ฉลากโภชนาการ อ่านสักนิดเพื่อชีวิตที่ดีขึ้น

ฉลากโภชนาการ ที่ติดอยู่บนบรรจุภัณฑ์อาหารหรือเครื่องดื่มต่าง ๆ จะระบุชนิดและปริมาณสารอาหารที่สำคัญต่อร่างกาย ดังนั้น การอ่านฉลากโภชนา การก่อนเลือกซื้ออาหารจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ควรละเลย เพราะผู้บริโภคสามารถนำข้อมูลบนฉลากมาพิจารณา เพื่อเลือกรับประทานอาหารให้เหมาะกับสุขภาพของตนเอง และหลีกเลี่ยงอาหารที่อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพได้

ฉลากโภชนาการ คือ อะไร ?

ฉลากโภชนาการ คือ ฉลากแสดงข้อมูลทางโภชนาการที่ติดอยู่บนบรรจุภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงสาธารณสุข โดยจะระบุชนิดและปริมาณสารอาหารที่มีอยู่ในอาหารหรือเครื่องดื่มนั้น ๆ ลงในกรอบสี่เหลี่ยมหรือกรอบข้อมูลโภชนาการ ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ ดังนี้

  • ฉลากโภชนาการเต็มรูปแบบ เป็นฉลากแสดงชนิดและปริมาณสารอาหารสำคัญที่คนทั่วไปควรรู้ 15 รายการ ได้แก่ พลังงานทั้งหมด พลังงานจากไขมัน ไขมันทั้งหมด ไขมันอิ่มตัว คอเลสเตอรอล โปรตีน คาร์โบไฮเดรตทั้งหมด ใยอาหาร น้ำตาล โซเดียม วิตามินเอ วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 แคลเซียม และธาตุเหล็ก ส่วนใหญ่มักมีลักษณะเป็นชุดข้อมูลแนวตั้ง แต่หากบรรจุภัณฑ์นั้นมีความสูงจำกัดก็สามารถแสดงฉลากโภชนาการเต็มรูปแบบในแนวนอนตามเกณฑ์ที่กระทรวงสาธารณะสุขกำหนดไว้ได้เช่นกัน
  • ฉลากโภชนาการแบบย่อ ใช้กรณีที่มีสารอาหารในอาหารหรือเครื่องดื่มเป็นปริมาณน้อยมากจนถือว่าเป็นศูนย์ตั้งแต่ 8 รายการขึ้นไปจากที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนดไว้ 15 รายการ จึงไม่มีความจำเป็นต้องแสดงฉลากเต็มรูปแบบ

ในปัจจุบันกระทรวงสาธารณสุขเล็งเห็นว่า ฉลากโภชนาการอาจทำให้คนทั่วไปเข้าใจได้ยากและไม่สะดุดตาให้น่าอ่าน ทำให้คนอาจละเลยการอ่านฉลากโภชนาการก่อนเลือกซื้ออาหาร และไม่คำนึงถึงสารอาหารหรือพลังงานที่ได้รับจากการรับประทานอาหารแต่ละชนิด จึงบังคับให้อาหาร 5 กลุ่มต้องแสดงฉลากโภชนาการแบบจีดีเอ (Guidline Daily Amounts: GDA) หรือฉลากหวานมันเค็ม เพื่อแสดงค่าพลังงาน น้ำตาล ไขมัน และโซเดียมต่อหนึ่งหน่วยบรรจุภัณฑ์ โดยต้องติดอยู่ด้านหน้าบรรจุภัณฑ์ให้ง่ายต่อการสังเกตเห็น ซึ่งกลุ่มอาหารเหล่านั้น คือ ช็อกโกแลต ขนมขบเคี้ยว ผลิตภัณฑ์ขนมอบ อาหารกึ่งสำเร็จรูป และอาหารมื้อหลักแช่เย็นแช่แข็ง

ฉลากอาหาร
ฉลากอาหาร

อาหารประเภทใดบ้างที่ต้องแสดงฉลากโภชนาการ ?

อาหารและเครื่องดื่มที่เข้าข่ายใช้คุณค่าทางโภชนาการเพื่อส่งเสริมการขาย หรืออาหารที่มีคุณสมบัติดังต่อไปนี้ จำเป็นต้องแสดงฉลากโภชนาการให้ผู้บริโภคทราบข้อมูลเสมอ

  • อาหารที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ประกาศแล้วว่าต้องแสดงฉลากโภชนาการ เพราะเป็นอาหารที่คนทั่วไปมักเข้าใจผิดเกี่ยวกับคุณประโยชน์ทางโภชนาการ
  • อาหารที่มุ่งจำหน่ายให้ผู้บริโภคเฉพาะกลุ่ม เช่น วัยเรียน ผู้สูงอายุ ผู้หญิง เป็นต้น
  • อาหารที่มีการใช้คุณค่าทางโภชนาการเพื่อส่งเสริมการขาย แต่ห้ามแสดงสรรพคุณว่าสามารถป้องกันหรือรักษาโรคได้
  • อาหารที่มีการแสดงข้อมูลปริมาณสารอาหาร ชนิดของสารอาหาร หรือหน้าที่ของสารอาหารนั้น เช่น มีไขมัน 0 เปอร์เซ็นต์ มีแคลเซียมสูง เป็นต้น

การอ่านฉลากโภชนาการ

คนทั่วไปอาจคิดว่าฉลากโภชนาการนั้นเข้าใจยาก แต่แท้จริงแล้วการอ่านฉลากโภชนาการสามารถทำได้ง่าย ๆ หากเข้าใจความหมายของคำต่อไปนี้

  • หนึ่งหน่วยบริโภค คือ ปริมาณอาหารที่ผู้ผลิตแนะนำให้ผู้บริโภครับประทานต่อ 1 ครั้ง โดยคำนวณจากค่าเฉลี่ยของคนไทยว่าหากรับประทานอาหารในปริมาณเท่านี้จะได้รับสารอาหารตามที่กำหนดไว้บนฉลาก ซึ่งแสดงให้เห็นทั้งปริมาณที่เป็นหน่วยครัวเรือนอย่างกระป๋องหรือแก้ว และปริมาณที่เป็นมาตรฐานสากลอย่างกรัมหรือมิลลิลิตร ผู้บริโภคโดยเฉพาะผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนักจึงไม่ควรรับประทานอาหารเกินกว่าปริมาณดังกล่าว
  • จำนวนหน่วยบริโภคต่อภาชนะบรรจุ คือ จำนวนครั้งในการรับประทานอาหารหรือเครื่องดื่มนั้น ๆ จนหมด  บาคาร่าทดลอง เมื่อรับประทานครั้งละหนึ่งหน่วยบริโภค เช่น หากชาผงสำเร็จรูปบรรจุขวดมีปริมาณ 85 กรัม แล้วหนึ่งหน่วยบริโภคเท่ากับ 1 ช้อนชา หรือ 0.7 กรัม จำนวนครั้งที่รับประทานได้จะเป็น 121 ครั้ง เป็นต้น
  • คุณค่าทางโภชนาการต่อหนึ่งหน่วยบริโภค คือ ปริมาณพลังงานและสารอาหารที่ผู้บริโภคได้รับเมื่อรับประทานอาหารชนิดนั้นหนึ่งหน่วยบริโภค โดยปริมาณดังกล่าวคิดเป็นร้อยละของปริมาณที่ร่างกายควรได้รับต่อวัน
  • ร้อยละของปริมาณที่แนะนำต่อวัน คือ ปริมาณสารอาหารในหนึ่งหน่วยบริโภคที่คิดเป็นเปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับปริมาณสารอาหารที่แนะนำต่อวัน ซึ่งคำนวณจากพลังงานที่คนไทยโดยเฉลี่ยควรได้รับต่อวันหรือ 2,000 กิโลแคลอรี่นั่นเอง เช่น หากซีอิ๊วขาวให้ไอโอดีน 15 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณที่แนะนำต่อวัน เมื่อผู้บริโภครับประทานซีอิ๊วขาวในปริมาณหนึ่งหน่วยบริโภคจะได้รับไอโอดีน 15 เปอร์เซ็นต์ และจำเป็นต้องได้รับไอโอดีนจากอาหารชนิดอื่นอีก 85 เปอร์เซ็นต์ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม สารอาหารจำพวกโปรตีนและน้ำตาลจะไม่แสดงปริมาณในรูปแบบเปอร์เซ็นต์ เพราะร้อยละของปริมาณที่แนะนำต่อวันของน้ำตาลเป็นส่วนหนึ่งของปริมาณที่แนะนำต่อวันของคาร์โบไฮเดรตอยู่แล้ว ส่วนโปรตีนนั้นมีหลายชนิดและมีคุณภาพแตกต่างกัน การแสดงปริมาณเป็นเปอร์เซ็นต์อาจทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดได้ ส่วนวิตามินและเกลือแร่ ส่วนใหญ่จะแสดงปริมาณในรูปแบบเปอร์เซ็นต์เท่านั้น เพราะร่างกายของคนเราต้องการวิตามินและเกลือแร่ในปริมาณน้อย การแสดงปริมาณจริงอาจทำให้ผู้บริโภคเกิดความสับสนได้

ประโยชน์ของฉลากโภชนาการ

การรับประทานอาหารโดยไม่คำนึงถึงพลังงานและสารอาหารที่ได้รับ อาจทำให้ผู้บริโภคได้รับสารอาหารในปริมาณที่ไม่เหมาะสมและเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่าง ๆ ได้ เช่น โรคกินมากผิดปกติ โรคขาดสารอาหาร โรคเบาหวาน ภาวะความดันโลหิตสูง ภาวะไขมันในเลือดสูง หรือโรคหัวใจ เป็นต้น ซึ่งฉลากโภชนาการตามอาหารสำเร็จรูปหรือกึ่งสำเร็จรูป มีประโยชน์ต่อผู้บริโภค ดังนี้

  • ช่วยให้เลือกซื้อและเลือกรับประทานอาหารที่มีสารอาหารเหมาะสมต่อปัจจัยทางสุขภาพของตนเอง
  • ช่วยเปรียบเทียบคุณค่าทางโภชนาการระหว่างผลิตภัณฑ์อาหารชนิดเดียวกัน เพื่อให้ผู้บริโภคเลือกผลิตภัณฑ์อาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการที่ดีกว่า
  • เมื่อผู้บริโภคเลือกรับประทานอาหารโดยพิจารณาจากคุณค่าทางโภชนาการเป็นหลัก อาจช่วยจูงใจให้ผู้ประกอบการผลิตอาหารโดยเน้นคุณค่าทางโภชนาการเป็นหลักด้วยเช่นกัน

ฉลากโภชนาการคืออะไร

ฉลากโภชนาการ คือ ฉลากอาหารที่มีการแสดงข้อมูลโภชนาการ ซึ่งระบุชนิดและปริมาณสารอาหารของอาหารนั้นในกรอบสี่เหลี่ยมเรียกว่า “กรอบข้อมูลโภชนาการ” ซึ่งมีอยู่ 2 รูปแบบ ได้แก่ แบบเต็มและแบบย่อ
1.ฉลากโภชนาการแบบเต็ม เป็นฉลากที่แสดงชนิดและปริมาณสารอาหารที่สำคัญควรทราบ 15 รายการ สำหรับฉลากที่มีความสูงจำกัด สามารถแสดงฉลากโภชนาการเต็มรูปแบบในลักษณะแบบแนวนอนหรือแบบขวางตามที่ประกาศกระทรวงสาธารณสุขกำหนดไว้
2.ฉลากโภชนาการแบบย่อ ใช้ในกรณีที่สารอาหารตั้งแต่ 8 รายการ จากจำนวนที่กำหนดไว้ 15 รายการนั้น มีปริมาณน้อยมากจนถือว่าเป็นศูนย์ จึงไม่มีความจำเป็นที่ต้องแสดงให้เต็มรูปแบบ
ปริมาณสูงสุดที่บริโภคได้ต่อวัน
สำหรับคนไทยอายุตั้งแต่ 6 ปีขึ้นไป ในหนึ่งวันไม่ควรได้รับพลังงาน น้ำตาล ไขมัน และโซเดียม มากกว่าปริมาณสูงสุดที่แนะนำ ดังนี้ พลังงานไม่ควรเกิน 2,000 กิโลแคลอรี น้ำตาลไม่ควรเกิน 65 กรัม ไขมันไม่ควรเกิน 65 กรัม โซเดียมไม่ควรเกิน 2,400 มิลลิกรัม

วิธีการอ่านฉลากโภชนาการ

1. ดูปริมาณหนึ่งหน่วยบริโภค เป็นปริมาณการกินต่อครั้งที่แนะนำให้ผู้บริโภครับประทาน
2. ดูจำนวนหน่วยบริโภคต่อภาชนะบรรจุ เป็นจำนวนที่บอกว่าถ้ากินครั้งละหนึ่งหน่วยบริโภคจะแบ่งกินได้กี่ครั้ง
3. ดูคุณค่าทางโภชนาการต่อหนึ่งหน่วยบริโภค ว่าจะได้พลังงานเท่าใด สารอาหารอะไรบ้าง ในปริมาณเท่าใด
4. ดูร้อยละของปริมาณที่แนะนำต่อวัน.

ฉลากโภชนาการแบบจีดีเอ (Guidline Daily Amounts : GDA)
หรือฉลากหวานมันเค็ม โดยเป็นการแสดงปริมาณสารอาหารได้แก่ พลังงาน(กิโลแคลอรี) น้ำตาล(กรัม) ไขมัน(กรัม) และโซเดียม(มิลลิกรัม) ต่อหนึ่งหน่วยบรรจุภัณฑ์ (ถุง ซอง กล่อง) โดยจะแสดงฉลากด้านหน้าบรรจุภัณฑ์ โดยมีการบังคับการแสดงฉลากโภชนาการแบบจีดีเอ ในกลุ่มอาหาร 5 กลุ่ม คือ กลุ่มอาหารขนมขบเคี้ยว กลุ่มช็อกโกแลต กลุ่มผลิตภัณฑ์ขนมอบ กลุ่มอาหารกึ่งสำเร็จรูป และกลุ่มอาหารมื้อหลักแช่เย็นแช่แข็ง

สาเหตุของอาการไอเรื้อรังที่พบได้บ่อย พร้อมวิธีรักษาเบื้องต้น

อาการไอเรื้อรัง เป็นปัญหาสุขภาพที่อาจเป็นสัญญาณของโรคได้หลายโรค ตั้งแต่โรคที่ไม่รุนแรงไปจนถึงโรคร้ายแรง อีกทั้งอาการไอเรื้อรังยังสามารถรบกวนการใช้ชีวิต การนอนหลับและบุคลิกภาพอีกด้วย การหาสาเหตุและดูแลตนเองเมื่อมีอาการไอเรื้อรังอย่างถูกวิธีอาจช่วยบรรเทาอาการไอได้

การหาสาเหตุของอาการไอเรื้อรังอาจเริ่มจากการสังเกตลักษณะของอาการไอ ระยะเวลาที่อาการเรื้อรัง และอาการอื่นที่เกิดขึ้นร่วมด้วย เพราะข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้แพทย์วินิจฉัยได้แม่นยำขึ้นและนำไปสู่การรักษาที่เหมาะสม โดยในบทความนี่ได้รวบรวมสาเหตุที่พบได้บ่อยของอาการไอเรื้อรังและลักษณะของโรคที่เป็นสาเหตุ เพื่อเป็นจุดสังเกตอาการด้วยตนเองในเบื้องต้น

อาการไอที่เกิดขึ้นต่อเนื่องนานเกิน 4 สัปดาห์ในเด็ก ซึ่งอาการไอเรื้อรังถือว่าเป็นอาการที่ควรได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างถูกต้อง ในทางการแพทย์ อาการไอเรื้อรังคืออาการไอที่เกิดขึ้นต่อเนื่องกันเกินกว่า 8 สัปดาห์ในผู้ใหญ่

การไอเป็นกลไกอย่างหนึ่งของการป้องกันระบบหายใจไม่ให้ได้รับอันตราย ปกติเราหายใจเอาอากาศเข้าออกผ่านปอดวันละมาก ๆ (ประมาณ 8,000 – 12,000 ลิตรต่อวันขึ้นกับปริมาณการทำงานและการออกกำลัง) ขณะที่ในอากาศมีของเสียที่เป็นอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจปะปนอยู่ ยิ่งอยู่ในเมืองยิ่งมีมากจากการสูบบุหรี่ มลภาวะเป็นพิษอาจเป็นในรูปฝุ่นละออง ก๊าซเคมี และเชื้อโรค เชื้อรา เชื้อไวรัสต่าง ๆ ร่างกายจึงมีวิธีกำจัดสิ่งเหล่านั้นออกไปเพื่อลดอันตรายของทางเดินหายใจลง ผงฝุ่นละอองขนาดโตเมื่อหายใจเข้าไป (โตเกินกว่า 10 ไมครอน) ส่วนใหญ่จะติดอยู่ในส่วนโพรงจมูกและหลอดลมส่วนบน มีฝุ่นที่มีขนาดเล็กเท่านั้นที่จะผ่านลงไปในหลอดลมส่วนล่างได้ ดังนั้นผงฝุ่นละอองขนาดเล็กจะมีอันตรายกว่าผงฝุ่นละอองขนาดใหญ่

ซึ่งเราอาจจะกลืนลงไปในกระเพาะหรือไอออกมา สิ่งแปลกปลอมที่หลุดเข้าไปในหลอดลมจะถูกจับติดกับเมือกที่บุหลอดลม เซลล์ที่เยื่อบุหลอดลมจะมีขนบุ ซึ่งขนจะมีการโบกอยู่ตลอดเวลา เมื่อพวกสารเคมีที่มีอันตรายเข้าไปสัมผัสก็ถูกผสม ทำให้เจือจางลงเกิดอันตรายน้อยลง  บนปลายขนจะมีเมือกคลุมอยู่เป็นแผ่นที่เรียกว่า Mucous Sheet หรือ Mucociliary Blanket ขนจะโบกไล่ให้เมือกเคลื่อนตัวไปสู่ลำคอส่วนต้น  ก๊าซก็เช่นเดียวกัน เชื้อต่าง ๆ ที่หายใจเข้าไปจะถูกทำลายโดยภูมิต้านทานต่อเชื้อนั้นที่มีอยู่ในน้ำเมือกและโดยเม็ดเลือดขาว และผลจะถูกขับถ่ายออกมาเป็นรูปของเสมหะ ปกติการหลั่งสารเมือกนี้มีปริมาณน้อยมาก ราว ๆ วันละ 10 – 100 ลบ.ซม. ซึ่งทำให้เราไม่รู้สึกว่ามีเสมหะ เพราะมันมักถูกกลืนลงไปกับน้ำลาย

สาเหตุของอาการไอเรื้อรังที่พบได้บ่อย

อาการไอที่เกิดขึ้นติดต่อกันหลายสัปดาห์มักเป็นปัญหาเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจเป็นส่วนใหญ่ แต่ก็มีโรคบางโรคและพฤติกรรมเสี่ยงที่อาจทำให้เกิดอาการนี้ได้เช่นกัน ดังนี้

1. การสูบบุหรี่

การสูบบุหรี่อาจเป็นสาเหตุของอาการไอเรื้อรังได้ ไม่ว่าจะเป็นการสูบบุหรี่มวนหรือบุหรี่ไฟฟ้า เพราะสารพิษในบุหรี่สามารถเข้าไปทำลายเซลล์ภายในระบบทางเดินหายใจ ทำให้เกิดการระคายเคืองและการอักเสบจนกระตุ้นให้เกิดอาการไอเรื้อรัง โดยคนที่สูบบุหรี่มักพบอาการไอแห้ง แต่บางครั้งก็อาจพบอาการไอมีเสมหะได้เช่นกัน

โดยเฉพาะโรคมะเร็งปอด โรคมะเร็งลำคอ โรคมะเร็งกล่องเสียง และโรคมะเร็งในช่องปาก การสูบบุหรี่ในระยะยาวอาจนำไปสู่โรคระบบทางเดินหายใจที่ร้ายแรงหลายโรค ดังนั้น หากทราบว่าตนเองติดบุหรี่ สูบบุหรี่และมีอาการไอเรื้อรังติดต่อกันนานหลายปี ร่วมกับพบสัญญาณของโรคมะเร็ง เช่น มีก้อนในลำคอ กลืนลำบาก เสียงหายใจหวีดแหลม น้ำหนักเพิ่มหรือลดโดยไม่ทราบสาเหตุ และเหนื่อยล้าอ่อนเพลียเรื้อรัง ควรไปพบแพทย์

นอกจากนี้ การได้รับควันบุหรี่หรือบุหรี่มือสองก็อาจเพิ่มความเสี่ยงของอาการไอเรื้อรังได้เช่นกัน หากคนในบ้านสูบบุหรี่เป็นประจำอาจมีความเป็นไปได้ว่าอาการไอเรื้อรังที่เกิดขึ้นเป็นผลจากการได้รับควันบุหรี่มือสอง

2. เสมหะในลำคอ

โรคภูมิแพ้ โรคหืด โรคผนังกั้นช่องจมูกคด (Deviated Nasal Septum) สมหะในลำคอ (Postnasal Drip) เกิดได้จากหลายโรค ทั้งโรคหวัด โรคไซนัสอักเสบ และอีกหลายโรค หรือปัจจัยภายนอก อย่างอากาศที่เย็นจัดหรือแห้งจัด หรือการสูดดมสารเคมีและฝุ่นควันก็ทำให้เกิดเสมหะในลำคอได้เช่นกัน

เสมหะในลำคอที่ข้นเหนียวและมีปริมาณมากขึ้นจะกระตุ้นให้เกิดไอเพื่อกำจัดเสมหะออก ซึ่งคนที่มีโรคเรื้อรัง อย่างโรคไซนัสอักเสบและโรคภูมิแพ้ คนที่ต้องสัมผัสกับสารเคมีและฝุ่นควันเป็นประจำ หรือคนที่พักอาศัยในห้องที่ใช้เครื่องปรับอากาศตลอดทั้งวันอาจเผชิญกับปัญหาไอเรื้อรังจากเสมหะในลำคอได้

3. โรคหืด

โรคหืด (Asthma) หรือโรคหอบหืดเป็นโรคเรื้อรังที่เกิดจากผนังหลอดลมบวม ทำให้หลอดลมตีบแคบฉับพลัน ส่งผลให้การหายใจผิดปกติ หายใจหอบ แน่นหน้าอก และหายใจหวีดแหลม ซึ่งอาการไอก็เป็นอีกอาการหลักที่พบในผู้ป่วยโรคหืด นอกจากนี้ โรคหืดยังทำให้มีเสมหะในลำคอเพิ่มขึ้นและกระตุ้นให้เกิดอาการไอด้วยเช่นกัน

สารก่อภูมิแพ้ เชื้อโรค การออกกำลังกาย โรคหืดมักถูกกระตุ้นด้วยสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม เช่น ฝุ่นควัน น้ำหอม สารเคมี รวมถึงอารมณ์ด้านลบที่รุนแรง อย่างความเครียด ความเศร้า และความกลัว เป็นต้น

4. โรคกรดไหลย้อน

โรคกรดไหลย้อนเป็นความผิดปกติของระบบย่อยอาหาร ทำให้น้ำย่อยที่หลั่งออกมาไหลย้อนขึ้นมาบริเวณลำคอ เมื่อน้ำย่อยที่มีฤทธิ์เป็นกรดสัมผัสกับเยื่อบุในลำคอจะทำให้เจ็บคอและระคายเคืองคอจนกระตุ้นให้เกิดอาการไอเรื้อรังได้

นอกจากนี้ น้ำย่อยที่ไหลย้อนขึ้นมาสามารถส่งกลิ่นและละอองที่มีฤทธิ์เป็นกรดออกมา สมัครบาคาร่า เมื่อสูดดมเข้าไปอาจทำให้ปอดระคายเคืองและเกิดอาการไอขึ้น หากใครมีอาการเรื้อรังร่วมกับอาการเรอเปรี้ยว แสบร้อนกลางอก และอาหารไม่ย่อยอาจเป็นไปได้ว่ามีสาเหตุมาจากโรคกรดไหลย้อน

5. โรคติดเชื้อ

โรคติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจส่งผลให้เกิดอาการไอได้โดยตรง โดยโรคติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจที่พบได้บ่อยมักจะเป็นกลุ่มของโรคหวัดและโรคไข้หวัดใหญ่ แต่โรคเหล่านี้มักไม่ทำให้เกิดอาการเรื้อรังหากได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม

ส่วนโรคติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจที่อาจทำให้เกิดอาการไอเรื้อรังมักเป็นการติดเชื้อบริเวณระบบทางเดินหายใจส่วนล่าง อย่างภาวะเชื้อราในปอด วัณโรค และอาการติดเชื้อในปอดชนิดอื่น ๆ ซึ่งโรคเหล่านี้มักทำให้เกิดอาการไอเรื้อรังและอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนอันตรายได้

หากพบอาการไอเรื้อรัง ร่วมกับเป็นไข้ติดต่อกันหลายวัน อ่อนเพลีย ปวดตามร่างกาย น้ำหนักลดแบบไม่ทราบสาเหตุ และไอมีเสมหะปนเลือด ควรไปพบแพทย์ทันที

6. โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (Chronic Obstructive Pulmonary Disease: COPD)

โรคปอดอุดกั้นเรื้อรังเป็นโรคที่มักพบในผู้ที่สูบบุหรี่เป็นประจำ อาการหลักของโรคนี้คือ มีเสมหะข้นเหนียวในปริมาณมากอุดตันภายในระบบทางเดินหายใจ ทำให้เกิดอาการไอเรื้อรัง หายใจลำบาก และหายใจหอบ ในรายที่รุนแรงอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายถึงชีวิตได้

7. ผลข้างเคียงจากยากลุ่มเอซีอี อินฮิบิเตอร์ (Angiotensin-Converting Enzyme Inhibitors)

อินฮิบิเตอร์เป็นกลุ่มยาที่แพทย์มักสั่งจ่ายให้ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง ผู้ที่ใช้ยากลุ่มเอซีอี อินฮิบิเตอร์จาก 1 คนใน 10 คนอาจพบอาการไอแห้งเรื้อรัง ซึ่งยากลุ่มเอซีอี ภาวะหัวใจล้มเหลว ภาวะหัวใจขาดเลือด และโรคไต โดยตัวอย่างยาในกลุ่มนี้ ได้แก่ ยาเบนาซีพริล (Benazepril) ยาอีนาลาพริล (Enalapril) และยาลิซิโนพริล (Lisinopril)

อาการไอเรื้อรังเป็นผลข้างเคียงที่พบได้จากยากลุ่มเอซีอีอินฮิบิเตอร์ มักไม่เป็นอันตราย และหายเองภายหลังหยุดใช้ยา แต่ผู้ป่วยห้ามหยุดยาด้วยตนเองโดยเด็ดขาด เพราะอาจเกิดผลข้างเคียงอันตราย หากอาการไอจากการใช้ยาส่งผลต่อชีวิตประจำวันหรือรบกวนการนอนหลับจนทำให้อยากหยุดใช้ยา ผู้ป่วยควรขอคำปรึกษาจากแพทย์

โรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง โรคหลอดลมฝอยอักเสบเฉียบพลัน (Acute Bronchiolitis) สาเหตุเหล่านี้เป็นสาเหตุของอาการไอเรื้อรังที่พบได้บ่อย แต่บางครั้งอาการไอเรื้อรังอาจมีสาเหตุมาจากปัญหาสุขภาพอื่น เช่น มีสิ่งของหรืออาหารติดในหลอดลม และโรคซิสติกไฟโบรซิส (Cystic Fibrosis) เป็นต้น หากไม่แน่ใจเกี่ยวกับ อาการไอเรื้อรัง ที่เกิดขึ้น ควรไปพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัย

วิธีรักษาอาการไอเรื้อรัง
วิธีรักษาอาการไอเรื้อรัง

วิธีรักษาอาการไอเรื้อรังเบื้องต้น

หากพบอาการไอเรื้อรังหรือไอติดต่อกันนานอาจรับมือเบื้องต้นด้วยวิธีต่อไปนี้

หลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้น

คนที่มีอาการไอเรื้อรังไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใด ควันบุหรี่ ละอองเกสร อุณหภูมิที่ร้อนจัดหรือเย็นจัด ความเครียด ควรหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นที่อาจทำให้เกิดอาการไอ เช่น ฝุ่นควัน สารเคมี น้ำหอม  เป็นต้น

ควรระมัดระวังมากกว่าคนทั่วไป กรณีที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ หากทราบว่าตนเองป่วยด้วยโรคภูมิแพ้ โรคหืด ภาวะที่ร่างกายไวต่อสารบางอย่างมากกว่าปกติ หรือโรคทางเดินหายใจอื่น ๆ ควรสวมหน้ากากอนามัยเพื่อลดการได้รับปัจจัยกระตุ้น พยายามอยู่ในสถานที่ที่สะอาดและปลอดโปร่ง

เลิกบุหรี่

เลิกบุหรี่จึงเป็นวิธีที่ช่วยลดความรุนแรงของอาการไอเรื้อรังและลดความเสี่ยงของโรคอื่น ๆ จากสาเหตุในข้างต้น จะเห็นได้ว่าการสูบบุหรี่เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดปัญหาสุขภาพที่นำไปสู่อาการไอเรื้อรัง ดังนั้น การลด สำหรับคนที่มีพฤติกรรมติดบุหรี่ สามารถปรึกษาแพทย์เพื่อรับการรักษาและคำแนะนำ

รักษาอาการไอด้วยวิธีธรรมชาติ

บรรเทาอาการคอแห้ง ระคายคอ ชะล้างสารก่อการระคายเคือง ลดความข้นเหนียวของเสมหะได้ การดูแลตนเองด้วยการดื่มน้ำในปริมาณที่เหมาะสมจะช่วยให้ร่างกายทำงานได้เป็นปกติ นอกจากนี้ ควรนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ กินอาหารที่มีประโยชน์ หรืออาจดื่มชาสมุนไพรเพื่อบรรเทาอาการระคายคอก็ได้เช่นกัน

ใช้ยาแก้ไอ

ยาแก้ไอแบ่งออกเป็น 2 แบบ แบบแรกคือยากดอาการไอสำหรับรักษาอาการไอแห้ง  ยาแก้ไอ เป็นตัวช่วยบรรเทาอาการไอเรื้อรังได้ แต่ไม่ได้เป็นการรักษาที่ต้นเหตุ โดยทั่วไป ส่วนแบบที่สองเป็นยาแก้ไอที่ใช้รักษาอาการไอแบบมีเสมหะ โดยก่อนการใช้ยาแก้ไอ ควรปรึกษาแพทย์และเภสัชกรก่อนใช้เสมอ เพราะยาแต่ละชนิดมีวิธีใช้ต่างกันและการใช้ยาไม่ถูกกับอาการอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงได้

ไปพบแพทย์

หากพบอาการไอเรื้อรัง ร่วมกับอาการที่อาจเป็นสัญญาณรุนแรง อย่างเป็นไข้สูง เสมหะปนเลือด หายใจลำบาก อ่อนเพลีย ควรไปพบแพทย์ทันที สำหรับคนที่มีอาการไอเรื้อรังที่ไม่รุนแรงก็ควรหาเวลาไปพบแพทย์เช่นเดียวกัน โดยแพทย์จะช่วยหาสาเหตุที่แน่ชัดของอาการไอเรื้อรังและวิธีรักษาที่เหมาะสม เพื่อช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอาการรุนแรงและภาวะแทรกซ้อนอันตรายได้

สุดท้ายนี้ ภายหลังการรักษาด้วยตนเองและการรักษาจากแพทย์ แต่อาการไอเรื้อรังไม่ดีหรือรุนแรงขึ้น ควรกลับไปพบแพทย์อีกครั้งเพื่อวินิจฉัยเพิ่มเติม

โรคเชื้อราในช่องคลอด (Vaginal Candidiasis) เกิดจากการติดเชื้อราภายในช่องคลอด

เกิดจากการติดเชื้อราภายในช่องคลอดหรือบริเวณปากช่องคลอด ทำให้เกิดการระคายเคืองและอาการคันอย่างรุนแรง โรคเชื้อราในช่องคลอด (Vaginal Candidiasis)

อาการของโรคเชื้อราในช่องคลอด

โรคเชื้อราในช่องคลอดส่วนใหญ่ส่งผลให้เกิดอาการได้ตั้งแต่เล็กน้อยถึงปานกลาง แต่บางคนอาจไม่แสดงอาการผิดปกติใด ๆ แม้เกิดการติดเชื้อ ซึ่งอาการที่พบได้บ่อย เช่น

  • เกิดอาการคันอย่างรุนแรงและระคายเคืองที่ปากช่องคลอดหรือภายในช่องคลอด
  • มีอาการแสบร้อน โดยเฉพาะในขณะมีเพศสัมพันธ์หรือการปัสสาวะ
  • ตกขาวผิดปกติ อาจมีลักษณะสีขาวข้นคล้ายนมบูด เป็นน้ำใส หรือขาวข้นจับตัวเป็นก้อน
  • บริเวณปากช่องคลอดมีอาการบวม แดง
  • เกิดผื่นแดงทั้งภายในและภายนอกช่องคลอด อาจเกิดการกระจายไปทั่วบริเวณหัวหน่าว อวัยวะเพศ หรือต้นขา

อาการของภาวะเชื้อราในช่องคลอด

อาการของภาวะติดเชื้อราในช่องคลอดมีตั้งแต่เล็กน้อยไปจนถึงปานกลาง บางคนอาจไม่แสดงอาการผิดปกติใดๆ ถึงแม้จะติดเชื้อก็ตาม อาการที่พบได้มีดังนี้

  • คันและระคายเคืองบริเวณช่องคลอดหรือภายในช่องคลอด
  • มีอาการบวมบริเวณอวัยวะเพศ
  • รู้สึกแสบร้อนขณะมีเพศสัมพันธ์หรือปัสสาวะ
  • มีผื่นแดงบริเวณอวัยวะเพศ
  • มีตกขาวเป็นสีขาวครีมข้น ไม่มีกลิ่น บางครั้งอาจมีลักษณะเป็นน้ำได้เช่นกัน

ผู้ป่วยมีความเสี่ยงที่จะมีภาวะติดเชื้อราที่ซ้ำซ้อนหากมีอาการดังต่อไปนี้

  • มีอาการบวม แดงคันที่รุนแรงจนทำให้เกิดแผลและเจ็บปวดบริเวณช่องคลอด
  • มีการติดเชื้อรา 4 ครั้งหรือมากกว่าต่อปี
  • ติดเชื้อราสายพันธุ์อื่นที่ไม่ใช่ Candida Albicans
  • กำลังตั้งครรภ์
  • เป็นโรคเบาหวานที่ไม่ได้ควบคุม
  • มีระบบภูมิคุ้มกันต่ำเพราะโรคบางชนิด เช่น ติดเชื้อไวรัสเอชไอวี

มีอาการผิดปกติอื่น ๆ ควรรีบพบแพทย์หากเป็นการติดเชื้อราในช่องคลอดเป็นครั้งแรก อาการที่เป็นอยู่ไม่ดีขึ้นหลังใช้ยารักษา ร่วมด้วยผู้ป่วยจะมีอาการเหล่านี้ได้ตั้งแต่ไม่กี่ชั่วโมงไปจนถึงเป็นสัปดาห์ หรืออาจนานเป็นเดือนในบางราย แต่พบได้ค่อนข้างน้อย นอกจากนี้ยังพบว่าบางรายอาจมีอาการของโรคกลับเป็นซ้ำในช่วงก่อนมีประจำเดือนและอาจเป็นมากขึ้นหลังจากการมีเพศสัมพันธ์ อย่างไรก็ตาม

นอกจากนี้ อาการอาจรุนแรงมากขึ้นหากไม่รีบรักษา ซึ่งสังเกตได้จากบริเวณที่เกิดการติดเชื้อมีอาการบวม แดง และคันอย่างรุนแรงมากขึ้นจนทำให้เกิดรอยแตกเป็นแผล มีอาการเจ็บหรือปวด ผู้ป่วยบางรายอาจเกิดการติดเชื้อราในช่องคลอดบ่อยมากกว่าปกติ หรือมากกว่า 4 ครั้งต่อปี

โรคเชื้อราในช่องคลอด (Vaginal Candidiasis)
โรคเชื้อราในช่องคลอด (Vaginal Candidiasis)

สาเหตุของโรคเชื้อราในช่องคลอด

โดยปกติเชื้อราเหล่านี้มักอาศัยอยู่ตามช่องปาก อวัยวะเพศ ระบบทางเดินอาหาร หรือบนผิวหนังของคนเราในปริมาณน้อยและไม่ก่อให้เกิดโรค แต่เมื่อเชื้อราเหล่านี้มีปริมาณมากขึ้นจึงพัฒนาให้เกิดการติดเชื้อขึ้นได้ เชื้อราที่ทำให้เกิดการติดเชื้ออาจเกิดได้จากหลายสายพันธ์ุ แต่สายพันธ์ุที่พบว่าเป็นสาเหตุของการติดเชื้อในช่องคลอดได้มากที่สุดมีชื่อว่า แคนดิดา อัลบิแคนส์ (Candida Albicans) ซึ่งเป็นเชื้อราในกลุ่ม แคนดิดา (Candida) ส่วนเชื้อราสายพันธุ์อื่นที่พบได้ไม่บ่อยอาจส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการรุนแรงได้มากขึ้น และต้องอาศัยการรักษาที่ซับซ้อนมากขึ้น โรคเชื้อราในช่องคลอดเกิดจากการเพิ่มจำนวนเชื้อรามากกว่าปกติภายในช่องคลอดจนทำให้สภาพภายในช่องคลอดเสียสมดุล

การเพิ่มจำนวนเชื้อราอย่างรวดเร็วมาจากหลายสาเหตุดังนี้

  • การใช้ยาปฏิชีวนะเป็นเวลานาน ซึ่งจะไปลดปริมาณแบคทีเรีย แลคโตบาซิลลัส และทำให้ค่าความเป็นกรดด่างภายในช่องคลอดเสียสมดุล
  • การตั้งครรภ์
  • ผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ไม่สามารถควบคุมอาการของโรคได้
  • สภาวะของร่างกายที่ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง เช่น การติดเชื้อเอชไอวี (HIV)
  • เป็นโรคทางผิวหนังอื่น ๆ นำมาก่อน เช่น โรคสะเก็ดเงิน โรคผิวหนังอักเสบเรื้อรังอื่น ๆ
  • การรับประทานยาบางประเภท
  • มีภาวะโรคอ้วน
  • การรักษาด้วยวิธีฮอร์โมนบำบัดหรือการรับประทานยาคุมกำเนิดในปริมาณสูง ซึ่งจะไปเพิ่มระดับของฮอร์โมนเอสโตรเจน
  • การสวนล้างช่องคลอดหรือการใช้ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขอนามัยบริเวณช่องคลอดบ่อย ๆ อาจทำให้เสียสมดุลภายในช่องคลอด

เพราะไม่ก่อให้เกิดการติดเชื้อไปสู่ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์ด้วย รวมไปถึงผู้หญิงที่ไม่เคยมีเพศสัมพันธ์ก็อาจมีโอกาสในการพัฒนาโรคให้เกิดขึ้นได้เช่นกัน การเกิดการติดเชื้อราในช่องคลอดเป็นปัญหาที่พบมากในผู้หญิง โดยผู้หญิงทุก 3 ใน 4 คน เคยเป็นโรคเชื้อราในช่องคลอดอย่างน้อยหนึ่งครั้งในชีวิต นอกจากนี้ การติดเชื้อราในช่องคลอดอาจเกิดขึ้นได้ในช่วงก่อนการมีประจำเดือน หรือบางรายอาจเกิดขึ้นหลังการมีเพศสัมพันธ์ แต่ตัวโรคยังไม่จัดว่าเป็นโรคติดติดต่อทางเพศสัมพันธ์

การวินิจฉัยโรคเชื้อราในช่องคลอด

แพทย์สามารถวินิจฉัยโรคเชื้อราในช่องคลอดได้ตามขั้นตอนดังนี้

  • สอบถามข้อมูลและประวัติทางการแพทย์ ในขั้นแรกจะมีการสอบถามข้อมูลทางการแพทย์ของผู้ป่วย อาการผิดปกติที่พบ ลักษณะของตกขาว เคยมีประวัติเกิดการติดเชื้อราหรือมีโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์มาก่อนหรือไม่
  • การตรวจภายใน แพทย์จะตรวจดูลักษณะภายนอกของอวัยวะเพศและบริเวณรอบ ๆ เพื่อหาความผิดปกติที่บ่งบอกว่าเกิดการติดเชื้อ ซึ่งบางรายสามารถตรวจพบความผิดปกติได้ตั้งแต่การสังเกตดูลักษณะภายนอก แต่ในบางรายแพทย์อาจจะต้องตรวจหาความผิดปกติจากภายในช่องคลอดอีกครั้งด้วยการสอดอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่เรียกว่าปากเป็ดเข้าไปภายในช่องคลอด เพื่อเก็บตัวอย่างสารคัดหลั่งหรือตกขาวออกมาตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการเพิ่มเติม
  • การตรวจตัวอย่างสารคัดหลั่ง มักจะใช้ในกรณีตรวจวินิจฉัยผู้ที่เกิดการติดเชื้อบ่อย ๆ หรืออาการของโรคไม่ดีขึ้น โดยแพทย์จะนำตัวอย่างที่เก็บได้ภายในช่องคลอดออกมาตรวจหาประเภทเชื้อราที่ทำให้เกิดอาการของโรค ซึ่งจะช่วยให้แพทย์หาวิธีการรักษาผู้ป่วยที่มีการกลับมาของโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

แพทย์จะทำการวินิจฉัยโดยการซักประวัติผู้ป่วย เช่น เคยมีประวัติเกิดการติดเชื้อราหรือมีโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์มาก่อนหรือไม่ ตรวจภายในและตรวจดูความผิดปกติของลักษณะภายนอก หลังจากนั้นแพทย์จะเก็บตัวอย่างสารคัดหลั่งจากช่องคลอดเพื่อนำไปตรวจในห้องปฏิบัติการ

การรักษาโรคเชื้อราในช่องคลอด

ยาคลอไตรมาโซล (Clotrimazole) ยาไมโคโนโซล (Miconazole) ยาไทโอโคนาโซล (Tioconazole) ยาบูโตโคนาโซล (Butoconazole) โรคเชื้อราในช่องคลอดสามารถรักษาได้โดยการใช้ยาต้านเชื้อรา (Antifungal Drug) เป็นหลัก โดยรูปแบบของยาอาจจะมีทั้งแบบครีม ขี้ผึ้ง ยาเหน็บ หรือยารับประทาน เช่น  ยาฟลูโคนาโซล (Fluconazole) หรือยากรดบอริก (Boric acid) ซึ่งการเลือกใช้ยาควรต้องมีการพิจารณาระดับความรุนแรงของโรคและประเภทของเชื้อราที่ทำให้เกิดความผิดปกติขึ้นด้วย ส่วนระยะเวลาในการใช้ยาจะแตกต่างกันไปตามความแรงของยาและการตอบสนองของผู้ป่วยต่อการรักษา

ผู้ป่วยที่มีอาการของโรคไม่รุนแรงสามารถซื้อยาต้านเชื้อราที่ขายทั่วไป ควบคู่กับการดูแลตนเองได้จากที่บ้านโดย

  • ผู้ป่วยที่ใช้ยารักษาเชื้อราทาช่องคลอดในช่วงที่มีประจำเดือน ควรเลือกใช้ผ้าอนามัยแบบแผ่นแทนการใช้ผ้าอนามัยแบบสอด
  • หลีกเลี่ยงการใช้สบู่หรือผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดบริเวณช่องคลอดเป็นประจำ แต่ควรใช้น้ำสะอาดทำความสะอาดแทน
  • ไม่ควรสวนล้างช่องคลอด เพราะอาจส่งผลให้อาการติดเชื้อแย่ลง
  • หากมีความรู้สึกเจ็บในขณะมีเพศสัมพันธ์ ควรใช้ผลิตภัณฑ์เจลหล่อลื่นที่มีน้ำเป็นองค์ประกอบหลักในขณะมีเพศสัมพันธ์ เพื่อช่วยลดการระคายเคือง
  • หากบริเวณอวัยวะเพศมีอาการบวมและเจ็บ ไม่ควรเกาหรือถูแรง ๆ แต่อาจนั่งแช่น้ำอุ่น เพื่อช่วยบรรเทาอาการ หรืออาจใช้ผ้าชุบน้ำเย็นประคบบริเวณที่มีอาการ

ทั้งนี้ การรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจากกระเทียม เนื่องจากอาจส่งผลให้อาการติดเชื้อแย่ลงได้ ผู้ป่วยที่รักษาด้วยการซื้อยามาใช้เองควรปรึกษาเภสัชกรทุกครั้ง ก่อนการใช้ยาควรศึกษาวิธีอย่างละเอียดและควรใช้ยาติดต่อกันอย่างต่อเนื่องจนครบปริมาณที่แนะนำ ไม่ควรหยุดใช้ยาอย่างกะทันหันแม้ว่ามีอาการดีขึ้น รวมไปถึงควรระมัดระวังการใช้ยาบางประเภทที่ยังไม่ได้รับการยืนยันทางการแพทย์อย่างชัดเจนว่ามีฤทธิ์ในการต่อต้านเชื้อรา เช่น การทาน้ำมันทีทรี (Tea Tree Oil) บริเวณช่องคลอด

ผู้ป่วยอยู่ในช่วงตั้งครรภ์ เป็นอาการติดเชื้อครั้งแรก เกิดอาการแพ้ อาการของโรคไม่ดีขึ้น แต่ในกรณีที่อาการมีความรุนแรงมากขึ้นจนทำให้เกิดอาการปวดบริเวณอุ้งเชิงกราน หรือมีความกังวลว่าอาการที่เกิดขึ้นอาจมีสาเหตุมาจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ ควรเข้าปรึกษาแพทย์ เพื่อรับการตรวจยืนยันผล และรักษาด้วยวิธีที่ถูกต้อง ซึ่งอาจต้องมีการใช้ยารักษาในปริมาณที่สูงขึ้นและรักษานานต่อเนื่องตามคำแนะนำของแพทย์ เพื่อช่วยป้องกันการกลับมาของโรค อย่างไรก็ตาม การติดเชื้อที่เกิดขึ้นใหม่อีกครั้งภายในระยะเวลา 2 เดือนหลังอาการหายขาดอาจเป็นสัญญาณบ่งบอกจากโรคอื่นได้

ภาวะแทรกซ้อนของโรคเชื้อราในช่องคลอด

เนื่องจากตัวยาไม่ตอบสนองต่อโรค ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดปัญหาสุขภาพอื่นตามมา  ufabet login โรคเชื้อราภายในช่องคลอดค่อนข้างพบภาวะแทรกซ้อนได้น้อย โดยทั่วไปมักเกิดการถลอกของผิวหนังจนอาจเป็นแผล เนื่องจากอาการคันและเสี่ยงต่อการเกิดการติดเชื้ออื่น ๆ ที่ผิวหนังได้โดยง่าย ผู้ป่วยบางรายอาจเกิดการติดเชื้อขึ้นใหม่อีกครั้งหลังการรักษา หรือไม่สามารถรักษาโรคให้หายขาด

การป้องกันโรคเชื้อราในช่องคลอด

การติดเชื้อราในช่องคลอดอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ ในบางกรณี บอกได้ยากว่าเกิดมาจากสาเหตุใด เพราะแต่ละบุคคลก็มีปัจจัยความเสี่ยงที่แตกต่างกันออกไป การป้องกันโรคจึงเป็นการปฏิบัติตามหลักสุขอนามัย เพื่อช่วยลดโอกาสการเกิดของโรคตามคำแนะนำต่อไปนี้

  • เลือกสวมใส่กระโปรง กางเกง หรือกางเกงชั้นที่ไม่รัดแน่นมากเกินไป รวมไปถึงเลือกเนื้อผ้าจากเส้นใยธรรมชาติที่มีการถ่ายเทของอากาศได้ดี ซึ่งจะไม่ทำให้เกิดความอับชื้นจนเพิ่มจำนวนเชื้อราขึ้นได้โดยง่าย
  • ไม่ควรสวมใส่เสื้อผ้าที่มีความอับชื้นเป็นเวลานาน ควรรีบเปลี่ยนชุดออกทันที เช่น ชุดว่ายน้ำ ชุดออกกำลังกาย
  • หลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดจุดซ่อนเร้นหรือการสวนล้างช่องคลอดบ่อยเกินความจำเป็น
  • รับประทานอาหารประเภทโยเกิร์ตหรือผลิตภัณฑ์อาหารเสริมอื่น ๆ ที่มีส่วนผสมของแบคทีเรียแลคโตบาซิลลัส (Lactobacillus) ซึ่งจะช่วยปรับสภาพความเป็นกรดด่างภายในช่องคลอด
  • ไม่ควรใช้ยาปฏิชีวนะโดยไม่มีความจำเป็น
  • ในช่วงมีประจำเดือนควรมีการเปลี่ยนผ้าอนามัยอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะผ้าอนามัยแบบสอด เพื่อไม่ให้เป็นแหล่งอับชื้นที่เป็นที่อยู่ของเชื้อรามากขึ้น

เมื่อไหร่ที่ควรพบแพทย์

  • มีภาวะติดเชื้อราในช่องคลอดเป็นครั้งแรก เพื่อให้แน่ใจว่าไม่ได้เป็นโรคอื่นที่ร้ายแรงกว่านั้นและต้องใช้วิธีการรักษาที่แตกต่างออกไป เช่น โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ หรือโรคติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ
  • หากผู้ป่วยกำลังตั้งครรภ์ ควรปรึกษาแพทย์ทุกครั้งก่อนที่จะซื้อยามารักษาเอง
  • ติดเชื้อราในช่องคลอด 4 ครั้งหรือมากกว่าต่อปี แพทย์อาจต้องให้ยาต้านเชื้อรานานอย่างต่อเนื่องเพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำของโรค นอกจากนี้การติดเชื้อราบ่อยครั้งอาจเป็นสัญญาณของโรคเบาหวานหรือโรคอื่นๆ ได้
การได้รับเชื้อ
  1. ภาวะตั้งครรภ์ เนื่องจากในช่วงตั้งครรภ์ ร่างกายจะมีระดับฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen) สูงขึ้น ซึ่งจะทำให้ปริมาณสารไกลโคเจน (Glycogen) ซึ่งจะถูกย่อยเป็นน้ำตาลกลูโคสในช่องคลอดสูงขึ้น เป็นสาเหตุให้เชื้อรามีการเจริญเติบโตดีขึ้น นอกจากนี้ปริมาณฮอร์ โมนที่สูงขึ้น ก็จะทำให้เชื้อรามีปริมาณมากขึ้นเช่นกัน

  2. โรคเบาหวาน โดยเฉพาะผู้ที่ควบคุมโรคไม่ดี

  3. การใช้ยาปฏิชีวนะเป็นเวลานานเกินไป จะไปทำลายเชื้อต่างๆที่ทำให้เกิดภาวะสมดุลของเชื้อราในช่องคลอด ทำให้เชื้อราเพิ่มปริมาณมากขึ้น

  4. การรับประทานยาสเตียรอยด์ เพราะจะลดภูมิคุ้มกันต้านทานโรค

  5. ผู้ป่วยที่มีโรคภูมิคุ้มกันต้านทานบกพร่อง หรือโรคเอดส์

  6. การใส่กางเกงที่คับมากและอยู่ในที่ที่มีอากาศร้อนชื้น

  7. ภาวะที่คู่นอนมีการติดเชื้อรา

โรคลมชัก (Epilepsy) คือโรคที่เกิดจากความผิดปกติของระบบประสาทส่วน

โรคลมชัก (Epilepsy) คือโรคที่เกิดจากความผิดปกติของระบบประสาทส่วนกลางซึ่งทำหน้าที่ในการควบคุมการทำงานของร่างกาย จนทำให้เกิดอาการชัก โรคลมชักสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย แต่ก็มักจะพบในผู้ป่วยเด็ก และผู้สูงอายุ โดยโรคลมชักนั้นไม่สามารถรักษาให้หายขาด แต่สามารถช่วยให้อาการสงบและไม่มีอาการชักกำเริบได้หากผู้ป่วยรับประทานยาอย่างต่อเนื่องตามแพทย์สั่ง

อาการโรคลมชัก

อาการของโรคลมชักที่เห็นได้ชัดคือการชักในรูปแบบต่าง ๆ โดยผู้ป่วยแต่ละคน อาจเกิดอาการชักได้หลายรูปแบบ อาการชักที่มักพบได้บ่อย จะแบ่งออกได้ ดังนี้

อาการชักที่เกิดขึ้นกับสมองทั้ง 2 ซีก แบ่งได้เป็น 2 ชนิดย่อย ๆ คือ อาการชักที่มีผลต่อทุกส่วนของสมอง (Generalized Seizures

  • Absence Seizures เป็นอาการชักที่มักเกิดขึ้นในเด็ก อาการชักแบบเหม่อลอย อาการที่โดดเด่นคือการเหม่อลอย หรือมีการขยับเขยื้อนร่างกายเพียงเล็กน้อย เช่น การกระพริบตาหรือขยับริมฝีปาก อาการชักชนิดนี้อาจเป็นสาเหตุทำให้เกิดการเสียการรับรู้ในระยะสั้น ๆ ได้
  • อาการชักแบบชักเกร็ง (Tonic Seizures) เป็นอาการชักที่ทำให้เกิดอาการเกร็งของกล้ามเนื้อ โดยมักจะเกิดขึ้นกับกล้ามเนื้อบริเวณหลัง แขนและขา จนทำให้ผู้ป่วยล้มลงได้
  • อาการชักแบบกล้ามเนื้ออ่อนแรง (Atonic Seizures) อาการชักที่ส่งผลให้กล้ามเนื้ออ่อนแรงลง ผู้ป่วยที่มีอาการชักชนิดนี้จะไม่สามารถควบคุมกล้ามเนื้อขณะเกิดอาการได้ จนทำให้ผู้ป่วยล้มพับ หรือหกล้มลงได้อย่างเฉียบพลัน
  • อาการชักแบบชักกระตุก (Clonic Seizures) เป็นอาการชักที่ก่อให้เกิดการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อที่ผิดปกติ โดยอาจทำให้เกิดการขยับเขยื้อนในจังหวะซ้ำ มักเกิดขึ้นกับกล้ามเนื้อบริเวณคอ ใบหน้า และแขน
  • อาการชักแบบชักกระตุกและเกร็ง (Tonic-clonic Seizuresเป็นอาการชักที่ส่งผลต่อกล้ามเนื้อในร่างกายทุกส่วน ทำให้เกิดอาการกล้ามเนื้อเกร็งและกระตุก ส่งผลทำให้ผู้ป่วยล้มลง และหมดสติ บางรายอาจร้องไห้ในขณะที่ชักด้วย และหลังจากอาการบรรเทาลง ผู้ป่วยอาจรู้สึกเหนื่อยเนื่องจากอาการชัก
  • อาการชักชนิดนี้มักเกิดขึ้นแบบเฉียบพลัน อาการชักแบบชักสะดุ้ง (Myoclonic Seizures)  โดยจะเกิดอาการชักกระตุกของแขนและขาคล้ายกับการโดนไฟฟ้าช็อต ส่วนใหญ่มักจะเกิดหลังจากตื่นนอน บ้างก็เกิดขึ้นร่วมกับอาการชักแบบอื่น ๆ ในกลุ่มเดียวกัน

เกิดอาการชักที่ส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายเท่านั้น อาการชักเฉพาะส่วน (Partial หรือ Focal Seizures) อาการชักประเภทนี้จะเกิดขึ้นกับสมองเพียงบางส่วน แบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ

  • ผู้ป่วยจะยังคงมีสติครบถ้วน โดยผู้ป่วยอาจมีความรู้สึกแปลก ๆ อาการชักแบบรู้ตัว (Simple Focal Seizures) สำหรับอาการชักประเภทนี้ ขณะที่เกิดอาการ หรือมีความรู้สึกวูบ ๆ ภายในท้อง บ้างก็อาจรู้สึกเหมือนมีอาการเดจาวู ซึ่งเป็นความรู้สึกเหมือนว่าเคยพบเห็นหรือเกิดเหตุการณ์ที่ประสบอยู่มาก่อน ทั้ง ๆ ที่ไม่เคย อาจเกิดความรู้สึกร่าเริงหรือกลัวอย่างกะทันหัน และได้กลิ่นหรือรับรู้รสชาติแปลกไป รู้สึกชาที่แขนและขา หรือมีอาการชักกระตุกที่แขนและมือ เป็นต้น ทั้งนี้ อาการชักดังกล่าวอาจเป็นสัญญาณเตือนของอาการชักชนิดอื่น ๆ ที่กำลังตามมา อาการเหล่านี้จะช่วยให้ผู้ป่วยและคนรอบข้างเตรียมรับมือได้ทัน
  • ไม่สามารถจดจำได้ว่าเกิดอาการขึ้นเมื่อใด อาการชักแบบไม่รู้ตัว (Complex Partial Seizures) สามารถเกิดขึ้นโดยที่ผู้ป่วยอาจไม่รู้ตัว ไม่ว่าจะในขณะที่เกิดอาการหรืออาการสงบแล้ว อาการชักชนิดนี้ไม่สามารถคาดเดาได้ โดยอาจมีอาการเช่น ขยับริมฝีปาก ถูมือ ทำเสียงแปลก ๆ หมุนแขนไปรอบ ๆ จับเสื้อผ้า เล่นกับสิ่งของในมือ อยู่ในท่าทางแปลก ๆ เคี้ยวหรือกลืนอะไรบางอย่าง นอกจากนี้ ในขณะที่เกิดอาการ ผู้ป่วยจะไม่สามารถรับรู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นรอบข้างได้เลย

อาการชักต่อเนื่อง (Status Epilepticus) อาการชักชนิดนี้เป็นอาการที่เกิดขึ้นต่อเนื่องกันมากกว่า 30 นาทีขึ้นไป หรือเป็นอาการชักต่อเนื่องที่ผู้ป่วยไม่สามารถคืนสติในระหว่างที่ชัก ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องได้รับการรักษาโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ โดยการรักษาในเบื้องต้นสามารถทำได้โดยผู้ที่ผ่านการฝึกการปฐมพยาบาลผู้ป่วยโรคลมชักชนิดต่อเนื่อง แต่หากไม่เคยได้รับการฝึก ควรโทรแจ้งหน่วยการแพทย์ฉุกเฉิน อาทิ ศูนย์นเรนทร 1669 หรือโรงพบาบาลเพื่อส่งต่อผู้ป่วยไปรักษาให้เร็วที่สุด

คล้ายกับอาการของโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบประสาทอื่น ๆ บางครั้งอาการชักแบบเฉพาะส่วนนั้น อาทิ อาการปวดหัวไมเกรน ซึ่งอาจมีอาการเห็นแสงวูบวาบ โรคที่เกี่ยวกับความผิดปกติในการนอนหลับ ซึ่งอาจมีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงแบบกะทันหัน หรืออาการของโรคจิต จึงมีความจำเป็นมากที่ต้องใช้การทดสอบและการตรวจร่างกายอย่างละเอียดเพื่อแยกโรคลมชักออกจากโรคอื่น ๆ

สาเหตุของโรคลมชัก

สาเหตุของโรคลมชักนั้นยังไม่เป็นที่แน่ชัด ufabet login  โดยผู้ป่วยมากกว่าครึ่งเกิดอาการของโรคลมชักโดยไม่ทราบสาเหตุ และในกลุ่มที่สามารถระบุสาเหตุได้ก็มักเกิดจาการที่สมองถูกการกระทบกระเทือน ทั้งนี้ภายในสมองนั้นเต็มไปด้วยเซลล์ประสาท กระแสไฟฟ้า และสารเคมีที่ถูกเรียกว่าสารสื่อประสาท หากถูกกระทบกระเทือนและเกิดความเสียหายก็อาจทำให้สมองเกิดการทำงานที่ผิดปกติจนเป็นสาเหตุให้เกิดอาการชัก โรคลมชักสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ ได้แก่

  • กลุ่มอาการที่ไม่สามารถหาสาเหตุได้แน่ชัด (Idiopathic หรือ Primary Epilepsy) ผู้ป่วยกลุ่มนี้จะไม่สามารถหาสาเหตุของโรคลมชักที่แน่ชัดได้ แต่อาจมีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคลมชัก มีการสันนิษฐานว่าอาจเกิดจากกรรมพันธุ์ หรือมีความผิดปกติของยีนในร่างกาย
  • Symptomatic หรือ Secondary Epilepsy กลุ่มที่สามารถหาสาเหตุที่แน่ชัดได้  คือกลุ่มผู้ป่วยที่สามารถหาสาเหตุของโรคลมชักได้ โดยอาจเกิดจากโรคที่เกี่ยวกับหลอดเลือดสมอง เนื้องอกในสมอง เกิดจากอุบัติเหตุที่ศีรษะอย่างรุนแรง การติดยาเสพติด หรือพิษสุราเรื้อรัง โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ หรือเกิดจากการขาดออกซิเจนขณะคลอด นอกจากนี้ยังอาจเกิดจากการพัฒนาของสมองที่ไม่สมบูรณ์ได้อีกด้วย โดยสาเหตุเหล่านี้ส่วนใหญ่จะทำให้เกิดโรคลมชักในผู้สูงอายุ โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป แต่ก็อาจเกิดขึ้นในช่วงวัยเด็กได้ด้วยเช่นกัน

ทั้งนี้ สามารถเกิดอาการในผู้ป่วยโรคลมชักโดยไม่จำเป็นต้องมีตัวกระตุ้นให้เกิดอาการ แต่ก็มีในบางกรณี หรือการใช้สารบางอย่างที่ทำให้เกิดอาการชักได้ เช่น ความเครียด การพักผ่อนไม่เพียงพอ การดื่มแอลกอฮอล์ การใช้ยารักษาอาการบางชนิดหรือกการใช้ยาเสพติด ภาวะมีประจำเดือนของผู้หญิง นอกจากนี้ยังมีผู้ป่วยจำนวนหนึ่งแต่เป็นจำนวนน้อยที่สามารถเกิดอาการชักได้หากเห็นแสงแฟลชที่สว่างจ้า โดยอาการชักที่เกิดจากสาเหตุนี้เรียกว่า โรคลมชักที่ผู้ป่วยไวต่อแสงกระตุ้น (Photosensitive Epilepsy)

โรคลมชัก เป็นโรคที่สามารถเกิดขึ้นได้ในกลุ่มคนที่มีปัจจัยเสี่ยงโรคลมชักสูง โดยปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงให้คนทั่วไปเป็นโรคลมชักนั้น ได้แก่

  • อายุ โรคลมชักสามารถเกิดขึ้นได้ทุกช่วงอายุแต่ก็มักเกิดขึ้นในช่วงวัยเด็กตอนต้น และช่วงอายุ 60 ขึ้นไป
  • ประวัติครอบครัว หากในครอบครัวนั้นมีประวัติว่ามีผู้ป่วยโรคลมชัก ความเสี่ยงที่จะเกิดโรคลมชักในครอบครัวก็จะยิ่งเพิ่มขึ้น
  • อาการบาดเจ็บที่ศีรษะอย่างรุนแรง เป็นสาเหตุที่สามารถพบได้ในผู้ป่วยโรคลมชัก ดังนั้นเพื่อลดความเสี่ยง ควรระมัดระวังไม่ให้เกิดอุบัติเหตุที่จะกระทบกระเทือนกับศีรษะ และหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่เสี่ยงต่อการบาดเจ็บที่ศีรษะ
  • โรคหลอดเลือดสมอง ปัญหาสุขภาพที่เกิดจากหลอดเลือดสมอง จนทำให้สมองถูกทำลายสามารถกระตุ้นให้เกิดโรคลมชักได้
  • โรคสมองเสื่อม (Dementia) โรคสมองเสื่อมเป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับสมองโดยตรง ซึ่งมักเกิดกับผู้สูงอายุ โรคนี้สามารถทำให้ความเสี่ยงโรคลมชักเพิ่มขึ้นได้
  • การติดเชื้อที่สมอง (Brain Infections) อาทิโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ซึ่งเป็นสาเหตุของการอักเสบที่สมองหรือไขสันหลัง ทำให้สมองและระบบทำงานของประสาทผิดปกติจนเกิดโรคลมชัก
  • อาการชักในวัยเด็ก อาการชักจากไข้สูงนั้นโดยส่วนใหญ่จะไม่ทำให้เกิดโรคลมชัก แต่ก็อาจทำให้ความเสี่ยงโรคลมชักเพิ่มขึ้นหากมีอาการชักที่ยาวนาน หรือมีปัญหาเกี่ยวกับระบบประสาทอื่น ๆ รวมทั้งมีประวัติโรคลมชักในครอบครัว
โรคลมชัก สัญญาณสมอง
โรคลมชัก สัญญาณสมอง

การวินิจฉัยโรคลมชัก

การวินิจฉัยโรคลมชักเป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะหากไม่สามารถทราบสาเหตุ ก็ไม่สามารถรักษาได้ หรือการรักษาอาจได้ผลไม่เต็มที่ ซึ่งการวินิจฉัยโรคลมชักนั้นเป็นไปได้ยาก เพราะบางอาการของโรคลมชักก็ใกล้เคียงกับโรคอื่น ๆ เช่น โรคไมเกรน หรือภาวะตื่นตระหนกเป็นต้น ดังนั้นจึงต้องใช้เวลาในการตรวจและทดสอบจึงจะทราบผลที่แน่ชัด

อย่างไรก็ตาม หากสงสัยว่าเกิดอาการชักขึ้น ผู้ป่วยควรรีบไปพบแพทย์ โดยแพทย์จะทำการซักถามข้อมูลเกี่ยวกับอาการชักจากตัวผู้ป่วยเองถึงสิ่งที่สามารถจดจำได้ในขณะที่เกิดอาการ หรืออาการที่รู้สึก รวมทั้งสัญญาณเตือนต่าง ๆ และอาจยิ่งเป็นประโยชน์มากขึ้นหากได้สอบถามกับผู้ที่อยู่ใกล้ชิดที่เคยอยู่กับผู้ป่วยในช่วงที่อาการกำเริบ โดยเฉพาะในกรณีที่ผู้ป่วยจดจำอะไรไม่ได้เลย

นอกจากนี้ แพทย์จะซักถามเกี่ยวกับประวัติการรักษาและประวัติส่วนตัวต่าง ๆ เพิ่มเติมด้วย เช่นผู้ป่วยเคยใช้ยาอะไรมาก่อนบ้าง เคยเสพยาเสพติด หรือดื่มแอลกอฮอล์หรือไม่ จากนั้นแพทย์จะนำข้อมูลที่ได้จากผู้ป่วยและคนใกล้ชิดไปพิจารณาควบคู่กับการทดสอบทางการแพทย์ เช่น

  • Electroencephalogram: EEG การตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง วิธีการตรวจนี้จะสามารถตรวจการทำงานที่ผิดปกติของสมองที่ก่อให้เกิดอาการลมชักผ่านขั้วไฟฟ้าที่ติดอยู่กับหนังศีรษะ โดยในขณะที่ทำการทดสอบ อาจมีการให้มองเข้าไปในแสงแฟลช หายใจลึก ๆ แล้วหลับตา หากอาการชักกำเริบจะหยุดการทดสอบในทันที ในบางรายอาจมีการตรวจเช็กคลื่นสมองในขณะหลับ โดยใช้อุปกรณ์ขนาดเล็กบันทึกการทำงานของสมองตลอด 24 ชั่วโมงแล้วจึงนำมาวิเคราะห์อีกครั้ง
  • การเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (Computerized Tomography: CT) เป็นการเอกซเรย์ที่ช่วยให้เห็นภาพตัดขวางของสมอง ซึ่งอาจทำให้แพทย์สามารถเห็นภาพความผิดปกติของสมองที่อาจเป็นสาเหตุของอาการชักได้
  • Magnetic Resonance Imaging: MRI การเอกซเรย์เอ็มอาร์ไอ  เป็นการตรวจที่ใช้คลื่นแม่เหล็กและคลื่นวิทยุสร้างภาพร่างกายของผู้ป่วย ซึ่งเป็นประโยชน์ในรายที่สงสัยว่าอาจเกิดโรคลมชักจากปัญหาสุขภาพต่าง ๆ เช่น ความบกพร่องของสมอง หรือเนื้องอกสมอง

แม้การตรวจวินิจฉัยด้วยวิธีทางการแพทย์จะทำให้การระบุโรคลมชักเป็นไปได้ง่ายขึ้น ทว่าก็มีบางรายที่ผลทดสอบไม่สามารถบอกอะไรได้ แต่ก็ไม่ได้แปลว่าผู้ป่วยจะไม่เป็นโรคลมชัก จึงอาจต้องมีการตรวจซ้ำ และติดตามผลไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะได้ผลที่แน่ชัด

ขาดสมาธิและสมรรถภาพในการทำงาน มีปัญหาในระบบทางเดินอาหาร Jet Lag (เจ็ตแล็ก)

อ่อนเพลียในตอนกลางวัน ขาดสมาธิและสมรรถภาพในการทำงาน มีปัญหาใน ระบบทางเดินอาหาร Jet Lag (เจ็ตแล็ก) เป็นอาการป่วยชนิดหนึ่งที่เกี่ยวกับความผิดปกติทางการนอน ซึ่งเกิดขึ้นชั่วคราวจากการเดินทางบินข้ามเขตเวลาโลกแล้วร่างกายยังไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับเขตเวลาใหม่ได้ ทำให้มีอาการ เช่น นอนไม่หลับ หรือนอนมากเกินไป

ผู้ป่วยเริ่มฟื้นตัวและปรับตัวได้ แต่สำหรับบางคนอาจต้องใช้เวลานานกว่านั้น Jet Lag  แม้ว่าอาการ Jet Lag จะเกิดแล้วดีขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป 1-2 วันจึงอาจกระทบต่อการท่องเที่ยวพักผ่อน การติดต่อธุรกิจการงาน และการใช้ชีวิตหลังการเดินทาง จนผู้ป่วยบางรายอาจต้องการรับการรักษาจากแพทย์

อาการของเจ็ตแล็ก ระบบทางเดินอาหาร

Jet Lag ขึ้นหากเดินทางเป็นเวลานาน  Jet Lag สามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกช่วงวัย โดยอาการป่วยที่พบจะมีแนวโน้มรุนแรง หรือผ่านเขตเวลาที่แตกต่างกันหลาย ๆ แห่ง โดยอาการที่พบ ได้แก่

  • มีปัญหาด้านการนอน เช่น นอนไม่หลับ นอนไม่พอ ตื่นกลางดึก ตื่นเร็ว หรือนอนมากเกินไป
  • เมื่อยล้า อ่อนเพลีย หมดแรง  ufabet login ง่วงนอนในตอนกลางวัน
  • ขาดสมาธิและสมรรถภาพในการทำงานได้ตามปกติ
  • มีปัญหาด้านความจำ
  • มีปัญหาในระบบทางเดินอาหาร เช่น ท้องผูก ท้องร่วง อาหารไม่ย่อย ไม่อยากอาหาร
  • รู้สึกเหมือนไม่สบาย ปวดหัว วิงเวียน สับสนมึนงง เหงื่อไหล ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ
  • อารมณ์เปลี่ยนแปลง เช่น หงุดหงิดง่าย วิตกกังวล

อาการเจ็ตแล็กที่ควรไปพบแพทย์

หากประสบปัญหาจากอาการต่าง ๆ อาการ Jet Lag มักเกิดขึ้นชั่วคราว และดีขึ้นภายใน 1-2 วัน ที่เกิดขึ้นอย่างมาก อาการรุนแรงมาก มีความจำเป็นต้องเดินทางข้ามเขตเวลาบ่อย ๆ หรือมีอาการ Jet Lag อยู่เสมอ ผู้ป่วยควรไปพบแพทย์เพื่อปรึกษาและวางแผนการรับมือกับอาการ Jet Lag ที่เกิดขึ้นหรืออาจเกิดขึ้นต่อไป

สาเหตุของเจ็ตแล็ก

Jet Lag เกิดจากการเดินทางบินข้ามเขตเวลาโลกแล้วร่างกายยังไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับเขตเวลาใหม่ได้ในทันที โดยปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดอาการ Jet Lag ได้แก่

นาฬิกาชีวิตของร่างกาย (Circadian Rhythms) ถูกรบกวน

ทำงานเป็นไปตามปกติภายในรอบเวลา 24 ชั่วโมง ปกติเซลล์ในร่างกายจะถูกควบคุมให้ระบบต่าง ๆ  ซึ่งรวมไปถึงกิจวัตรประจำวันสำคัญที่ร่างกายต้องทำในช่วงเวลากลางวันและกลางคืนด้วย หากต้องเดินทางข้ามเขตเวลา ร่างกายต้องปรับนาฬิกาชีวิตใหม่ให้เข้ากับเขตพื้นที่ที่เดินทางไปถึง จึงกระทบต่อร่างกายและการทำกิจวัตรเหล่านั้น เช่น ด้านการนอนและการกิน จนเกิดเป็นกลุ่มอาการของ Jet Lag

เจ็ตแล็ก (Jet lag) : อาการ สาเหตุ การรักษา
เจ็ตแล็ก (Jet lag) : อาการ สาเหตุ การรักษา

อิทธิพลของแสงแดด

ในร่างกายทำงานตามปกติ และมีส่วนสำคัญในการปรับนาฬิกาชีวิตของร่างกาย แสงแดดมีอิทธิพลต่อการผลิตสารเมลาโทนิน ซึ่งเป็นฮอร์โมนสำคัญที่ช่วยให้เซลล์ต่าง ๆ  ด้วยการส่งสัญญาณกระตุ้นให้ร่างกายทราบเมื่อถึงเวลาที่ควรนอนหลับพักผ่อน ทั้งนี้ อาจให้ร่างกายสัมผัสแสงแดดช่วงกลางวันในพื้นที่เขตเวลาใหม่ตามระยะเวลาที่เหมาะสม เพื่อให้ร่างกายสามารถปรับตัวเข้ากับเขตเวลาใหม่ได้

สภาพอากาศ และแรงดันอากาศภายในห้องโดยสาร

ได้แม้ไม่ได้บินข้ามเขตเวลา รวมทั้งสภาพอากาศที่มีความชื้นต่ำ การเปลี่ยนแปลงของแรงดันอากาศ และระดับความสูงในระหว่างบิน อาจทำให้เกิดกลุ่มอาการ Jet Lag  อาจทำให้ร่างกายเสี่ยงเผชิญกับภาวะขาดน้ำจนมีอาการในกลุ่มอาการ Jet Lag ปรากฏได้

ผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงเผชิญปัญหาอาการเจ็ตแล็ก

  • ยิ่งมีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดอาการ Jet Lag ผู้ที่ต้องเดินทางข้ามเขตเวลาโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ที่เดินทางข้ามเขตเวลาโลกหลาย ๆ เขต
  • นักธุรกิจที่ใช้เวลาบนเครื่องบินเป็นเวลานาน ผู้ที่ต้องเดินทางบ่อย ๆ เช่น นักบิน ลูกเรือและพนักงานบริการบนเครื่องบิน หรือต้องเดินทางข้ามเขตเวลาโลกบ่อย ๆ
  • ผู้ที่เดินทางข้ามเขตเวลาโลกไปทางทิศตะวันออก มักมีอาการรุนแรงกว่าผู้ที่เดินทางข้ามเขตเวลาไปทางทิศตะวันตก เนื่องจากร่างกายจะสามารถปรับตัวได้ดีกว่าเมื่อเดินทางไปทางทิศตะวันตกซึ่งเป็นเขตพื้นที่ที่เวลาล่าช้ากว่าเมื่อเทียบกับเขตเวลาทางทิศตะวันออก เราอาจปรับสภาพร่างกายให้เข้ากับเขตเวลาใหม่ด้วยการเข้านอนช้ากว่าปกติได้ง่ายกว่าการฝืนให้นอนหลับเร็วขึ้นกว่าปกติ
  • ผู้ที่มีอายุมาก หรืออยู่ในกลุ่มผู้สูงอายุ มีแนวโน้มที่จะเผชิญกับอาการที่รุนแรงกว่า และใช้เวลานานกว่า ทั้งในการฟื้นตัวจากอาการ และการปรับตัวเข้ากับเขตเวลาใหม่อีกด้วย

การรักษาเจ็ตแล็ก

อาการ Jet Lag ไม่ต้องรับการรักษา แต่หากอาการเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องยาวนาน มักจะดีขึ้นและหายไปเมื่อร่างกายสามารถปรับตัวเข้ากับเขตเวลาใหม่ได้ภายใน 1-2 วัน  อาการไม่ดีขึ้น หรือมีความจำเป็นต้องเดินทางข้ามเขตเวลาบ่อย ๆ ผู้ป่วยควรไปพบแพทย์ โดยแพทย์จะแนะนำแนวทางการรับมือกับอาการ Jet Lag หรืออาจแนะนำวิธีการรักษา ดังต่อไปนี้

การปรับพฤติกรรมรับมืออาการเจ็ตแล็ก

  • ผู้ป่วยควรปรับตัวให้เข้ากับเขตเวลาใหม่ให้เร็วที่สุด เช่น การปรับตารางเวลา กิจกรรม และกิจวัตรประจำวัน โดยพยายามรับประทานอาหาร เข้านอน และตื่นนอนตามเวลาปกติของเขตเวลาใหม่
  • แม้จะมีอาการอ่อนล้าหรือง่วงนอนหลังเดินทางข้ามเขตเวลาเป็นเวลานาน ควรพยายามอยู่อย่างตื่นตัวจนกว่าจะถึงเวลานอนตามปกติของเขตเวลาใหม่
  • ทำกิจกรรมนอกบ้าน หรือออกไปสู่สภาพแวดล้อมภายนอก เพื่อให้แสงสว่างจากธรรมชาตินอกบ้านช่วยปรับนาฬิกาชีวิตของร่างกาย และเพื่อปรับร่างกายให้คุ้นชินกับสภาพเวลาในปัจจุบัน

การใช้ยา

โดยอาจใช้ยากลุ่มนอนเบนโซไดอะเซปีน (Nonbenzodiazepines) แพทย์อาจจ่ายยานอนหลับเพื่อรักษาผู้ป่วยที่มีปัญหาเกี่ยวกับการนอน  เช่น โซลพิเดม (Zolpidem) หรือยากลุ่มเบนโซไดอะเซปีน (Benzodiazepines) เช่น ไตรอะโซแลม (Triazolam)

ไม่ใช้ยาผิดวัตถุประสงค์ เพราะยานอนหลับอาจมีฤทธิ์ในทางเสพติด  อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยต้องใช้ยาอย่างถูกต้องภายใต้คำสั่งจากแพทย์เท่านั้น และควรรีบปรึกษาแพทย์หากพบผลข้างเคียงที่อาจกระทบต่อปัญหาสุขภาพ เช่น น้ำมูกไหล คลื่นไส้ อาเจียน ปวดหัว วิงเวียน สับสนมึนงง ง่วงนอนแม้เพิ่งตื่นนอน ท้องร่วง เป็นต้น

การใช้ยาอย่างผิดกฎหมายและไม่ใช่ยาภายใต้คำสั่งแพทย์ นอกจากนี้ แม้ในปัจจุบันอาจมีการโฆษณาขายยาแก้หรือป้องกันอาการ Jet Lag มากมาย ย่อมมีความเสี่ยงต่อชีวิตและสุขภาพของผู้ป่วย ฉะนั้น หากผู้ป่วยมีข้อสงสัยหรือมีอาการป่วยที่ต้องการการรักษา ควรเข้ารับการปรึกษาหรือไปพบแพทย์เพื่อตรวจรักษา ไม่ควรรับประทานยารักษาใด ๆ ด้วยตนเองโดยไม่ผ่านคำสั่งหรือคำแนะนำจากแพทย์

การรับประทานฮอร์โมนเมลาโทนิน

ทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับ กระบวนการนอนหลับ และการตื่นนอน สารเมลาโทนินเป็นฮอร์โมนที่ร่างกายผลิตขึ้นจากต่อมไพเนียลในสมอง ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการปรับนาฬิกาชีวิตของร่างกาย การรับประทานฮอร์โมนเมลาโทนินจึงอาจช่วยปรับวงจรการนอนให้เป็นปกติ แก้ปัญหาอาการ Jet Lag และปรับนาฬิกาชีวิตให้เข้ากับเขตเวลาใหม่ได้ในที่สุด

การรับประทานอาหาร เสริมอาจเป็นประโยขน์ต่อบางคน อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่มีหลักฐานทางการแพทย์ที่เพียงพอจะยืนยันประสิทธิภาพของมันได้อย่างชัดเจน โดยวิธีการรับประทานฮอร์โมนเมลาโทนินที่แนะนำ คือ

  • รับประทานเมลาโทนินในตอนกลางคืนของวันที่เดินทาง และช่วงกลางคืนในอีก 2-3 วันหลังเดินทางถึงที่หมายแล้ว
  • หากต้องบินข้ามเขตเวลาไปทางฝั่งตะวันออก ควรรับประทานเมลาโทนินในช่วงเย็น 2-3 วันก่อนการเดินทาง

รับประทานฮอร์โมนในวิธีและปริมาณที่ถูกต้องเหมาะสม อย่างไรก็ดี ควรรับประทานเมลาโทนินภายใต้คำแนะนำจากแพทย์หรือเภสัชกร เพื่อป้องกันการเกิดผลข้างเคียงที่เป็นอันตราย โดยต้องปรึกษาแพทย์ถึงประวัติการป่วยและการใช้ยาของผู้ป่วยก่อนเริ่มรับยาเสมอ เนื่องจากการรับฮอร์โมนเมลาโทนินอาจส่งผลกระทบต่อโรคหรืออาการป่วยอื่น รวมทั้งอาจทำปฏิกิริยาต่อยารักษาตัวอื่นที่กำลังใช้อยู่ โดยเฉพาะหากกำลังป่วยด้วยโรคลมชัก หรือกำลังรับประทานกลุ่มยาป้องกันการแข็งตัวของเลือด เช่น ยาวาร์ฟาริน (Warfarin)

การบำบัดด้วยแสง

ตื่นขึ้นมาในตอนเช้า ดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ แสงสว่างในตอนกลางวันจะช่วยปรับนาฬิกาชีวิตของร่างกายด้วยการกระตุ้นให้สมองสั่งการร่างกาย ไปตามปกติ และกระตุ้นให้ทราบเมื่อถึงเวลาเข้านอนในตอนกลางคืน สำหรับผู้ที่ต้องเดินทางเป็นเวลานาน และเผชิญปัญหาอาการ Jet Lag แพทย์อาจแนะนำวิธีการบำบัดด้วยแสง เช่น การรับแสงแดดในช่วงเวลาที่เหมาะสมหลังการเดินทางข้ามเขตเวลา การใช้แสงสว่างจำลองหรือแสงจากโคมไฟเพื่อช่วยกระตุ้นในช่วงเวลาที่ต้องตื่นนอน

ภาวะแทรกซ้อนของเจ็ตแล็ก

  • ขาดสมาธิ มีปัญหาด้านความจำชั่วคราว ทำให้ไม่สามารถทำงานหรือกิจกรรมต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ไม่สามารถท่องเที่ยวพักผ่อนได้อย่างเต็มที่ เพราะมีสภาพจิตใจและสภาพร่างกายที่อ่อนล้าจากอาการป่วย
  • เสี่ยงต่อการประสบอุบัติเหตุจากอาการง่วงนอนตอนกลางวัน เพราะมีปัญหาในการนอนตอนกลางคืน โดยเฉพาะอุบัติเหตุจากการขับขี่ยานพาหนะ และการใช้เครื่องจักร

การป้องกันเจ็ตแล็ก

  • หลีกเลี่ยงการเดินทางเป็นเวลานาน ๆ หากเป็นไปได้ควรเลือกการเดินทางที่ใช้เวลาน้อยกว่าแทน
  • วางแผนเดินทางล่วงหน้า เมื่อต้องเดินทางข้ามเขตเวลา หากเป็นไปได้ควรวางแผนการเดินทางให้ไปถึงที่หมายก่อนล่วงหน้าวันนัดหมาย 2-3 วัน เพื่อให้ร่างกายได้มีเวลาปรับตัวกับเขตเวลาใหม่
  • ให้เข้านอนเร็วขึ้น 1 ชั่วโมงจากเวลานอนปกติ และหากต้องเดินทางข้ามเขตเวลาฝั่งตะวันตก  ปรับเวลานอนก่อนออกเดินทาง 2-3 วัน หากต้องเดินทางข้ามเขตเวลาฝั่งตะวันออก  ให้เข้านอนช้ากว่าเวลานอนปกติไป 1 ชั่วโมง
  • ปรับกิจกรรม จัดตารางเวลา กำหนดการต่าง ๆ ให้ใกล้เคียงกับเวลาในสถานที่ปลายทาง และปรับเวลาในนาฬิกาให้เป็นสถานที่ปลายทางตั้งแต่ก่อนออกเดินทาง รวมทั้งอาจปรับเวลาในการรับประทานอาหารให้ใกล้เคียงกับช่วงเวลาในสถานที่เป้าหมายด้วย
  • นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอก่อนออกเดินทาง เพราะการพักผ่อนไม่เพียงพออาจทำให้อาการ Jet Lag
  • พยายามนอนหลับบนเครื่อง หากสถานที่เป้าหมายที่จะไปถึงตรงกับช่วงเวลากลางคืน โดยอาจใช้อุปกรณ์ช่วยเหลืออย่างหูฟังและผ้าปิดตาเพื่อให้นอนหลับได้ง่ายขึ้น และพยายามไม่นอนหลับ หากสถานที่เป้าหมายที่จะไปถึงตรงกับช่วงเวลากลางวัน
  • ดื่มน้ำเปล่ามาก ๆ เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ ทั้งในขณะเครื่องขึ้นบินและหลังเครื่องลงจอดแล้ว
  • หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์หรือคาเฟอีนในขณะเดินทาง
  • สัมผัสแสงแดด แสงแดดจะช่วยในกระบวนการปรับนาฬิกาชีวิตของร่างกาย หากเป็นไปได้เมื่อไปถึงปลายทาง ผู้ที่เดินทางข้ามเขตเวลาฝั่งตะวันออกควรรับแสงแดดในตอนเช้า ส่วนผู้ที่เดินทางข้ามเขตเวลาฝั่งตะวันตกควรรับแสงแดดในตอนบ่าย
เพิ่มกล้ามเนื้ออย่างไร ให้ถูกวิธีและดีต่อสุขภาพ

กล้ามเนื้อ คือ ส่วนหนึ่งของร่างกายที่ช่วยออกแรงและเคลื่อนไหว โดยมีหน้าที่พยุงและปรับเปลี่ยนท่าทาง การเคลื่อนที่ไปมา รวมทั้งการเคลื่อนไหวของอวัยวะภายในร่างกาย เช่น หัวใจบีบตัว หรืออาหารเคลื่อนตัวในระบบย่อยอาหาร โดยทั่วไปแล้ว ร่างกายมีกล้ามเนื้อ 600 มัด ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 40 ของน้ำหนักตัว แบ่งออกเป็น 3 ชนิด ได้แก่ กล้ามเนื้อลาย (Skeletal Muscle/Striated Muscle) กล้ามเนื้อเรียบ (Smooth Muscle) และกล้ามเนื้อหัวใจ (Cardiac Muscle/Myocardium) เราสามารถเพิ่มกล้ามเนื้อลายได้ เนื่องจากเป็นกล้ามเนื้อที่อยู่ภายใต้การควบคุมของจิตและมีอยู่หลายแห่งตามร่างกาย

กล้ามเนื้อหาย เหตุผลสำคัญที่ควรเพิ่มกล้ามเนื้อ

ความแข็งแรงและมวลกล้ามเนื้อภายในร่างกายจะฝ่อลงตามอายุที่มากขึ้น โดยทั่วไปแล้ว ภาวะกล้ามเนื้อพร่อง (Sarcopenia) จะเกิดขึ้นเมื่ออายุ 30 ปี โดยเนื้อเยื่อกล้ามเนื้อจะค่อย ๆ ลดลง ส่วนใหญ่แล้ว ร่างกายจะสูญเสียกล้ามเนื้อร้อยละ 25 เมื่ออายุ 70 ปี และสูญเสียมวลกล้ามเนื้อร้อยละ 25 อีกครั้งเมื่ออายุ 90 ปี ทั้งนี้ ผู้ที่ไม่ได้ใช้งานกล้ามเนื้อและผู้ที่อายุมากขึ้นมีโอกาสสูญเสียกล้ามเนื้อได้เช่นกัน โดยเส้นใยกล้ามเนื้อชนิดกระตุกเร็ว (Fast-Twitch Fibers) ซึ่งเป็นเส้นใยกล้ามเนื้อสำหรับทำกิจกรรมที่ใช้พลังมหาศาล มีอัตราการสลายตัวมากกว่าเส้นใยกล้ามเนื้อชนิดกระตุกช้า (Slow-Twitch Fibers)

ภาวะสูญเสียมวลกล้ามเนื้อส่งผลต่อร่างกายหลายอย่าง ส่งผลให้ทำกิจกรรมต่าง ๆ ลำบากขึ้น ทั้งนี้ ยังทำให้ทรงตัวได้ยากเมื่อต้องเคลื่อนไหวไปมาหรือยืนนิ่ง ๆ ส่งผลให้ได้รับบาดเจ็บจากการตกที่สูง ผู้ที่กระดูกอ่อนแอและตกจากที่สูงอาจทำให้กระดูกสะโพก ข้อมือ หรือขาหักได้ ufabet login ซึ่งนำไปสู่ภาวะอันตรายรุนแรงหรือถึงขั้นเสียชีวิต ส่วนผู้ที่กล้ามเนื้อแข็งแรงมีโอกาสเสี่ยงน้อยที่จะได้รับบาดเจ็บร้ายแรง ผู้ที่มีกล้ามเนื้อแข็งแรงจะลำเลียงออกซิเจนและสารอาหารจากเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพกว่า ทำให้หัวใจไม่บีบตัวมากเมื่อทำกิจกรรมต่าง ๆ อีกทั้งยังควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและช่วยเพิ่มความไวต่ออินซูลินซึ่งทำหน้าที่นำน้ำตาลจากเลือดเข้าสู่เซลล์ ส่งผลให้รักษาระดับน้ำตาลในเลือดได้ อันเป็นวิธีป้องกันเบาหวานชนิดที่ 2 และควบคุมน้ำหนัก การเพิ่มกล้ามเนื้อจึงเป็นวิธีที่ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้กล้ามเนื้ออันส่งผลดีต่อสุขภาพ

กินอย่างไรช่วยเพิ่มกล้ามเนื้อ

วิธีเพิ่มกล้ามเนื้อที่ช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรง เริ่มจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหารซึ่งทำได้ ดังนี้

  • ดื่มน้ำก่อนและหลังออกกำลังกาย การดื่มน้ำให้เพียงพอนับเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างกล้ามเนื้อ โดยทั่วไปแล้ว ควรดื่มน้ำวันละ 8-10 แก้ว ผู้ที่ออกกำลังกายควรดื่มน้ำก่อนออกกำลังกายประมาณ 350-470 มิลลิลิตร และดื่มน้ำประมาณ 200-300 มิลลิลิตร ระหว่างทำกิจกรรมที่หนักมากทุก 15 นาที ส่วนผู้ที่ออกกำลังกายมากกว่า 1 ชั่วโมง อาจดื่มเครื่องดื่มเกลือแร่สำหรับนักกีฬา เนื่องจากร่างกายอาจสูญเสียเกลือแร่และเสี่ยงต่อสุขภาพได้
  • รับสารอาหารให้ครบถ้วน ผู้ที่เพิ่มกล้ามเนื้อจำเป็นต้องได้รับสารอาหารต่าง ๆ ให้ครบถ้วน ได้แก่ คาร์โบไฮเดรต ไขมัน โปรตีน วิตามิน และเกลือแร่ ซึ่งมีแนวทางปฏิบัติ ดังนี้
    • รับประทานผักผลไม้ทุกวัน ผักและผลไม้ถือเป็นแหล่งวิตามินและเกลือแร่ที่สำคัญ จึงควรรับประทานผักและผลไม้ให้หลากหลายในปริมาณอย่างน้อยวันละ 5 ส่วน  (อาหาร 1 ส่วน มีปริมาณ 140 กรัม) เช่น เลือกรับประทานแอปเปิ้ล กล้วย ลูกแพร์ หรือผลไม้อื่นที่มีขนาดและน้ำหนัก 80 กรัม สับปะรดหรือแตงโมหั่นเป็นชิ้น หรือผัก 3 ช้อนโต๊ะพูน
    • ไม่อดแป้ง ควรรับประทานอาหารจำพวกแป้งเป็นอาหารหลักทุกมื้อ เนื่องจากแป้งให้พลังงานและเป็นแหล่งสารอาหารหลักสำหรับร่างกาย เช่น รับประทานมันต้มทั้งเปลือก เนื่องจากอุดมไปด้วยไฟเบอร์และวิตามิน รวมทั้งเลือกรับประทานธัญพืชไม่ขัดสี เช่น ข้าวกล้อง เส้นพาสต้าโฮลวีต หรือขนมปังขาวที่มีไฟเบอร์สูง อย่างไรก็ตาม ควรเลี่ยงการรับประทานคาร์โบไฮเดรตในปริมาณมาก เนื่องจากจะไปกระตุ้นระดับอินซูลินให้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและยับยั้งการผลิตโกรทฮอร์โมน (Growth Hormones) ซึ่งช่วยในการเจริญเติบโตของกล้ามเนื้อ ควรแบ่งเป็นมื้อย่อย 5-6 มื้อในปริมาณที่เหมาะสม ที่สำคัญ หลีกเลี่ยงการอดแป้ง เนื่องจากร่างกายจะสร้างกล้ามเนื้อได้ยากหากได้รับพลังงานไม่เพียงพอ
    • รับประทานผลิตภัณฑ์นม นมและผลิตภัณฑ์เนยนมต่าง ๆ นับเป็นแหล่งสารอาหารโปรตีนและแคลเซียมที่ช่วยเสริมสร้างกระดูก ควรเลือกรับประทานนมและผลิตภัณฑ์เนยนมไขมันต่ำหรือโยเกิร์ตที่มีน้ำตาลน้อย รวมทั้งเลือกรับประทานแหล่งโปรตีนที่ไม่ปรุงแต่งรสหวานแต่อุดมไปด้วยแคลเซียม เช่น น้ำนมถั่วเหลือง โยเกิร์ตจากถั่วเหลือง ชีสถั่วเหลือง เป็นต้น
    • รับประทานถั่วและแหล่งโปรตีนต่าง ๆ ผู้ที่ต้องการเพิ่มกล้ามเนื้อควรเลือกรับประทานถั่วต่าง ๆ ปลา ไข่ เนื้อสัตว์ และโปรตีนอื่น ๆ เนื่องจากอาหารเหล่านี้อุดมไปด้วยโปรตีนซึ่งช่วยในการเติบโตและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกาย ทั้งนี้ เนื้อสัตว์ให้ธาตุเหล็ก สังกะสี วิตามินบี วิตามินบี 12 แต่ควรเลือกเนื้อสัตว์ไม่ติดมันและลอกหนังก่อนรับประทานเพื่อลดไขมัน ส่วนเนื้อปลาซึ่งเป็นแหล่งโปรตีน เกลือแร่ และวิตามินที่สำคัญ ควรรับประทานให้ได้อย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ส่วน รวมทั้งรับประทานน้ำมันปลาซึ่งอุดมไปด้วยกรดโอเมก้า 3
    • รับประทานอาหารไขมันต่ำและน้ำตาลน้อย เลือกรับประทานอาหารไขมันต่ำในปริมาณน้อย  เช่น น้ำมันทานตะวัน น้ำมันมะกอก หรือน้ำมันพืชอื่น ๆ รวมทั้งเลี่ยงการบริโภคอาหารไขมันสูงหรือมีน้ำตาลมาก เช่น ช็อกโกแลต ขนมเค้ก บิสกิต น้ำอัดลม เนย หรือไอศกรีม เนื่องจากการรับประทานไขมันอิ่มตัวที่มากเกินไปจะเพิ่มระดับคอเลสเตอรอลในเลือดให้สูง ขึ้น เสี่ยงเป็นโรคหัวใจ ส่วนการบริโภคอาหารหรือเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูงนั้นทำให้มีความเสี่ยงสูงต่อภาวะอ้วนและฟันผุ
  • รับประทานโปรตีนให้เพียงพอ การเพิ่มกล้ามเนื้อต้องได้รับโปรตีนในปริมาณที่เพียงพอ เนื่องจากโปรตีนจะช่วยสร้างกล้ามเนื้อ โดยร่างกายต้องการกรดอะมิโนจำเป็นไปช่วยเพิ่มโปรตีน ผู้ที่ไม่ได้รับประทานอาหารที่มีโปรตีนเพียงพอ อาจรับประทานขนมหรือของว่างโปรตีนสูงได้ เช่น เนยแข็งคอจเตจ ชีสแบบแท่ง โปรตีนบาร์ โปรตีนเชค หรือผงโปรตีนสำหรับละลายในน้ำหรือนมไขมันต่ำ

นอกจากนี้ ผู้ที่ต้องการรับประทานอาหารเสริมโปรตีนสำหรับเพิ่มกล้ามเนื้อ ควรปรับเปลี่ยนการรับประทานอาหารเพื่อเพิ่มโปรตีนให้ร่างกาย เช่น รับประทานกรีกโยเกิร์ตกับมูสลี่หรือผลไม้ตอนเช้าแทนการรับประทานนมกับอาหารเช้าซีเรียล ส่วนการเลือกอาหารเสริมโปรตีนอื่น ๆ ควรเลือกยี่ห้อที่เชื่อถือได้ อ่านฉลากก่อนรับประทานทุกครั้งอย่างละเอียด รวมทั้ง รับประทานอาหารเสริมโปรตีนในปริมาณที่แนะนำ ไม่ควรรับประทานมากเกินจำเป็น ที่สำคัญ ไม่ควรใช้ยาที่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์เพื่อกระตุ้นและสร้างกล้ามเนื้อ เนื่องจากจะก่อให้เกิดผลข้างเคียง เช่น ความดันโลหิตสูง ทำลายไตและหัวใจโดยตรง ตับเสียหาย และส่งผลต่อการมีเพศสัมพันธ์

สุดยอด “อาหาร สร้างกล้ามเนื้อ”
สุดยอด “อาหาร สร้างกล้ามเนื้อ”

ออกกำลังกายเพื่อเพิ่มกล้ามเนื้อ

นอกจากปรับเปลี่่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหารแล้ว ควรออกกำลังกายเพื่อเพิ่มกล้ามเนื้อควบคู่กัน การออกกำลังกายฝึกกล้ามเนื้อ (Strength Training) คือการออกกำลังกายเสริมสร้างการทรงตัวที่สำคัญ ซึ่งรวมถึงการออกกำลังกายแบบแอโรบิกและกิจกรรมเสริมสร้างความยืดหยุ่นของร่างกาย การออกกำลังกายแบบ

แอโรบิกเป็นประจำจะกระตุ้นกล้ามเนื้อให้ใช้ออกซิเจนอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งทำให้หัวใจและปอดแข็งแรง เมื่อนำรูปแบบการออกกำลังกายดังกล่าวมาเข้าร่วมกับการฝึกความแข็งแรงกล้ามเนื้อ จะทำให้กล้ามเนื้อได้ออกแรงต้านน้ำหนักที่เราใช้ในการออกกำลัง ส่งผลให้กล้ามเนื้อทำงานหนักมากกว่าเดิม กลายเป็นกล้ามเนื้อแข็งแรงและมวลกล้ามเนื้อเพิ่มขึ้น นอกจากนั้น การออกกำลังกายฝึกกล้ามเนื้อยังช่วยให้ร่างกายเผาผลาญพลังงานได้นานหลังจากหยุดออกกำลังกายไปแล้ว โดยการออกกำลังกายลักษณะนี้มีหลายชนิด ได้แก่

บอดี้เวท (Body Weight) คือ การออกกำลังกายที่ใช้น้ำหนักของตัวเองเป็นแรงต้าน นับเป็นวิธีเพิ่มความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อที่มีประสิทธิภาพวิธีหนึ่ง โดยท่าออกกำลังกายฝึกกล้ามเนื้อแบบบอดี้เวทที่ช่วยเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ มีดังนี้

  • วิดพื้น (Push Up) วางมือทั้งสองข้างบนพื้นไม่ให้ล้ำหน้าหัวไหล่ ยืดแขนจนสุด เหยียดขาให้ตรงโดยหัวเข่าไม่แตะพื้น จากนั้นงอข้อศอกให้หน้าอกลดต่ำลง ห่างจากพื้นประมาณ 2 นิ้ว แล้วดันตัวขึ้นมาจากพื้น
  • ฝึกกล้ามเนื้อหลังแขน (Tricep Dip) นั่งชันเข่าขึ้นมา วางฝ่าเท้าเต็มพื้น วางฝ่ามือราบไปกับพื้นด้านหลังโดยหันมือให้นิ้วเข้าหาลำตัวที่อยู่ข้างหน้า จากนั้นยกสะโพกขึ้นจากพื้น พร้อมกับค่อย ๆ งอศอกพร้อมกับลดลำตัวจนถึงพื้น แล้วดันกลับขึ้นมา ทำซ้ำเช่นนี้เซตละ 12-15 ครั้ง จำนวน 2 เซต
  • สควอท (Squat) ยืนกางเท้าให้กว้างเท่ากับไหล่ ปล่อยแขนไว้ข้างลำตัวหรือยกแขนยื่นไปข้างหน้าเพื่อช่วยทรงตัว จากนั้นงอเข่าย่อตัวลงไป โดยให้ต้นขาขนานกับพื้นและหลังตรง ระวังอย่างอเข่าจนหัวเข่าเลยปลายเท้า ทำซ้ำเซตละ 15-24 ครั้ง จำนวน 2 เซต
  • บริหารขา (Lunge) ยืนในท่าเตรียมโดยก้าวเท้าซ้ายไปข้างหน้า จากนั้นงอเข่าซ้ายช้า ๆ พร้อมกับย่อตัวลงไปจนขาทั้งสองข้างตั้งฉาก ทิ้งน้ำหนักลงบนส้นเท้าแล้วค่อยกลับมาอยู่ในท่าเริ่มต้น ควรให้หลังตรงและไม่งอเข่าจนเลยปลายเท้า ทำเช่นนี้ 15-24 ครั้ง แล้วสลับทำอีกข้าง
  • บริหารหน้าท้อง (Crunch) นอนราบบนพื้น ชันเข่าขึ้นมา มือแตะหลังหู โดยให้หลังส่วนล่างแนบไปพื้น จากนั้้นยกแนวไหล่ทั้งสองข้างขึ้นมาจากพื้นไม่เกิน 3 นิ้ว แล้วค่อยกลับไปอยู่ท่าเดิม ไม่ควรกดคางแนบกับอกหรือใช้มือดึงคอขึ้นมา ทำเซตละ 15-24 ครั้ง จำนวน 2 เซต
  • ฝึกกล้ามเนื้อหลัง (Back Raise) นอนคว่ำไปบนพื้น ยื่นมือออกไปข้างหน้าหรือเอามือไว้ที่ขมับ เหยียดขาและปลายเท้าราบบนพื้น จากนั้นยกไหล่ขึ้นมาจากพื้นไม่เกิน 3 นิ้ว แล้วค่อย ๆ กลับไปอยู่ท่าเริ่มต้น ทำซ้ำเช่นนี้เซตละ 15-24 ครั้ง จำนวน 2 เซต
  • ฟรีเวท (Free Weight) การออกกำลังกายฝึกกล้ามเนื้อชนิดนี้จะช่วยให้กล้ามเนื้อทุกส่วนได้ทำงานพร้อมกัน โดยฟรีเวทคือการออกกำลังที่ใช้บาร์เบลหรือดัมเบล ซึ่งมีท่าประกอบ ดังนี้
    • ฟรีเวทกล้ามเนื้อหน้าแขน (Curls) ท่านี้เล่นได้ทั้งแบบฟรีเวทและเล่นกับเครื่องเล่นเวท โดยเลือกเวทที่สามารถยกได้ 8-12 ครั้ง ส่วนผู้ที่เล่นกล้ามเนื้อหน้าแขนแบบฟรีเวท ควรเลือกดัมเบลหรือบาร์เบลที่ไม่ทำให้แขนแกว่ง สามารถแนบศอกไว้ข้างลำตัวได้ หากข้อศอกแกว่ง ควรลดน้ำหนักของอุปกรณ์ให้พอดี
    • ฟรีเวทกล้ามเนื้อหลังแขน (Close-Grip Bench Press) นอนราบไปบนเก้าอี้ออกกำลัง จับบาร์เบลที่อยู่เหนือตัวเอง โดยให้มือห่างจากกันประมาณ 18 นิ้ว เหยียดข้อมือให้ตรง ศอกอยู่ใกล้ลำตัว จากนั้นยกบาร์เบลขึ้นไปและลดลงมาห่างจากอก 2 นิ้ว และยกขึ้นไปอีกครั้ง ควรหายใจออกเมื่อยกบาร์เบล และหายใจเข้าเมื่อลดบาร์เบลลงมา ทำติดต่อกัน 8-12 ครั้ง
    • ฟรีเวทกล้ามเนื้อหลัง (One-Arm Dumbbell Rows) วางเข่าและมือข้างซ้ายบนเก้าอี้ออกกำลัง โดยให้แขนเหยียดตรงและหลังอยู่ในแนวขนานกับพื้น จากนั้นใช้มือขวายกดัมเบลที่ถือไว้ โดยยกให้ปลายแขนอยู่ข้างลำตัวในแนวเดิม ไม่เอียงดัมเบลเข้าหาหน้าอก
    • ฟรีเวทกล้ามเนื้อหนอก (Shrug) ถือบาร์เบลหรือดัมเบลไว้ทั้งสองข้าง โดยให้แขนเหยียดตรง จากนั้นออกแรงยักไหล่ หากเลือกบาร์เบลหรือดัมเบลที่มีน้ำหนักมากพอและเหมาะสมกับกำลังตัวเองจะรู้สึกกล้ามเนื้อล้าเมื่อเล่นครบจำนวน
  • เล่นเครื่องเล่นเวท (Weight Machines) วิธีฝึกกล้ามเนื้อด้วยเครื่องเล่นเวทจะช่วยให้ออกกำลังและบริหารกล้ามเนื้อเฉพาะส่วนไปทีละจุด โดยศูนย์ออกกำลังกายหรือฟิตเนสต่าง ๆ มีบริการเครื่องเล่นเวทไว้บริการแก่ผู้ที่ต้องการฝึกกล้ามเนื้อแต่ละส่วน ผู้ที่ออกกำลังกาย ชนิดนี้เป็นครั้งแรกควรปรึกษาเจ้าหน้าที่หรือเทรนเนอร์ประจำฟิตเนสในการบริหารร่างกายให้ถูกต้อง ทั้งนี้ ผู้ที่ไม่สะดวกมาที่ฟิตเนสลองซื้อเครื่องออกกำลังกายมาฝึกเองที่บ้านได้
  • ยางยืดออกกำลังกาย (Resistance Band) การฝึกกล้ามเนื้อด้วยยางยืดสำหรับออกกำลังกายนั้นควรเลือกยางยืดที่มีระดับแรงต้านมากพอ โดยจะรู้สึกล้ากล้ามเนื้อหลังจากฝึกกล้ามเนื้อนั้น ๆ ครบ 8-12 ครั้ง ผู้ที่เริ่มฝึกอาจออกกำลังด้วยยางยืดเพียงหนึ่งเซตก่อน จากนั้นค่อยเพิ่มจำนวนเมื่อกล้ามเนื้อที่บริหารเริ่มแข็งแรง ท่าฝึกกล้ามเนื้อด้วยยางยืดสำหรับออกกำลังกายนั้นมี ดังนี้
    • บริหารไหล่ (Shoulder Press) นำยางยืดวางไว้ใต้เท้าทั้งสองข้าง ยืนตรง จับปลายยางยืดและงอแขนโดยหันด้านฝ่ามือเข้าหาตัวเอง จากนั้นค่อย ๆ ยืดแขนทั้งสองข้างขึ้นไปเหนือศีรษะจนแตะกัน ระวังอย่างยกไหล่ตาม แล้วค่อยลดแขนลงมาอยู่ท่าเริ่มต้น ทำเช่นนี้เซตละ 12-24 ครั้ง จำนวน 2 เซต
    • บริหารไหล่และขา (Shoulder Press with Lunge)  ก้าวขาขวาไปข้างหน้า วางยางยืดไว้ใต้เท้าขวาและจับปลายยางยืดทั้งสองข้างไว้ จากนั้นงอเข่าย่อตัวลงไปเหมือนท่าบริหารขา (Lunge) พร้อมกับยกแขนขึ้นให้สูงเลยศีรษะ ค่อย ๆ ลดแขนลงกลับมาอยู่ในท่าเริ่มต้นและทำซ้ำข้างละ 12-24 ครั้ง
    • บริหารกล้ามเนื้อต้นแขนหน้า (Bicep Curl) ยืนตรงแยกขาออกให้กว้างเท่าสะโพก วางยางยืดไว้ใต้เท้าข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้งสองข้าง ยืดตัวตรงและเกร็งสะโพกไว้ จับปลายยางยืดทั้งสองข้าง แขนเหยียดตรงอยู่ข้างลำตัว โดยหันฝ่ามือที่จับยางยืดออกไปข้างหน้า จากนั้นค่อย ๆ งอศอกเพื่อยกแขนขึ้นมา แล้วผ่อนลงช้า ๆ ไปอยู่ท่าเริ่มต้น ทำเช่นนี้เซตละ 12-24 ครั้ง จำนวน 2 เซต
    • บริหารกล้ามเนื้อหัวไหล่ด้านข้าง (Lateral raise) ยืนตรงแยกขาให้กว้างเท่าสะโพก วางยางยืดไว้ใต้เท้าทั้งสองข้าง ยืดตัวตรงและเกร็งสะโพก จับปลายยางยืดโดยให้แขนเหยียดตรงอยู่ข้างลำตัว จากนั้นค่อย ๆ หงายฝ่ามือขึ้นและกางแขนทั้งสองข้างออกห่างจากด้านข้างลำตัวจนอยู่ระดับหัวไหล่ ควรให้แขนเหยียดตรงและไม่ยกไหล่ขณะที่กางแขนยกขึ้นมา แล้วค่อย ๆ ผ่อนแขนลงมาอยู่ท่าเริ่มต้น ทำซ้ำเซตละ 12-24 ครั้ง จำนวน 2 เซต
  • โยคะ โยคะนับเป็นการออกกำลังฝึกกล้ามเนื้อที่ช่วยบริหารกล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ท่าแนะนำ ได้แก่
    • ท่าสุนัขยืดลง (Downward Facing Dog) ท่านี้จะช่วยบริหารร่างกายส่วนบน โดยช่วยยืดกล้ามเนื้อแขน อก ขา และหลัง เตรียมตัวในท่าคุกเข่า ฝ่าเท้าวางบนพื้น เข่าอยู่ต่ำกว่าสะโพก และวางมือให้เลยหัวไหล่เล็กน้อย จากนั้นหายใจออกพร้อมกับยืดขาให้ตรงโดยให้ส้นเท้าแตะพื้นและก้นยกขึ้นสูง ฝ่ามือออกแรงกดพื้นเบา ๆ พร้อมกับเหยียดแขนให้ตรงจนหัวไหล่ลาดลงเป็นแนวเดียวกัน โดยให้ศีรษะอยู่ระหว่างแขนทั้งสองข้าง ทำค้างไว้ 1-3 นาที
    • ท่ากระดาน (Plank) ท่านี้จะช่วยเสริมความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อแขน ข้อมือ และลำตัว วางมือให้ห่างจากกัน เหยียดแขนให้ไหล่ตรง จากนั้นทำค้างไว้ประมาณ 30 วินาที-1 นาที
    • ท่าสุนัขเงยหน้า (Upward Facing Dog) ท่านี้จะช่วยบริหารร่างกายส่วนบน เริ่มต้นนอนคว่ำ โดยให้ลำตัว ขา และเท้าราบไปบนพื้น งอศอกตั้งขึ้นโดยวางฝ่ามือบนพื้นอยู่ข้างเอว จากนั้นใช้มือออกแรงกด พร้อมกับยกลำตัวและหน้าขาขึ้นมาจากพื้น โดยยืดหน้าท้องหรือตรงกลางลำตัวให้สุดและดึงหัวไหล่ให้เหยียดตรง ยืดตัวให้สุด ค้างไว้ประมาณ 15-30 วินาที
    • ท่าสะพาน (Bridge) ท่านี้ช่วยบริหารกล้ามเนื้อหลัง ขา ก้น และลำตัว เริ่มต้นนอนหงายราบไปบนพื้น แขนอยู่ข้างลำตัว ฝ่ามือคว่ำลง ชันเข่าขึ้นมาโดยให้ส้นเท้าชิดเข้ามามากที่สุด จากนั้นยกสะโพกขึ้น โดยให้ต้นขาขนานกับพื้นและวางมือไว้ข้างลำตัวเช่นเดิม เงยหน้าเล็กน้อยและไหล่ราบไปบนพื้นขณะยกสะโพก ค้างไว้ประมาณ 30 วินาที-1 นาที แล้วค่อยลดสะโพกลงมาเหมือนเดิม

ผู้ที่ต้องการเริ่มต้นออกกำลังกายแบบฝึกกล้ามเนื้อควรเข้ารับการตรวจสุขภาพ เพื่อดูว่าร่างกายพร้อมรับการออกกำลังลักษณะดังกล่าวอย่างปลอดภัยหรือไม่ เมื่อฝึกกล้ามเนื้อระยะแรกควรฝึกเบา ๆ ช้า ๆ และมีผู้เชี่ยวชาญคอยดูแลและให้คำแนะนำในการจัดท่าทางและฝึกกล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ อย่างถูกต้อง ทั้งนี้ ควรหยุดเล่นและพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกายทันทีในกรณีที่เกิดอาการปวดหรือบาดเจ็บขณะเล่น วิธีออกกำลังกายฝึกกล้ามเนื้อที่มีประสิทธิภาพและดีต่อสุขภาพทำได้ ดังนี้

  • ควรเริ่มฝึกกล้ามเนื้อแบบบอดี้เวทประมาณ 2-3 สัปดาห์ ก่อนฝึกกล้ามเนื้อด้วยการเล่นฟรีเวทหรือเครื่องเล่นเวทต่าง ๆ
  • ออกกำลังกายฝึกกล้ามเนื้อสัปดาห์ละ 3 ครั้ง รวมทั้งเลี่ยงยกเวทติดต่อกันทุกวัน
  • ควรอบอุ่นร่างกายประมาณ 5-10 นาทีก่อนออกกำลัง
  • ควรฝึกบริหารกล้ามเนื้อท่าต่าง ๆ โดยเน้นทำซ้ำมากกว่าออกเต็มแรง
  • ควรให้เทรนเนอร์หรือผู้เชี่ยวชาญแนะนำการจัดท่าทางที่ถูกต้อง เนื่องจากอาจเสี่ยงได้รับบาดเจ็บในกรณีที่บริหารกล้ามเนื้อผิดท่า
  • ควรคลายกล้ามเนื้อ (Cool Down) ประมาณ 5-10 นาที หลังออกกำลังกาย รวมทั้งยืดกล้ามเนื้อทุกครั้ง

ผู้ที่ออกกำลังกายแบบฝึกกล้ามเนื้ออย่างถูกวิธีจะได้รับประโยชน์หลายอย่าง ทั้งช่วยเพิ่มความทนทานแข็งแรงในการเล่นกีฬาและประกอบกิจกรรมต่าง ๆ ทำให้สมาธิดีขึ้น ลดไขมันและเพิ่มมวลกล้ามเนื้อ  กระตุ้นการเผาผลาญพลังงานของร่างกายตลอดเวลา ลดโอกาสเสี่ยงได้รับบาดเจ็บ รวมทั้งป้องกันการป่วยด้วยปัญหาสุขภาพต่าง ๆ

เยื่อหุ้มสมองอักเสบ (Meningitis) โรคที่เกิดการติดเชื้อที่อาจเกิดจากเชื้อไวรัส เชื้อแบคทีเรีย

เป็นโรคที่เกิดการติดเชื้อที่อาจเกิดจากเชื้อไวรัส เชื้อแบคทีเรีย เยื่อหุ้มสมองอักเสบ (Meningitis) หรือเชื้อราบริเวณเยื่อหุ้มที่หุ้มรอบสมองและไขสันหลังจนทำให้บริเวณดังกล่าวอักเสบบวม ทำให้เกิดอาการอื่น ๆ ตามมา เช่น ปวดศีรษะ คอแข็งขยับไม่ได้ และเป็นไข้ เยื่อหุ้มสมองอักเสบพบมากในเด็กอ่อน เด็กเล็ก วัยรุ่น จนถึงวัยผู้ใหญ่ และบางชนิดอาจเป็นอันตรายร้ายแรงหากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที

อาการของโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ

ในระยะแรกเริ่มอาจคล้ายคลึงอาการของโรคไข้หวัดใหญ่ อาการของเยื่อหุ้มสมองอักเสบ โดยจะแสดงอาการมากขึ้นเมื่อผ่านไปหลายชั่วโมงหรือเป็นเวลา 2-3 วันแล้ว อาการที่อาจเกิดขึ้นได้ในผู้ป่วยอายุตั้งแต่ 2 ปีขึ้นไป มีดังนี้

  • คอแข็ง
  • มีอาการสับสน ไม่มีสมาธิในการจดจ่อ
  • ไข้ขึ้นสูงเฉียบพลัน
  • ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน
  • ชัก
  • แพ้แสงหรือไวต่อแสง
  • ไม่มีความกระหายหรืออยากอาหาร
  • ปวดหัวอย่างรุนแรงผิดปกติ
  • ง่วงนอน หรือตื่นนอนยาก
  • ผิวหนังเป็นผื่น พบได้ในผู้ป่วยเยื่อหุ้มสมองอักเสบที่เกิดจากเชื้อไข้กาฬหลังแอ่น

เด็กแรกเกิดจนกระทั่งอายุไม่เกิน 1 เดือน สามารถเป็นเยื่อหุ้มสมองอักเสบได้เช่นกัน โดยอาจมีอาการดังนี้

  • ร้องไห้ตลอดเวลา
  • มีไข้สูง
  • ตัวและลำคอแข็ง
  • นอนหลับมากเกินไป หรือหงุดหงิดง่าย
  • เฉื่อยชา เคลื่อนไหวน้อย
  • กระหม่อมนูน
  • ดื่มนมได้น้อยลงมาก
มีไข้สูง ปวดศีรษะ สัญญาณอันตรายของโรคไข้สมองอักเสบ
มีไข้สูง ปวดศีรษะ สัญญาณอันตรายของโรคไข้สมองอักเสบ

สาเหตุของโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ

เยื่อหุ้มสมองอักเสบส่วนมากเกิดจากการติดเชื้อไวรัส รองลงมาคือการติดเชื้อจากแบคทีเรีย และจากเชื้อรา ตามลำดับ

เยื่อหุ้มสมองอักเสบจากเชื้อไวรัสเป็นชนิดที่รุนแรงน้อยที่สุด แต่ก็ไม่เสมอไปเพราะอาจเป็นการติดเชื้อจากไวรัสที่ทำให้เกิดอาการ  สาเหตุจากเชื้อไวรัส เช่น ท้องเสีย เป็นต้น แต่มีโอกาสน้อยมากที่เยื่อหุ้มสมองอักเสบจากไวรัสจะทำอันตรายต่อสมองถาวรหลังจากอาการติดเชื้อบรรเทาลงแล้ว เพราะสามารถหายได้เอง

ไวรัสโรคคางทูม (Mumps) ไวรัสโรคเริม (Herpes) ไวรัสจากโรคอีสุกอีใส (Chicken pox) และไวรัสจากไข้หวัด (Influenza) เชื้อไวรัสที่สามารถไปสู่เยื่อหุ้มสมองและก่อให้เกิดเยื่อหุ้มสมองอักเสบได้ เป็นต้น

สาเหตุจากเชื้อแบคทีเรีย การติดเชื้อจากแบคทีเรียที่เยื่อหุ้มสมองสามารถส่งผลอันตรายอย่างรุนแรง ผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับการรักษา ซึ่งหากไม่รับการรักษาโดยเร็ว การติดเชื้อชนิดนี้จะร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิตหรือเกิดการกระทบกระเทือนต่อสมองและร่างกายส่วนอื่น ๆ อย่างถาวร นอกจากนี้ การติดเชื้อเยื่อหุ้มสมองอักเสบชนิดนี้สามารถแพร่กระจายไปสู่ผู้อื่นผ่านการไอและจามได้ โดยแบคทีเรียที่เข้าไปสู่เลือดผ่านโพรงจมูก หู หรือส่วนอื่น ๆ ของทางเดินหายใจตอนบน และเข้าไปยังสมองในที่สุด

เชื้อแบคทีเรียที่มักเป็นสาเหตุของเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ได้แก่

  • Neisseria meningitidis (Meningococcus) ซึ่งเป็นแบคทีเรียที่ทำให้เกิดโรคไข้กาฬหลังแอ่น
  • Streptococcus pneumoniae (Pneumococcus) ที่พบได้ในภาวะปอดอักเสบติดเชื้อ

ส่วนเชื้อแบคทีเรียชนิดอื่น ๆ ที่มีโอกาสเป็นสาเหตุการเกิดได้เช่นกัน ได้แก่

  • เชื้อแบคทีเรียโรคฮิบ (Haemophilus influenzae Type B)
  • เชื้ออีโคไล (Escherichia coli: E. coli)
  • เชื้อวัณโรค (TB)

สาเหตุจากเชื้อรา เยื่อหุ้มสมองอักเสบจากเชื้อราเป็นสาเหตุที่พบได้น้อยที่สุด ผู้ที่มีร่างกายแข็งแรงมักจะไม่ติดเชื้อชนิดนี้ แต่ผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันบกพร่องอย่างผู้ติดเชื้อเอดส์มักมีความเป็นไปได้สูงที่จะเกิดโรคนี้ด้วย

การวินิจฉัยโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ

แพทย์จะวินิจฉัยโดย การตรวจร่างกาย ตรวจดูอาการของการติดเชื้อรอบ ๆ ใช้ข้อมูลประวัติด้านสุขภาพของผู้ป่วย  ศีรษะ ใบหู ลำคอ และผิวหนังตามแนวกระดูกสันหลัง รวมถึงดูอาการทางระบบประสาท เช่น อาการคอแข็ง หรือระดับสติสัมปชัญญะ สัญญาณชีพจร และอาจใช้การตรวจวินิจฉัยต่อไปนี้

  • การเก็บตัวอย่างโรค เนื่องจากแบคทีเรียเดินทางจากเลือดไปสู่สมองได้ แพทย์จึงใช้วิธีเก็บตัวอย่างเลือดจากผู้ป่วยเพื่อเพาะเชื้อหาสาเหตุการเกิดโรคในเลือดที่ทำให้เกิดเยื่อหุ้มสมองอักเสบ เช่น N. meningitidis และ S. pneumoniae
  • (Computerized Tomography) หรือ MRI (Magnetic Resonance Imaging) การถ่ายภาพด้วย CT scans ทำโดยการใช้เครื่องมือดังกล่าวถ่ายภาพของสมองที่อาจมีอาการบวมหรือพุพอง นอกจากนี้ แพทย์อาจถ่ายภาพบริเวณอกหรือโพรงจมูกเพื่อตรวจดูการติดเชื้อในบริเวณอื่นที่อาจเกี่ยวเนื่องกับเยื่อหุ้มสมองอักเสบด้วย
  • การเจาะน้ำไขสันหลัง นับเป็นวิธีที่แน่นอนและแม่นยำในการวินิจฉัยเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ผู้ป่วยจะถูกเจาะน้ำจากไขสันหลังไปตรวจผล

การรักษาโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ

วิธีการรักษาขึ้นอยู่กับชนิดของการติดเชื้อ ผู้ป่วยที่ติดเชื้อแบคทีเรียแบบเฉียบพลันจำเป็นต้องได้รับการรักษาทันที โดยรับยาปฏิชีวนะเข้าเส้นเลือดดำ ทั้งนี้ การจะเลือกใช้ยาปฏิชีวนะใด ๆ ก็ขึ้นอยู่กับชนิดของแบคทีเรียที่ทำให้เกิดการติดเชื้อ

ร่างกาย ผู้ป่วยอาจรักษาด้วยตนเองโดยการนอนพักผ่อน ส่วนอาการเยื่อหุ้มสมองอักเสบจากเชื้อไวรัสนั้นสามารถบรรเทาลงได้เองภายใน 2 สัปดาห์ และไม่ทำให้เกิดผลกระทบใด ๆ ต่อร่างกาย ผู้ป่วยอาจรักษาด้วยตนเองโดยการนอนพักผ่อน ดื่มน้ำให้มาก และรับประทานยาลดไข้และบรรเทาอาการปวด ทั้งนี้แพทย์อาจสั่งจ่ายยาคอร์ติสเตียรอยด์ (Corticosteroids) เพื่อลดการบวมในสมอง ยาต้านชัก (Anticonvulsant) เพื่อควบคุมการชักของผู้ป่วย หรือยาต้านไวรัส หากเป็นการติดเชื้อที่เกิดจากไวรัส Herpes

หากเกิดจากเชื้อชนิดอื่น สามารถรักษาโดยการให้ยาฆ่าเชื้อนั้น ๆ ร่วมกับการรักษาประคับประคองตามอาการ

ภาวะแทรกซ้อนของโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ

ความรุนแรงของอาการแทรกซ้อนจากเยื่อหุ้มสมองอักเสบขึ้นอยู่กับความรุนแรงของการติดเชื้อ ซึ่งภาวะแทรกซ้อนสามารถมีได้หลากหลาย ดังนี้

  • อาการชัก
  • ปัญหาด้านความทรงจำและการจดจ่อสมาธิ
  • ปัญหาด้านการเคลื่อนไหว การประสานงาน และความสมดุลของร่างกาย
  • ปัญหาด้านพฤติกรรม
  • ปัญหาในการเรียนรู้เรื่องที่ยาก
  • สูญเสียการได้ยิน อาจได้ยินเพียงบางส่วนหรือไม่ได้ยินเลย
  • สูญเสียการมองเห็นเป็นบางส่วนหรือทั้งหมด
  • สูญเสียแขนขา ผู้ป่วยอาจต้องตัดแขนขา ป้องกันการติดเชื้อไปสู่ร่างกาย
  • ปัญหาเกี่ยวกับกระดูกและข้อต่อ เช่น ข้ออักเสบ
  • ปัญหาเกี่ยวกับไต
  • มีปัญหาในการนอนหลับ เช่น อาการนอนไม่หลับ
  • มีปัญหาในการพูด

การป้องกันโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ

เนื่องจากการติดเชื้อเยื่อหุ้มสมองอักเสบ สามารถแพร่กระจายได้ทางการไอ จาม และการใช้ของใช้ส่วนตัวบางอย่างร่วมกัน เช่น แปรงสีฟันหรือช้อน การรักษาสุขภาพและสุขอนามัยจึงเป็นส่วนสำคัญในการป้องกันตนเองจากเยื่อหุ้มสมองอักเสบ โดยควรล้างมือบ่อย ๆ เพื่อป้องกันการสะสมเชื้อโรค หลีกเลี่ยงการดื่มหรือรับประทานอาหารจากภาชนะเดียวกันกับผู้อื่น และส่งเสริมภูมิคุ้มกันของร่างกายด้วยการพักผ่อนให้เพียงพอ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

หากมีการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยเยื่อหุ้มสมองอักเสบจากเชื้อแบคทีเรียซึ่งเป็นการติดเชื้อชนิดที่ร้ายแรง แพทย์จะแนะนำให้รับประทานยาปฏิชีวนะเพื่อป้องกันการเกิดโรค

นอกจากนี้ อีกหนึ่งวิธีที่สามารถป้องกันเยื่อหุ้มสมองอักเสบได้คือการฉีดวัคซีน ซึ่งวัคซีนที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ได้แก่

วัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อฮิบ (Haemophilus Influenzae Type B) เป็นวัคซีนป้องกันเชื้อที่อาจก่อให้เกิด โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ รวมถึงโรคอื่น ๆ เช่น ปอดบวม หูชั้นกลางอักเสบ ข้ออักเสบ ปอดอักเสบ โดยฉีดให้เมื่อเด็กอายุมากกว่า 2 เดือนขึ้นไป การฉีดวัคซีนชนิดนี้อาจมีผลข้างเคียงทำให้เด็กรู้สึกเบื่ออาหาร อย่างไรก็ตาม วัคซีนโรคติดเชื้อฮิบในประเทศไทยยังมีราคาแพงและไม่ได้อยู่ในแผนเสริมสร้างความคุ้มกันโรคของกระทรวงสาธารณสุข

การฉีดวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อฮิบ

  •  (เข็มแรกนับเป็นเดือนที่ 0 และเข็มที่ 2 ฉีดในอีก 2 เดือนถัดมา) ฉีดกระตุ้นเมื่ออายุ 12-18 เดือน อายุ 2-6 เดือน ฉีดเดือนที่ 0, 2

  • อายุ 7-11 เดือน ฉีดเดือนที่ 0, 2

  • อายุ 12-24 เดือน ฉีดเข็มเดียว

  • อายุมากกว่า 24 เดือน ufabet login (เฉพาะกลุ่มเสี่ยง) ฉีดเดือนที่ 0, 2

วัคซีนฉีดเพื่อป้องกันการติดเชื้อจากแบคทีเรียนิวโมคอกคัส (Pneumococcus) วัคซีน IPD (Pneumococcal Vaccine) ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคปอดอักเสบ หูชั้นกลางอักเสบ ติดเชื้อในกระแสเลือด รวมถึงเยื่อหุ้มสมองอักเสบ โดยมี 2 ชนิด คือ PCV13 ที่ครอบคลุมการติดเชื้อ 13 ชนิด และ PPSV23 ที่ครอบคลุมการติดเชื้อได้ 23 ชนิด แพทย์จะฉีดวัคซีนนี้ให้ตามความเหมาะสม ซึ่งอาจมีผลข้างเคียงทำให้บวมแดงบริเวณที่ฉีด หรือมีไข้อ่อน ๆ และจะค่อย ๆ บรรเทาลงเมื่อเวลาผ่านไป 2-3 วัน

แต่ก็มีราคาแพงและไม่ได้ครอบคลุมเชื้อทุกสายพันธ์ุ มีระยะเวลาป้องกันโรคเพียง 2-3 ปี แม้วัคซีน IPD จะมีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคอันตรายดังกล่าว อีกทั้งอุบัติการณ์ของโรคดังกล่าวในไทยก็น้อยมาก การฉีดวัคซีน IPD สำหรับในระดับประเทศจึงควรคำนึงถึงความคุ้มค่าของวัคซีน โดยพิจารณาฉีดให้ผู้ใหญ่อายุมากกว่า 65 ปี และเด็กที่มีความเสี่ยงสูง ได้แก่ เด็กที่ป่วยเป็นโรคเรื้อรัง ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง ติดเชื้อเอชไอวี ไม่มีม้ามหรือม้ามทำงานไม่ดี อยู่ในสภาพแวดล้อมหรือภาวะเสี่ยง และเด็กที่ได้รับการผ่าตัดใส่วัสดุเทียมของหูชั้นในหรือมีการเปลี่ยนอวัยวะ

วัคซีนชนิดนี้สามารถรักษาโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบที่เป็นภาวะแทรกซ้อนของโรคเหล่านี้ไปด้วย  วัคซีนป้องกันโรคหัด โรคคางทูม และโรคหัดเยอรมัน (MMR) มีวิธีการโดยฉีดเข้าใต้ชั้นผิวหนัง ซึ่งการฉีดวัคซีนนี้อาจส่งผลข้างเคียงให้เกิดไข้ ผื่นแดง อาการของโรคหวัดต่าง ๆ และต่อมน้ำลายบวม

การฉีดวัคซีนป้องกันโรคหัด คางทูม และหัดเยอรมัน

  • เดือน ครั้งที่ 2 อายุ 4-6 ปี (วัคซีนครั้งที่ 2 อาจฉีดเร็วขึ้น โดยฉีดหลังจากครั้งแรกอย่างน้อย 28 วัน) เด็ก ควรฉีดครั้งแรกอายุ 12-15
  • ผู้ใหญ่ ผู้ที่อายุ 18 ปีขึ้นไป และเกิดหลังปีพ.ศ. 2499 ควรได้รับการฉีดวัคซีนโรคนี้อย่างน้อย 1 ครั้ง

เป็นวัคซีนที่ป้องกันเชื้อโรคได้ 4 สายพันธุ์ คือ A, C, Y, และ W-135  วัคซีนป้องกันโรคไข้กาฬหลังแอ่น (Meningitis ACWY Vaccine) แต่ที่มักพบบ่อยในประเทศคือสายพันธุ์ A และ B วัคซีนชนิดนี้จึงยังไม่มีการฉีดแพร่หลายมากนักในประเทศไทย โดยมักฉีดให้ผู้ที่ต้องการเดินทางออกนอกประเทศที่อายุ 2 ปีขึ้นไป สามารถช่วยให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันโรคได้นาน 3 ปี

 

งานอดิเรก เลือกให้เหมาะ เพื่อประโยชน์ต่อสุขภาพทั้งกายใจ

งานอดิเรก เป็นกิจกรรมในยามว่างที่ช่วยผ่อนคลายอารมณ์และความเครียดจากการเรียนหรือการทำงาน เป็นการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ ช่วยเพิ่มทักษะ ความรู้ และประสบการณ์ต่าง ๆ มากมาย ทั้งยังส่งผลดีต่อสุขภาพอย่างหลากหลายได้ด้วย โดยแต่ละคนก็จะมีงานอดิเรกที่แตกต่างกันไปตามความสนใจและความถนัดของตนเอง เช่น อ่านหนังสือ วาดภาพ ดูโทรทัศน์ ร้องเพลง และเล่นกีฬา เป็นต้น

ประเภทของงานอดิเรกมีอะไรบ้าง ?

  • งานอดิเรกที่เน้นความชอบและการใช้ทักษะ เป็นงานอดิเรกที่ไม่เน้นความคล่องตัวหรือการเคลื่อนไหวร่างกาย แต่มักเกิดจากความชอบ ความสนใจ และทักษะของแต่ละคน เช่น ฟังเพลง ดูภาพยนตร์ อ่านหนังสือ ประดิษฐ์สิ่งของต่าง ๆ ทำอาหาร วาดภาพระบายสี เล่นเกม เล่นปริศนาอักษรไขว้ ต่อโมเดล ทำเครื่องปั้นดินเผา แต่งหน้า จัดดอกไม้ รวมถึงเลี้ยงสัตว์ไว้เพื่อดูเล่นหรือเพื่อความเพลิดเพลิน เป็นต้น
  • งานอดิเรกที่เน้นการเคลื่อนไหวร่างกาย เป็นงานอดิเรกที่ต้องอาศัยความคล่องตัวและการเคลื่อนไหวร่างกายในรูปแบบต่าง ๆ เช่น เล่นเทนนิส บาสเกตบอล ฟุตบอล ปิงปอง โบว์ลิ่ง ว่ายน้ำ โยคะ วิ่ง เต้นรำ แสดงละครเวที เล่นดนตรี เล่นตลก แสดงมายากล เดินป่า เป็นต้น

งานอดิเรกมีประโยชน์อย่างไรบ้าง ?

งานอดิเรกมีประโยชน์ต่อสุขภาพทั้งด้านจิตใจและร่างกาย รวมถึงช่วยเพิ่มทักษะการใช้ชีวิตหลายด้าน โดยงานอดิเรกแต่ละอย่างอาจให้ประโยชน์แตกต่างกันไป ดังนี้

เติมพลังบวกให้สุขภาพจิต
เมื่อรู้สึกเครียดจากการทำงานหรือปัญหาต่าง ๆ ที่กำลังเผชิญอยู่ การทำงานอดิเรกอาจช่วยบรรเทาความเครียด ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย และปล่อยวางจากเรื่องราวที่เป็นสาเหตุของความเครียดได้ นอกจากนี้ งานอดิเรกอาจช่วยทำให้ระลึกถึงตัวตนอีกด้านที่อาจทำให้รู้สึกมีความสุขมากยิ่งขึ้นด้วย

บริหารเวลาให้เกิดประโยชน์
งานอดิเรกอาจช่วยเพิ่มทักษะเรื่องการจัดสรรเวลาในชีวิตประจำวันอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งช่วยฝึกการจัดลำดับความสำคัญ และเป็นการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์สูงสุดอีกด้วย

ช่วยสร้างปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่น
งานอดิเรกอาจถือเป็นโอกาสอันดีในการพบปะผู้คนและทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่ที่มีความสนใจในสิ่งเดียวกัน ซึ่งอาจนำไปสู่การแบ่งปันประสบการณ์ต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อไป

เสริมสร้างสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง
งานอดิเรกที่เกี่ยวกับการออกกำลังกาย อย่างการเล่นกีฬาหรือบริหารร่างกาย นอกจากจะช่วยส่งเสริมการเผาเผลาญพลังงานในร่างกายและการเสริมสร้างกล้ามเนื้อแล้ว ยังช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคต่าง ๆ ได้ด้วย เช่น โรคเบาหวาน ภาวะคอเลสเตอรอลสูง ภาวะความดันโลหิตสูง และปัญหาเกี่ยวกับการนอนหลับ เป็นต้น

ป้องกันภาวะสมองเสื่อม
มีงานวิจัยชิ้นหนึ่งพบว่า การใช้เวลากับงานอดิเรกที่บริหารสมองเพียงวันละ 1 ชั่วโมง อาจช่วยป้องกันภาวะสมองเสื่อมเมื่อมีอายุมากขึ้นได้ โดยมีงานอดิเรกหลายอย่างที่อาจช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะสมองเสื่อม เช่น การอ่านหนังสือ การทำงานฝีมือ และการเล่นปริศนาอักษรไขว้ เป็นต้น

เสริมสร้างรายได้
งานอดิเรกบางอย่างก็อาจช่วยสร้างรายได้เพิ่มเติมด้วย เช่น การเล่นดนตรีตามงานเลี้ยง การฝึกสอนกีฬา การรับดูแลสัตว์เลี้ยง และการเขียนหนังสือ เป็นต้น

รู้ยัง!! งานอดิเรกช่วยให้คุณ
รู้ยัง!! งานอดิเรกช่วยให้คุณ

เลือกงานอดิเรกอย่างไรให้เหมาะสม ?

เนื่องจากแต่ละคนมีความสนใจและมีรูปแบบการใช้ชีวิตประจำวันที่แตกต่างกัน ดังนั้น การเลือกงานอดิเรกที่เหมาะสมกับตนเองจึงเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งงานอดิเรกที่เหมาะสมจะช่วยทำให้รู้สึกผ่อนคลายหรือมีความสุขในระหว่างที่ทำกิจกรรมนั้น ๆ และยังทำให้ได้รับประโยชน์จากการทำงานอดิเรกนั้นมากที่สุด

โดยการเลือกงานอดิเรก ควรพิจารณาจากปัจจัยต่าง ๆ ดังนี้

  • ความถนัดและความสนใจ เนื่องจากแต่ละคนมีความถนัดและความสนใจที่แตกต่างกัน การเลือกงานอดิเรกที่ชอบจึงอาจช่วยให้มีความสุขและรู้สึกผ่อนคลายมากยิ่งขึ้น บางคนอาจเลือกจากความชอบหรือทักษะที่ไม่ค่อยได้นำมาใช้ในการเรียนหรือการทำงานมากนัก อย่างไรก็ตาม ควรรู้จักสำรวจตนเองอยู่เสมอว่าตนมีความสนใจเกี่ยวกับกิจกรรมนั้น ๆ มากน้อยเพียงใด
  • เวลาว่าง ด้วยภาระหน้าที่ของแต่ละคนอาจทำให้มีเวลาที่จำกัดในการทำงานอดิเรก ดังนั้น การจัดสรรเวลาจึงถือเป็นเรื่องสำคัญมากต่อการเลือกงานอดิเรก เพราะกิจกรรมบางอย่างอาจใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที แต่กิจกรรมบางอย่างอาจจำเป็นต้องใช้เวลาหลายชั่วโมง ufabet login  ผู้ที่มีเวลาน้อยจึงควรเลือกงานอดิเรกที่ไม่จำเป็นต้องใช้เวลามากจนเกินไป เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน นอกจากนี้ เวลาว่างของแต่ละคนก็มีผลต่อการเลือกงานอดิเรกเช่นกัน โดยบางคนอาจมองหางานอดิเรกที่ทำได้ในช่วงหลังจากทำงาน ในขณะที่บางคนอาจมองหางานอดิเรกที่สามารถทำได้ในระหว่างที่บุตรหลานไปโรงเรียน
  • ค่าใช้จ่าย กิจกรรมแต่ละอย่างย่อมมีค่าใช้จ่ายที่แตกต่างกันไป โดยกิจกรรมบางอย่างอาจมีค่าใช้จ่ายที่สูงมาก ดังนั้น ผู้ที่มีงบไม่มากนักก็ควรเลือกงานอดิเรกอย่างการอ่านหนังสือ การวาดรูป การฟังเพลง หรืองานอดิเรกอื่น ๆ ที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายสูง
  • การปฏิสัมพันธ์ในสังคม หลายคนอาจมองหากิจกรรมที่มีการพบปะผู้คนเพื่อใช้เวลาร่วมกับกลุ่มเพื่อนหรือคนใกล้ชิด อย่างการเล่นกีฬาเป็นทีม การเล่นเกมปริศนาอักษรไขว้ และการเต้นรำเป็นกลุ่ม ซึ่งในบางครั้งกิจกรรมเหล่านี้อาจทำให้ได้รู้จักกับเพื่อนใหม่ที่มีความชอบและความสนใจเหมือนกัน โดยลักษณะของกลุ่มคนที่จะต้องพบเจอระหว่างการทำกิจกรรมต่าง ๆ ก็มีผลต่อการเลือกงานอดิเรกเช่นกัน บางคนอาจเลือกงานอดิเรกที่สามารถทำร่วมกับคนรัก คนในครอบครัว หรือเพื่อนสนิทได้ ขณะเดียวกันบางคนก็อาจมองหางานอดิเรกที่สามารถทำได้คนเดียวตามลำพัง เพื่อให้ได้ใช้สมาธิและอยู่กับตัวเองมากขึ้น เช่น การถักนิตติ้ง และการอ่านหนังสือ เป็นต้น
  • ความท้าทายของกิจกรรม แต่ละคนอาจต้องการกิจกรรมที่มีความท้าทายในลักษณะแตกต่างกัน เช่น ผู้ที่ต้องการความท้าทายทางร่างกายอาจเลือกกิจกรรมประเภทกีฬาหรือการเต้นรำ ผู้ที่ต้องการความท้ายทายด้านการใช้ความคิดอาจเลือกเล่นหมากรุกหรือบอร์ดเกม และผู้ที่ต้องการความท้าทายด้านความอดทนอาจเลือกการถักนิตติ้งหรือการปักครอสติช ส่วนบางคนอาจมองหางานอดิเรกเพื่อผ่อนคลายเท่านั้น เป็นต้น ดังนั้น ควรเลือกงานอดิเรกที่มีลักษณะความท้าทายตรงตามวัตถุประสงค์ของตนเองด้วย

แม้งานอดิเรกจะทำให้ผ่อนคลาย ได้ประสบการณ์มากมายที่ช่วยเสริมสร้างทักษะในการดำเนินชีวิต และยังเกิดประโยชน์ต่อสุขภาพได้ แต่ก็ควรเลือกงานอดิเรกที่เหมาะสมโดยพิจารณาจากปัจจัยต่าง ๆ รวมทั้งปัจจัยทางสุขภาพด้วย เช่น ผู้ป่วยโรคลมชักที่ยังควบคุมอาการไม่ได้ควรหลีกเลี่ยงการทำอาหารและการปีนเขา ผู้สูงอายุควรระวังในการทำงานอดิเรกที่เป็นการออกกำลังกายอย่างหนัก กิจกรรมที่มีแรงปะทะสูง กิจกรรมที่มีแรงกระแทกมากเกินไป อย่างฟุตบอล บาสเกตบอล และการกระโดดสูง โดยเฉพาะในผู้ที่ไม่เคยทำมาก่อน

ส่วนผู้ป่วยโรคข้ออักเสบที่ยังควบคุมอาการไม่ได้ ไม่ควรยืดเหยียดข้ออย่างรุนแรง หรือเล่นโยคะท่าที่ต้องมีการยืดข้อมาก ๆ เป็นต้น ดังนั้น ผู้ที่มีปัญหาสุขภาพควรปรึกษาแพทย์ก่อนตัดสินใจเลือกงานอดิเรกเสมอ นอกจากนี้ ควรให้ความสำคัญกับงานอดิเรกอย่างพอประมาณ เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อการทำงานและการใช้ชีวิตประจำวันด้วย

เวลาว่างเพื่อนๆ มักจะชอบทำอะไรกันเอ่ย? บางคนอาจจะฟังเพลง อ่านหนังสือ ฯลฯ ทำกิจกรรมที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งงานอดิเรกเหล่านี้เกิดจากความสนใจ หรือเป็นกิจกรรมที่ให้ความสนุกสนาน มากกว่าจะหวังผลตอบแทนทางการเงินหรือสิ่งแลกเปลี่ยนอื่น และไม่น่าเชื่อว่างานอดิเรกที่เราชอบทำกันบ่อยๆ โดยไม่รู้ตัวนั้น มีประโยชน์ช่วยพัฒนาสมองของเราให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย

1.เล่นดนตรี เป็นการกระตุ้นสมองส่วน Corpus Callosum ซึ่งเป็นส่วนที่เชื่อมต่อแกนของเซลล์ประสาทของสมองทั้งสองซีก  ช่วยให้เราสามารถแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพและสร้างสรรค์ รวมทั้งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพความจำและทำให้มีสมาธิมากขึ้นอีกด้วย

2.อ่านหนังสือ เราควรอ่านหนังสือทุกวัน…เพราะการอ่านหนังสือ ช่วยลดความเครียดและช่วยเพิ่มพูนความรู้ความเข้าใจในเรื่องต่างๆ ที่เราเลือกอ่าน นอกจากนั้นการอ่านหนังสือยังถือเป็นการออกกำลังสมองได้อีกวิธีหนึ่ง เพราะทุกครั้งที่เราอ่านหนังสือสมองจะจดจำเรื่องราวต่างๆ ที่เราอ่านผ่านตา ซึ่งเป็นการฝึกให้สมองทำงานอย่างมีประสิทธิภาพนั่นเอง

3.นั่งสมาธิอย่างสม่ำเสมอ นอกจากช่วยให้เรามีสติแล้ว ยังช่วยลดระดับความเครียดและช่วยขจัดความวิตกกังวลต่างๆ ได้อีกด้วย เมื่อจิตใจสงบเราก็สามารถเรียนรู้ คิด และวางแผนสิ่งต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีคนบอกว่าการนั่งสมาธิวันละ 12 นาทีทุกเช้า ช่วยให้สมองเข้าสู่ภาวะที่มีคลื่นธีตา (Theta) ซึ่งเป็นคลื่นที่ทำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์

4.ออกกำลังสมอง สำคัญไม่น้อยกว่าการออกกำลังกาย คุณทำได้โดยการทำสิ่งที่แปลกใหม่และท้าทายเพื่อกระตุ้นให้สมองทำงานอย่างมีศักยภาพ เช่น ซูโดกุ เกมทายปริศนา ช่วยให้มีทักษะในการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ มีมุมมองที่หลากหลาย

5.ออกกำลังกายเป็นประจำ “ร่างกายแข็งแรง สมองก็แข็งแรงตาม” โดยเฉพาะการออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอช่วยเสริมสร้างเซลล์สมอง ส่งผลให้สมองทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

6.เขียนบันทึก การเขียนนอกจากช่วยพัฒนาความสามารถด้านภาษาแล้ว ยังช่วยพัฒนาความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการอีกด้วย และการบันทึกสิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันยังช่วยให้สมองเกิดความคิดเชิงบวก ทำให้สมองหลั่งสารเอนดอร์ฟินหรือสารแห่งความสุขออกมาอีกด้วย

7.ออกเดินทางท่องเที่ยว การท่องเที่ยวถือเป็นวิธีการผ่อนคลายจากความเครียดได้อย่างดีเยี่ยมวิธีหนึ่ง เมื่อเราไม่รู้สึกเครียดก็จะมีสมาธิอยู่กับงานที่ทำ นอกจากนั้นการท่องเที่ยวไปยังที่ต่างๆ ยังเป็นการเรียนรู้สิ่งใหม่ ทั้งผู้คน อาหาร วัฒนธรรม รูปแบบการดำเนินชีวิต และสังคม ประสบการณ์เหล่านี้เป็นเสมือนคลังวัตถุดิบทางปัญญาที่จะนำพาให้เกิดความคิดแปลกใหม่อีกด้วย

8.จัดสวน/ปลูกต้นไม้
หัวใจหลักของการจัดสวนหรือปลูกต้นไม้ คือ การที่ได้ใช้เวลาดูแลเอาใจใส่เมล็ดพันธุ์หรือต้นอ่อนให้เติบโตเป็นต้นไม้และดอกไม้ที่งดงาม จะเปรียบเหมือนการเลี้ยงลูกเลยก็ว่าได้ เพราะในท้ายที่สุด เมื่อสวนของเราผลิดอกออกผลอย่างใจหวัง เราก็จะได้ใช้ชีวิตท่ามกลางธรรมชาติอันสดชื่นที่เราลงทุนลงแรงสร้างมาด้วยมือของตนเอง

9.ทำอาหาร/ขนม
ความสุขของใครหลาย ๆ คนคือ การได้อยู่ในครัว แล้วฝึกทักษะการทำอาหารทั้งคาวและหวาน ซึ่ง ณ เวลานั้นจะได้ฝึกสมาธิและความคิดสร้างสรรค์ในการทำเมนูใหม่ ๆ ตั้งแต่ความพยายามในการผสมผสานวัตถุดิบต่าง ๆ ให้ออกมาเป็นอาหาร จนถึงขั้นตอนสุดท้ายอย่างการจัดจานให้สวยงามนั่นเอง

TIA (Transient Ischemic Attack) เป็นสัญญาณเตือนก่อนเส้นเลือดในสมองแตกหรือตีบตันได้

ส่วนของ ภาวะสมองขาดเลือดชั่วคราว TIA (Transient Ischemic Attack) เกิดจากเลือดไม่สามารถไปเลี้ยงสมองได้ชั่วขณะ ทำให้ผู้ป่วยมีอาการคล้ายโรคหลอดเลือดสมอง แต่ต่างกันตรงที่ TIA มักไม่ทำให้สมองเกิดความเสียหายอย่างถาวร อย่างไรก็ตาม ภาวะนี้อาจเป็นสัญญาณเตือนก่อนเส้นเลือดในสมองแตกหรือตีบตันได้ ดังนั้น หากพบว่ามีอาการของภาวะนี้ ผู้ป่วยต้องรีบปรึกษาแพทย์ทันที

อาการของภาวะสมองขาดเลือดชั่วคราว

อาการของ TIA ขึ้นอยู่กับบริเวณที่สมองขาดเลือดไปเลี้ยง ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับโรคหลอดเลือดสมอง ดังนี้

  • กล้ามเนื้ออ่อนแรง ชา เป็นเหน็บ ทรงตัวลำบาก ufabet login  หรือเป็นอัมพาตครึ่งซีกบริเวณใบหน้าและแขนขา
  • พูดไม่รู้เรื่อง พูดลำบาก ไม่เข้าใจในสิ่งที่คนอื่นพูด
  • มองเห็นภาพซ้อน ตาบอดข้างเดียวหรือทั้ง 2 ข้าง
  • เวียนศีรษะหรือปวดศีรษะอย่างรุนแรง
  • ความดันโลหิตสูง หรือรู้สึกเหนื่อยอย่างฉับพลัน
  • ไม่มีสติ สับสน ความจำเสื่อมชั่วคราว บุคลิกภาพเปลี่ยนไป

แม้อาการเหล่านี้มักหายได้เองภายในไม่กี่นาทีหรือไม่กี่ชั่วโมง และมักไม่มีอาการรุนแรงเท่ากับโรคหลอดเลือดสมองซึ่งมักเป็นนานกว่า 24 ชั่วโมง แต่ผู้ป่วยต้องไปพบแพทย์ทันทีเมื่อมีอาการข้างต้น เพื่อเข้ารับการวินิจฉัยและป้องกันการเกิดโรคหลอดเลือดสมองซึ่งเป็นภาวะที่รุนแรงและอันตรายต่อชีวิต

TIA (Transient Ischemic Attack) ภาวะสมองขาดเลือดชั่วคราว
TIA (Transient Ischemic Attack) ภาวะสมองขาดเลือดชั่วคราว

สาเหตุของภาวะสมองขาดเลือดชั่วคราว

TIA เกิดจากการอุดตันของหลอดเลือดแดงที่เลี้ยงสมองในชั่วขณะ ซึ่งส่งผลให้สมองขาดสารอาหารและออกซิเจน โดยการเจ็บป่วยที่มักเป็นปัจจัยทำให้หลอดเลือดแดงอุดตันจนนำไปสู่ TIA ได้แก่ ภาวะความดันโลหิตสูง ภาวะลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือด ภาวะหลอดเลือดสมองตีบ ภาวะคอเลสเตอรอลในเลือดสูง ภาวะหัวใจห้องบนเต้นสั่นพริ้ว โรคโลหิตจางจากเม็ดเลือดแดงรูปเคียว และโรคเบาหวาน เป็นต้น

ส่วนปัจจัยอื่น ๆ ที่เพิ่มความเสี่ยงต่อ TIA มีดังนี้

  • มีอายุมากกว่า 40 ปี
  • ผู้ชายมีสถิติเป็นภาวะนี้บ่อยกว่าผู้หญิง แต่ผู้หญิงมีอัตราการเสียชีวิตสูงกว่า
  • มีภาวะน้ำหนักตัวเกิน โดยมีค่าดัชนีมวลกายสูงกว่า 25 ร่วมกับมีรอบเอวมากกว่า 35 นิ้วในผู้หญิง หรือ 40 นิ้วในผู้ชาย
  • รับประทานอาหารที่มีไขมันและเกลือในปริมาณมาก
  • รับประทานยาคุมกำเนิดบางชนิด
  • ดื่มแอลกอฮอล์อย่างหนัก สูบบุหรี่ ติดสารเสพติดอย่างโคเคน
  • ขาดการออกกำลังกาย
  • มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคหลอดเลือดสมอง รวมทั้งเคยเป็นหรือกำลังเป็นโรคเกี่ยวกับระบบหัวใจและหลอดเลือด เช่น คอเลสเตอรอลในเลือดสูง ลิ่มเลือดอุดตัน มีการอุดตันของหลอดเลือดแดงแคโรติดอาเทอรี ซึ่งเป็นหลอดเลือดที่อยู่บริเวณคอและมีหน้าที่นำเลือดขึ้นไปเลี้ยงสมอง หลอดเลือดแดงส่วนปลายอุดตัน หัวใจเต้นผิดจังหวะ หัวใจติดเชื้อ หัวใจพิการ หัวใจล้มเหลว หรือเบาหวาน เป็นต้น
  • มีระดับสารโฮโมซิสเตอีนในเลือดสูง ซึ่งสัมพันธ์กับการเกิดความเสียหายของหลอดเลือดแดง แต่การตรวจหาระดับของสารนี้ยังไม่ใช่แนวทางที่เป็นมาตรฐานในการวินิจฉัย TIA

การวินิจฉัยภาวะสมองขาดเลือดชั่วคราว

TIA ต้องได้รับการวินิจฉัยอย่างทันท่วงที เพื่อหาสาเหตุและวางแผนรักษา โดยแพทย์อาจตรวจร่างกายและวินิจฉัยด้วยวิธีต่อไปนี้

  • ตรวจหาความเสี่ยงต่อภาวะ TIA หรือโรคหลอดเลือดสมอง เช่น ภาวะความดันโลหิตสูง ภาวะไขมันคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ในเลืิอดสูง โรคเบาหวาน เป็นต้น
  • ตรวจหาความผิดปกติของการไหลเวียนเลือด แพทย์จะใช้เครื่องตรวจหูฟังเพื่อฟังเสียงการไหลเวียนที่ผิดปกติในหลอดเลือด ซึ่งอาจบ่งชี้ถึงภาวะผนังหลอดเลือดแดงแข็ง
  • ตรวจดูลิ่มเลือดในจอตา แพทย์จะใช้กล้องส่องตรวจในตาเพื่อหาการอุดตันของคอเลสเตอรอลหรือเกล็ดเลือดในหลอดเลือดเล็ก ๆ ภายในจอตา
  • ตรวจเลือด แพทย์อาจตรวจดูความสมบูรณ์ของเม็ดเลือดและวัดเวลาการแข็งตัวของเลือด
  • ตรวจเอกซเรย์ทรวงอก แพทย์จะเอกซเรย์บริเวณทรวงอกเพื่อตรวจดูขนาด รูปร่าง และความผิดปกติของหัวใจหรือปอด
  • ตรวจเอกซเรย์หลอดเลือดแดง เพื่อดูการอุดตันของเส้นเลือดแดงในสมอง ซึ่งต้องฉีดสีผ่านสายสวนเข้าหลอดเลือดบริเวณขาหนีบและหลอดเลือดแดงหลัก รวมทั้งหลอดเลือดแดงแคโรติดอาเทอรีหรือหลอดเลือดแดงเวอร์ทีบรอลอาร์เทอรีด้วย โดยวิธีนี้จะใช้ตรวจเฉพาะในบางกรณีเท่านั้น
  • ตรวจซีที สแกน เพื่อดูสมองและความผิดปกติอื่น ๆ อย่างการเกิดเนื้องอก และอาจตรวจด้วยการฉีดสารทึบแสงร่วมด้วย (Computerized Tomography Angiography: CTA) เพื่อดูหลอดเลือดแดงบริเวณสมองและคอ
  • ตรวจเอ็มอาร์ไอ เพื่อดูโครงสร้างของสมองและความผิดปกติอื่น ๆ รวมทั้งอาจตรวจดูหลอดเลือดแดงบริเวณคอและสมองด้วยวิธีสร้างภาพภายในหลอดเลือดจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าด้วยเครื่อง MRI (Magnetic Resonance Angiography: MRA)
  • ตรวจอัลตราซาวด์ เป็นการใช้คลื่นเสียงความถี่สูงเพื่อตรวจหาการตีบหรือการอุดตัันของหลอดเลือดแดงแคโรติดอาเทอรีบริเวณคอ รวมทั้งตรวจหาความผิดปกติอื่น ๆ หรือการเกิดลิ่มเลือดบริเวณหัวใจ
  • ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ เป็นการใช้ขั้วไฟฟ้าติดบริเวณหน้าอกแล้วดูจังหวะการเต้นของหัวใจ เพื่อตรวจหาความผิดปกติที่อาจเป็นสาเหตุทำให้เกิด TIA

การรักษาภาวะสมองขาดเลือดชั่วคราว

การรักษา TIA มุ่งเน้นไปที่การควบคุมสาเหตุที่ก่อให้เกิดความผิดปกติร่วมกับป้องกันการเกิดโรคหลอดเลือดสมองด้วยวิธีการต่าง ๆ ดังนี้

การรับประทานยา ยาแต่ละชนิดที่เลือกใช้ขึ้นอยู่กับตำแหน่ง สาเหตุ ระดับความรุนแรง และรูปแบบของของการเกิด TIA ซึ่งอาจต้องใช้ยาหลายชนิดเพื่อลดความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมอง ได้แก่

  • ยาต้านเกล็ดเลือด เพื่อลดความเสี่ยงการรวมตัวของเกล็ดเลือดจนเป็นลิ่มเลือดที่อาจเกิดขึ้นเมื่อหลอดเลือดเสียหาย โดยยาส่วนใหญ่ที่นิยมใช้ คือ แอสไพริน ซึ่งมีผลข้างเคียงน้อยและมีราคาถูก โดยในบางกรณีแพทย์อาจให้ยารักษาร่วมกันระหว่างแอสไพรินกับไดไพริดาโมลหรือยาโคลพิโดเกรล เพื่อลดการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือด
  • ยาต้านการแข็งตัวของเลือด หากใช้ยาวาร์ฟาริน ผู้ป่วยสามารถใช้ต่อเนื่องเป็นเวลานานได้ แต่ยาเฮพารินต้องใช้เฉพาะในระยะเวลาสั้น ๆ และผู้ป่วยต้องระมัดระวังในการใช้ยาทั้ง 2 ชนิดนี้ เพราะอาจเสี่ยงเกิดภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้วได้
  • ยาสลายลิ่มเลือด ใช้ในบางกรณีเท่านั้น หากผู้ป่วยมีอาการของ TIA นานหลายนาทีและรู้สึกไม่ดีขึ้น แพทย์จะจ่ายยานี้เพื่อสลายลิ่มเลือดที่อุดตันการไหลเวียนของเลือดไปสู่สมอง เช่น การใช้ยาแอลทีเพลสเพื่อรักษาโรคหลอดเลือดสมองในรายที่เพิ่งแสดงอาการผิดปกติภายในไม่กี่ชั่วโมง เป็นต้น

นอกจากนี้ แพทย์อาจให้ผู้ป่วยรับประทานยาลดความดันโลหิต ยาลดคอเลสเตอรอลในเลือดกลุ่มสแตติน และยาควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด เพื่อช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง

การผ่าตัดหลอดเลือดแดงแคโรติดอาเทอรี (Carotid Endarterectomy) แพทย์อาจแนะนำผู้ป่วยให้เข้ารับการผ่าตัดเปิดหลอดเลือดแดงบริเวณคอ เพื่อกำจัดคราบไขมันออกจากหลอดเลือด การรักษาด้วยวิธีนี้ใช้ในกรณีที่ผู้ป่วยมีภาวะหลอดเลือดแดงตีบระดับปานกลางจนถึงรุนแรง โดยต้องคำนึงถึงอายุและสุขภาพโดยรวมของผู้ป่วยร่วมกับระดับความรุนแรงของอาการที่เกิดขึ้นด้วย

การขยายหลอดเลือดหัวใจด้วยบอลลูน (Coronary Angioplasty) แพทย์จะสอดท่อทางหลอดเลือดบริเวณขาหนีบ ข้อมือ หรือแขนให้เข้าไปถึงบริเวณหลอดเลือดหัวใจที่มีการอุดตัน จากนั้นจึงใช้บอลลูนขยายหลอดเลือดแดงที่อุดตันและใส่ขดลวดเพื่อให้หลอดเลือดบริเวณนั้นขยายออก ซึ่งการรักษาด้วยวิธีนี้จะพิจารณาใช้ในบางกรณีเท่านั้น

ภาวะแทรกซ้อนของภาวะสมองขาดเลือดชั่วคราว

TIA อาจนำไปสู่โรคหลอดเลือดสมองได้ โดยผู้ที่มีความเสี่ยงสูงต่อโรคหลอดเลือดสมองหลังเผชิญภาวะนี้ ได้แก่

  • อายุมากกว่า 60 ปี
  • เป็นโรคความดันโลหิตสูงที่ควบคุมไม่ได้ หรือเป็นโรคเบาหวาน
  • มีปัญหาในการพูด มีอาการอ่อนแรงครึ่งซีกฉับพลัน หรือมีอาการป่วยของภาวะนี้นานกว่า 1 ชั่วโมง

นอกจากนี้ TIA ยังอาจเป็นสัญญาณเตือนของภาวะหัวใจขาดเลือดและภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง ซึ่งเป็นการป่วยที่ส่งผลต่อการไหลเวียนของเลือดทั่วร่างกาย รวมทั้งเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจและสมองด้วย

การป้องกันภาวะสมองขาดเลือดชั่วคราว

ผู้ป่วยต้องรู้จักดูแลรักษาสุขภาพของตนเองให้แข็งแรง ตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ รวมทั้งหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่อาจก่อให้เกิด TIA ซึ่งปฏิบัติได้ ดังนี้

  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์จำพวกผักผลไม้ให้มากขึ้น เพื่อให้ได้รับสารอาหารมีประโยชน์ เช่น ใยอาหาร โพแทสเซียม โฟเลต สารต้านอนุมูลอิสระ เป็นต้น
  • รับประทานเนื้อปลาอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ครั้ง โดยเฉพาะปลาที่มีโอเมก้า 3 ในปริมาณมาก เช่น ซาร์ดีน แซลมอน หรือแมกเคอเรล เป็นต้น
  • ลดการบริโภคอาหารไขมันสูงอย่างพวกไขมันคอเลสเตอรอล ไขมันอิ่มตัว และไขมันทรานส์ เพราะอาจช่วยลดการสะสมของไขมันในหลอดเลือดแดงได้
  • ลดการรับประทานอาหารที่มีรสเค็มหรือมีโซเดียมสูง เพราะอาจช่วยลดระดับความดันโลหิตในผู้ที่มีภาวะความดันโลหิตสูงได้
  • ลดหรือจำกัดปริมาณการดื่มแอลกอฮอล์ไม่ให้เกิน 1-2 ดื่มมาตรฐาน/วัน
  • เลิกสูบบุหรี่ รวมทั้งหลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ผู้ที่สูบบุหรี่เพื่อไม่ให้สูดดมควันเข้าสู่ร่างกาย
  • ไม่ใช้สารเสพติดทุกประเภท
  • ออกกำลังกายอย่างน้อยสัปดาห์ละ 5 วัน วันละ 30 นาที เพื่อกระตุ้นการทำงานของระบบหัวใจและหลอดเลือด โดยการออกกำลังกายเป็นประจำอาจช่วยลดความดันโลหิตในผู้ที่มีภาวะความดันโลหิตสูงได้ด้วย
  • ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ซึ่งอาจช่วยลดความดันโลหิตและควบคุมระดับคอเลสเตอรอลในเลือดได้
  • ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้เป็นปกติ โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคเบาหวาน ซึ่งต้องดูแลทั้งด้านการรับประทานอาหาร การออกกำลังกาย การควบคุมน้ำหนัก รวมทั้งการใช้ยารักษาอย่างเหมาะสม
  • ผู้ที่มีโรคประจำตัวต้องรักษาอาการป่วยของตน รับประทานยา ปฏิบัติตามตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด และปรึกษาแพทย์ทันทีหากพบว่าตนเองมีอาการผิดปกติใด ๆ
ส่องกล้อง ตรวจกระเพาะอาหาร กับขั้นตอนที่ควรรู้

ส่องกล้องตรวจกระเพาะอาหาร คือการใช้กล้องเอนโดสโคป (Endoscope) ซึ่งเป็นอุปกรณ์ลักษณะเป็นท่อยืดหยุ่นได้ มีแสงไฟและเลนส์กล้องที่บริเวณส่วนปลาย ใส่เข้าไปทางปากของคนไข้เพื่อตรวจดูอาการหรือรักษาภาวะผิดปกติที่เกิดขึ้นภายในหลอดอาหาร กระเพาะอาหาร และลำไส้เล็กส่วนต้น

ทำไมต้องส่องกล้อง?

การส่องกล้องกระเพาะอาหารสามารถนำมาใช้ประโยชน์ในกรณีต่อไปนี้

ตรวจดูอาการ ใช้สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการบ่งบอกถึงปัญหาเกี่ยวกับกระเพาะอาหาร หลอดอาหาร หรือลำไส้เล็กส่วนบน เช่น

  • ปวดท้อง
  • คลื่นไส้และอาเจียนเป็นประจำ
  • อาหารไม่ย่อย แสบร้อนกลางอกเรื้อรัง
  • กลืนอาหารลำบากหรือกลืนแล้วรู้สึกเจ็บ
  • มีเลือดออกอย่างรุนแรง มักทำให้เกิดอาการเจ็บแปลบในท้อง อาเจียนเป็นเลือด หรืออุจจาระเป็นเลือด อุจจาระดำเหมือนยางมะตอย และมีภาวะโลหิตจางที่อาจมีสาเหตุมาจากเลือดออกภายในไม่หยุด

ยืนยันการวินิจฉัยโรค แพทย์สามารถยืนยันอาการของผู้ป่วยหลังจากการวินิจฉัยเบื้องต้นให้แน่ใจหรือแยกโรคที่มีอาการคล้ายกันออกไปด้วยการส่องกล้อง เช่น โรคกระเพาะอาหารหรือแผลในกระเพาะอาหาร โรค Coeliac Disease ซึ่งเป็นโรคที่เกิดจากการแพ้กลูเตนและมีภาวะลำไส้อักเสบร่วมด้วย โรคกรดไหลย้อน หลอดอาหารอักเสบเรื้อรัง มะเร็งหลอดอาหาร มะเร็งกระเพาะอาหาร ภาวะความดันโลหิตเส้นเลือดดำพอร์ทัลสูง (Portal Hypertension) และยังใช้ในการเก็บตัวอย่างชิ้นเนื้อเพื่อส่งตรวจได้อีกด้วย

รักษาโรคบางชนิด ไม่เพียงแต่การวินิจฉัยหรือตรวจดูอาการ การส่องกล้องกระเพาะอาหารยังนำมาใช้เป็นอุปกรณ์ในการรักษาความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับกระเพาะอาหาร หลอดอาหาร และลำไส้เล็กส่วนต้นได้เช่นกัน เช่น

  • ช่วยขยายหลอดอาหารที่แคบตัวลงและส่งผลให้มีอาการเจ็บหรือกลืนลำบาก ซึ่งเป็นภาวะที่อาจเกิดจากโรคกรดไหลย้อน มะเร็งหลอดอาหาร หรือการรักษาโดยการฉายรังสีไปที่หลอดอาหาร
  • ช่วยในการนำเอาเนื้อร้าย ติ่งเนื้อ หรือวัตถุแปลกปลอมออกมาจากบริเวณหลอดอาหารและช่องท้อง
  • ช่วยหยุดเลือดที่ออกในกระเพาะหรือหลอดอาหาร เช่น การมีเลือดออกเนื่องจากมี แผลในกระเพาะอาหาร
  • เป็นเครื่องมือให้สารอาหารแก่คนไข้ที่ไม่สามารถรับประทานอาหารได้เอง

การเตรียมตัวก่อนส่องกล้อง

  • อดอาหาร เพื่อให้แพทย์สามารถมองเห็นบริเวณต่าง ๆ ภายในได้อย่างชัดเจน ผู้ป่วยจำเป็นต้องงดรับประทานอาหารและน้ำเป็นเวลา 6-8 ชั่วโมงก่อนรับการส่องกล้อง
  • แจ้งให้แพทย์ทราบถึงโรคประจำตัวและยาที่รับประทานเป็นประจำ เนื่องจากผู้ป่วยต้องหยุดรับประทานยาบางชนิดก่อนทำการส่องกล้อง เช่น ยาที่มีฤทธิ์ต้านการแข็งตัวของเลือดอย่างแอสไพริน (Aspirin) วาร์ฟาริน (Warfarin) หรือคลอพิโดเกรล (Clopidogrel) ซึ่งจะทำให้เสี่ยงต่อการมีเลือดออกระหว่างส่องกล้อง โดยหยุดยาเป็นเวลาอย่างน้อยประมาณ 7-10 วัน ยารักษาอาการอาหารไม่ย่อยอาจต้องหยุดใช้ก่อนเป็นเวลา 2 สัปดาห์ รวมถึงการฉีดอินซูลินในผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ต้องปรับเปลี่ยนปริมาณการใช้ให้เหมาะสม ส่วนผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่ต้องรับประทานยา เช่น โรคหัวใจ ไทรอยด์ หรือภาวะความดันโลหิตสูง แพทย์อาจให้รับประทานยาตามปกติแล้วจิบน้ำตามเพียงเล็กน้อย ทั้งนี้ผู้ป่วยไม่ควรหยุดรับประทานยาใด ๆ เอง
  • แจ้งให้แพทย์ทราบถึงภาวะผิดปกติที่เป็น โดยเฉพาะหากกำลังตั้งครรภ์ เป็นโรคเกี่ยวกับปอด หัวใจ หรือมีประวัติแพ้ยาใด ๆ รวมถึงผู้ป่วยโรคติดเชื้อบริเวณลิ้นหัวใจ โรคหัวใจรูมาติก ใส่ลิ้นหัวใจเทียม และผู้ที่แพทย์บอกว่าจะต้องรับประทานยาปฏิชีวนะก่อนการรักษาทางทันตกรรมหรือการผ่าตัดใด ๆ
  • ให้ญาติมารับกลับบ้าน ผู้ป่วยไม่ควรขับรถกลับบ้านเอง เพราะยาระงับความรู้สึกที่ได้รับระหว่างการส่องกล้องจะส่งผลให้รู้สึกง่วงนอน มึนงง และบกพร่องทางการตัดสินใจได้ เพื่อความปลอดภัยจึงควรหลีกเลี่ยงการขับรถหรือการทำงานที่ต้องใช้เครื่องจักร
การส่องกล้องตรวจกระเพาะอาหาร
การส่องกล้องตรวจกระเพาะอาหาร

ขั้นตอนการส่องกล้องกระเพาะอาหาร

แพทย์จะอธิบายถึงขั้นตอนต่าง ๆ อย่างละเอียด รวมถึงภาวะแทรกซ้อนหรือผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น ระหว่างนี้หากผู้ป่วยมีข้อสงสัยใด ๆ ก็สามารถซักถามได้

ก่อนรับการส่องกล้องผู้ที่สวมใส่แว่นตา คอนแทคเลนส์ หรือฟันปลอมจะต้องถอดออกทั้งหมด และไม่จำเป็นต้องถอดเสื้อผ้า แต่อาจให้สวมชุดคนไข้ทับเสื้อผ้าของตัวผู้ป่วยเองอีกที

จากนั้นแพทย์จึงเริ่มด้วยการฉีดสเปรย์ยาชาเฉพาะส่วนที่คอเพื่อให้เกิดความรู้สึกชา  สมัครบาคาร่า หรืออาจใช้ยาระงับความรู้สึกแบบฉีดแทน ซึ่งจะพิจารณาตามความเหมาะสม ส่วนเด็กที่ยังเล็กอาจต้องใช้ยาสลบ โดยยาระงับความรู้สึกที่ได้รับจะส่งผลให้มีอาการง่วงซึมและรู้สึกผ่อนคลายลงขณะทำการส่องกล้อง

หลังฉีดสเปรย์ยาชาเฉพาะแห่งหรือให้ยาระงับความรู้สึก แพทย์อาจใช้ฟันยางเพื่อเปิดปากและป้องกันไม่ให้ฟันผู้ป่วยกัดสายท่อ ต่อจากนั้นจึงให้ผู้ป่วยพลิกตัวนอนตะแคงซ้าย แล้วใส่กล้องเอนโดสโคปเข้าไปในลำคอพร้อมทั้งบอกให้พยายามกลืนกล้องให้ลงไปยังหลอดอาหาร ทั้งนี้ในช่วงแรก ๆ อาจรู้สึกไม่ค่อยดี มีอาการคลื่นไส้หรืออยากอาเจียน แต่ก็จะค่อย ๆ ทุเลาลงเมื่อท่อส่องกล้องเคลื่อนลงไปแล้ว โดยกระบวนการส่องกล้องนี้จะใช้เวลาประมาณ 15-20 นาที

สำหรับผลการตรวจนั้นขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของการส่องกล้อง เช่น การตรวจดูกระเพาะอาหารอาจทราบผลได้ทันทีหลังการตรวจ แต่หากเป็นการเก็บตัวอย่างชิ้นเนื้อเพื่อส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการอาจต้องรอผลตรวจเป็นเวลา 2-3 วัน

หลังจากการ ส่องกล้องตรวจกระเพาะอาหาร

หลังการส่องกล้องเรียบร้อยแล้วแพทย์จะพาผู้ป่วยไปยังห้องพักฟื้น และคอยเฝ้าดูอาการอยู่ประมาณ 30 นาที ผู้ป่วยอาจรู้สึกเจ็บในลำคอชั่วคราวซึ่งสามารถใช้ยาอมช่วยบรรเทาอาการ จากนั้นญาติจึงพาผู้ป่วยกลับบ้านได้และให้คอยเฝ้าดูอาการอย่างน้อย 24 ชั่วโมง เนื่องจากฤทธิ์ของยาระงับความรู้สึกที่ได้รับสามารถคงอยู่ถึง 24 ชั่วโมงและทำให้ง่วงซึม ในระหว่างนี้ผู้ป่วยจึงควรพักผ่อน ไม่ควรขับรถหรือทำงานใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการใช้เครื่องจักร

นอกจากความรู้สึกง่วงซึม การส่องกล้องยังอาจทำให้มีอาการอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น อาการเจ็บคอที่คงอยู่นาน 1-2 วัน ปวดบีบที่ท้อง ท้องอืดหรือมีแก๊สในท้องที่จะค่อย ๆ ดีขึ้นเองเมื่อเวลาผ่านไป แต่หากมีสัญญาณแสดงถึงปัญหาร้ายแรง ได้แก่ เจ็บหน้าอกหรือปวดท้องอย่างรุนแรง อาจมีอาการแย่ลง อาเจียนอย่างต่อเนื่อง มีไข้สูง อาเจียนเป็นเลือด หรือหายใจหอบเหนื่อย ให้รีบไปพบแพทย์โดยด่วน

ส่องกล้องกระเพาะอาหารมีความเสี่ยงหรือไม่ ?

การส่องกล้องนับเป็นกระบวนการที่มีความปลอดภัยสูง ภาวะแทรกซ้อนที่สามารถเกิดขึ้นได้ แต่มักพบได้น้อย มีดังนี้

  • ผลข้างเคียงจากยาระงับความรู้สึก แม้ยานี้จะค่อนข้างปลอดภัย แต่บางครั้งก็อาจทำให้เกิดผลข้างเคียง เช่น คลื่นไส้หรืออาเจียน แสบร้อนบริเวณแผลฉีดยา หายใจลำบาก หัวใจเต้นผิดจังหวะ และอาจทำให้เศษอาหารตกลงไปยังปอดจนเกิดการอักเสบตามมา ส่วนผลข้างเคียงที่พบได้น้อยมาก ๆ ได้แก่ โรคหลอดเลือดในสมอง และโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน
  • มีเลือดออก กล้องเอนโดสโคปอาจไปทำให้หลอดเลือดเสียหายและมีเลือดออก ซึ่งสัญญาณบ่งบอกการมีเลือดออกนี้ก็ คือ แผลที่เกิดขึ้นมักจะรักษาด้วยการส่องกล้องอีกครั้ง และบางรายอาจต้องมีการให้เลือดเพื่อทดแทนเลือดที่เสียไปด้วย
  • การส่องกล้องเสี่ยงต่อการติดเชื้อต่ำ มีการติดเชื้อ ความเสี่ยงจะเพิ่มสูงขึ้นหากมีการตรวจด้วยกระบวนการอื่นร่วมด้วย แต่ก็มักเป็นการติดเชื้อที่ไม่รุนแรงและรักษาได้ด้วยยาปฏิชีวนะ หรือหากผู้ป่วยมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อสูง ก็อาจได้รับยาปฏิชีวนะก่อนทำการส่องกล้อง
  • เกิดแผลทะลุ ระหว่างการส่องกล้องมีโอกาสไม่มากนักที่เอนโสโคปจะไปโดนหลอดอาหาร กระเพาะอาหาร หรือลำไส้เล็กส่วนบนจนเกิดรูทะลุขึ้น ผู้ที่เกิดภาวะแทรกซ้อนชนิดนี้สามารถสังเกตอาการได้จากการปวดช่องท้อง หน้าอก หรือคอ เจ็บขณะกลืน มีไข้สูง หรือหายใจลำบาก ซึ่งหากแผลทะลุนั้นไม่รุนแรงก็มักจะดีขึ้นได้เองเมื่อเวลาผ่านไป อาจมีการให้ยาปฏิชีวนะเพื่อป้องกันการติดเชื้อที่แผล หรืออาจจำเป็นต้องใช้การผ่าตัดเพื่อการรักษาในกรณีที่เป็นแผลรุนแรง

การส่องกล้องทางเดินอาหารเป็นการตรวจที่พบได้บ่อยมาก โดยมีหลากหลายข้อบ่งชี้ ได้แก่ เลือดออกจากทางเดินอาหาร ท้องผูก ท้องเสียเรื้อรัง น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ มีประวัติโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ในครอบครัว รวมไปถึงข้อบ่งชี้ที่พบบ่อยที่สุด คือ การตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ ในผู้ที่มีอายุ 45 ปีขึ้นไป แม้ว่าจะไม่มีอาการผิดปกติก็ตามคนไข้ที่จะได้รับการตรวจส่องกล้องครั้งแรก มักจะมีความกังวลแตกต่างกันไป ในบทความนี้จะรวบรวมคำถามที่หมอพบได้บ่อยไว้ดังนี้

คำถามที่ 1 ต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง
ในกรณีส่องกล้องทางเดินอาหารส่วนบน สามารถงดอาหารล่วงหน้าอย่างน้อย 6 ชั่วโมง แล้วรับการตรวจได้เลย ในกรณีส่องกล้องทางเดินอาหารส่วนล่าง ต้องการมีการเตรียมลำไส้ก่อนการส่องกล้อง

– แนะนำให้รับประทานอาหารอ่อนและงดอาหารที่มีกาก ได้แก่ ผัก ผลไม้ ถั่ว เป็นเวลาล่วงหน้า 2-3 วัน
– ช่วง 1 วันก่อนการส่องกล้อง แนะนำให้รับประทานอาหารเหลวใส และคนไข้จะได้รับยาระบายเพื่อล้างลำไส้ใหญ่ทั้งหมด 2 ครั้ง เพื่อให้ลำไส้สะอาดจนสามารถตรวจหาเนื้องอกในลำไส้และทำการรักษาได้ครบถ้วน

ทั้งนี้ ในกรณีที่คนไข้รับประทานยาต้านเกล็ดเลือดหรือยาละลายลิ่มเลือด จะมีการประเมินความปลอดภัยและเวลาที่เหมาะสมในการหยุดยาล่วงหน้า ได้แก่ หยุดยา aspirin, clopidogrel ก่อนส่องกล้อง 5-7 วัน

คำถามที่ 2 การส่องกล้องทำอย่างไร
– กล้องตรวจทางเดินอาหารเป็นท่อยางนิ่มขนาดเล็ก และมีช่องข้างในเพื่อส่งอุปกรณ์เข้าไปทำการตรวจและรักษา
– การส่องกล้องจะเริ่มหลังจากคนไข้หลับแล้ว การส่องกล้องทางเดินอาหารส่วนบนจะผ่านทางปาก เพื่อเข้าไปดูหลอดอาหาร กระเพาะอาหาร จนถึงลำไส้เล็กส่วนต้น
– เข้าไปดูลำไส้ใหญ่ทั้งหมด จนถึงลำไส้เล็กส่วนปลาย การส่องกล้องทางเดินอาหารส่วนล่างจะผ่านทวารหนัก

 คำถามที่ 3 ขณะรับการตรวจส่องกล้องจะเจ็บหรือไม่
การปรับให้ยาระงับความรู้สึกจนคนไข้หลับก่อน มักจะเป็นคำถามแรกที่คนไข้ทุกรายจะถามหมอก่อนเริ่มการตรวจ ดังนั้นในขณะที่ตรวจคนไข้จะไม่รู้สึกปวดหรือไม่สบายท้องเลย ในกรณีที่ตรวจพบเนื้องอก คนไข้มักจะรู้สึกตัวอีกครั้งที่ห้องพักฟื้น  สามารถทำการตัดเนื้องอกออกได้ทันที โดยไม่มีอาการเจ็บปวดใดๆทั้งสิ้น

คำถามที่ 4 มีความเสี่ยงหรือไม่
– การส่องกล้องทางเดินอาหารมีความปลอดภัยสูงมาก คนไข้จะได้รับการประเมินร่างกายและอาการอย่างละเอียดเพื่อให้มั่นใจว่าจะเกิดประโยชน์และความปลอดภัยสูงที่สุด
– หลังการส่องกล้อง คนไข้ส่วนมากจะไม่มีอาการปวดและจะจำไม่ได้ว่าส่องกล้องไปแล้ว ส่วนน้อยอาจมีอาการแน่นท้องเล็กน้อย ในกรณีที่ตรวจพบเนื้องอกและได้รับการตัดออก อาจมีความเสี่ยงเลือดออกภายหลังได้บ้าง

คำถามที่ 5 ต้องนอนโรงพยาบาลหรือไม่
การกินยาระบายเพื่อเตรียมลำไส้ใหญ่สามารถทำที่บ้านได้ แต่คนไข้ที่สูงอายุร่วมกับสุขภาพร่างกายไม่แข็งแรงมักจะแนะนำให้นอนโรงพยาบาล เพื่อเฝ้าระวังอาการข้างเคียงที่อาจจะเกิดขึ้น ได้แก่ หน้ามืดจากการสูญเสียน้ำ ความผิดปกติของเกลือแร่ในเลือด

เช้าวันที่มาส่องกล้อง หมอจะใช้เวลาประมาณ 30 นาทีในการส่องกล้องทางเดินอาหารส่วนบน และประมาณหนึ่งชั่วโมงในการส่องกล้องทางเดินอาหารส่วนล่าง หลังจากนั้นใช้เวลาพักฟื้นหลังส่องกล้องประมาณ 2 ชั่วโมง คนไข้จะทราบผลการตรวจและสามารถกลับบ้านได้

คำถามที่ 6 กลัวว่าจะเจอมะเร็งลำไส้ใหญ่
เป็นคำถามที่เจอได้บ่อยและเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คนไข้บางรายหลีกเลี่ยงการตรวจ อาการที่ทำให้สงสัยมะเร็งลำไส้ใหญ่ ได้แก่ เบื่ออาหาร น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ ถ่ายปนเลือด ท้องผูก ปวดท้องจากลำไส้อุดตัน คลำได้ก้อนในช่องท้อง

สำหรับการตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ในผู้ที่ไม่มีอาการดังกล่าวมีโอกาสเจอมะเร็งน้อย ส่วนมากมักจะพบเนื้องอกที่ยังไม่กลายเป็นมะเร็ง การตรวจหาและทำการตัดเนื้องอกนี้จะเป็นการป้องกันมะเร็งในอนาคตได้ ดีกว่าการหลีกเลี่ยงการส่องกล้องไปเรื่อยๆ จนมีอาการจากมะเร็งลำไส้ใหญ่ ซึ่งมักจะทำการรักษาได้ยาก

ตรวจได้หรือไม่ คำถามสุดท้าย
คนไข้ส่วนนึงก็ยังมีความกังวลในการส่องกล้องทางเดินอาหารอยู่แม้ว่าจะรู้ข้อมูลทั้งหมดแล้ว เนื่องจากไม่เคยได้รับการตรวจเช่นนี้มาก่อน การปรึกษาหมอเจ้าของไข้หรือหมอเฉพาะทางระบบทางเดินอาหารจะช่วยให้เกิดความมั่นใจมากขึ้นและคลายความกังวลได้ ทั้งนี้คนไข้แต่ละคนมีความแตกต่างกันในแง่ของสุขภาพร่างกายและข้อบ่งชี้ในการตรวจ หมอจะเป็นผู้ให้คำแนะนำเพื่อเลือกแนวทางการรักษาร่วมกันให้เหมาะสมและดีที่สุดสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย