เว้นแม้แต่ในโลกของหุ่นยนต์”

“สหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล / บ้านอิทธิฤทธิ์ ซูเปอร์จิ๋ว / เวิร์คพอยท์ พิคเจอร์ส”

สุดภูมิใจที่ได้ร่วมกันสร้างฝันครั้งใหญ่ยิ่งกับอภิมหากาพย์ภาพยนตร์แอนิเมชั่นไทยที่มีชื่อสั้นๆ ว่า

“ยักษ์”

ด้วยแรงบันดาลใจในตัวละครคลาสสิกจากมหากาพย์รามายณะ ราม, หนุมาน, ทศกัณฐ์ ฯลฯ

จุดประกายไอเดียให้เขียนเรื่องขึ้นมาใหม่ก่อนกำกับทุกภาพให้โลดแล่นเป็นการ์ตูนโดย

“ประภาส ชลศรานนท์”

พร้อมร่วมเดินทางสร้างสรรค์จินตนาการภาพและเสียงให้เคลื่อนไหวอย่างมหัศจรรย์

จากหลากหลายศิลปินแห่งยุคในแขนงต่างๆ  ดูหนังไทย มาร่วมเนรมิต “ยักษ์” ที่เรารักให้แผลงฤทธิ์บนผืนโลกใบนี้

4 ตุลาคมนี้ ถึงเวลาที่เรามั่นใจและเชื่อว่าทุกคนจะรัก “ยักษ์” เหมือนที่เรา “รัก”

หลังสงครามอันยิ่งใหญ่ระหว่าง “หุ่นกระป๋องฝ่ายราม” กับ “หุ่นยักษ์ฝ่ายทศกัณฐ์” จบลงแบบล้างเผ่าพันธุ์ปล่อยทิ้งให้สนามรบกลายเป็นเพียงสุสานซากเศษโลหะและเป็นขุมทรัพย์ให้กับบรรดาหุ่นค้าของเก่า และแล้วเรื่องราวมิตรภาพและการเดินทางผจญภัยของเจ้าหุ่นยนต์ 2 ตัวที่ดูๆ ไปแล้วไม่มีสิ่งใดที่จะเหมือนกันสักนิดเดียวก็ได้เริ่มต้นขึ้นในอีกหลายล้านวันต่อมา

เจ้าหุ่นตัวหนึ่งใหญ่ยักษ์สมร่างชื่อ “น้าเขียว” บ่งบอกตามลักษณะสีอันเป็นเอกลักษณ์ดูน่าเกรงขาม กับ “เจ้าเผือก” หุ่นกระป๋องมินิตัวเล็กประเมินจากสภาพจากพวกค้าหุ่นยนต์เก่าบอกได้คำเดียวว่าไร้ราคา แต่กลับกลายเป็นว่าเจ้าหุ่น 2 ตัวต่างตื่นขึ้นมาจากการถูกขุดขึ้นพร้อมกับสภาวะหน่วยความจำเสื่อม ไม่จำอดีต ไม่รู้อนาคต แถมยังมีโซ่พิเศษที่ตัดเท่าไหร่ก็ตัดไม่ขาดผูกล่ามติดกัน

หนำซ้ำงานนี้พอทั้งคู่ตื่นขึ้นมาก็อาละวาดซะจนเมืองขายของเก่ากระเจิดกระเจิงราบเป็นหน้ากลอง  ทำให้ทั้งคู่ต้องหนีและกลายเป็นร่วมผจญภัยไปด้วยกันอย่างไม่มีทางเลือก ทีแรกดูเผินๆ ต่างฝ่ายต่างเป็นส่วนเกินของกันและกัน แต่ตลอดการเดินทางกลับมีเรื่องราวหลากหลายเกิดขึ้นทำให้ทั้งคู่กลายเป็น “ฮีโร่” ซูเปอร์จิ๋ว โดยไม่รู้ตัว สร้างความผูกผันให้กับทั้งน้าเขียวและเจ้าเผือกก่อเกิดเป็นมิตรภาพที่ทำให้ส่วนเกินกลายแปรเปลี่ยนเป็นส่วนเติมเต็มสิ่งที่ขาดหายไปของทั้งคู่ และจนวันหนึ่งที่พวกเขาพร้อมจะเป็นเพื่อนสนิทด้วยความเต็มใจ กลับเป็นวันที่ต้องรู้ว่า แท้จริงแล้วตัวตนของพวกเขาคือใคร  หน้าที่และภารกิจที่ได้รับมอบหมายจะต้องดำเนินต่อไป ทำให้ต้องเลือกระหว่าง “มิตรภาพ” กับ “หน้าที่” สิ่งใดสำคัญกว่ากัน

สิ่งละอันพันละน้อยหลอมรวมเป็นแอนิเมชั่นชวนยิ้ม “ยักษ์”

ที่มา: 

  • ก่อนจะใช้ชื่อว่า “บ้านอิทธิฤทธิ์” บริษัทนี้เคยเกือบจะได้ใช้ชื่อว่า “ฤาษี” 
  • “จิก ประภาส” และ “เอ็กซ์ ชัยพร” มีความชอบในลายเส้นของ “รงค์” (ณรงค์ ประภาสะโนบล) นักเขียนการ์ตูนในหนังสือ “ชัยพฤกษ์การ์ตูน” เหมือนกันโดยไม่ตั้งใจ
  • จุดเริ่มต้นของการนำ “รามเกียรติ์” มาสร้างเป็นแอนิเมชั่นเกิดจากขั้นตอนการประชุมทีมงานเพื่อวางเรื่อง แต่มีคนๆ หนึ่งเขียนชื่อลงไปในกระดาษผิดจาก “รามเกียรติ์” เป็น “รามเกียร์” เลยได้ไอเดียว่าถ้าเป็นโลกของหุ่นยนต์ขึ้นมาจะเป็นอย่างไร
  • ชื่อเรื่อง “ยักษ์” นี้ ประภาสไม่เคยคิดเป็นชื่ออื่นเลย เพราะพอได้ไอเดียว่าเป็น “รามเกียรติ์” แล้ว ตัวละครแรกที่ตั้งใจใช้เป็นตัวเอกก็คือ “ทศกัณฐ์” เพราะเป็นตัวละครที่เขาชอบมากที่สุด จนถึงกับเอามาตั้งเป็นชื่อรายการ “เกมทศกัณฐ์” จนโด่งดังมาแล้ว เหตุที่ชอบเพราะรู้สึกว่าเป็นตัวละครที่น่าสนใจ และทึ่งกับความคิดสร้างสรรค์ของการออกแบบให้มี 10 หน้า 20 แขน 20 มือ

 

ตัวละคร:

  • ต้นแบบของตัวละครในเรื่อง “ยักษ์” มาจากหุ่นยนต์ที่ “เอ็กซ์ ชัยพร” ออกแบบไตเติลให้ “เวิร์คพอยท์ฯ” เมื่อ 8 ปีก่อน ในตอนจบของรายการเป็นหุ่นยนต์ตัวหนึ่งที่เดินมาแล้วแปลงแขนเป็นอาวุธสงคราม มันเอากองขยะมาประกอบจนเขียนคำว่าเวิร์คพอยท์ ไตเติลนี้ใช้เพียงไม่กี่ครั้ง ประภาสก็ให้ถอดออกเพราะจะเก็บไว้ทำแอนิเมชั่นต่อ
  • “หนุมาน” คือตัวละครที่ออกแบบยากที่สุด มีการปรับแก้หลายครั้งกว่าจะได้หน้าตาที่ดูเป็น “ฮีโร่” มากขึ้น
  • ตัวละครบางตัวมีการดึงลักษณะเด่นของนักแสดงผู้พากย์เสียงมาเป็นส่วนหนึ่งของรูปลักษณ์ตัวละครด้วย เช่น “หนุมาน” จะแตกต่างจากหุ่นยนต์ตัวอื่น ตรงที่หุ่นตัวอื่นจะมีเสาอากาศไว้รับคำสั่งจาก “ราม” เพียงเสาเดียว แต่หนุมานจะมีสามเสาดูคล้ายทรงเดดร็อกทรงผมของ “เสนาหอย” / “นกสดายุ” ออกแบบโดยอิงจาก “เหมี่ยว ปวันรัตน์” แง่สีผิวและผมม้า / “ก๊อก” หุ่นขายของเก่าก็ออกแบบมาจาก “แจ๊ป เดอะริชแมนทอย” 
  • ตัวละครต่างๆ ในเรื่องนี้ได้ใส่รายละเอียดความเป็นไทยแฝงลงไปด้วยเช่น คิ้วของตัวละครเป็นคิ้วหยักๆ ได้ต้นแบบมาจากหัวโขน  ตัวละครอย่าง “กุมภกรรณ” มีรอยสักรูปทศกัณฐ์ที่หน้าอก แต่รอยสักของโลกหุ่นยนต์จะไม่เหมือนกับของคนสักของหุ่นจะเอาเหล็กมาแล้วก็ยิงตะปูติด
  • หน้าท้องของตัวละคร “ทศกัณฐ์” ออกแบบมาจากท้องแมลง นอกจากเพื่อความสวยงามแล้ว ข้อดีคือมันสามารถงอเหมือนหุ่นจริงๆ
  • ตัวละครหลักในเรื่องนี้ตัวที่ไม่ได้อ้างอิงมาจาก “รามเกียรติ์” คือ “น้องสนิม” 
  • “น้องสนิม” เป็นอีกหนึ่งตัวละครที่ทำกันหลายรอบ เพราะเป็นหุ่นยนต์ผู้หญิง ต้องออกแบบให้น่ารักนั้นทำได้ยาก ก่อนหน้านี้น้องสนิมเคยมีหน้าตาที่ดูน่ากลัวมากเพราะหน้าเป็นสนิมไปหมด
  • ตัวละคร “บรู๊คส์” นักไต่เขา เป็นตัวละครที่ตั้งใจออกแบบให้เหมือน “โน้ต อุดม” โดนตอนแรกทีมงานจะใส่จมูกอันเป็นเอกลักษณ์ลงไปแต่ไม่เข้ากับหน้าหุ่นยนต์เลยเอาออก แต่ถึงอย่างนั้นก็ออกมาคล้ายมากอยู่ดี
  • ส่วนชื่อบรู๊คส์นั้น ประภาสตั้งชื่อนี้ เพราะมีความประทับใจมาจากตัวละครบรูกส์ในหนังเรื่อง “The Shawshank Redemption” (1994 
  • คาแร็กเตอร์ที่หาเสียงยากสุดคือตัว “น้าเขียว” หรือ “ทศกัณฐ์” เพราะว่ายักษ์ต้องมีทั้งความน่ากลัว เสียงต้องใหญ่ แต่พอติงต๊องก็เสียงต้องน่าสงสารด้วย จนสุดท้ายมาลงตัวที่ “หนุ่ม สันติสุข” 
  • จริงๆ แล้วคาแร็กเตอร์ทั้งหมดในเรื่องมีอีกเป็นพันตัวเวลาที่ตัวละครเดินทางไปแต่ละเมืองเราก็จะเห็นดีไซน์ของหุ่นที่ไม่เหมือนกัน เมืองแต่ละเมืองก็จะมีสัญลักษณ์บางอย่าง เช่นเมืองที่เป็นเซียงกง เมืองนี้ก็จะเป็นเมืองที่เป็นสนิมๆ ไม่ค่อยสมบูรณ์  และพอเข้าไปโรงไฟฟ้าก็จะเป็นอีกเมืองหนึ่งก็จะเป็นอีกสีหนึ่ง 

ฉาก:

  • ฉากที่ใช้เวลาทำนานที่สุดจะเป็น “ฉากมหาสงคราม” ที่ใช้เวลานานเพราะว่าเป็นฉากแรกที่ทีมงานเริ่มทดลองทำ ใช้เวลาประมาณครึ่งปีสำหรับฉากแค่ 4 นาที (ในตอนแรกฉากนี้มีความยาวถึง 14 นาที)

  • “ฉากเชียงกง” เป็นตลาดที่ใช้ขายอะไหล่ให้หุ่นยนต์ตัวอื่นได้มาซื้อเปลี่ยน ฉากนี้มีต้นแบบมาจากตลาดเซียงกงจริงๆ ที่ขายอะไหล่รถยนต์ เครื่องยนต์ต่างๆ ในบ้านเรา

  • การออกแบบอาร์ตไดเร็กชั่นในเรื่องนี้มีความเป็นไทยสูง อย่างบรรยากาศท้องฟ้าในเรื่อง ชัยพรตั้งใจออกแบบให้มีสีสันที่เหมือนการใส่บาตรตอนเช้า

  • “ฉากยักษ์ตื่น” เป็นฉากที่มีความสนุกสนานอลม่าน เหตุการณ์ป่วนๆ เกิดขึ้นหลังจากที่ “ทศกัณฐ์” และ “หนุมาน” ตื่นขึ้นจากการหลับมานาน แต่ความยากของแอนิเมเตอร์ในฉากนี้คือต้องทำชาวเมืองนับร้อย และแต่ละตัวต่างกันหมดทั้งหน้าตาและการเคลื่อนไหว แถมยังมีบ้านเรือนเป็นฉากมากมายอีกด้วย

  • “ฉากปาหี่ของกุมภกรรณ” การจัดแสงต่างๆ ได้ไอเดียมาจากงานคอนเสิร์ตของจริงความยากของฉากนี้นอกจากจะมีตัวละครนับร้อย ทำให้จัดแสงไฟได้ยาก และตัวละครทุกตัวต้องมีชีวิตของตัวเองไมได้ขยับตัวเหมือนๆ กัน

  • “ฉากฟาร์มแม่เหล็ก” ฉากนี้ใช้การออกแบบง่ายๆ แต่ทรงพลัง โดยออกแบบให้เป็นแม่เหล็กเกือกม้าใหญ่ๆ อันเดียวเพื่อสื่อความหมาย แม่เหล็กนี้ไว้ใช้เปลี่ยนเหล็กให้กลายเป็นแม่เหล็ก และใช้ผลิตกระแสไฟไฟฟ้าให้กับเมืองหุ่นยนต์ เมื่อหุ่นยนต์ที่เข้าใกล้แม่เหล็กก็จะถูกดูดเข้าไป ฉากนี้เป็นฉากที่น่าตื่นเต้นน่ารอชมอีกฉาก

  • “ฉากตัดโซ่” ในเรื่องนี้จะเห็นสถานการณ์ที่เผือกและเขียวพยายามจะตัดโซ่ออกจากกันหลายครั้ง คนดูจะได้สนุกไปกับสถานการณ์หลากหลาย เบื้องหลังการสร้างนั้นยากมาก ฉากนี้มีประมาณ 6-7 ฉากในเวลาไม่ถึง 1 นาที แต่ฉากหนึ่งใช้เวลาเฉลี่ยแล้วประมาณ 4-6 เดือน

  • “โซ่” ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมากในเรื่องนี้เป็นจุดที่ยากมากเช่นกัน เพราะต้องใช้การสร้างงานซิมูเลชั่น (การเคลื่อนไหวที่สร้างขึ้นในคอมพิวเตอร์) มาทำให้โซ่เคลื่อนไหวได้สมจริง เป็นจุดที่ยากมากที่สุดจุดหนึ่งในเรื่อง เพราะตอนแรกยังไม่มีเทคโนโลยีการเขียนสคริปต์ให้คอมพิวเตอร์คำนวณ ต้องใช้แอนิเมเตอร์ค่อยๆ ขยับ จนเกือบทำแอนิเมเตอร์ถอดใจลาออกกันหลายคน จุดที่ยากที่สุดคือต้องทำให้โซ่ไปพันเสาให้ได้ใน “ฉากฟาร์มแม่เหล็ก”

รามเกียรติ์:

ในแอนิเมชั่นเรื่อง “ยักษ์” นี้เป็นการนำ “รามเกียรติ์” มาเล่าในรูปแบบใหม่ มีการอิงจากเรื่องต้นฉบับและมีจุดที่มาแต่งเติมความคิดสร้างสีสันหลายจุด มีทั้งจุดที่เหมือนและแตกต่างได้แก่

  • หางของ“หนุมาน” ที่ยืดออกมาเป็นโซ่ได้ยาวๆ อิงมาจากฤทธิ์เดชของหนุมานที่สามารถยืดหางยาวจนพันรอบภูเขาได้

  • “กุมภกรรณ” ในแง่ของวรรณคดีแล้วมีกายสีเขียว มีศักดิ์เป็นน้องแท้ๆ ของ “ทศกัณฐ์” มีอาวุธร้ายประจำกายคือ “หอกโมกขศักดิ์” แต่ในเรื่องนี้จะมีร่างกายสีแดง เป็นพ่อค้าปาหี่ซึ่งหลงใหลทศกัณฐ์  และแน่นอนในเรื่องนี้มีปืนโมกขศักดิ์ เป็นอาวุธประจำกายเช่นกัน

  • “สดายุ” ตามเรื่องรามเกียรติ์ คือ “พระยาสดายุ” เป็นพญานก กายสีเขียว เป็นเพื่อนกับ “ท้าวทศรถ” วันหนึ่งสดายุพบทศกัณฐ์อุ้มนางสีดาเหาะมา นางสีดาเรียกให้ช่วย สดายุจึงเข้าต่อสู้กับทศกัณฐ์ แต่ในเรื่องนี้สดายุเป็นเครื่องบินรบสมัยสงคราม เป็นเครื่องบินของกองทัพทศกัณฐ์ ในฉากแรกเราจะเห็นบินกันเป็นฝูงๆ แต่เมื่อเรื่องดำเนินมาถึงตรงกลางเรื่อง นกสดายุเครื่องบินรบเก่าที่เหลืออยู่เพียงลำเดียวก็ออกมาแสดงความสนุก

ยักษ์ในต่างแดน:

  • ทีมงานส่วนใหญ่ของแอนิเมชั่น “ยักษ์” ตั้งแต่ผู้สร้าง, ผู้กำกับ, คนเขียนบท, นักแสดง, คนทำดนตรีประกอบ, มือตัดต่อ, ศิลปิน, รวมไปถึงทีมแอนิเมเตอร์ตลอดจนทีมงานเบื้องหน้าเบื้องหลังทั้งหมด ฯลฯ ยกเว้น “ทอดด์ ทองดี” ที่รับผิดชอบในการควบคุมกำกับการพากย์เวอร์ชั่นเสียงภาษาอังกฤษ พบว่าทีมงานทุกคนล้วนถือสัญชาติไทยและมีบัตรประชาชนเป็นคนไทยแทบทั้งสิ้น

  • “การเดินทางของยักษ์ในต่างแดน” เริ่มต้นขึ้นก่อนที่ตัวหนังฉบับสมบูรณ์จะเสร็จสิ้นโดยมีการนำภาพบางส่วนจากภาพยนตร์ไปฉายใน “เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์” ที่ผ่านมารวมไปถึงดินแดนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นเจ้าตำรับของอุตสาหกรรมแอนิเมชั่นอย่างประเทศ “ญี่ปุ่น” และ “อเมริกา” 

  • เจ้าของลายเส้นการ์ตูนยักษ์อย่าง “เอ็กซ์ ชัยพร” ถึงกลับปลื้มสุดๆ เมื่อมีชาวญี่ปุ่นที่เป็นนักเขียนการ์ตูนชื่อดังได้กล่าวแสดงความชื่นชมผลงานหลังจากที่ได้ชมภาพยนตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งรู้สึกประทับใจกับการเคลื่อนไหวของตัวยักษ์ พร้อมกับแสดงท่าทีสนใจอยากร่วมงานด้วย

  • อีกหนึ่งความสำเร็จที่เกิดขึ้นล่าสุดสดๆ ร้อนๆ และถือได้ว่าเป็นนิมิตหมายที่ดีจากการเปิดเผยล่าสุดจาก “เสี่ยเจียง” หัวเรือใหญ่ของ “สหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล” ว่าแอนิเมชั่น “ยักษ์” ได้มีการตอบรับเซ็นสัญญาซื้อขายไปบ้างแล้วจากบางประเทศที่มีโอกาสได้ชมภาพยนตร์อย่าง “รัสเซีย” และ “เกาหลี” ในขณะที่ “ญี่ปุ่น” และ “อเมริกา” เองกำลังอยู่ในระหว่างเจรจาและมีทีท่าสนใจไม่ใช่น้อย

  • สร้างความแปลกใจและตื่นตะลึงไปมิใช่น้อยเมื่อหลายๆ ชาติที่มีโอกาสได้ชม “ยักษ์” และรู้ว่านี่คือผลงานแอนิเมชั่นสัญชาติไทยที่ทำโดยฝีมือคนไทย

9 ผลงานสุดปังของ หยางหยาง ที่ไม่ควรพลาด คัดมาแล้วว่าเด็ด

หยางหยาง

นาทีนี้ไม่มีใครไม่รู้จัก พระเอกหนุ่มสุดหล่อ จากแดนมังกร อย่าง หยางหยาง เพราะในช่วงนี้ไม่ว่าเขาจะหยิบจับจับอะไรก็ปังสุดๆเลย 9 ผลงานของ หยางหยาง ที่ไม่ควรพลาด มาฝากชาวแฟนซีรีส์จีน และเหล่าแฟนทิพย์ของหยางหยางกัน แล้วจะมีผลงานไหนน่าติดตามบ้าง  ดูหนังออนไลน์ไทย อาจจะไม่ใช่ซีรีส์ทั้งหมดนะ แต่บอกเลยว่าถ้าได้ดูแล้วทุกคนจะคิดถึงหยางหยางอย่างแน่นอนจ้า หยางหยาง(杨洋/ Yang Yang) เกิดเมื่อวันที่ 9 กันยายน ปี 1991 ที่เซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน จบการศึกษาจากวิทยาลัยศิลปะกองทัพจีน เป็นทั้งนักร้อง นักแสดง และนายแบบ หยางหยางเข้าวงการมาตั้งแต่ปี 2010 จนถึงปัจจุบัน สังกัดYue Kai entertainment

1.The Dream of Red Mansions “ความฝันในหอแดง” (2010)

ซีรีส์เรื่องนี้เป็นซีรีส์เรื่องแรกสำหรับการเข้าสู่เส้นทางการเป็นนักแสดงของหยางหยาง ซึ่งเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับเหตุการสมัยราชวงศ์หมิง ซีรีส์เรื่องนี้หยางหยางรับบทเป็น เจียเป่าอี้ เป็นคุณชายจวน หลงกั้ว ในวัยเด็กได้พบกับคุณหนู หลินต้าอี้ จากตระกูลหลิน ด้วยวัยที่ใกล้เคียงกันทั้งสองจึงเป็นเพื่อนกันรวมทั้ง เชี้ยเป่าไช ลูกน้องคนสนิทของเป่าอี้ก็พลอยสนิทไปด้วย เมื่อเติบโตจากความเป็นเพื่อนเปลี่ยนเป็นความรักแบบหนุ่มสาวทั้งสองคนมีใจให้กัน ขณะที่จวิ้เหลินสาวใช้ในจวนก็ชอบพอเป่าอี้ด้วยเช่นกัน หยางหยางรับบทเป่าอี้ในวัยหนุ่ม ถือเป็นซีรีส์เริ่มต้นงานแสดงของหยางหยางเรื่องแรก ที่ทำให้เขาเป็นที่รู้จักจากซีรีส์เรื่องนี้อย่างมากมาย ส่งผลให้เขายังได้รับรางวัลนักแสดงหน้าใหม่ยอดเยี่ยมอีกด้วย ถือเป็นการเริ่มต้นที่ดีสู่เส้นทางการเป็นนักแสดง

2.The Lost Tomb บันทึกจอมโจรแห่งสุสาน (2015)

             ซีรีส์ที่ดัดแปลงมาจากนวนิยายชื่อดังเรื่องบันทึกจอมโจรแห่งสุสานของหนานไพ่ซานชู ถึงแม้ว่าเรื่องนี้หยางหยางจะไม่ได้รับบทเป็นพระเอก แต่ก็รับบทเป็นนักแสดงนำหลักของเรื่อง อย่างจางฉี่หลิง ที่มีวิชาการต่อสู้เป็นเลิศแล้วมักจะโผล่มาช่วยพระเอกของเรื่องในเหตุการณ์สำคัญๆอยู่เสมอ ทั้งเท่หล่อกระชากใจ ทั้งการแสดง ทั้งลีลาการต่อสู้ ทั้งรอยสักรูปกิเลนในเวลาถอดเสื้อที่ทำเอาสาวๆนั้นไปไหนไม่รอดเลยทีเดียว ได้แต่เกาะหน้าจอรอวนไป ซึ่งในบทบาทของ จางฉี่หลิง ถือได้ว่าหยางหยางทำออกมาได้ดีมากๆ และดึงอินเนอร์ของตัวละครออกมาได้ดีมากเลยทีเดียว สาวๆคนไหนอยากตามไปดูหยางหยางในลุคนี้สามารถไปตามดูซีรีส์เรื่องนี้ได้ทาง iQIYI และซับไทย บวกพากย์ไทย ทาง MONOMAX

3.The Whirlwind Girl สาวน้อยสลาตัน (2015)

 ถ้าพูดถึงซีรีส์กีฬาเทควันโดเรื่องเยี่ยมของจีนก็ต้องนึกถึงเรื่องนี้อย่างแน่นอน เพราะเรตติ้งซีรีส์ในตอนนั้นดีมากๆเลย แถมเป็นหนึ่งในซีรีส์ที่ดูแล้วรู้สึกอิจฉานางเอกหนักมากแม่ เพราะมีบรรดาหนุ่มหล่อมากมายวนเวียนอยู่ใกล้ๆนางเอกตลอดเวลา โดยเฉพาะลั่วไป๋ หนุ่มสุดเท่ที่รับบทโดยหยางหยาง หล่อ เท่ มาดนิ่ง ดูอบอุ่น จิตใจดีมากๆ มีความสุขุม จริงจัง เก่ง ฉลาด ดุจดั่งเทพพระบุตรในนิยาย แบบว่าสาวๆเจอแล้วต้องตกหลุมรักแน่นอนจ้า ใครที่อยากเห็นหยางหยาง ในลุคนักกีฬาเทควันโด หนุ่มสุดหล่อก็ไปตามดูกันได้นะ ในซีรีส์เรื่อง The Whirlwind Girl สาวน้อยสลาตัน (2015) บอกเลยดูแล้วไม่ผิดหวังแน่นอน

4.Wei Wei Beautiful Smile เวยเวยเธอยิ้มโลกละลาย

ซีรีส์เรื่องนี้ก็เป็นอีกหนึ่งซีรีส์ที่ดีงามพระรามแปดพระรามเก้ามากๆ ทั้งเนื้อเรื่องและบทบาทของตัวละคร แบบว่าลงตัวไปหมดเรียกได้ว่าดูเพลินมากๆ อินหนักมากๆ ชวนจิ้นมากๆ ดูฟินจนหยุดดูไม่ได้กันเลย เรื่องนี้นะ หยางหยาง รับบทเป็น ไน่เหอ พระเอกของเรื่อง เป็นนักศึกษาวิทย์คอมชั้นปีที่สี่สุดอัจฉริยะที่หยิบจับอะไรก็เก่ง ดูดีไปหมด วันหนึ่งเขาได้เจอกับเวยเวย หญิงสาวที่เล่นเกมส์ออนไลน์ แล้วพบว่ารอยยิ้มของเธอนั้นที่ใครๆเห็นเป็นต้องละลาย ไน่เหอเลยทนไม่ไหวเลยต้องรีบตามจีบเธอในทันที งานนี้พ่อพระเอกของเราก็อ่อยนางเอกตั้งแต่อยู่ในเกมยันนอกเกมเลยน อ่อยเก่ง ใครที่กำลังมองหาซีรีส์แนวรักดรแมนติดสุดฟินต้องไม่พลาดเรื่องนี้เลย Wei Wei Beautiful Smile เวยเวยเธอยิ้มโลกละลาย (2016) รับประกันความฟินระดับ 100 ริกเตอร์เลยจ้า ฟินขั้นหมอนสิบใบยังเอาไม่อยู่เลยก็ว่าได้

5.Once Upon a Time สามชาติสามภพป่าท้อสิบหลี่(2017)

            เป็นภาพยนตร์ที่ดัดแปลงจากซีรีส์เรื่อง Eternal Love สามชาติสามภพป่าท้อสิบหลี่ ที่โด่งดังมากๆ เชื่อว่าหลายคนนั้นคงเคยได้ดูกันมาแล้ว และยกให้เป็นซีรีส์ในดวงใจในตำนานกันไปแล้ว เมื่อดัดแปลงบทเป็นภาพยนตร์นะ จึงได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก ซึ่งได้หยางหยาง มารับบทเป็น เหยียหัว พระเอกของเรื่อง ประกบคู่กับนางเอกสาวสวยระดับนางฟ้าอย่างหลิวอี้เฟย ซึ่งมารับบทเป็น ไป๋เชียน เป็นภาพยนตร์ที่เล่าเรื่องราวความรักระหว่างมนุษย์กับเทพ ไปจนถึงระดับเทพกับเซียน เรื่องนี้นะ โปรดักชั่นจัดหนักจัดเต็มมากๆ โดยเฉพาะเสื้อผ้าการแต่งกายของเหยียหัวนะ บอกเลยว่าหล่อดีงามมากจริงๆ ใครที่อยากเห็นหยางหยางในลุคเทพเซียนสุดหล่อ มากความสามารถ หล่อแสนดีมั่นคงในรักเกินต้านเบลอนี้ต้องไม่พลาดภาพยนตร์เรื่องนี้

6.Martial Universe มหายุทธ์สะท้านภพ(2018)

             เป็นซีรีส์ย้อนยุคโบราณแนวกำลังภายในในซีรีส์เรื่องนี้หยางหยาง มารับบทของจอมยุทธหนุ่มหล่อ ซึ่งเรื่องนี้จะมีความเป็นแฟนตาซีอยู่ด้วย แล้วหยางหยางยังเป็นพระเอกของเรื่อง แล้วยังมีนักแสดงชื่อดังอีกหลายคนที่ร่วมแสดงในซีรีส์เรื่องนี้ ไม่ว่าจะเป็น อู๋จุน จางเทียนอาย หวังลี่คุน โดยเรื่องนี้นะ หยางหยาง รับบทเป็น หลินตง ที่ออกเดินทางท่องยุทธภพเพื่อพัฒนาฝีมือของตัวเอง จนกลายเป็นจอมยุทธหนึ่งในใต้ล้า แต่ภายหลังเขากลับพบว่าพรรคมารพยายามวางแผนร้ายที่จะครอบครองโลก จึงได้ร่วมมือกับเหล่าสหายของเขาเพื่อกำจัดภัยร้ายในครั้งนี้ สำหรับแฟนๆซีรีส์ที่อยากจะเห็นหยางหยางในลุคจอมยุทธหนุ่มหล่อ ต่อสู้เก่ง ฉลาด ต้องไม่พลาดเรื่องนี้

7.The King’s Avatar เทพยุทธ์เซียนกลอรี่(2019)

             ซีรีส์เรื่องนี้เป็นซีรีส์ที่ดัดแปลงมาจากอนิเมะชื่อดัง ที่เล่าเรื่องราวของวงการเกมเมอร์ การแข่งขันอีสปอร์ต ซึ่งก็ถูกใจทั้งแฟนๆซีรีส์ และแฟนๆสายเกมเมอร์มากๆหลังจากหยางหยางโด่งดังจากซีรีส์เรื่อง Wei Wei Beautiful Smile เวยเวยเธอยิ้มโลกละลาย (2016) แล้ว เรื่องนี้เขาก็มารับบทแนวเกมอีกครั้ง โดยเรื่องนี้หยางหยาง รับบทเป็น เหยี่ยชิว นักแข่งเกมอีสปอร์ตเกมกลอรี่ ที่สกิลการเล่นเกมเรียกว่าเทพมากๆ เรื่องนี้นะ เราจะลุ้นไปกับเรื่องราวการแข่งขันเหยี่ยชิว ที่มีความมุ่งมันจะประสบความสำเร็จในฐานะเกมเมอร์ และในเร็วๆนี้นะ ก็ได้มีการประกาศสร้างภาคสองออกมาแล้วนะ แฟนๆหยางหยางที่ยังไม่ได้ดูภาคแรกสามารถไปตามเก็บกันได้จ้า แล้วไปต่อกับภาคสอง

8.You Are My Glory ดุจดวงดาวเกียรติยศ(2021)

           ซีรีส์ที่กำลังออนแอร์อยู่ไหนขณะนี้ ซึ่งเป็นซีรีส์ที่มีกระแสตอบรับดีมากตั้งแต่เริ่มถ่ายทำ เพราะเป็นการโคจรมาเจอกันครั้งแรกของหนุ่มหน้าหล่อเบ้าหน้าฟ้าประทานอย่าง หยางหยาง กับนางเอกสาวสวยสุดฮอตที่สวยอย่างสวรรค์สร้างอย่าง ตี๋ลี่เร่อปา จึงทำให้เรื่องนี้นั้นได้รับการตอบรับจากแฟนๆอย่างมาก เรียกได้ว่าเรทติ้งสูงถึงล้านวิวตั้งแต่ออกอากาศเพียงตอนเดียวเลยจ้า เรื่องนี้นะ ดัดแปลงมาจากนิยายในชื่อเดียวกัน ของนักเขียนชื่อดังกู่มาน ซึ่งซีรีส์เรื่องนี้มีทั้งหมด 32 ตอน เนื้อเรื่องเป็นแนวโรแมนติก คอมเมดี้ โดยตี๋ลี่เร่อปานั้น รับบทเป็น เฉียวจิงจิง นักแสดงสาวชื่อดัง ขณะที่หยางหยางรับบทเป็น อวี๋ถู วิศวกรการบินและอวกาศ ซึ่งทั้งคู่เคยเป็นเพื่อนร่วมชั้นมัธยมกันมาก่อน นางเอกนั้นเคยสารภาพรักกับพระเอกถึงสองครั้ง และถูกปฏิเสธถึงสองครั้ง บอกเลยว่าเลือกไม่ถูกว่าจะสงสารพระเอกหรือนางเอกดี ใครที่ยังไม่ได้ดูอย่าลืมตามไปดูกันนะ บอกเลยว่าระดับความฟินสิบเต็มสิบเลย

9.Who Rules The World เทียบท้าปฐพี 

           ซีรีส์เรื่องนี้หยางหยางประกบคู่กับ จ้าวลู่ซือ นางเอกสุดแบ๊ว เรียกได้ว่าเป็นพระนางงานดีอีกคู่นะ บอกเลยว่าน่าดูมากๆเลย ซึ่งซีรีส์เรื่องนี้เป็นซีรีส์เรื่องแรกที่หยางหยางได้ประกบคู่กับจ้าวลู่ซือ

ซีรีส์เรื่องนี้ได้รับความสนใจอย่างมากตั้งแต่วันประกาศเปิดกล้องเลยก็ว่าได้ เพราะเป็นการจับคู่พระนางที่บอกเลยว่าลงตัวและน่าดูสุดๆ

พระเอกก็หล่อนางเอกก็สวย ซึ่งในซีรีส์เรื่องนี้นะ ถือว่าหยางหยางกลับมารับบทในซีรีส์จีนย้อนยุคกันอีกครั้ง หลังจากที่เราไม่ค่อยได้เห็นผลงานซีรีส์จีนแนวย้อนยุคพีเรียดของหยางหยางกันสักเท่าไหร่นะ

ซีรีส์เรื่องนี้จะได้เห็นความหล่อเลิศของหยางหยางในชุดจีนโบราณกันอีกครั้งนะ ซึ่งในเรื่องนะ หยางหยางจะรับบทเป็น เฟิงหลานซี ชายหนุ่มรูปงามที่แสนคาดเดายาก ส่วนจ้าวลู่ซือจะรับบทเป็น ไป๋เฟิงซี จอมยุทธสาวฉลาดเด็ดเดียว ซึ่งซีรีส์เรื่องนี้เป็นซีรีส์ที่รอออกอากาศอยู่นะ แต่คาดว่าจะรับชมกันเร็วๆนี้อย่างแน่นอน

 และนี้ก็เป็น 9 ผลงานสุดปังของ หยางหยาง ที่ไม่ควรพลาด นะสำหรับตัวผู้เขียนเองก็รู้จักหยางหยางจากหนึ่งในเก้าผลงานนี้เช่นกัน ซึ่งผลงานเรื่องแรกที่ทำให้ผู้เขียนติดตามผลงานอื่นๆของหยางหยางมาโดยตลอดนั้นก็คือ ภาพยนตร์เรื่อง Once Upon a Time สามชาติสามภพป่าท้อสิบหลี่(2017) เป็นอีกหนึ่งภาพยนตร์ที่ผู้เขียนติดหนักมาก

ชอบอินเนอร์ของตัวละครที่หยางหยาง ส่งออกมาได้ดีมากๆ แถมยังได้นางเอกสาวสวยนางฟ้าอย่างหลิวอี้เฟย มาเล่นคู่กันแล้วนั้นยิ่งทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้น่าดูและน่าติดตามมากๆ ผู้อ่านท่านใดที่ยังไม่ได้ดูเรื่องนี้น สามารถไปหาดูกันได้ รับรองความสนุก ดูแล้วไม่ผิดหวังอย่างแน่นอนจ้า แล้วอย่าลืมไปตามเก็บผลงานอื่นๆของหยางหยางกันให้ครบทั้งเก้าเรื่องกันนะบอกเลยว่าสนุกมากทุกเรื่องเพราะผู้เขียนคัดมาแล้วว่าเด็ดจริงทุกเรื่อง

Deep หนังไทยที่พยายามทำพล็อตที่แปลกใหม่กว่าขนบไทย

เป็นที่น่าสังเกตว่า ช่วงหลังมานี้มี หนังไทย ที่พยายามทำพล็อตที่แปลกใหม่กว่าขนบไทยเดิม และให้บทบาทกับอาชีพของตัวละครให้มากขึ้น คล้ายกับซีรีส์เกาหลีหลาย ๆ เรื่อง ซึ่งก็ถือเป็นการเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี ดูหนังออนไลน์ไทย โดยหนังไทยสองเรื่องใหม่ล่าสุดบน Netflix อย่าง Ghost Lab และ Deep ก็วางตัวละครให้เป็นแพทย์และนักศึกษาแพทย์ ซึ่งเป็นอาชีพในฝันอันดับหนึ่งของคนไทยมาหลายชั่วอายุคน

DEEP

สารภาพว่า หลังจากเราผิดหวังจาก Ghost Lab ก็ไม่ค่อยคาดหวังอะไรกับ Deep และแอบอคติตั้งแต่ก่อนเริ่มเปิดดู แต่เมื่อได้ดูจบ เราคิดว่า ถ้าเทียบกับ Ghost Lab ซึ่งไม่มีข้อดีอะไรให้จดจำนอกจากการแสดงของ ต่อ-ธนภพ แล้วล่ะก็… Deep ทำออกมาได้น่าพึงพอใจกว่าถึงแม้การแสดงของนักแสดงทุกคนในเรื่องจะไม่น่าจดจำเลยสักคนก็ตาม

Deep เปิดเรื่องมาด้วยการตั้งคำถามว่า คนเราจะอดนอนได้กี่วัน พร้อมกับเลคเชอร์ผลข้างเคียงของการอดนอนและโรค Insomnia ตัวละครเอกคือกลุ่มนักศึกษาแพทย์ ได้แก่ เจน (แคร์ ปาณิสรา), วิน (เค Kayavine), ซิน (เฟิร์น ศุภนารี) และ พีช (กิต Three Man Down) ทั้งสี่คนได้ไปเข้าร่วมงานวิจัยลับ “Deep” ที่ต้องตื่นตลอดเวลา เพื่อแลกกับเงินหลักแสนถึงหลักล้าน

เจนมีความจำเป็นด้วยภาระหนี้สินและความรับผิดชอบดูแลน้องกับยาย แรงจูงใจในการ “Deep” จึงสูงกว่าคนอื่น ๆ ที่แค่ต้องการหาเงินก้อนมาสนองความสุขส่วนตัวเฉย ๆ แต่หนังก็เพิ่มแรงจูงใจให้วินมาอีกหน่อยและเพิ่มพาร์ทความรักวัยรุ่นให้คนดูลุ้นกุ๊กกิ๊ก โดยการให้วินชอบเจน แถมด้วยพีชชอบซิน แต่ดูเหมือนก็ใส่ ๆ มาอย่างงั้น เพื่อแค่ให้ตัวละครมีแรงจูงใจ จุดตัดสินใจ หรือจุดพลิกผัน แต่มันแค่ไม่สมูธ ไม่กลมกล่อม และดูไม่น่าเอาใจช่วยสักเท่าไหร่ ยังไม่นับที่พยายามยัดเยียดโฆษณาขายซิมและความเป็น MV Three Man Down ใส่ลงมาจนหนังถูกขัดความสมูธไปกันใหญ่นั่นอีก

การแสดงนั่นก็สำคัญ ย้อนไป Ghost Lab อันนั้นเค้ายังมี ต่อ-ธนภพ เป็นเดอะแบก แต่เรื่องนี้ไม่มีใครแบกหนังไว้ได้เลย ดูแล้วก็คิดนะ หนังไทยควรเลิกเอาเน็ตไอดอลหรือคนหน้าตาดีมี followers เยอะ ๆ อย่างเดียวมาเล่นหนังได้หรือยัง หรือถ้าจะทำ เอาไปเทรนการแสดงให้แข็งก่อนไหม (ณ ที่นี้คือแข็งที่แปลว่าดี) และพอการแสดงที่แข็ง (ณ ที่นี้คือแข็งที่แปลว่าหิน) มาเจอกับไดอะล็อกพูดที่ทื่อ ๆ มันก็เลยพังไปหมด แล้วมีอันนึงที่รับไม่ได้มาก ๆ คือตอนที่ซินพูดกับพีชว่า “เดินห่างจัง กลัวติดโควิดจากกูหรือไง” อันนี้งงมาก เพราะสถานการณ์ในเรื่องคือทุกคนไม่ได้ใส่แมสก์และเหมือนดำรงชีวิตอยู่ในโลกที่ไม่มีโควิด แต่มาเล่นมุกโควิด ถ้าบทเขียนมาแบบนี้มาแต่แรกแล้ว ผู้กำกับกับนักแสดงไม่มีใครแย้งเลยหรือไง หรือถ้าเป็นมุกด้นสดของนักแสดง อยากถามว่าผู้กำกับปล่อยผ่านมาได้ยังไง

นอกจากนี้ หนังพยายามปูแบ็คกราวนด์สะท้อนสังคม โดยเฉพาะเรื่องครอบครัว ให้ตัวละครแต่ละตัวอย่างผิวเผิน เช่น ครอบครัวเจนที่ขัดสนทางการเงินและมีแฟลชแบ็กอย่างบางเบาถึงสาเหตุการเสียชีวิตของพ่อแม่ ซึ่งเหมือนจะฝังเป็นปมทางจิตฝังและส่งผลถึงพฤติกรรมบางอย่างของเจนในปัจจุบัน แต่หนังก็ไม่ได้ลงรายละเอียดและเอามาใช้ประโยชน์กับเส้นเรื่องหลักสักเท่าไหร่, ครอบครัวของวินที่แม่ฆ่าตัวตายและพวกเขายัง move on ไม่ได้ แต่ก็ไม่รู้ว่ามีมาเพื่ออะไร นอกจากจะมีมาเพื่อลอกซีน “ฮาวทูทิ้ง“, ครอบครัวของซินที่เป็นหมอมาทั้งตระกูลและบังคับให้เธอมาเรียนหมอทั้งที่เธออยากเรียนนิเทศฯ ซึ่งก็ไม่ได้ลงลึกอะไรแต่ตัดจบให้ซิ่วและเดินตามทางตัวเองง่าย ๆ ดื้อ ๆ แบ็คกราวน์ที่ซินเป็นบิวตี้บล็อกเกอร์ยังได้ใช้ประโยชน์มากกว่า นั่นคือ “ขายซิม”, และบ้านพีชที่ดูไม่มีอะไรเลยนอกจากรวย ปูให้พีชติดเกม ไร้เพื่อน และเหมือนโรคจิต แต่แล้วก็ตัดจบว่าพีชได้รู้จักกับการมีเพื่อนในชีวิตจริง เอ้อ… ให้มันได้อย่างนี้สิ

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้พล็อตเรื่องจะคาดเดาได้ มีช่องโหว่มาก เล่าเรื่องเป็นเส้นตรงทื่อ ๆ และเหมือนเอาซีนจากหนังหลายเรื่องมายำกัน รวมถึงการแสดงที่แข็งทื่อ ๆ แต่ก็เป็นหนังไทยที่กล้าฉีกจากขนบเดิม ก็ไม่ได้แย่สักทีเดียว ยังเห็นถึงความตั้งใจของทีมงานซึ่งยังคงเป็นแค่นักศึกษา เพียงแต่คาแรกเตอร์ของหนังน่าจะชัดเจนกว่านี้กว่าจะไปทางไหนและควรมีการพัฒนาบทให้แข็งแรงกว่านี้ เราว่ามันจะดีกว่านี้มาก ถ้าหนังใช้ subplot ให้คุ้มค่าและเชื่อมโยงกับตัวละครมากกว่านี้ หรือพุ่งไปที่เอฟเฟ็กต์ของการอดนอนกับด้านมืดของมนุษย์ออกมาแบบเข้มข้นกันไปเลย

สุดท้าย ถ้าให้เทียบกับ Ghost Lab เราคิดว่า Deep น่าเอาใจช่วยกว่าและ “อิหยังวะ” น้อยกว่ามาก ถ้าดูก็ถือว่าได้สนับสนุนคอนเทนต์หนังไทย ถ้าไม่ดูก็ไม่เป็นไร แต่โดยส่วนตัวก็เชียร์ฺให้ดู เพราะยังไงหนังไทยแนวนี้ก็ดีกว่าหนังตลกสามบาทห้าบาทที่ผลิตกันออกมาล้นตลาดแต่ไม่พาอุตสาหกรรมหนังไทยก้าวไปข้างหน้าได้เลย

หลังจากปล่อยให้เราปวดหัวกับโมเดลแบบเก่า จนทางสตูดิโอหนัง ยอมเลื่อนกำหนดฉาย เพื่อหอบเอาโมเดลโซนิคแบบเก่ากลับไปแก้จนถูกใจแฟน ๆ มากขึ้น ก็ถึงวันเข้าฉายอย่างเป็นทางการแล้ว แต่ Sonic : The Hedgehog ฉบับภาพยนตร์ จะออกมาดีหรือแย่อย่างไร วันนี้ขอเชิญพบกับรีวิว Sonic : The Hedgehog

เนื่องจากต้นฉบับเกมไม่มีที่มาที่ไปของโซนิคที่ชัดเจนนัก และพอถูกนำมาเล่าเป็นหนัง ทำให้ต้องมีการเล่าปูมหลังและที่มาที่ไปของโซนิค ที่ถึงแม้ว่ามันอาจจะไม่สมเหตุสมผลไปบ้าง แต่เพียงไม่นานหลังจากนั้น เราก็จะดำดิ่งสู่โลกของโซนิคในเวอร์ชั่นภาพยนตร์ อย่างแรกเลยคือ ใครที่ติดภาพลักษณ์ของเจ้าโซนิคในฉบับเกมที่หน้าตาห้าว ๆ หน่อย อาจจะต้องปรับระดับความคาดหวังลงมา โซนิคในเวอร์ชั่นภาพยนตร์นั้น หน้าตาดูน่ารัก เหมือนเด็กวัยรุ่น ส่วนนึงก็เพราะนี่น่าจะเป็นหนังภาคแรก และเป็นจุดกำเนิดของโซนิคด้วย ยังไม่เข้าสู่ช่วงห้าวเต็มวัยแบบภาพลักษณ์ที่เราเห็นในเกม
สิ่งที่ไม่พูดถึงไม่ได้ กับการยอมรับฟีดแบ็คของผู้ชมและนำเอาโมเดลโซนิคกลับไปแก้ไข จนออกมาดูดี แม้จะยังไม่ดีที่สุด แต่ก็ทำให้คาแรคเตอร์โซนิคดูน่าจดจำขึ้นมาทันที ทั้งนี้เพราะผู้เขียนนึกภาพไม่ออก ว่าถ้าเป็นเจ้าโซนิคโมเดลเก่า แต่ถูกนำมาเล่าเรื่องในหนังเรื่องนี้ เราจะอินดีหรือไม่ เพราะหน้าตามันไม่ค่อยน่าเอ็นดูเหมือนเวอร์ชั่นใหม่เอาซะเลย
ฉบับภาพยนตร์นั้น นำเสนอโซนิคให้เหมือนกับเด็กที่ได้พลังพิเศษ และพเราะการที่เขามีพลังพิเศษแถมไม่ใช่คนนี่แหละ เลยทำให้เขาไม่อาจเปิดเผยตัวตนได้ และต้องอยู่คนเดียวอย่างเหงา ๆ ตลอดเวลา ทำให้คาแรคเตอร์ของโซนิคในหนังเรื่องนี้ก็ไม่ต่างจากตัวละครจำพวกเด็กมีพลังพิเศษและโดนรังเกียจในเรื่องอื่น เพียงแต่เขาไม่ได้เผยตัวตน และไม่ได้โดนรุมกลั่นแกล้งเท่านั้น
นักแสดงหลักของหนังเรื่องนี้คือ James Marsden อดีตผู้รับบท Cyclops จากหนังชุด X-MEN (เวอร์ชั่นเก่าปี 2000) และอีกคนที่ขาดไม่ได้เลยคือ จิม แครีย์ แต่เราคงจะไม่บอกว่าจิม แครีย์แบกหนัง เพราะซีจีของโซนิค และการแสดงของนักแสดงท่านอื่นก็ทำออกมาได้ดี เพียงแต่ จิม แครีย์ แกออกแนวจ้างร้อยเล่นล้าน เล่นจนล้นสุด ๆ เลยทำให้ดูเหมือนว่าตัวละครของเขานั้นแย่งซีนนักแสดงท่านอื่นก็เพียงเท่านั้น เพราะต้องยอมรับจริง ๆ ว่าทุกครั้งที่จิม แครีย์ออกมาในหนัง น้อยที่สุดก็ทำให้เราหัวเราะแห้ง ๆ ได้ หรือบางฉากก็ฮาลั่นโรงเลยก็มี
ในส่วนของฉากแอ็คชั่นที่ถึงแม้จะไม่เยอะ แต่ก็พอดูแบบสนุกสนานได้ แม้บางฉากจะขาดความสมเหตุสมผลแบบใหญ่มาก ในหนังนั้น นอกจากพลังความเร็วของโซนิคแล้ว เราจะได้เห็นโซนิคได้ใช้พลังของวงแหวนสีเหลืองที่เป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ของเกมอีกด้วย หลังจากวิ่งตามเก็บมานานในเกม ใหนนังได้เอามาใช้สักที และคุณจะรู้สึกเลยว่าเจ้าวงแหวนของโซนิคนี่มีประโยชน์ไม่ใช่น้อยเลยทีเดียว
หากความหวังของเราคือการได้เห็นเจ้าโซนิคออกมาโลดแล่นบนจอภาพยนตร์ ก็ต้องบอกว่ามันทำออกมาได้ดีมาก มากกว่าที่เราคาดหวังไว้ด้วย เพียงแต่สุดท้ายแล้วข้อดีของมันก็มีอยู่เพียงเท่านี้ แต่อย่าเพิ่งคิดว่าหนังมันจะห่วยครับ หนังเรื่องนี้มันไม่แย่เลย เพียงแต่มันธรรมดาจนเกินไป จนเราไม่รู้สึกประทับใจหรือมีอารมณ์ร่วมกับมันขนาดนั้น สาเหตุที่มันธรรมดาเกินไป เพราะพลังความเร็วแบบนี้ปรากฎให้เราเห็นบ่อยแล้วในหนังหรือซีรีส์ซูเปอร์ฮีโร่ต่าง ๆ ดังนั้นการออกแบบฉากแอ็คชั่นในโซนิคมันเลยดูซ้ำซาก เพราะเราเคยเห็นมาแล้ว มันเลยไม่ค่อยว้าวเท่าที่ควร เราจะไม่สปอย แต่คุณไปดูแล้วจะรู้เองว่าฉากไหน
อาจเป็นเพราะนี่คือการปูพื้นภาคแรกของหนังโซนิค ทำให้การเล่าเรื่องมันยังซ้ำซากจำเจอยู่กับประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างโซนิคที่ดูเหมือนมนุษย์ต่างดาว กับพระเอกอย่างทอมที่เป็นมนุษย์ ซึ่งเราก็เห็นบ่อยมากจากหนังเรื่องอื่น ๆ นี่จึงเป็นปัญหาหลักของหนัง เพราะพล็อตแบบนี้มันมีให้เห็นเกลื่อนกลาดแล้ว ดังนั้นใครที่คาดหวังว่าโซนิคในฉบับหนังจะได้เห็นอะไรแปลกใหม่ก็อาจจะต้องทำใจไว้นิดหน่อย
แต่อย่างที่เราบอก มันไม่ใช่หนังแย่ มันเป็นหนังที่ดูสนุกมาก เด็กดูได้สบาย ๆ ไม่มีอะไรรุนแรง ผู้ใหญ่ก็ดูได้เพลิน ๆ ถ้าเป็นเกมเมอร์หรือชื่นชอบโซนิคก็จะชอบเลย และถึงแม้มันไม่ได้แย่ แต่มันก็ขาดเสน่ห์หรืออารมณ์ร่วมกับหนังไปเยอะมาก ทำให้ดูจบแล้ว เราไม่ค่อยรู้สึกอะไรกับมันนัก แค่จบแล้วก็จบเลย จะมีเซอร์ไพรส์นิดหน่อยก็ช่วงตอนจบที่เป็นสัญญาณที่บอกเราว่า ภาค 2 มาแน่นอน (ถ้ารายได้เข้าเป้า)
Sonic : The Hedgehog ไม่ใช่หนังจากเกมที่แย่ และดูจากรายได้ ณ ตอนนี้ มันน่าจะประสบความสำเร็จอย่างงดงามและน่าภูมิใจในฐานะที่เป็นหนังจากเกม แต่ถ้ามองมันเป็นภาพยนตร์ทั่วไป ก็คงต้องบอกว่ามันขาดอารมณ์ร่วม และไม่ค่อยน่าจดจำสักเท่าไร อาจจะเป็นเพราะต้องวางโครงสร้างและเนื้อเรื่อง และเชื่อได้เลยว่าภาค 2 นี่ล่ะ อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของโซนิคจริง ๆ ซึ่งเราก็หวังว่ามันจะประสบความสำเร็จ จนได้ทำออกมานะ
ในช่วงวันหยุดเสาร์อาทิตย์นี้ หากอยากจะผละออกจากบ้านหรือคอมพิวเตอร์และเครื่องเกม เพื่อหาหนังดู ในสัปดาห์นี้ก็คงไม่มีอะไรที่จะเป็นตัวเลือกที่ดีไปกว่า Sonic : The Hedgehog แล้ว และเราคงต้องย้ำกันอีกครั้งว่า แม้มันจะไม่ใช่หนังที่น่าจดจำอะไรนัก แต่มันเป็นหนังที่ “สนุก” ครับ ใครไปชมก็อย่าลืมมาพูดคุยกันได้ล่ะ!
รีวิว It Chapter Two – อิท โผล่จากนรก 2

นี่คือผลงานหนังภาคต่อจาก IT (2017) จากฝีมือผู้กำกับคนเดิมอย่าง แอนดี้ มุสชีเอตติ (Andy Muschietti) ที่ทุกคนรอคอย เพราะภาคแรก ก็จัดว่าเป็นหนังขวัญใจมหาชน สามารถกวาดรายได้ทั่วโลกไปสูงถึง 700 ล้านเหรียญสหรัฐ แถมคำชมว่อนไปหมด ด้วยการดัดแปลงนิยายเรื่องโบว์แดงของ สตีเฟน คิง (Stephen King) ราชาสยองขวัญแห่งยุคออกมาได้อย่างมีคลาส มีรสนิยม แถมยังทำได้บันเทิงเหมาะกับผู้ชมหลากหลายแนวด้วย รีวิว It Chapter Two

It Chapter Two

เรื่องย่อ

ตัวตลกปีศาจเพนนี่ไวซ์จะกลับมาเยือนเมืองเดอร์รี่ รัฐเมนในทุก ๆ 27 ปี “It: Chapter Two — อิท โผล่จากนรก 2” จึงพาเหล่าตัวละครที่แยกย้ายจากกันไปนานกลับมารวมตัวกันอีกครั้งในวัยผู้ใหญ่ตามคำสัญญาที่ให้ไว้ในวัยเด็ก ซึ่งนับเป็นเวลากว่า 3 ทศวรรษหลังจากเหตุการณ์สยองเกิดขึ้นกับพวกเขาตอนเด็กในภาพยนตร์ภาคแรก และนี่อาจถึงเวลาที่ต้องสะสางและจบ “มัน” เสียที

ในภาคจบนี้ดำเนินเรื่องแบบไทม์สกิปมาอีก 27 ปีถัดมา โดยใครที่ไม่ได้ดูภาคแรกมาก็ยังพอรู้เรื่องนะเพราะหนังก็อิงจากปัจจุบันที่เหล่าตัวละครโตมาเป็นผู้ใหญ่แล้วมากกว่า และแม้มีการย้อนอดีตไปช่วงวัยเด็กก็เป็นช่วงเวลาหลังจากเหตุการณ์ในหนังภาคแรกด้วย ก็เรียกว่าเป็นมิตรกับผู้ชมหน้าใหม่ที่บังเอิญถูกชวนมาดู

และยังทำให้ผู้ชมหน้าเก่าจากภาคแรกรู้สึกเรื่องเดินไปข้างหน้าไม่ซ้ำเหตุการณ์จากภาคเดิมให้เบื่อด้วย ทั้งยังใช้เหตุการณ์ปริศนาที่ทุกตัวละครต่างถูกทำให้ลืมเลือนไปแล้วในช่วงซัมเมอร์หลังจากชนะอิทมาได้ มาเป็นกิมมิกสำคัญในการหาหนทางชนะอิทอีกครั้ง

นับเป็นความฉลาดในการเขียนบทที่ดี และยังดัดแปลงให้เข้ากับวิธีการเล่าเรื่องในหนังสือและฉบับมินิซีรีส์ที่เคยทำในลักษณะตัดสลับเรื่องในอดีตกับปัจจุบันได้อย่างดีด้วย

ความคารวะอย่างถูกที่ถูกทาง แบบไม่ตรงจนน่าเบื่อแต่ให้อารมณ์การดัดแปลงที่ไม่ดูถูกคนดูนี้ ก็ยังรวมถึงการได้รับเชิญมาร่วมเล่นโดยเจ้าของนิยายอย่าง สตีเฟน คิง ในฉากที่ถือว่าสมน้ำสมเนื้อไม่ได้แค่เดินผ่าน ซึ่งอาจมองเป็นการรับประกันหนังจากตัวต้นฉบับเองด้วยว่ามือถึงพึ่งได้ (ใครไปรอดู เตรียมตั้งใจดูฉากร้านขายของเก่าให้ดีครับ)

นักแสดง

ในภาคนี้เมื่อตัวละครหลักเติบโตขึ้น จึงได้คัดเลือกนักแสดงมากฝีมือมากมายมารับบทด้วย โดยที่เด่นนำมาก็คงเป็นบท เบฟ สาวหนึ่งเดียวของกลุ่มที่ได้ผู้เข้าชิงรางวัลออสการ์ เจสสิก้า แชสเทน (Jessica Chastain) มารับบท ซึ่งเธอก็สามารถถ่ายทอดความเป็นเด็กสาวช่างฝันในรักแท้ที่คำกลอนในวัยเด็กยังติดตรึงใจมา

หากแต่ด้วยความที่ผ่านช่วงเวลาอันทรมานจากโลกความจริงทั้งเรื่องของพ่อและคนรัก ดวงตาอันอ่อนล้าและกรีดร้องยังกู่ก้องในแววตาเช่นกัน นับเป็นบทที่ต้องใช้ฝีมือของแชสเทนจริง ๆ

ด้านตัวนำเด่นของกลุ่มอย่าง บิล ที่กลายมาเป็นนักเขียนนิยายชื่อดังที่แฟน ๆ ทุกคนเกลียดตอนจบของหนังสือแทบทุกเรื่องของเขา ก็ได้ เจมส์ แม็คอะวอย (James McAvoy) มารับบทซึ่งก็ไว้ใจฝีมือที่ต้องแสดงเป็นคนติดอ่างมีทั้งความกล้าและความไม่สมบูรณ์ในตัวได้อย่างน่าสนใจ

ด้านดาวเด่นของงานแบบเกินคาดหมายขอยกให้ บิล เฮเดอร์ (Bill Hader) ที่มารับบท ริชชี่ ปากมอมที่โตมากลายเป็นดาวตลกอาชีพที่คอยพูดมุกสไตล์ตลกร้ายใส่เพื่อน ๆ และคนดู จนหนังปลอดล็อกสถานการณ์ชวนอึดอัดให้ผ่อนคลายได้สนุกสนานมาก ๆ ตลอดเรื่อง นักแสดงอื่น ๆ นอกจากนั้นก็ถือว่าฝีมือได้มาตรฐานไม่ยิ่งหย่อนกว่ากันเท่าไร

และอาจต้องพูดถึงการแสดงของ บิลล์ สการ์สการ์ด (Bill Skarsgård) ในบท เพนนีไวซ์ ปีศาจตัวตลก ที่บอกได้เพียงว่าเด็ดดวงสยองเกล้าเช่นเดิม ยิ่งได้ซีจีมาช่วยเพิ่มความบิดเบี้ยวของการแสดงก็ยิ่งหลอนมากขึ้น ฉากที่ทำได้อย่างน่าจดจำก็เช่นฉากนับถอยหลังจนน้ำลายไหล ที่ทำเอาขนลุกเกรียวทีเดียว

การดำเนินเรื่อง

It Chapter 2 เปิดเรื่องราวมาที่เทศกาลคาร์นิวัลในเมืองเดอร์รี หลังจากที่คู่รักชายรักชายกำลังมีความสุขในงานแห่งนี้ แต่กลุ่มวัยรุ่นอันธพาลได้ตัดสินใจหาเรื่องทั้งสองคน ลามเลยไปถึงการซ้อมทั้งคู่จนอาการสาหัส

เท่านั้นยังไม่พอเมื่อกลุ่มอันธพาลจับ 1 ในผู้เคราะห์ร้ายโยนลงสะพานไป เคราะห์ซ้ำกรรมซัดที่ริมตลิ่ง “มัน” ในคราบของตัวตลกเพนนีไวส์ได้ยืนรอจะกัดกินเหยื่ออย่างเลือดเย็น จากเหตุการณ์นี้ได้สะท้อนให้คนดูเห็นว่า

สภาพความเป็นอยู่ของผู้คนในเมืองเดอร์รีนั้น เป็นเมืองที่ผู้คนเองก็มีความป่าเถื่อนชั่วร้ายเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว มิหนำซ้ำการปรากฏตัวของ “มัน” ก็ไม่ได้ปลุกเร้าให้ผู้คนมีความกระตือรือร้นในที่จะตระหนักว่ามีภัยคุกคามเข้ามาในเมืองของพวกเขาสักเท่าไหร่ เพราะว่าอาชญากรรมในเมืองนี้อาจจะเป็นเรื่องปกติไปแล้วในสายตาของผู้คนทั่วไป

สำหรับแก็งค์เด็กขี้แพ้ แม้เวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน แต่ “ความกลัว” ก็มิเคยเลือนหาย กลายเป็นปมฝังรากลึกในใจ จนทำให้ Loser กลายเป็นอีกขั้นของ Loser ซึ่งตัวหนังจะค่อยๆพาเราคลายปมตรงนี้ พร้อม Flashback เรื่องราวในภาคแรกให้ซิงค์กับภาคสอง เพื่อให้เราประติดประต่อเรื่องราวได้อย่างพอสังเขป

ช่วงนี้อาจมีเบื่อบ้างเพราะมีซ้ำมุขเดิม จับทางได้ง่ายไปหน่อย แต่ประทับใจสุดคือการแคสต์นักแสดงจากเด็กเล็กสู่เด็กโตที่ค่อนข้างเนียนทั้งเค้าโครงหน้าและการแสดงหนังใหม่ชนโรง โดยเฉพาะ “คนแปลงร่าง” อย่างเจ้าเด็กอ้วนเบน ที่เปลี่ยนตัวเองให้ผอมเพรียวหล่อขึ้นแบบหน้ามือเป็นหลังมือ

เหตุการณ์ในหนังพาร์ท 2 ก็ไม่ต่างกัน เวลา 27 ปีที่ผ่านพ้นไป เด็กๆกลุ่มขี้แพ้ได้เติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน มีชีวิตที่ดีขึ้นหลังจากที่พวกเขาเดินจากบ้านเกิดไป ความห่างไกลบ้าน

ทำให้พวกเขา “หลงลืม” อดีตไปจนเกือบหมด จนกระทั่งวันหนึ่ง ไมค์ (ไอเซห์ มุสตาฟา) ได้ติดต่อไปหาเพื่อนๆทุกคนว่า “มัน” ได้ตื่นจากการจำศีลและออกมาคุกคามเด็กๆในเมืองเดอร์รีอีกครั้ง

แม้ว่าตอนแรกการเดินทางกลับบ้านเกิดของเหล่ากลุ่มขี้แพ้ จะเป็นเหมือนการ “คืนสู่เหย้า” เพื่อพบปะเพื่อนๆ แต่ความเป็นจริงแล้ว เมื่อความกลัวเริ่มกลับมาเกาะกุมจิตใจของพวกเขา อดีตในวัยเด็กก็ตามกลับมาหลอกหลอนอีกครั้ง

การต่อสู้ระหว่างปม

ซึ่งช่วงกลางเรื่องของหนังได้เผยให้เห็นการต่อสู้ระหว่างปมในจิตใจของตัวละครกับความกลัวที่ซุกซ่อนอยู่ในก้นบึ้งของจิตใจของแต่ละคนออกมาให้คนดูได้เห็น

It Chapter Two

จุดเด่น

ซึ่งความรู้สึกหลังการได้พบกับ “มัน” อีกครั้ง บอกได้เลยว่านี่คือหนังภาคต่อที่สมบูรณ์แบบอีกเรื่องหนึ่ง การเล่าเรื่องโดย Flash Back ส่งความทรงจำกลับไปให้ผู้ชมได้เข้าใจว่ามันเกิดอะไรขึ้นในภาคแรก ทำให้การเชื่อมโยงเหตุการณ์ต่าง ๆ ทำได้ง่าย ฉากลุ้นระทึกกับการเอาตัวรอดจากเจ้าตัวตลก เพนนี่ไวซ์ ที่มีตลอดแทบทั้งเรื่อง

แถมยังสอดแทรกมุกตลกของตัวละครเป็นระยะ ๆ เพื่อให้คลายความระทึกของหนัง พาร์ทของนักแสดงกับแก็งเด็กขี้แพ้ตอนโตก็ทำได้ดี คาแรกเตอร์คือการถอดแบบแก็งขี้แพ้ในวัยเด็กออกมาชัด ๆ ซึ่งถือว่าเป็นภาคต่อที่ยอดเยี่ยมสมกับการตั้งตารอ และหากจะให้สมบูรณ์แบบแนะนำให้ไปหาภาคแรกมาดูก่อน จะทำให้เข้าใจเนื้อเรื่องและเพิ่มอรรถรสได้เป็นอย่างดี

เหตุการณ์ในพาร์ทนี้ยังเป็นการ “เติมเต็ม” ความทรงจำของตัวละครในวัยเด็กให้คนดูได้เห็นอีกครั้งหนึ่งว่า บรรดาพวกขี้แพ้ ทุกคนต่างก็มีประสบการณ์ในชีวิตของแต่ละคนที่เลวร้ายและเป็น “ปม” ในจิตใจเช่นกัน

และแล้วเมื่อบทสรุปของเรื่องราวมาถึง การต่อสู้กับ “มัน” จึงไม่ใช่แค่การปะทะกันแค่เพียงกายภาพ แต่พวกเขายังต้องต่อสู้กับจินตนาการความกลัวของตัวเองอีกด้วย

จุดที่ชอบ

3 อย่างที่ชอบมากในหนังเรื่องนี้คือ หนึ่งความครบรสที่มีทุกอารมณ์ทั้งสยองก็สุด ขำก็สุด ซึ้งก็สุด ช่วงการต่อสู้กับตัวตลกแต่ละฉากก็มันสะใจ สองคือรสนิยมที่มีคลาสสูงด้วยทุนสร้างที่ไม่สูงมาก ทั้งสวยทั้งแปลกและหลอนได้ตามเป้าประสงค์ ทั้งยังมีความสร้างสรรค์ในการจินตนาการความกลัวออกมาอย่างน่าทึ่งต้องชมทีมศิลป์ด้วย

และสุดท้ายคือการตกผลึกเรื่องราวได้อย่างน่าชื่นชม ในช่วงจบทำให้เราอินและหลงรักหนังได้มากที่เดียว สิ้นสุดการเดินทางแสนยาวไกลของแก๊งขี้แพ้ที่บอกพวกเราว่าเพราะทุกคนอ่อนแอจึงไม่เคยคิดทิ้งกัน นั่นคือคำว่าเพื่อนที่ไม่เคยตายนั่นเอง

ใครบางคนอาจชอบภาคแรกมากกว่า แต่ส่วนตัวค่อนข้างบันเทิงและอินกินใจกับภาคนี้มากกว่า ด้วยการเปรียบเปรยความเป็นผู้ใหญ่ที่ขี้แพ้กับวัยเด็กที่เฉียบคมนี่เอง

บทสรุป

เป็นหนังยาวเกือบสามชั่วโมง แต่ไม่น่าเบื่อ ดูแล้วมีความอิ่ม การทำหนังจากหนังสือมันไม่ง่าย แต่เค้าทำออกมาได้ดีและมีบทสรุปที่น่าพึงพอใจมาก คุ้มกับเงินและเวลาที่ใช้ไป โดยส่วนตัว ชอบภาคนี้มากกว่าภาคแรกนิดหน่อย

แต่ว่าแต่ละภาคก็มีฟีลลิ่งของใครของมันแต่ก็มีความดีอยู่ในหลายๆ จุด โดยเฉพาะงานด้าน Cinematic ของอลังที่ดีงามมาก

It Chapter Two arrives at the inevitable problem with many a Stephen King adaptation: The more faithful the adaptation, the more it exposes the difficulty of translating King’s novels to the big screen.

Hollywood tends to transform King’s overwhelmingly internal, psychological horror and Tolkienesque fantasy worlds into externalized, supernatural horror with straightforward plot beats. And with It Chapter Two, director Andy Muschietti leans into this urge more than away from it. The result works, because even diced into a series of scary beats, It is still a great story. But it only barely works. The lack of attention paid to It’s internality is obvious, especially given the film’s runtime of nearly three hours.