อาชีพนักสืบ จำเป็นต้องรู้เรื่องกฎหมาย เพื่อประกอบการสืบสวนคดีต่าง ๆ

นักสืบออนไลน์ อาจรวมถึงใครก็ตามที่ใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อค้นหาข้อมูล ขึ้นอยู่กับข้อมูลที่จำเป็นการรู้วิธีถามคำถามที่ถูกต้องในระหว่างการค้นหาเป็นกุญแจสำคัญในการค้นหาหรือรับบันทึกหรือแหล่งข้อมูลที่เหมาะสม นอกจากนี้สิ่งสำคัญคือข้อมูลที่ถูกต้อง สิ่งนี้อาจขึ้นอยู่กับเนื้อหาของไซต์งานที่พบหรือแหล่งที่มาที่ได้รับ

แน่นอนว่า อาชีพนักสืบ จำเป็นต้องรู้เรื่องกฎหมาย เพื่อประกอบการสืบสวนคดีต่าง ๆ แล้วแต่ผู้ว่าจ้าง เมื่อรู้กฎหมายก็จะรู้ถึงข้อบังคับต่าง ๆ ว่าสิ่งไหนสามารถทำได้และไม่ได้ รวมไปถึงสามารถรู้ว่าคดีที่สืบอยู่ ผู้ที่เราตามสืบมีความผิด หรือเป็นผู้บริสุทธิ์ตามกฎหมายกันแน่
ดังนั้น นักสืบที่มีประสบการณ์ใน การตรวจสอบข้อเท็จจริง สิ่งเหล่านี้อาจเป็นความผิดทางอาญาในลักษณะ จำกัด เฉพาะกรณีประเภทของผู้ดูแล วันนี้บทความจะมาพูดถึง นักสืบออนไลน์ นักสืบออนไลน์มีหน้าที่คล้ายกัน แม้ว่าหน้าที่และบริการอาจแตกต่างกันไปตามประเภทของการสอบสวน ตัวอย่าง เช่น บุคคลอาจได้รับข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลอื่นธุรกิจทรัพย์สินกิจกรรมทางอาญาและอื่น ๆ

หนึ่งในบริการที่พบบ่อยที่สุดที่นักสืบออนไลน์ให้คือการหาคนที่หายไป private detective bangkok  นอกจากนี้พวกเขาอาจช่วยติดตามเพื่อนเก่าหรือคนที่คุณรัก กรณีที่เกี่ยวข้องกับการนอกใจก็ค่อนข้างเป็นที่นิยม โดยทั่วไปแล้วบริการเหล่านี้มีไว้สำหรับผู้ที่ไม่ทราบวิธีการเข้าถึงบันทึกที่ถูกต้องหรือไม่เคยมีโชคมาก่อนด้วยตนเอง

บางครั้งธุรกิจจำเป็นต้องใช้นักสืบออนไลน์ ในกรณีเหล่านี้ข้อมูลจะถูกรวบรวมเพื่อทำการตรวจสอบประวัติ บางครั้งข้อมูลอาจเป็นความผิดทางอาญา เช่น การฉ้อโกงประกันการโจรกรรมข้อมูลส่วนตัวหรือแฮ็กเกอร์ ในขณะที่การจ้างนักสืบเอกชนมักเป็นบรรทัดฐานสำหรับบริการประเภทนี้ แต่ข้อมูลหลายประเภทสามารถเข้าถึงได้ง่ายบนเว็บ อย่างไรก็ตามข้อมูลทั้งหมดไม่ได้ฟรี แต่สามารถจ่ายได้มากกว่าการจ้างหน่วยงานภายนอก สามารถใช้งานฐานข้อมูลของนักสืบออนไลน์ หรือบริการซอฟต์แวร์ที่ดี เพื่อค้นหาสิ่งที่คุณกำลังมองหา ฐานข้อมูลนักสืบช่วยให้ผู้ใช้สามารถค้นหาข้อมูลที่เกี่ยวข้องได้ด้วยค่าใช้จ่ายเพียงเล็กน้อย ในขณะที่บริการสมัครสมาชิกเหล่านี้มีราคาที่แตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับข้อมูลที่ให้ แต่ส่วนใหญ่อยู่ในช่วงระหว่าง $ 20 ถึง $ 40 เหรียญสหรัฐต่อเดือน เพื่อให้งานออกมาในรูปแบบที่ดีพร้อมและมีความแม่นยำสูงสุด และมีความน่าเชื่อถืออย่างสูง เพื่อจะได้นำมาเป็นข้อมูลในงานนั้น ๆ ได้

อีกมุ่มหนึ่ง คือ นักสืบออนไลน์ มีความแตกต่างกับนักสืบทั่วไปแต่ไม่มากนัก เพราะนักสืบออนไลน์เน้นการสอบหาข้อมูล ข้อเท็จจริงโดยใช้เครื่องมือเทคโนโลยี โซเชียล หรือดิจิทัลแพลตฟร์ม เข้ามาเป็นตัวช่วย เช่น การหาข้อมูลข้อเท็จจริงผ่าน facebook , Line, Instagram หรือเว็บไซต์ เป็นต้น

หน้าที่การทำงานของนักสืบออนไลน์

สืบหาประวัติตัวบุคคลที่ทำความผิด
สืบหาบุคคล
สืบเกี่ยวกับชู้สาว
สืบคดีทั่วไป

เชื่อว่าหลาย ๆ คนคงจะรู้จักหรือเคยได้ยินคำนี้ นักสืบออนไลน์ หรือ นักสืบโซเชียล แล้วนักสืบพวกนี้เค้าเป็นใครและทำงานกันอย่างไรและที่มาของข้อมูลได้มาจากไหน ถ้าเอ่ยถึงเว็บไซต์ชื่อดังที่มีจำนวนสมาชิกอยู่มากมาย หนึ่งในเว็บนั้นก็คือ เว็บพันทิปดอทคอม ถ้าใครเคยเข้าไปอ่านกระทู้ในเว็บพันทิปก็จะพบว่ามันมีทั้งเรื่องที่มีสาระและไม่มีสาระแต่บางครั้งเรื่องที่ไม่มีสาระก็กลับกลายเป็นที่สนใจของคนจำนวนมากก็มี โดยเฉพาะเรื่องของคนที่อยู่ในแวดวงสังคมของคนมีชื่อเสียงหรือเรื่องลับ ๆ ของดาราหรือบุคคลสาธารณะ โดยอาจจะเริ่มจากมีคนเข้าไปตั้งกระทู้แล้วก็มีคนให้ความสนใจในวงกว้างเลยเกิดเป็นประเด็นขึ้นมาแล้วเผอิญเรื่องนั้นก็อาจจะมีเค้าโครงความเป็นจริงอยู่บ้าง นักสืบ ออนไลน์ เลยกลายเป็นข้อสงสัยทำให้มีคนเข้ามาแสดงความคิดเห็นอยู่มากมายก็เลยกลายเป็นการต่อยอดทำให้มีการพิสูจน์ว่าจริงๆแล้วเรื่องที่เป็นประเด็นอยู่นั้นมันจริงหรือเท็จกันแน่ เช่นเรื่องราวของดาราสาวคนหนึ่งที่แอบคบกับผู้ชายที่มีครอบครัวอยู่แล้ว และที่ผ่านมาก็ปฏิเสธมาตลอดว่าไม่ได้คบกันอย่างลึกซึ้งกับผู้ชายที่ตกเป็นข่าว แต่สุดท้ายก็ไม่พ้นความสามารถของกลุ่มคนเหล่านี้ที่ให้ความสนใจช่วยกับสืบหาข้อมูลและเพื่อต้องการพิสูจน์ว่ามันไม่ใช่แค่ข่าวโคมลอย ต่างก็ช่วยกันสืบเสาะหาหลักฐานมาอ้างอิง ไม่ว่าจะเป็นรูปถ่ายที่ถูกบันทึกในสถานที่ๆเดียวกันวันเวลาใกล้เคียงกัน รวมทั้งสถานที่ ๆ ไปพักก็เป็นที่เดียวกัน จองเที่ยวบินในเวลาไล่เลี่ยกันและที่สำคัญก็คือรูปถ่ายที่เคยถูกบันทึกไว้ไปไหนมาไหนด้วยกัน จนสุดท้ายทำให้ดาราสาวท่านนี้ต้องออกมายอมรับว่าได้คบหาดูใจกับผู้ชายคนนี้จริง กรณีของดาราสาวท่านนี้ถ้าพิจารณาให้ดี ๆ แล้ว สิ่งที่ทำให้ความลับของเธอถูกเปิดเผยออกมา มันไม่ใช่แค่ความสามารถของนักสืบโซเชียลเพียงอย่างเดียว สิ่งที่สำคัญก็คือ “ข้อมูลส่วนตัว” ที่เจ้าตัวได้เคยโพสเอาไว้ต่างหาก แม้แต่ตัวดาราสาวเอง ก็คงคิดไปไม่ถึงว่าเรื่องราวที่ตัวเองเคยโพสเอาไว้ มันอาจจะส่งผลในแง่ลบให้กับตัวของเธอเองได้ในอนาคต

การทำงานของ นักสืบออนไลน์
การทำงานของ นักสืบออนไลน์

นักสืบออนไลน์ หรือ นักสืบโซเชียลนั้นแตกต่างกับนักสืบมืออาชีพอย่างไร นักสืบออนไลน์นั้นข้อมูลส่วนมากที่สืบค้นมาได้ก็จะมาจาก ข้อมูลที่อยู่ในอินเทอร์เน็ตเสียเป็นส่วนใหญ่ หรือเป็นข้อมูลที่ได้มาจาก เว็บไซต์ที่ให้บริการสื่อสังคมออนไลน์ เช่น facebook หรือ instagram ฯลฯ แต่สำหรับนักสืบมืออาชีพ หรืออาชีพ รับจ้างสืบนั้น จะเป็นข้อมูลในเชิงลึกที่อาจจะไม่เคยมีอยู่ หรือไม่เคยปรากฏในอินเทอร์เน็ต แต่จะต้องมาจากแหล่งข้อมูลที่มีความน่าเชื่อถือและถูกต้อง สามารถตรวจสอบจากแหล่งที่มาของข้อมูลได้ นอกจากนี้การทำงานของนักสืบมืออาชีพนั้น เรื่องของการตรวจสอบหาข้อมูล มันเป็นแค่ส่วนหนึ่งของการทำงานในอาชีพนักสืบเท่านั้น ถ้าข้อมูลทุกอย่างของบุคคลที่ต้องการจะให้สืบมันมีอยู่ในอินเทอร์เน็ต อาชีพนักสืบ ก็คงไม่สามารถเกิดขึ้นได้ เพราะหลักการทำงานของเรา จะทำทุกอย่างให้ตรงกับความต้องการของลูกค้า โดยจะพิจารณาจากความต้องการของลูกค้ามาเป็นอันดับแรก

การทำงานของนักสืบ โดยทั่วไปก็จะแบ่งเป็น 2 ประเภท คืองานสืบด้านข้อมูลและงานสืบภาคสนามหรืองานสืบที่ต้องลงพื้นที่คอยติดตามเป้าหมายเพื่อหาหลักฐานส่งมอบให้กับทางผู้ว่าจ้าง เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการฟ้องร้องดำเนินคดีหรือเพื่อพิสูจน์ทราบความจริง การทำงานทั้งสองประเภทนี้จะแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

งานสืบด้านข้อมูล เป็นงานสืบที่ไม่ค่อยมีอะไรยุ่งยากซับซ้อนขึ้นอยู่กับว่าทางผู้ว่าจ้างต้องการให้สืบเรื่องอะไร เช่น ประวัติส่วนตัว ประวัติการสมรส ประวัติการทำงาน ฯลฯ ระยะเวลาที่ใช้ในการสืบก็ประมาณ 1 ชม –1 สัปดาห์ เพราะงานสืบข้อมูลบางประเภทอาจจะต้องใช้ระยะเวลาพอสมควร

งานสืบภาคสนาม เป็นงานสืบที่ต้องลงพื้นที่เพื่อติดตามเป้าหมาย งานประเภทนี้จะต้องมีการวางแผนการทำงานล่วงหน้าก่อนลงพื้นที่เพื่อปฏิบัติงานจริง เป็นงานที่ต้องทำกันเป็นทีม ใช้แรงงานคนอย่างน้อย3คนขึ้นไปและต้องมียานพาหนะทั้งรถยนต์และจักรยานยนต์ ส่วนระยะเวลาในการทำงานนั้นจะไม่ตายตัวแน่นอน ขึ้นอยู่กับทางผู้ว่าจ้างหรือขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของเป้าหมายที่จะสืบ คงต้องดูเป็นรายบุคคลไป ระยะเวลาในการสืบมีตั้งแต่ 1 วันจนถึงหลายสัปดาห์ และการทำงานในบางครั้งอาจจะต้องทำงานร่วมกันทั้งงานสืบข้อมูลและงานภาคสนามด้วยก็มี ถ้าเกิดว่าข้อมูลของเป้าหมายที่ทางลูกค้าส่งให้กับทางนักสืบมันยังไม่เพียงพอ ทางนักสืบก็ต้องไปสืบค้นเพิ่มเติมเพื่อให้สะดวกกับการทำงานหรือเพื่อให้การทำงานมันง่ายขึ้นกว่าเดิม

สำหรับทางลูกค้าที่ต้องการติดต่อขอใช้บริการ ขอแนะนำว่าให้ลองมาพูดคุยกับทางนักสืบเพื่อจะได้เสนอวิธีการทำงานที่ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดและมีค่าใช้จ่ายน้อยที่สุด ทั้งนี้ก็เพื่อผลประโยชน์ต่อตัวท่านเอง

นักสืบออนไลน์ มักเจอบ่อย “ทำไมผู้ชายถึงมีเมียน้อย” อาจจะเป็นคำถามที่ทั่วไป แต่เป็นเรื่องที่ต้องมีการวางแผนเตรียมตัว
สาเหตุที่ฝ่ายชายทำไมถึงแอบไปมีบ้านเล็กบ้านน้อยมันเริ่มมาจากอะไร ถ้าไปถามฝ่ายชายที่กำลังนอกใจภรรยาว่า ทำไมคุณถึงมีเมียน้อย รับรองได้ว่าคำตอบที่ได้แต่ละคนก็จะมีเหตุผลต่าง ๆ นา ๆ แต่ในมุมมองของคนทีทำงานเป็นนักสืบมืออาชีพและมีประสบการณ์โดยตรงในงานสืบชู้สาว มาเป็นร้อย ๆ งาน ก็พอจะทราบว่ามันเริ่มมาจากสาเหตุอะไร จะขอแบ่งเป็น2 ประเภท ให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือผู้ชายที่มีความพร้อมกับผู้ชายที่มีความต้องการ ผู้ชายที่มีความพร้อมก็คือ เมื่อเขาทำงานมาถึงจุดที่เรียกได้ว่าหน้าที่การงานเริ่มมั่นคง มีเงินมีทอง หรือบางคนก็เป็นเจ้าของกิจการ เป็นข้าราชการ ผู้ชายประเภทนี้มักจะค่อนข้างมีอายุอยู่ซักหน่อยส่วนใหญ่ก็มีเลข 4 นำหน้า คนพวกนี้การที่เค้าจะคอยส่งเสียเลี้ยงดูผู้หญิงสักหนึ่งคน มันไม่ใช่เรื่องลำบากหรือกระทบกระเทือนกับรายรับรายจ่ายของเขาเลย ไม่ว่าจะเป็น บ้าน รถยนต์ เงินทอง รวมทั้งค่าใช้จ่ายที่ต้องให้กับทางผู้หญิงในทุก ๆเดือน ขอเพียงแค่ผู้หญิงที่เค้าส่งเสียเลี้ยงดูอยู่ตอบสนองให้ความต้องการกับเขาได้อย่างดีก็เพียงพอแล้ว เข้าทำนอง “ โคแก่ชอบกินหญ้าอ่อน” เคยมีอยู่ครั้งหนึ่ง ลูกค้าว่าจ้างให้ตามสืบสามี สงสัยว่าจะมีเมียน้อย ทางนักสืบก็ตามสืบให้ทางผู้ว่าจ้างเป็นผลสำเร็จตามที่ลูกค้าสงสัยตั้งแต่ต้น ทางเมียน้อยอายุ 35 แต่ภรรยาไปเค้นสอบถามก็ทราบว่า สามีส่งเสียเลี้ยงดูตั้งแต่ตอนอยู่มัธยมปลาย ไล่ไปไล่มาก็ทราบว่าหมดเงินไปกับผู้หญิงคนนี้เกิน10 ล้าน ก็ถือว่าเยอะเลยทีเดียว

ผู้ชายที่มีความต้องการ ผู้ชายแบบนี้ค่อนข้างจะแตกต่างกับแบบแรก เพราะผู้ชายประเภทนี้ไม่ได้อยู่ในสถานะที่จะเลี้ยงดูส่งเสียใครได้เลย บางทีแค่เอาตัวเองและครอบครัวให้อยู่รอดในแต่ละเดือนยังลำบาก น่าเห็นใจคุณภรรยาที่ได้ผู้ชายประเภทนี้มาเป็นสามี ส่วนใหญ่ที่พบเจอมา ถ้าเป็นเรื่องเงินทองที่ต้องให้กับผู้หญิงที่แอบคบอยู่ก็มักจะจ่ายให้เต็มที่แต่พอกับลูกเมียก็มักจะบอกไม่มีหรือให้แบบไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย บางครั้งถึงขนาดให้ตัวเองเป็นหนี้สินรุงรังก็ยอมขอแค่ให้ดูดีในสายตาของผู้หญิงที่แอบคบอยู่ ผู้ชายประเภทนี้บางคนไม่ได้มีแค่ความเจ้าชู้อย่างเดียว บางคนก็มีพฤติกรรมที่ชอบ ดื่ม กิน เที่ยว การพนัน มีครบหมด พอหมดกับผู้หญิงคนนี้ก็คบหากับคนใหม่ไปเรื่อย ๆ มีแต่สร้างเรื่องทุกข์ใจให้กับภรรยาอยู่ตลอดเวลา

เรื่องของการนอกใจภรรยา บางทีจะกล่าวโทษแค่ฝ่ายเดียวมันก็ไม่ได้ เพราะของแบบนี้ตบมือข้างเดียวมันคงไม่ดัง มีไม่น้อยที่ฝ่ายหญิงเป็นคนเสนอตัวเองให้กับทางฝ่ายชายก็มี อาจจะเพื่อผลประโยชน์ที่เกี่ยวข้องกับเงินทอง หรือ เพื่อความเจริญก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่การงาน บางครั้งผู้หญิงที่ตกอยู่ในฐานะภรรยาน้อย เจ้าตัวก็อาจจะไม่รู้เลยว่าผู้ชายที่คบหาอยู่นั้น เค้ามีครอบครัว มีลูกเมียอยู่แล้วก็มี ปัญหาเหล่านี้เมื่อมันเกิดขึ้นแล้ว ก็ยากที่จะให้กลับมาเป็นเหมือนเดิม วิธีที่ป้องกันที่ดีที่สุดก็คือ การมีสติ คิดและไตร่ตรองว่าสิ่งที่ตัวเราเองกำลังคิดที่จะทำอยู่นั้นมัน ผิด หรือ ถูก หรือลองคิดในมุมตรงกันข้าม ถ้าเกิดฝ่ายภรรยาคิดนอกใจคุณอยู่ แล้วตัวคุณล่ะจะยอมรับได้ไหม หรือจะมีวิธีแก้ปัญหา หาทางออกกับเรื่องนี้อย่างไรดี

นักสืบออนไลน์ สามารถติดตามปัญหาเหล่านี้ได้ แบบง่าย ๆ เลยก็ว่าได้ เพราะทุกเคสงาน คือ บทเรียน ที่สามารถแก้ไขปัญหาได้ และสามารถเรียนรู้ได้ อย่างเช่น เคสของ เรื่อง มือที่ 3 ที่อาจจะเป็น หัวเรื่องสำคัญที่สุดของคนไทยเลยก็ว่าได้ ท่านสามารถไว้วางใจให้เราสืบหาหลักฐานต่าง ๆ ได้ อย่างมั่นใจและแม่นยำกับข้อมูลที่ สืบหามาได้อย่างแน่นอน อย่างปัญหาข้างต้นที่กล่าวไว้

เทคนิคเลือกผ้าม่านแต่งห้องต่าง ๆ ไอเทมสำคัญที่ควรมีไว้ในห้อง

ถึงเราจะหลับง่าย คิดว่าห้องนอนมีเฟอร์นิเจอร์อย่างเตียงหรือฟูกก็พอ แต่เอาเข้าจริงพอยามเช้าตอนแสงแดดมาทักทายผ่านหน้าต่างตอนที่เรายังไม่อยากตื่น ก็พาลให้หงุดหงิดได้ ดังนั้น ผ้าม่าน” จึงกลายเป็นไอเทมสำคัญที่ควรมีไว้ในห้องนอนของทุก ๆ คน

ม่านผืนหนึ่งราคาก็ไม่ใช่น้อย ๆ เราจะทำยังไงให้ได้ม่านที่ถูกใจ คุ้มค่าที่สุด  แต่เราควรเลือกซื้อผ้าม่านยังไงกันล่ะนี่คือ  หลักการเลือกม่านให้เหมาะกับห้องนอน และบางข้อในนี้คุณสามารถนำเทคนิคไปประยุกต์ใช้เลือกผ้าม่านสำหรับห้องอื่น ๆ ได้ด้วย

เราจะเลือกผ้าม่านยังไงให้เข้ากับห้องดีล่ะ เอาแบบสีเรียบ ๆ หรือแบบมีสวดลาย สีอ่อนหรือสีเข้ม ผ้าม่านต้องเป็นลายเดียวกันหมดทั้งบ้านเลยหรือเปล่า ปัญหาเหล่านี้บางทีก็คิดไม่ตกหากเราไม่ได้จ้างนักออกแบบบ้านมาช่วยเลือกให้ตั้งแต่แรก หรือบางทีเกิดแค่อยากจะเปลี่ยนผ้าม่านในห้องบ้าง เพื่อให้เกิดความรู้สึกใหม่ๆจะต้องเลือกดูจากอะไรบ้าง วันนี้เราจะมีข้อแนะนำสำหรับการเลือกซื้อผ้าม่านสำหรับห้องต่าง ๆ หลายๆคนคงมีปัญหาหนักใจ คิดไม่ตกเวลาจะแต่งบ้านใหม่ หรือปรับปรุงบ้าน ที่นอกจากจะต้องเลือกสีผนังห้องและเฟอร์นิเจอร์ต่างๆแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญและขาดไม่ได้คือการเลือกผ้าม่านให้กับห้องนั้น ๆ

หน้าที่หลักของผ้าม่านที่ทำไมเราต้องมีก็คือผ้าม่านเป็นตัวที่ช่วยควบคุมแสงที่จะเข้ามาในบ้านและช่วยแบ่งสัดส่วนของห้องต่างๆให้มีความส่วนตัว อีกทั้งสีของผ้าม่านมีผลเป็นอย่างมากกับอารมณ์ของห้องเนื่องจากผ้าม่านเป็นตัวกั้นแสง เมื่อมีแสงที่ผ่านตัวผ้าม่านเข้ามาในห้องก็จะทำให้สีนั้นๆส่งผลต่อบรรยากาศในห้อง ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่าการเลือกสีของผ้าม่านนั้นมีความสำคัญมากๆ นอกจากจะเลือกผ้าม่านที่สวยและเข้ากับห้องและเฟอร์นิเจอร์ต่าง ๆ ในห้องแล้ว ก็ยังต้องดูว่าเราต้องการให้เวลาที่เราเข้าไปอยู่ในห้องนั้นๆแล้วอยากให้เกิดความรู้สึกอย่างไร ถ้าอยากให้ผ้าม่านกลมกลืนไปกับห้องก็เลือกซื้อผ้าม่านสีเดียวกับผนัง ส่วนถ้าอยากให้ผ้าม่านเพิ่มความโดดเด่นให้กับห้องก็เลือกซื้อผ้าม่านที่สีตัดผนังห้องก็จะช่วยได้ หลัก ๆ สีของผ้าม่านก็จะมีสีโทนสว่างและสีโทนเข้ม หากเราเลือกม่านสีโทนสว่างก็จะให้ความรู้สึกของห้องที่โปร่ง โล่ง สบายตา จึงเหมาะกับห้องที่ใช้พักผ่อนและต้องการความรู้สึกผ่อนคลายเวลาใช้งาน เช่น ห้องนอน ห้องนั่งเล่น ห้องน้ำ เป็นต้น ส่วนผ้าม่านสีเข้มหรือทึบ ก็จะให้ความรู้สึกที่เท่ สงบนิ่ง แต่ถ้าจะให้ดีไม่ควรนำไปใช้กับห้องที่มีเฟอร์นิเจอร์สีเข้มอยู่แล้ว เพราะอาจจะทำให้เกิดความรู้สึกที่มืดมนมากเกินไปทั้งห้อง อาจจะเลือกใช้กับห้องที่มีผนังสีสว่าง ๆ ให้ตัดกัน ทำให้ห้องดูโมเดิร์นและเท่ขึ้น โดยผ้าม่านสีทึบก็จะช่วยกั้นแสงจากภายนอกได้ดี เหมาะกับห้องที่ไม่ต้องการให้มีแสงมาก เช่น ห้องนอน ห้องดูหนัง เป็นต้น

อาจจะเป็นสีเข้มหรือสีอ่อนก็ได้แล้วแต่ความชอบของเจ้าของห้อง ถ้าอยากให้ห้องดูกว้าง โล่ง แนะนำให้เลือกซื้อผ้าม่านสีสว่าง หรือผ้าม่านที่มีลายเล็กๆ แต่ถ้าอยากให้ห้องรู้สึกมีความเป็นส่วนตัว และมีความเท่ แนะนำเป็นผ้าม่านสึทึบหรือผ้าม่านลายใหญ่ๆ จะทำให้ห้องดูเล็กลง และยังแนะนำให้ใช้ม่านแบบ 2 ชั้น ที่เป็นผ้าม่านโปร่งสำหรับบังตาแต่ยังต้องการให้มีแสงเข้ามาได้อยู่ และม่านแบบทึบสำหรับควบคุมแสงในห้องอีกชั้นหนึ่ง เนื่องจากเวลานอนเรามักต้องการให้ห้องมืด ไม่ให้แสงเข้ามารบกวนการนอนของเรา ทีนี้เรามาดูเป็นส่วนๆของบ้านว่าแต่ละห้องเหมาะกับการใช้ม่านแบบไหน โทนสีอะไรบ้างกันดีกว่าค่ะ เริ่มจากห้องนอน เป็นห้องที่ต้องการความเป็นส่วนตัวสูง และต้องการความรู้สึกผ่อนคลาย สบายๆ เหมาะแก่การพักผ่อน ดังนั้นควรใช้สีโทนเย็น

ส่วนห้องนั่งเล่นก็แนะนำให้ใช้ผ้าม่านแบบ 2 ชั้นเช่นกัน เพราะควรมีทั้งผ้าม่านแบบโปร่งที่ใช้รับแสงธรรมชาติจากภายนอก และผ้าม่านแบบทึบที่ช่วยควบคุมแสงเวลาจะดูหนังหรือพักผ่อน

สีครีม สีเหลือง สีส้ม เพราะจะช่วยกระตุ้นเรื่องความอยากอาหารได้ด้วย ห้องกินข้าว หากว่าจะต้องติดผ้าม่านแนะนำให้ใช้ผ้าม่านที่ไม่หนามาก เพราะทำความสะอาดง่าย ผ้าม่านที่หนาและทึบเกินไปอาจะทำให้มีกลิ่นอาหารติดกับผ้าง่าย ต้องทำความสะอาดบ่อยๆ อีกทั้งผ้าม่านในห้องทานข้าวควรเลือกผ้าม่านที่เป็นสีโทนร้อน

อีกห้องหนึ่งที่สำคัญก็คือห้องทำงานซึ่งเป็นห้องที่ต้องการความสงบ ต้องใช้สมาธิ ในห้องก็ควรมีแสงที่พอเหมาะพอดี ดังนั้นควรเลือกใช้ผ้าม่านที่เราสามารถปรับแสงตามความต้องการได้ การติดมู่ลี่จึงเหมาะมากๆกับห้องทำงาน

แห้งง่าย ผ้าไม่หนา ส่วนโทนสีแนะนำให้ใช้โทนเย็น สีสว่าง เพราะจะให้ความรู้สึกผ่อนคลาย โปร่ง ไม่อึดอัด ส่วนในห้องน้ำนั้น หากไม่ติดเป็นมู่ลี่ ต้องการใช้ผ้าม่านควรเลือกผ้าม่านที่ทำจากวัสดุที่ทำความสะอาดได้ โดนน้ำได้ประมาณหนึ่ง

1. ม่านห้องนอนขอทึบแสงหน่อย

ห้องนอน คือห้องแห่งการพักผ่อน เนื้อผ้าม่านจึงควรมีความทึบแสงเพื่อป้องกันแสงลอดมาแยงตาเราจนตื่น ขณะเดียวกันความทึบของผ้าม่านยังช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้เราเมื่อต้องการความเป็นส่วนตัวหรือทำกิจกรรมอื่น ๆ เช่น เปลี่ยนเสื้อผ้า เป็นต้น

2. เพิ่มความน่าสนใจให้ห้องนอนด้วยลายปริ้นต์

ผ้าม่านมีอายุการใช้งานนานและมีมูลค่าค่อนข้างสูง เลือกครั้งเดียวแบบที่ชอบแล้วใช้ยาว ๆ จึงเป็นการประหยัดงบที่ดีกว่า สำหรับคนที่ชอบความเรียบง่ายสไตล์มินิมัล แต่ใจยังอยากเติมดีเทลความสดชื่นให้ชีวิต เราสามารถเพิ่มความสดใสนี้ลงไปได้ผ่านการเลือกม่านลายปริ้นต์ ลายใหญ่ ๆ ได้ ซึ่งสิ่งที่ควรคำนึงไว้เสมอสำหรับการเลือกลายผ้าคือควรเลือกลายที่เราชอบ ไม่ได้เลือกแค่ตามเทรนด์อย่างเดียว

บรรดาลายยอดฮิตของผ้าม่านที่เรามักจะเห็นบ่อย ๆ คือลายดอกไม้ ใบไม้ ถึงแม้ว่ามันช่างเป็นรูปแบบที่ลวดลายแน่นเอี้ยดแต่พอวางในห้องที่ตกแต่งพื้น ๆ ดูไม่โดดเด่นแล้ว มันกลับช่วยเติมความสดชื่นให้เราได้เยอะ

ที่สำคัญคือเคยสังเกตไหมว่า ทำไมผ้าม่านลายที่มีขายในท้องตลาดถึงเป็นผ้าม่านลายธรรมชาติเสียเกินครึ่ง หนึ่งในเหตุผลที่คนนิยมเลือกผ้าม่านลายธรรมชาติเพราะลายเหล่านี้เห็นแล้วเราจะรู้สึกผ่อนคลายสบายตา บ้างก็ว่าเทคนิคการเลือกม่านลายธรรมชาติควรแมตช์กับภาพนอกหน้าต่าง ซึ่งถ้าภาพนอกหน้าต่างของคุณมีวิวสวนสวย ๆ ผ้าม่านแนวนี้จะช่วยเสริมบรรยากาศให้เข้ากันเป็นอย่างดี

ผ้าม่าน Sheer Voille ม่านโปร่งเพิ่มความลึกลับ
ผ้าม่าน Sheer Voille ม่านโปร่งเพิ่มความลึกลับ

3. ดูเซ็กซี่สุด ๆ  ถึงเป็นผ้าม่าน Sheer Voille ม่านโปร่งเพิ่มความลึกลับ

ถ้าใครยังไม่รู้จักศัพท์คำว่า Sheer Voille ว่าเป็นม่านประเภทไหน  เป็นผ้าม่านโปร่งบาง แสงสามารถลอดผ่านได้ เรียกง่าย ๆ ว่าส่องแล้วจะเห็นเงาราง ๆ ดูเซ็กซี่สุด ๆ  ถึงเป็นผ้าม่านเหมือนกัน แต่ฟังก์ชันกลับต่างกัน

ข้อดีของม่านประเภทนี้คือทำให้คนในห้องสามารถมองเห็นด้านนอกทะลุม่านได้ ขณะเดียวกันก็ให้ความรู้สึกเป็นส่วนตัว เพราะม่านผ้าโปร่งก็ยังช่วยปกปิดไม่ให้คนข้างนอกมองเห็นเราได้ 100% ดังนั้นถ้าใครกำลังคิดว่าม่านโปร่งจะจับคู่กับอะไรดี แนะนำให้หาม่านกำมะหยี่สีเข้ม ประเภทที่เนื้อผ้าดูแวววาว  ออกแบบบริเวณบ้าน เพราะพอแขวนเข้าคู่กันแล้วจะช่วยทำให้ห้องนอนดูหรูขึ้นเป็นเท่าตัวเลย

ทั้งแบบแพทเทิร์นลายขวาง ลายดอก ฯลฯ ถ้าผ้าม่านตัวนอกลายเรียบ จะเติมดีเทลให้ผ้าม่านโปร่งมีลายก็ถือว่ายังโอเค หลักการเลือกผ้าม่านโปร่ง ถ้าเราไม่อยากให้แสงลอดผ่านเต็ม ๆ หรือโปร่งจนดูไม่ปลอดภัย เดี๋ยวนี้ม่านโปร่งมีลวดลายให้เลือกมากมาย นอกจากนี้การใช้งานผ้าม่านโปร่งยังไม่แค่ติดกันเฉพาะบริเวณหน้าต่างห้องนอนด้วย แต่ใครที่อยากได้ฟีลแอนทีคนิด ๆ ก็เลือกเตียงสี่เสาแล้วติดผ้าม่านรอบเตียงเพิ่มความคลาสสิกได้

4. เลือกสีม่านให้ผ่อนคลาย

คำตอบ คือ มันไม่ได้อยู่ที่มืดหรือสว่างกว่ากำแพง แต่ควรจะอยู่ที่การดูโทนสีภายในห้อง ห้องเราไม่ควรมีสีที่เป็นจุดเด่นเยอะเกินไป ห้องหนึ่งควรมีสีเด่นเพียงสีเดียวก็พอ ถ้าห้องเรามีลายพร้อยอยู่แล้ว ผ้าม่านก็ควรเบรก ใช้สีกลาง ๆ อย่าไปเพิ่มลายให้มึนกว่าเดิม แต่ถ้าห้องตกแต่งแบบโมโนโทน การเลือกม่านสีสดใสเข้าไปเพิ่มดีเทลแทนจะช่วยเพิ่มความน่ามองได้มากขึ้น หลายคนอยากรู้และสงสัยว่าเวลาจะเลือกผ้าม่านติดตั้งในห้องนอนควรจะเลือกให้สว่างหรือมืดกว่ากำแพงดี

5. เครื่องนอนกับผ้าม่านต้องแนวเดียวกันหรือเปล่า?

จากบนเตียงถึงริมหน้าต่างมันต้องสัมพันธ์กันไหม เข้าใจว่าหลายคนคงคิดว่าถ้าโทนเดียวกันยังไงมันก็คงแมตช์กันได้ดีกว่าและง่ายที่สุด แต่ต้องระวังว่าการเลือกแบบนี้จะทำให้ห้องดูเชยโดยไม่รู้ตัว เพราะมุมมองของการแมตช์สีค่อนข้างละเอียดอ่อน ลองคิดสภาพว่าเครื่องนอนลายพร้อยมาเจอผ้าม่านลายพร้อยแบบเดียวกัน สีเดียวกันอีก เราคงรู้สึกว่ามันเชยมากกว่าดูโมเดิร์น จริงไหม

เทคนิคคือเลือกสีต่างเฉด ใช้สีใกล้เคียงแต่ไม่เหมือนกันจะช่วยให้ห้องนอนของเราดูมีมิติขึ้นมา หรือกรณีที่คิดจะเลือกสีให้แตกต่างกันคนละขั้วจริง ๆ เราสามารถใช้วิธีแมตช์กันได้ด้วยการเลือกเนื้อผ้าประเภทเดียวกัน เช่น เนื้อผ้าม่านที่เป็นลินินกับเครื่องนอนที่ทำจากผ้าลินิน จะช่วยสร้างความรู้สึกผ่อนคลายได้

ริมหน้าต่างก็เป็นที่เก็บฝุ่นชั้นดี คงไม่มีใครอยากเป็นภูมิแพ้หรอกจริงไหม 5 หลักการแมตช์ผ้าม่านให้เข้ากับห้องนอนคงพอเป็นไกด์การเลือกซื้อม่านสวย ๆ ติดห้องสไตล์ที่คุณชอบได้แล้ว สิ่งสุดท้ายที่อยากฝากคือระยะเวลาการปลดม่านลงมาทำความสะอาด ซึ่งครบ 1 เดือนเมื่อไรก็ควรปลดลงมาซักทำความสะอาด ห้องเราจะได้ไม่เก็บฝุ่น

ถ้าเราลองสังเกตดีๆพื้นที่ที่ใช้ติดม่านในแต่ละห้องนั้นมีมากถึง 20 – 30 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ผนัง เหตุนี้เองม่านจึงเป็นอีกจุดหนึ่งที่น่าสนใจ เพราะสามารถเปลี่ยนบรรยากาศห้องให้แตกต่างไปจากเดิมได้ไม่ยาก และยังมีค่าใช้จ่ายไม่มากด้วย เราจึงมี ” วิธีเลือกผ้าม่าน ” แต่งบ้านมาฝากกัน

หลักการง่ายๆในการเลือกโทนสีและลวดลายผ้าม่าน

  • ถ้าต้องการให้ห้องดูโล่งกว้างสบายตา ควรเลือกใช้ม่านสีโทนอ่อน
  • ถ้าต้องการให้ห้องมีพื้นที่กระชับหรือดูเข้มขรึม สงบนิ่ง ควรเลือกใช้ม่านสีโทนเข้ม
  • ผ้าม่านที่มีลวดลายหรือเส้นสายใหญ่ๆ จะช่วยให้ห้องดูเล็กลง จึงเหมาะกับการใช้ในห้องโถงหรือห้องรับแขกขนาดใหญ่
  • ผ้าม่านที่มีลวดลายเล็กๆ ให้ผลตรงข้ามกัน เพราะจะช่วยให้ห้องดูกว้างขึ้น จึงมักใช้ในห้องขนาดเล็กหรือห้องชุดคอนโดมิเนียมเป็นส่วนใหญ่

ห้องนั่งเล่น  

ให้ห้องนั่งเล่นไม่ดูอึดอัด ไม่ควรเลือกสีจัดจนเกินไป ม่านในห้องนี้ใช้เพื่อความสวยงาม ช่วยกันแสงและกรองเสียง ทั้งยังเพิ่มความเป็นส่วนตัวให้แขกและเจ้าของบ้าน ควรเลือกโทนสีผ้าม่านที่ไปด้วยกันกับโทนสีของห้องและเฟอร์นิเจอร์ แนะนำให้ใช้ม่านแบบ 2 ชั้นที่มีทั้งผ้าม่านทึบและผ้าม่านโปร่ง

ห้องนอน  

ม่านในห้องนอนต้องสามารถบังแดดและป้องกันเสียงได้ดีควรใช้ม่านที่ช่วยบังแสงแดดที่จะส่องเข้าห้องในตอนเช้าและบดบังสายตาจากภายนอกได้ดี ทั้งนี้ควรเลือกโทนสีม่านให้กลมกลืนกับสีห้องและเฟอร์นิเจอร์ เน้นโทนสีเย็นตาดีกว่าสีโทนร้อนที่ดูอึดอัดเกินไป

ห้องรับประทานอาหาร   

สีเขียว สีแดง สีเหลือง สีส้ม เพื่อกระตุ้นความอยากอาหาร และช่วยให้เรารู้สึกว่าภายในห้องช่วยกันฝุ่นและไอระเหยจากน้ำมันของอาหารได้ด้วยควรเน้นม่านสีสดๆ   แต่ต้องดูให้เข้ากับโทนสีของห้องด้วยหรือจะใช้มู่ลี่แทนก็ได้ เพราะสามารถปรับแสงและบังสายตาได้ดีแถมทำความสะอาดง่าย นอกจากใช้กันแดดแล้ว ม่านยังช่วยแบ่งสัดส่วน

ห้องน้ำ   

สีฟ้าอ่อน สีครีม ควรเน้นสีม่านที่สว่างและเข้ากับโทนสีของกระเบื้องและสุขภัณฑ์ เพื่อให้รู้สึกสบายไม่อึดอัดขณะเข้ามาใช้งาน ม่านที่ใช้ควรเป็นม่านปรับแสงหรือมู่ลี่ที่สามารถปรับระดับแสงได้ ดูเรียบง่าย สบาย และโปร่ง ประโยชน์ใช้สอยของม่านในส่วนนี้ก็เพื่อควบคุมแสงและบังสายตาจากภายนอก

ห้องครัวในฝันของคุณเป็นแบบไหนกันบ้าง ? แต่งสไตล์โมเดิร์น

ห้องครัว ในฝันของคุณเป็นแบบไหนกันบ้าง ? แต่งสไตล์โมเดิร์น วินเทจ ลอฟต์ มินิมัล หรือเรื่องขนาดต้องมาก่อน มีเครื่องใช้ไฟฟ้าครบ หรือมีตู้เยอะๆ เอาไว้เก็บของ ต้องมีไอส์แลนด์เอาไว้เตรียมอาหาร ขอโต๊ะกินข้าวไว้ในครัว เอาเป็นว่าจะเป็นครัวสไตล์ไหนตกแต่งอย่างไร ขอแค่ห้องครัวนั้นสามารถตอบโจทย์การใช้งานเจ้าของบ้านก็เป็นครัวที่ดีได้ทั้งนั้น

วันนี้เราจึงนำ ตัวอย่าง ห้องครัวสวยแบบบ้านๆ 20 สไตล์ มาฝากให้ดูกันแบบจุใจเก็บไว้เป็นไอเดีย ถึงแม้รูปแบบและดีไซน์จะเป็นห้องครัวที่ไม่ได้ตกแต่งหวือหวา หรูหรามากมาย แต่เห็นแล้วรับรองว่าเกิดแรงบันดาลใจ อยากลุกขึ้นมาแต่งตามอย่างแน่นอน

1.ครัวเล็กๆ แบบนี้แต่ออกแบบให้มีฟังก์ชันใช้งานครบก็ตอบโจทย์แล้ว เลือกใช้หน้าบานไม้จริง เพิ่มลูกเล่นด้วยกระเบื้องโมเสกเหนือเคาน์เตอร์ครัวก็สวยได้

2.เป็นครัวที่เรียบง่ายมากๆ แต่ก็สวยและอบอุ่นแถมดูมีเสน่ห์มากทีเดียวนะ เป็นวัสดุที่หาได้ไม่ยาก ไม้หน้าต่างเก่าก็เอามาทำหน้าบาน เสื่อของชาวบ้านก็เอามาแทนพรม ผนังก่ออิฐมอญไม่ต้องฉาบก็เท่ไปอีก ตกแต่งด้วยงานผ้าสักหน่อย โอ้ยน่ารัก

3.รูปแบบครัวนี้เหมาะสำหรับคนใช้ครัวน้อยๆ แค่อุ่นอาหาร เน้นกับข้าวถุง ใช้แค่โต๊ะแทนเคาน์เตอร์ก็เข้าท่า หาชั้นโปร่งมาแทนตู้ก็เข้าที เพิ่มลูกเล่นด้วยกระเบื้องพื้นสีเจ็บและตกแต่งผนังด้วยกระเบื้องดินเผาก็เท่ไปอีก

4.ครัวนอกบ้านเน้นการใช้งานหนักหน่วง โขลก ผัดไฟแรงเต็มที่ไปเลย ก่อเคาน์เตอร์ด้วยคอนกรีตหาหน้าบานตู้ที่เป็นไม้มาทำให้ดูอบอุ่น ส่วนเคาน์เตอร์ทอปใช้กระเบื้องแทนหินสังเคราะห์ก็ประหยัดเงินไปได้เยอะเลย ตกแต่งด้วยต้นไม้อีกหน่อย สดชื่นดีจัง

5.ครัวรูปแบบง่ายๆเก๋ๆ สไตล์ตัวเอง ใช้โครงเหล็กพ่นสี แล้วใช้ไม้จริงมาทำเป็นเคาน์เตอร์ทอป ส่วนลิ้นชักก็ใช้ลังไม้แล้วติดมือจับเองแค่นี้ก็ได้ครัวเก๋ๆ สไตล์ตัวเองแล้ว

6.ต่อเติมครัวใหม่ แค่หากระเบื้องลายเรียบๆ ดูเท่ๆ กับหน้าบานไม้ที่เป็นลามิเนตก็สวยได้ ส่วนฟังก์ชันตู้มีแค่ 1 ใบแล้วติดราวแขวนเอาก็หยิบใช้ง่ายสะดวกดีอีกต่างหากนะ

7.ครัวนอกบ้านแบบโมเดิร์นสีดำ แค่ติดกระเบื้องเต็มผนังก็ดูแลแถมทำความสะอาดง่ายมากๆ ส่วนโครงสร้างชุดครัวก็เลือกใช้วัสดุเดียวกันไปเลย เท่ดีใช่มั้ยล่ะ

8.รูปแบบชุดครัวที่ดูทันสมัย ใช้หินสังเคราะห์สีดำตัดกับกระเบื้องผนังสีขาว ส่วนหน้าบานเลือกใช้หน้าบานไม้สีน้ำตาลเข้ม ให้อารมณ์ความรู้สึกแบบขรึมๆ ขึ้นมาอีกหน่อย

9.ครัวไทยที่เน้นให้มีช่องแสงสว่างเข้ามาเยอะแถมอากาศถ่ายเทได้ดี เน้นการเก็บของแบบห้อยผนัง กลายเป็นดิสเพลย์เก๋ๆ ในครัวอีกต่างหาก

10.ครัวง่ายๆไม่ต้องมีเคาน์เตอร์ครัว ครัวง่ายๆไม่ต้องมีเคาน์เตอร์แบบจริงจังก็ได้นะใช้แค่โต๊ะไม้เล็กๆ ที่วางของได้ทั้งด้านบนและด้านล่างก็ดูเข้ากับบรรยากาศครัวโดยรวมแล้ว

12.ครัวสบายๆหน้าบานไม้ เลือกหน้าบานตู้ครัวที่เป็นไม้ตัดกับเคาน์เตอร์ทอปหินสังเคราะห์สีขาวก็ทำให้ครัวดูมีบรรยากาศอบอุ่น น่าทำอาหารได้เหมือนกัน ที่สำคัญเรื่องของช่องแสงก็ต้องมีความสมดุลด้วย

13.ครัวง่ายๆกะทัดรัด มีตู้แขวนเพื่อเพิ่มพื้นที่เก็บของ ขนาดห้องครัวไม่ใหญ่ไม่เล็กเกินไปวางแปลนครัวแบบนี้ใช้เนื้อที่ได้คุ้มค่าสุดๆ ออกแบบให้มีตู้แขวนเพื่อเพิ่มเนื้อที่ไว้เก็บของ

14.ครัวขนาดเล็กตกแต่งสีโทนอ่อน เนื้อที่ห้องครัวเล็ก ควรเลือกเฉดสีหน้าบานหรือเฟอร์นิเจอร์ให้เป็นสีโทนอ่อนเข้าไว้ ทำให้ห้องครัวดูไม่อึดอัดเกินไป

15.ห้องครัวเล็ก ติดตั้งชั้นโปร่งแทนตู้แขวน ถ้าห้องครัวมีเนื้อที่น้อยการติดตู้แขวนจะยิ่งทำให้ห้องครัวดูแน่นมากเกินไป ออกแบบให้มีเคาน์เตอร์ครัวสำหรับเก็บภาชนะชิ้นใหญ่ๆ ก็พอ ส่วนผนังก็ติดเป็นชั้นโปร่งแทนตู้แขวน สามารถโชว์ของสวยๆ แล้วยังเก็บของได้เป็นระเบียบไม่แพ้กัน

16.ชั้นไม้โปร่งๆ โล่งๆ แบบนี้ ทำให้ห้องครัวขนาดเล็กดูน่าใช้งานขึ้นเยอะ  ออกแบบภายใน ไม่เพียงแค่เก็บของให้ดูเป็นระเบียบเท่านั้น ยังกลายเป็นเหมือนตู้โชว์ไปในตัว

17.เล่นเป็นสีทูโทนแบบนี้ก็สร้างบรรยากาศให้ห้องครัวดูน่ารักขึ้นอีกเยอะเลย ถ้ารู้สึกว่าสีของหน้าบานไม้จะทำให้ครัวดูแก่ไปหน่อยก็เบรคด้วยกระเบื้องลายกราฟฟิกเพื่อเพิ่มความเท่และดูทันสมัยมากขึ้น

18.ผนังอิฐกับงานไม้เก่าๆ ช่วยให้ห้องครัวดูมีเสน่ห์เหมือนกัน

19.ครัวสีขาวเรียบง่าย ประหยัดพื้นที่ ไม่เน้นทำกับข้าว ครัวขนาดนี้ก็เพียงพอแล้ว มีชั้นและตู้เก็บของนิดหน่อย เอาโต๊ะกินข้าวมารวมไว้ในครัวด้วยแบบนี้ประหยัดงบไปได้เยอะ สวยอีกต่างหาก

20.อยากมีไอส์แลนด์เหมือนครัวคนอื่นเค้าบ้าง ใช้โต๊ะแบบนี้ก็เป็นไอส์แลนด์ได้เหมือนกันนะ จะใช้เป็นพื้นที่เตรียมทำอาหารหรือเป็นโต๊ะกินข้าวก็เข้าท่าดีแบบทูอินวันเลย

ห้องครัว แบบห้องครัว การจัดห้องครัว ตกแต่งห้องครัว แต่งสไตล์โมเดิร์น
ห้องครัว แบบห้องครัว การจัดห้องครัว ตกแต่งห้องครัว แต่งสไตล์โมเดิร์น

ขอเอาใจคนอยากมีครัวสวยๆ แต่ยังไม่มีแบบโดนใจ วันนี้เราเลยนำแบบห้องครัวสไตล์โมเดิร์นมาให้ดูกันถึง 10 ตัวอย่าง ลองไปดูกันว่าครัวโมเดิร์นที่นำมาฝากนั้นนอกจากดีไซน์สวยแล้ว ยังออกแบบการใช้เนื้อที่และมีฟังก์ชันที่คุ้มค่ากับการใช้งานมากๆ หรือใครเบื่อรูปแบบห้องครัวเดิม ๆ จะลองเชื่อมพื้นที่กับห้องต่างๆ 

1.ฉีกดีไซน์ของสีหน้าบานครัวแบบเรียบๆ ด้วยการเลือกโทนสีแดงที่ดูร้อนแรงแบบนี้ ทำให้บรรยากาศในบ้านดูไม่น่าเบื่อดีเหมือนกันนะ เพิ่มลูกเล่นด้วยกระเบื้องโมเสกสีเงินดูระยิบระยับวับวาว แล้วตกแต่งด้วยเครื่องใช้ไฟฟ้าสีเงินหรือไม่ก็สเตนเลส อีกมุมหนึ่งออกแบบเป็นบาร์ทานอาหารเล็กๆ เบ็ดเสร็จในพื้นที่เดียว

2.ห้องครัวสีขาวสว่างสดใสช่วยสร้างบรรยากาศโปร่งสบายและดูสดชื่น วางแปลนแบบชิดผนัง เจาะช่องแสงกรุกระจกเพื่อดึงพื้นที่สีเขียวเข้ามาสู่ห้องครัว เพิ่มไอส์แลนด์กลางห้องครัวด้วยการแบ่งเป็นสองฟังก์ชันคือ อ่างล้างจานและเป็นมุมทานข้าว ใช้งานสะดวกและคล่องตัว

3.พื้นที่ขนาดเล็กก็มีครัวโมเดิร์นสวยๆ ได้เหมือนกัน เป็นครัวชุดเล็กๆ พร้อมมุมทานอาหาร เมื่อเนื้อที่เล็กแนะนำให้เลือกใช้สีหน้าบานโทนเย็นหรือโทนอ่อน เพราะทำให้ห้องครัวดูไม่อึดอัด ใช้งานได้สบายๆ ทั้งวัน อ้อ! ครัวนี้ไม่เหมาะกับการทำอาหารหนัก แค่ใช้อุ่นหรือทำอาหารเบาๆ เท่านั้น

4.ชอบหน้าบานไม้แต่กลัวครัวเชย ลองเลือกทอปเคาน์เตอร์สีดำเข้ามาเบรคหรือไม่ก็ใช้มือจับสีดำแบบยาวก็ทำให้ครัวดูโมเดิร์นขึ้น เพิ่มบาร์ด้านหน้าให้สูงกว่าพื้นที่ใช้งานก็สวยไปอีกแบบ มุมนี้จะใช้เป็นบาร์ทานอาหารหรือเป็นพื้นที่ส่งอาหารก่อนเสิร์ฟไปโต๊ะอาหารก็ได้

5.หากมีพื้นที่ในการทำห้องครัวจำกัด เป็นลักษณะสี่เหลี่ยมผืนผ้าควรใช้พื้นที่ให้เต็มและเกิดประโยชน์มากที่สุด กำหนดฟังก์ชันใช้งานให้ครบทั้งส่วนเตรียม ส่วนปรุง และส่วนล้าง ส่วนพื้นที่อีกฝั่งออกแบบให้เป็นมุมทานอาหารดีไซน์ให้เป็นเคาน์เตอร์บาร์ชิดผนังก็ใช้งานได้คุ้มค่าดี

6.พื้นที่ครัวเชื่อมต่อกับฟังก์ชันอื่นๆ ภายในบ้าน เช่น ห้องนั่งเล่น และโต๊ะทานข้าว ตกแต่งคลุมโทนระหว่างสีขาว เทาเข้ม เทาอ่อน สร้างบรรยากาศให้ห้องครัวดูเป็นกันเองและใช้งานได้สะดวกคล่องตัว

7.ครัวสีเทาเข้มดูมีมิติจากตู้แขวนและตู้สูง รวมถึงการเลือกทอปไม้สีอ่อนในส่วนของพื้นที่อ่างล้างจานและทำเป็นเคาน์เตอร์บาร์ซึ่งอยู่ต่อเนื่องกับไอส์แลนด์ สร้างบรรยากาศครัวแบบใหม่ๆ แต่แฝงด้วยความอบอุ่น

8.ครัวโมเดิร์นเรียบง่ายแต่โดดเด่นด้วยผนังใต้ตู้แขวน ซึ่งเป็นกระเบื้องสีทองแดง กลมกลืนกับก้านก๊อกน้ำ และเครื่องดูดควัน ส่วนไอส์แลนด์นอกจากกำหนดฟังก์ชันให้เป็นส่วนทำอาหารและส่วนล้างแล้ว ยังเป็นมุมทานอาหารไปในตัว

9.กั้นพื้นที่ครัวแบบนี้ก็ดูเป็นสัดส่วน แต่ในขณะเดียวกันก็เชื่อมบรรยากาศระหว่างห้องนั่งเล่น มุมทานอาหารได้โดยไม่รู้สึกแปลกแยก นอกจากเลือกดีไซน์ชุดครัวเรียบๆ แล้ว สามารถตกแต่งด้วยไลท์ติ้งสร้างมิติให้ครัวดูมีมิติ

10. ก๊อกน้ำ เก้าอี้สตูล ทอปเคาน์เตอร์ ครัวโมเดิร์นสีขาวขนาดใหญ่ คลุมโทนสีแค่ขาวและดำเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นเครื่องดูดควัน มือจับ ออกแบบฟังก์ชันใช้สอยเต็มพื้นที่ในรูปตัว U พร้อมเพิ่มพื้นที่ใช้งานตรงกลางสามารถใช้งานได้หลากหลาย

5 ประเภทห้องครัว เรียนรู้ง่าย ๆ

ประเภทห้องครัว

ออกแบบห้องครัว ให้เหมาะกับครอบครัวของเรา

เมื่อถึงเวลาต้องออกแบบห้องครัว สิ่งแรกที่จำเป็นต้องทำคือการสำรวจขนาดพื้นที่ใช้สอย และความต้องการในการใช้งานของสมาชิกในครอบครัวให้ถี่ถ้วน เพื่อที่จะเลือกประเภทห้องครัวได้อย่างเหมาะสมกับความต้องการ โดยปกติแบบห้องครัวที่นิยมใช้กันในปัจจุบัน มีทั้งหมด 5 ประเภท ซึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็นแบบมาตรฐานที่เหมาะกับนำมาประยุกต์ใช้ร่วมกับบ้านเรือนทั่วไป ทั้งบ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์โฮม ทาวน์เฮ้าส์ คอนโดมิเนียม ขอเพียงแค่มีพื้นที่ใช้สอยที่สอดคล้องกัน ก็สามารถประยุกต์ใช้ร่วมกันได้

One Wall Kitchen : ครัวที่เหมาะสมกับห้องที่มีพื้นที่แคบ บ้านหลังเล็กหรือคอนโดมิเนียม โดยจะออกแบบในลักษณะชิดติดผนังด้านใดด้านหนึ่ง เพื่อให้อีกด้านมีพื้นที่ว่างสำหรับทางเดิน ทางเดินควรมีความกว้างประมาณ​ 90 ซม. ขึ้นไป ส่วนเคาน์เตอร์ครัวมาตรฐานมีความลึก 60 ซม. เหมาะกับครอบครัวที่ทำอาหารทานเองบ้างเพียงเล็กน้อย   หากมีพื้นที่ว่าง อาจนำโต๊ะรับประทานอาหารมาวางไว้ในห้องเดียวกัน ช่วยประหยัดพื้นที่ได้เป็นอย่างดี

ครัวตัว L : ครัวที่เหมาะกับห้องที่มีพื้นที่กว้างขึ้นมาอีกนิด จัดวางเคาน์เตอร์ในลักษณะเข้ามุมเพื่อให้พื้นที่ส่วนกลางห้องโล่ง ขนาดห้องควรมีความกว้างไม่ต่ำกว่า 2 x 2.5 เมตร เหมาะกับครอบครัวที่ประกอบอาหารทานเองเพียงเล็กน้อย แต่ต้องการความสะดวกในการใช้ห้องครัวมากขึ้น

ครัวตัว U : หากขนาดของห้องครัวไม่ได้เป็นอุปสรรค์ และเป็นผู้ที่หลงรักการทำอาหารเป็นชีวิตจิตใจ ครัวทั้ง 3 ประเภทต่อไปนี้จะเหมาะกับผู้อ่านเป็นอย่างยิ่ง เริ่มจากครัวตัว U เหมาะกับห้องที่มีความกว้าง 2.5 x 3 เมตรขึ้นไป ห้องจะถูกล้อมรอบไปด้วยเคาน์เตอร์ ทำให้สามารถเก็บของใช้ได้จำนวนมาก อีกทั้งยังมีพื้นที่กลางห้องช่วยให้เกิดความสะดวกในการใช้งาน ลักษณะครัวที่กว้างสามารถจัดโซนเคาน์เตอร์ได้อย่างเป็นระเบียบ

Galley Kitchen : ครัวคู่ขนาน มีเคาน์เตอร์ครัวชิดติดผนังทั้ง 2 ข้าง ส่วนตรงกลางเว้นเป็นช่องทางเดิน ทางเดินควรมีพื้นที่กว้าง อย่างน้อย 1.2 เมตร เหมาะกับห้องที่มีความลึก ยาว ให้ความสะดวกในการประกอบอาหารมากยิ่งขึ้นโดยเฉพาะบ้านที่นิยมช่วยกันทำครัว ห้องครัวประเภทนี้ ควรออกแบบให้มีช่องแสงมาก มิเช่นนั้นในพื้นที่ลึกอาจมืดทึบจนเกินไป

Island : ครัวที่มี Island โต๊ะเกาะกลางมาวางไว้ สามารถประยุกต์ใช้ร่วมกับครัวตัว L ครัวตัว U หรือครัวในลักษณะอื่น ๆ ได้ ขอเพียงแค่มีพื้นที่มากพอในการวาง Island โดย Island นี้สามารถประยุกต์ใช้เป็นที่เตรียมอาหาร หรือนั่งรับประทานอาหารในมื้อเร่งด่วน เป็นครัวที่ให้บรรยากาศอบอุ่น และกำลังได้รับความนิยมสูงในยุคปัจจุบัน

การออกแบบห้องครัวที่ดี ควรออกแบบให้เหมาะกับขนาดของห้องและความต้องการในการใช้งาน เพราะหากมีห้องครัวที่กว้างใหญ่ แต่ในชีวิตประจำวันกลับทานอาหารนอกบ้าน หรือซื้อกลับมาทานที่บ้านบ่อยครั้ง ห้องครัวที่ได้ตกแต่งไว้อาจใช้งานไม่คุ้มค่านัก แต่หากผู้อ่านเป็นคนที่ชื่นชอบการทำอาหารทานเอง หากมีครัวขนาดเล็กเกินไป อาจเป็นผลให้การทำอาหารเป็นไปอย่างติดขัด บางบ้านให้ความสำคัญกับการทำครัวมาก ครัวอาจจะมีขนาดที่ใหญ่กว่าห้องนอน ใหญ่กว่าห้องนั่งเล่น จะใหญ่เล็กแค่ไหน ขอเพียงเป็นไปตามความต้องการของผู้ใช้อย่างแท้จริงก็นับว่า เป็นการออกแบบห้องครัวที่ดีที่สุดแล้ว

ฉลากโภชนาการ อ่านสักนิดเพื่อชีวิตที่ดีขึ้น

ฉลากโภชนาการ ที่ติดอยู่บนบรรจุภัณฑ์อาหารหรือเครื่องดื่มต่าง ๆ จะระบุชนิดและปริมาณสารอาหารที่สำคัญต่อร่างกาย ดังนั้น การอ่านฉลากโภชนา การก่อนเลือกซื้ออาหารจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ควรละเลย เพราะผู้บริโภคสามารถนำข้อมูลบนฉลากมาพิจารณา เพื่อเลือกรับประทานอาหารให้เหมาะกับสุขภาพของตนเอง และหลีกเลี่ยงอาหารที่อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพได้

ฉลากโภชนาการ คือ อะไร ?

ฉลากโภชนาการ คือ ฉลากแสดงข้อมูลทางโภชนาการที่ติดอยู่บนบรรจุภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงสาธารณสุข โดยจะระบุชนิดและปริมาณสารอาหารที่มีอยู่ในอาหารหรือเครื่องดื่มนั้น ๆ ลงในกรอบสี่เหลี่ยมหรือกรอบข้อมูลโภชนาการ ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ ดังนี้

  • ฉลากโภชนาการเต็มรูปแบบ เป็นฉลากแสดงชนิดและปริมาณสารอาหารสำคัญที่คนทั่วไปควรรู้ 15 รายการ ได้แก่ พลังงานทั้งหมด พลังงานจากไขมัน ไขมันทั้งหมด ไขมันอิ่มตัว คอเลสเตอรอล โปรตีน คาร์โบไฮเดรตทั้งหมด ใยอาหาร น้ำตาล โซเดียม วิตามินเอ วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 แคลเซียม และธาตุเหล็ก ส่วนใหญ่มักมีลักษณะเป็นชุดข้อมูลแนวตั้ง แต่หากบรรจุภัณฑ์นั้นมีความสูงจำกัดก็สามารถแสดงฉลากโภชนาการเต็มรูปแบบในแนวนอนตามเกณฑ์ที่กระทรวงสาธารณะสุขกำหนดไว้ได้เช่นกัน
  • ฉลากโภชนาการแบบย่อ ใช้กรณีที่มีสารอาหารในอาหารหรือเครื่องดื่มเป็นปริมาณน้อยมากจนถือว่าเป็นศูนย์ตั้งแต่ 8 รายการขึ้นไปจากที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนดไว้ 15 รายการ จึงไม่มีความจำเป็นต้องแสดงฉลากเต็มรูปแบบ

ในปัจจุบันกระทรวงสาธารณสุขเล็งเห็นว่า ฉลากโภชนาการอาจทำให้คนทั่วไปเข้าใจได้ยากและไม่สะดุดตาให้น่าอ่าน ทำให้คนอาจละเลยการอ่านฉลากโภชนาการก่อนเลือกซื้ออาหาร และไม่คำนึงถึงสารอาหารหรือพลังงานที่ได้รับจากการรับประทานอาหารแต่ละชนิด จึงบังคับให้อาหาร 5 กลุ่มต้องแสดงฉลากโภชนาการแบบจีดีเอ (Guidline Daily Amounts: GDA) หรือฉลากหวานมันเค็ม เพื่อแสดงค่าพลังงาน น้ำตาล ไขมัน และโซเดียมต่อหนึ่งหน่วยบรรจุภัณฑ์ โดยต้องติดอยู่ด้านหน้าบรรจุภัณฑ์ให้ง่ายต่อการสังเกตเห็น ซึ่งกลุ่มอาหารเหล่านั้น คือ ช็อกโกแลต ขนมขบเคี้ยว ผลิตภัณฑ์ขนมอบ อาหารกึ่งสำเร็จรูป และอาหารมื้อหลักแช่เย็นแช่แข็ง

ฉลากอาหาร
ฉลากอาหาร

อาหารประเภทใดบ้างที่ต้องแสดงฉลากโภชนาการ ?

อาหารและเครื่องดื่มที่เข้าข่ายใช้คุณค่าทางโภชนาการเพื่อส่งเสริมการขาย หรืออาหารที่มีคุณสมบัติดังต่อไปนี้ จำเป็นต้องแสดงฉลากโภชนาการให้ผู้บริโภคทราบข้อมูลเสมอ

  • อาหารที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ประกาศแล้วว่าต้องแสดงฉลากโภชนาการ เพราะเป็นอาหารที่คนทั่วไปมักเข้าใจผิดเกี่ยวกับคุณประโยชน์ทางโภชนาการ
  • อาหารที่มุ่งจำหน่ายให้ผู้บริโภคเฉพาะกลุ่ม เช่น วัยเรียน ผู้สูงอายุ ผู้หญิง เป็นต้น
  • อาหารที่มีการใช้คุณค่าทางโภชนาการเพื่อส่งเสริมการขาย แต่ห้ามแสดงสรรพคุณว่าสามารถป้องกันหรือรักษาโรคได้
  • อาหารที่มีการแสดงข้อมูลปริมาณสารอาหาร ชนิดของสารอาหาร หรือหน้าที่ของสารอาหารนั้น เช่น มีไขมัน 0 เปอร์เซ็นต์ มีแคลเซียมสูง เป็นต้น

การอ่านฉลากโภชนาการ

คนทั่วไปอาจคิดว่าฉลากโภชนาการนั้นเข้าใจยาก แต่แท้จริงแล้วการอ่านฉลากโภชนาการสามารถทำได้ง่าย ๆ หากเข้าใจความหมายของคำต่อไปนี้

  • หนึ่งหน่วยบริโภค คือ ปริมาณอาหารที่ผู้ผลิตแนะนำให้ผู้บริโภครับประทานต่อ 1 ครั้ง โดยคำนวณจากค่าเฉลี่ยของคนไทยว่าหากรับประทานอาหารในปริมาณเท่านี้จะได้รับสารอาหารตามที่กำหนดไว้บนฉลาก ซึ่งแสดงให้เห็นทั้งปริมาณที่เป็นหน่วยครัวเรือนอย่างกระป๋องหรือแก้ว และปริมาณที่เป็นมาตรฐานสากลอย่างกรัมหรือมิลลิลิตร ผู้บริโภคโดยเฉพาะผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนักจึงไม่ควรรับประทานอาหารเกินกว่าปริมาณดังกล่าว
  • จำนวนหน่วยบริโภคต่อภาชนะบรรจุ คือ จำนวนครั้งในการรับประทานอาหารหรือเครื่องดื่มนั้น ๆ จนหมด  บาคาร่าทดลอง เมื่อรับประทานครั้งละหนึ่งหน่วยบริโภค เช่น หากชาผงสำเร็จรูปบรรจุขวดมีปริมาณ 85 กรัม แล้วหนึ่งหน่วยบริโภคเท่ากับ 1 ช้อนชา หรือ 0.7 กรัม จำนวนครั้งที่รับประทานได้จะเป็น 121 ครั้ง เป็นต้น
  • คุณค่าทางโภชนาการต่อหนึ่งหน่วยบริโภค คือ ปริมาณพลังงานและสารอาหารที่ผู้บริโภคได้รับเมื่อรับประทานอาหารชนิดนั้นหนึ่งหน่วยบริโภค โดยปริมาณดังกล่าวคิดเป็นร้อยละของปริมาณที่ร่างกายควรได้รับต่อวัน
  • ร้อยละของปริมาณที่แนะนำต่อวัน คือ ปริมาณสารอาหารในหนึ่งหน่วยบริโภคที่คิดเป็นเปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับปริมาณสารอาหารที่แนะนำต่อวัน ซึ่งคำนวณจากพลังงานที่คนไทยโดยเฉลี่ยควรได้รับต่อวันหรือ 2,000 กิโลแคลอรี่นั่นเอง เช่น หากซีอิ๊วขาวให้ไอโอดีน 15 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณที่แนะนำต่อวัน เมื่อผู้บริโภครับประทานซีอิ๊วขาวในปริมาณหนึ่งหน่วยบริโภคจะได้รับไอโอดีน 15 เปอร์เซ็นต์ และจำเป็นต้องได้รับไอโอดีนจากอาหารชนิดอื่นอีก 85 เปอร์เซ็นต์ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม สารอาหารจำพวกโปรตีนและน้ำตาลจะไม่แสดงปริมาณในรูปแบบเปอร์เซ็นต์ เพราะร้อยละของปริมาณที่แนะนำต่อวันของน้ำตาลเป็นส่วนหนึ่งของปริมาณที่แนะนำต่อวันของคาร์โบไฮเดรตอยู่แล้ว ส่วนโปรตีนนั้นมีหลายชนิดและมีคุณภาพแตกต่างกัน การแสดงปริมาณเป็นเปอร์เซ็นต์อาจทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดได้ ส่วนวิตามินและเกลือแร่ ส่วนใหญ่จะแสดงปริมาณในรูปแบบเปอร์เซ็นต์เท่านั้น เพราะร่างกายของคนเราต้องการวิตามินและเกลือแร่ในปริมาณน้อย การแสดงปริมาณจริงอาจทำให้ผู้บริโภคเกิดความสับสนได้

ประโยชน์ของฉลากโภชนาการ

การรับประทานอาหารโดยไม่คำนึงถึงพลังงานและสารอาหารที่ได้รับ อาจทำให้ผู้บริโภคได้รับสารอาหารในปริมาณที่ไม่เหมาะสมและเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่าง ๆ ได้ เช่น โรคกินมากผิดปกติ โรคขาดสารอาหาร โรคเบาหวาน ภาวะความดันโลหิตสูง ภาวะไขมันในเลือดสูง หรือโรคหัวใจ เป็นต้น ซึ่งฉลากโภชนาการตามอาหารสำเร็จรูปหรือกึ่งสำเร็จรูป มีประโยชน์ต่อผู้บริโภค ดังนี้

  • ช่วยให้เลือกซื้อและเลือกรับประทานอาหารที่มีสารอาหารเหมาะสมต่อปัจจัยทางสุขภาพของตนเอง
  • ช่วยเปรียบเทียบคุณค่าทางโภชนาการระหว่างผลิตภัณฑ์อาหารชนิดเดียวกัน เพื่อให้ผู้บริโภคเลือกผลิตภัณฑ์อาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการที่ดีกว่า
  • เมื่อผู้บริโภคเลือกรับประทานอาหารโดยพิจารณาจากคุณค่าทางโภชนาการเป็นหลัก อาจช่วยจูงใจให้ผู้ประกอบการผลิตอาหารโดยเน้นคุณค่าทางโภชนาการเป็นหลักด้วยเช่นกัน

ฉลากโภชนาการคืออะไร

ฉลากโภชนาการ คือ ฉลากอาหารที่มีการแสดงข้อมูลโภชนาการ ซึ่งระบุชนิดและปริมาณสารอาหารของอาหารนั้นในกรอบสี่เหลี่ยมเรียกว่า “กรอบข้อมูลโภชนาการ” ซึ่งมีอยู่ 2 รูปแบบ ได้แก่ แบบเต็มและแบบย่อ
1.ฉลากโภชนาการแบบเต็ม เป็นฉลากที่แสดงชนิดและปริมาณสารอาหารที่สำคัญควรทราบ 15 รายการ สำหรับฉลากที่มีความสูงจำกัด สามารถแสดงฉลากโภชนาการเต็มรูปแบบในลักษณะแบบแนวนอนหรือแบบขวางตามที่ประกาศกระทรวงสาธารณสุขกำหนดไว้
2.ฉลากโภชนาการแบบย่อ ใช้ในกรณีที่สารอาหารตั้งแต่ 8 รายการ จากจำนวนที่กำหนดไว้ 15 รายการนั้น มีปริมาณน้อยมากจนถือว่าเป็นศูนย์ จึงไม่มีความจำเป็นที่ต้องแสดงให้เต็มรูปแบบ
ปริมาณสูงสุดที่บริโภคได้ต่อวัน
สำหรับคนไทยอายุตั้งแต่ 6 ปีขึ้นไป ในหนึ่งวันไม่ควรได้รับพลังงาน น้ำตาล ไขมัน และโซเดียม มากกว่าปริมาณสูงสุดที่แนะนำ ดังนี้ พลังงานไม่ควรเกิน 2,000 กิโลแคลอรี น้ำตาลไม่ควรเกิน 65 กรัม ไขมันไม่ควรเกิน 65 กรัม โซเดียมไม่ควรเกิน 2,400 มิลลิกรัม

วิธีการอ่านฉลากโภชนาการ

1. ดูปริมาณหนึ่งหน่วยบริโภค เป็นปริมาณการกินต่อครั้งที่แนะนำให้ผู้บริโภครับประทาน
2. ดูจำนวนหน่วยบริโภคต่อภาชนะบรรจุ เป็นจำนวนที่บอกว่าถ้ากินครั้งละหนึ่งหน่วยบริโภคจะแบ่งกินได้กี่ครั้ง
3. ดูคุณค่าทางโภชนาการต่อหนึ่งหน่วยบริโภค ว่าจะได้พลังงานเท่าใด สารอาหารอะไรบ้าง ในปริมาณเท่าใด
4. ดูร้อยละของปริมาณที่แนะนำต่อวัน.

ฉลากโภชนาการแบบจีดีเอ (Guidline Daily Amounts : GDA)
หรือฉลากหวานมันเค็ม โดยเป็นการแสดงปริมาณสารอาหารได้แก่ พลังงาน(กิโลแคลอรี) น้ำตาล(กรัม) ไขมัน(กรัม) และโซเดียม(มิลลิกรัม) ต่อหนึ่งหน่วยบรรจุภัณฑ์ (ถุง ซอง กล่อง) โดยจะแสดงฉลากด้านหน้าบรรจุภัณฑ์ โดยมีการบังคับการแสดงฉลากโภชนาการแบบจีดีเอ ในกลุ่มอาหาร 5 กลุ่ม คือ กลุ่มอาหารขนมขบเคี้ยว กลุ่มช็อกโกแลต กลุ่มผลิตภัณฑ์ขนมอบ กลุ่มอาหารกึ่งสำเร็จรูป และกลุ่มอาหารมื้อหลักแช่เย็นแช่แข็ง

สาเหตุของอาการไอเรื้อรังที่พบได้บ่อย พร้อมวิธีรักษาเบื้องต้น

อาการไอเรื้อรัง เป็นปัญหาสุขภาพที่อาจเป็นสัญญาณของโรคได้หลายโรค ตั้งแต่โรคที่ไม่รุนแรงไปจนถึงโรคร้ายแรง อีกทั้งอาการไอเรื้อรังยังสามารถรบกวนการใช้ชีวิต การนอนหลับและบุคลิกภาพอีกด้วย การหาสาเหตุและดูแลตนเองเมื่อมีอาการไอเรื้อรังอย่างถูกวิธีอาจช่วยบรรเทาอาการไอได้

การหาสาเหตุของอาการไอเรื้อรังอาจเริ่มจากการสังเกตลักษณะของอาการไอ ระยะเวลาที่อาการเรื้อรัง และอาการอื่นที่เกิดขึ้นร่วมด้วย เพราะข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้แพทย์วินิจฉัยได้แม่นยำขึ้นและนำไปสู่การรักษาที่เหมาะสม โดยในบทความนี่ได้รวบรวมสาเหตุที่พบได้บ่อยของอาการไอเรื้อรังและลักษณะของโรคที่เป็นสาเหตุ เพื่อเป็นจุดสังเกตอาการด้วยตนเองในเบื้องต้น

อาการไอที่เกิดขึ้นต่อเนื่องนานเกิน 4 สัปดาห์ในเด็ก ซึ่งอาการไอเรื้อรังถือว่าเป็นอาการที่ควรได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างถูกต้อง ในทางการแพทย์ อาการไอเรื้อรังคืออาการไอที่เกิดขึ้นต่อเนื่องกันเกินกว่า 8 สัปดาห์ในผู้ใหญ่

การไอเป็นกลไกอย่างหนึ่งของการป้องกันระบบหายใจไม่ให้ได้รับอันตราย ปกติเราหายใจเอาอากาศเข้าออกผ่านปอดวันละมาก ๆ (ประมาณ 8,000 – 12,000 ลิตรต่อวันขึ้นกับปริมาณการทำงานและการออกกำลัง) ขณะที่ในอากาศมีของเสียที่เป็นอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจปะปนอยู่ ยิ่งอยู่ในเมืองยิ่งมีมากจากการสูบบุหรี่ มลภาวะเป็นพิษอาจเป็นในรูปฝุ่นละออง ก๊าซเคมี และเชื้อโรค เชื้อรา เชื้อไวรัสต่าง ๆ ร่างกายจึงมีวิธีกำจัดสิ่งเหล่านั้นออกไปเพื่อลดอันตรายของทางเดินหายใจลง ผงฝุ่นละอองขนาดโตเมื่อหายใจเข้าไป (โตเกินกว่า 10 ไมครอน) ส่วนใหญ่จะติดอยู่ในส่วนโพรงจมูกและหลอดลมส่วนบน มีฝุ่นที่มีขนาดเล็กเท่านั้นที่จะผ่านลงไปในหลอดลมส่วนล่างได้ ดังนั้นผงฝุ่นละอองขนาดเล็กจะมีอันตรายกว่าผงฝุ่นละอองขนาดใหญ่

ซึ่งเราอาจจะกลืนลงไปในกระเพาะหรือไอออกมา สิ่งแปลกปลอมที่หลุดเข้าไปในหลอดลมจะถูกจับติดกับเมือกที่บุหลอดลม เซลล์ที่เยื่อบุหลอดลมจะมีขนบุ ซึ่งขนจะมีการโบกอยู่ตลอดเวลา เมื่อพวกสารเคมีที่มีอันตรายเข้าไปสัมผัสก็ถูกผสม ทำให้เจือจางลงเกิดอันตรายน้อยลง  บนปลายขนจะมีเมือกคลุมอยู่เป็นแผ่นที่เรียกว่า Mucous Sheet หรือ Mucociliary Blanket ขนจะโบกไล่ให้เมือกเคลื่อนตัวไปสู่ลำคอส่วนต้น  ก๊าซก็เช่นเดียวกัน เชื้อต่าง ๆ ที่หายใจเข้าไปจะถูกทำลายโดยภูมิต้านทานต่อเชื้อนั้นที่มีอยู่ในน้ำเมือกและโดยเม็ดเลือดขาว และผลจะถูกขับถ่ายออกมาเป็นรูปของเสมหะ ปกติการหลั่งสารเมือกนี้มีปริมาณน้อยมาก ราว ๆ วันละ 10 – 100 ลบ.ซม. ซึ่งทำให้เราไม่รู้สึกว่ามีเสมหะ เพราะมันมักถูกกลืนลงไปกับน้ำลาย

สาเหตุของอาการไอเรื้อรังที่พบได้บ่อย

อาการไอที่เกิดขึ้นติดต่อกันหลายสัปดาห์มักเป็นปัญหาเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจเป็นส่วนใหญ่ แต่ก็มีโรคบางโรคและพฤติกรรมเสี่ยงที่อาจทำให้เกิดอาการนี้ได้เช่นกัน ดังนี้

1. การสูบบุหรี่

การสูบบุหรี่อาจเป็นสาเหตุของอาการไอเรื้อรังได้ ไม่ว่าจะเป็นการสูบบุหรี่มวนหรือบุหรี่ไฟฟ้า เพราะสารพิษในบุหรี่สามารถเข้าไปทำลายเซลล์ภายในระบบทางเดินหายใจ ทำให้เกิดการระคายเคืองและการอักเสบจนกระตุ้นให้เกิดอาการไอเรื้อรัง โดยคนที่สูบบุหรี่มักพบอาการไอแห้ง แต่บางครั้งก็อาจพบอาการไอมีเสมหะได้เช่นกัน

โดยเฉพาะโรคมะเร็งปอด โรคมะเร็งลำคอ โรคมะเร็งกล่องเสียง และโรคมะเร็งในช่องปาก การสูบบุหรี่ในระยะยาวอาจนำไปสู่โรคระบบทางเดินหายใจที่ร้ายแรงหลายโรค ดังนั้น หากทราบว่าตนเองติดบุหรี่ สูบบุหรี่และมีอาการไอเรื้อรังติดต่อกันนานหลายปี ร่วมกับพบสัญญาณของโรคมะเร็ง เช่น มีก้อนในลำคอ กลืนลำบาก เสียงหายใจหวีดแหลม น้ำหนักเพิ่มหรือลดโดยไม่ทราบสาเหตุ และเหนื่อยล้าอ่อนเพลียเรื้อรัง ควรไปพบแพทย์

นอกจากนี้ การได้รับควันบุหรี่หรือบุหรี่มือสองก็อาจเพิ่มความเสี่ยงของอาการไอเรื้อรังได้เช่นกัน หากคนในบ้านสูบบุหรี่เป็นประจำอาจมีความเป็นไปได้ว่าอาการไอเรื้อรังที่เกิดขึ้นเป็นผลจากการได้รับควันบุหรี่มือสอง

2. เสมหะในลำคอ

โรคภูมิแพ้ โรคหืด โรคผนังกั้นช่องจมูกคด (Deviated Nasal Septum) สมหะในลำคอ (Postnasal Drip) เกิดได้จากหลายโรค ทั้งโรคหวัด โรคไซนัสอักเสบ และอีกหลายโรค หรือปัจจัยภายนอก อย่างอากาศที่เย็นจัดหรือแห้งจัด หรือการสูดดมสารเคมีและฝุ่นควันก็ทำให้เกิดเสมหะในลำคอได้เช่นกัน

เสมหะในลำคอที่ข้นเหนียวและมีปริมาณมากขึ้นจะกระตุ้นให้เกิดไอเพื่อกำจัดเสมหะออก ซึ่งคนที่มีโรคเรื้อรัง อย่างโรคไซนัสอักเสบและโรคภูมิแพ้ คนที่ต้องสัมผัสกับสารเคมีและฝุ่นควันเป็นประจำ หรือคนที่พักอาศัยในห้องที่ใช้เครื่องปรับอากาศตลอดทั้งวันอาจเผชิญกับปัญหาไอเรื้อรังจากเสมหะในลำคอได้

3. โรคหืด

โรคหืด (Asthma) หรือโรคหอบหืดเป็นโรคเรื้อรังที่เกิดจากผนังหลอดลมบวม ทำให้หลอดลมตีบแคบฉับพลัน ส่งผลให้การหายใจผิดปกติ หายใจหอบ แน่นหน้าอก และหายใจหวีดแหลม ซึ่งอาการไอก็เป็นอีกอาการหลักที่พบในผู้ป่วยโรคหืด นอกจากนี้ โรคหืดยังทำให้มีเสมหะในลำคอเพิ่มขึ้นและกระตุ้นให้เกิดอาการไอด้วยเช่นกัน

สารก่อภูมิแพ้ เชื้อโรค การออกกำลังกาย โรคหืดมักถูกกระตุ้นด้วยสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม เช่น ฝุ่นควัน น้ำหอม สารเคมี รวมถึงอารมณ์ด้านลบที่รุนแรง อย่างความเครียด ความเศร้า และความกลัว เป็นต้น

4. โรคกรดไหลย้อน

โรคกรดไหลย้อนเป็นความผิดปกติของระบบย่อยอาหาร ทำให้น้ำย่อยที่หลั่งออกมาไหลย้อนขึ้นมาบริเวณลำคอ เมื่อน้ำย่อยที่มีฤทธิ์เป็นกรดสัมผัสกับเยื่อบุในลำคอจะทำให้เจ็บคอและระคายเคืองคอจนกระตุ้นให้เกิดอาการไอเรื้อรังได้

นอกจากนี้ น้ำย่อยที่ไหลย้อนขึ้นมาสามารถส่งกลิ่นและละอองที่มีฤทธิ์เป็นกรดออกมา สมัครบาคาร่า เมื่อสูดดมเข้าไปอาจทำให้ปอดระคายเคืองและเกิดอาการไอขึ้น หากใครมีอาการเรื้อรังร่วมกับอาการเรอเปรี้ยว แสบร้อนกลางอก และอาหารไม่ย่อยอาจเป็นไปได้ว่ามีสาเหตุมาจากโรคกรดไหลย้อน

5. โรคติดเชื้อ

โรคติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจส่งผลให้เกิดอาการไอได้โดยตรง โดยโรคติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจที่พบได้บ่อยมักจะเป็นกลุ่มของโรคหวัดและโรคไข้หวัดใหญ่ แต่โรคเหล่านี้มักไม่ทำให้เกิดอาการเรื้อรังหากได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม

ส่วนโรคติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจที่อาจทำให้เกิดอาการไอเรื้อรังมักเป็นการติดเชื้อบริเวณระบบทางเดินหายใจส่วนล่าง อย่างภาวะเชื้อราในปอด วัณโรค และอาการติดเชื้อในปอดชนิดอื่น ๆ ซึ่งโรคเหล่านี้มักทำให้เกิดอาการไอเรื้อรังและอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนอันตรายได้

หากพบอาการไอเรื้อรัง ร่วมกับเป็นไข้ติดต่อกันหลายวัน อ่อนเพลีย ปวดตามร่างกาย น้ำหนักลดแบบไม่ทราบสาเหตุ และไอมีเสมหะปนเลือด ควรไปพบแพทย์ทันที

6. โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (Chronic Obstructive Pulmonary Disease: COPD)

โรคปอดอุดกั้นเรื้อรังเป็นโรคที่มักพบในผู้ที่สูบบุหรี่เป็นประจำ อาการหลักของโรคนี้คือ มีเสมหะข้นเหนียวในปริมาณมากอุดตันภายในระบบทางเดินหายใจ ทำให้เกิดอาการไอเรื้อรัง หายใจลำบาก และหายใจหอบ ในรายที่รุนแรงอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายถึงชีวิตได้

7. ผลข้างเคียงจากยากลุ่มเอซีอี อินฮิบิเตอร์ (Angiotensin-Converting Enzyme Inhibitors)

อินฮิบิเตอร์เป็นกลุ่มยาที่แพทย์มักสั่งจ่ายให้ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง ผู้ที่ใช้ยากลุ่มเอซีอี อินฮิบิเตอร์จาก 1 คนใน 10 คนอาจพบอาการไอแห้งเรื้อรัง ซึ่งยากลุ่มเอซีอี ภาวะหัวใจล้มเหลว ภาวะหัวใจขาดเลือด และโรคไต โดยตัวอย่างยาในกลุ่มนี้ ได้แก่ ยาเบนาซีพริล (Benazepril) ยาอีนาลาพริล (Enalapril) และยาลิซิโนพริล (Lisinopril)

อาการไอเรื้อรังเป็นผลข้างเคียงที่พบได้จากยากลุ่มเอซีอีอินฮิบิเตอร์ มักไม่เป็นอันตราย และหายเองภายหลังหยุดใช้ยา แต่ผู้ป่วยห้ามหยุดยาด้วยตนเองโดยเด็ดขาด เพราะอาจเกิดผลข้างเคียงอันตราย หากอาการไอจากการใช้ยาส่งผลต่อชีวิตประจำวันหรือรบกวนการนอนหลับจนทำให้อยากหยุดใช้ยา ผู้ป่วยควรขอคำปรึกษาจากแพทย์

โรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง โรคหลอดลมฝอยอักเสบเฉียบพลัน (Acute Bronchiolitis) สาเหตุเหล่านี้เป็นสาเหตุของอาการไอเรื้อรังที่พบได้บ่อย แต่บางครั้งอาการไอเรื้อรังอาจมีสาเหตุมาจากปัญหาสุขภาพอื่น เช่น มีสิ่งของหรืออาหารติดในหลอดลม และโรคซิสติกไฟโบรซิส (Cystic Fibrosis) เป็นต้น หากไม่แน่ใจเกี่ยวกับ อาการไอเรื้อรัง ที่เกิดขึ้น ควรไปพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัย

วิธีรักษาอาการไอเรื้อรัง
วิธีรักษาอาการไอเรื้อรัง

วิธีรักษาอาการไอเรื้อรังเบื้องต้น

หากพบอาการไอเรื้อรังหรือไอติดต่อกันนานอาจรับมือเบื้องต้นด้วยวิธีต่อไปนี้

หลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้น

คนที่มีอาการไอเรื้อรังไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใด ควันบุหรี่ ละอองเกสร อุณหภูมิที่ร้อนจัดหรือเย็นจัด ความเครียด ควรหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นที่อาจทำให้เกิดอาการไอ เช่น ฝุ่นควัน สารเคมี น้ำหอม  เป็นต้น

ควรระมัดระวังมากกว่าคนทั่วไป กรณีที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ หากทราบว่าตนเองป่วยด้วยโรคภูมิแพ้ โรคหืด ภาวะที่ร่างกายไวต่อสารบางอย่างมากกว่าปกติ หรือโรคทางเดินหายใจอื่น ๆ ควรสวมหน้ากากอนามัยเพื่อลดการได้รับปัจจัยกระตุ้น พยายามอยู่ในสถานที่ที่สะอาดและปลอดโปร่ง

เลิกบุหรี่

เลิกบุหรี่จึงเป็นวิธีที่ช่วยลดความรุนแรงของอาการไอเรื้อรังและลดความเสี่ยงของโรคอื่น ๆ จากสาเหตุในข้างต้น จะเห็นได้ว่าการสูบบุหรี่เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดปัญหาสุขภาพที่นำไปสู่อาการไอเรื้อรัง ดังนั้น การลด สำหรับคนที่มีพฤติกรรมติดบุหรี่ สามารถปรึกษาแพทย์เพื่อรับการรักษาและคำแนะนำ

รักษาอาการไอด้วยวิธีธรรมชาติ

บรรเทาอาการคอแห้ง ระคายคอ ชะล้างสารก่อการระคายเคือง ลดความข้นเหนียวของเสมหะได้ การดูแลตนเองด้วยการดื่มน้ำในปริมาณที่เหมาะสมจะช่วยให้ร่างกายทำงานได้เป็นปกติ นอกจากนี้ ควรนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ กินอาหารที่มีประโยชน์ หรืออาจดื่มชาสมุนไพรเพื่อบรรเทาอาการระคายคอก็ได้เช่นกัน

ใช้ยาแก้ไอ

ยาแก้ไอแบ่งออกเป็น 2 แบบ แบบแรกคือยากดอาการไอสำหรับรักษาอาการไอแห้ง  ยาแก้ไอ เป็นตัวช่วยบรรเทาอาการไอเรื้อรังได้ แต่ไม่ได้เป็นการรักษาที่ต้นเหตุ โดยทั่วไป ส่วนแบบที่สองเป็นยาแก้ไอที่ใช้รักษาอาการไอแบบมีเสมหะ โดยก่อนการใช้ยาแก้ไอ ควรปรึกษาแพทย์และเภสัชกรก่อนใช้เสมอ เพราะยาแต่ละชนิดมีวิธีใช้ต่างกันและการใช้ยาไม่ถูกกับอาการอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงได้

ไปพบแพทย์

หากพบอาการไอเรื้อรัง ร่วมกับอาการที่อาจเป็นสัญญาณรุนแรง อย่างเป็นไข้สูง เสมหะปนเลือด หายใจลำบาก อ่อนเพลีย ควรไปพบแพทย์ทันที สำหรับคนที่มีอาการไอเรื้อรังที่ไม่รุนแรงก็ควรหาเวลาไปพบแพทย์เช่นเดียวกัน โดยแพทย์จะช่วยหาสาเหตุที่แน่ชัดของอาการไอเรื้อรังและวิธีรักษาที่เหมาะสม เพื่อช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอาการรุนแรงและภาวะแทรกซ้อนอันตรายได้

สุดท้ายนี้ ภายหลังการรักษาด้วยตนเองและการรักษาจากแพทย์ แต่อาการไอเรื้อรังไม่ดีหรือรุนแรงขึ้น ควรกลับไปพบแพทย์อีกครั้งเพื่อวินิจฉัยเพิ่มเติม

โรคเชื้อราในช่องคลอด (Vaginal Candidiasis) เกิดจากการติดเชื้อราภายในช่องคลอด

เกิดจากการติดเชื้อราภายในช่องคลอดหรือบริเวณปากช่องคลอด ทำให้เกิดการระคายเคืองและอาการคันอย่างรุนแรง โรคเชื้อราในช่องคลอด (Vaginal Candidiasis)

อาการของโรคเชื้อราในช่องคลอด

โรคเชื้อราในช่องคลอดส่วนใหญ่ส่งผลให้เกิดอาการได้ตั้งแต่เล็กน้อยถึงปานกลาง แต่บางคนอาจไม่แสดงอาการผิดปกติใด ๆ แม้เกิดการติดเชื้อ ซึ่งอาการที่พบได้บ่อย เช่น

  • เกิดอาการคันอย่างรุนแรงและระคายเคืองที่ปากช่องคลอดหรือภายในช่องคลอด
  • มีอาการแสบร้อน โดยเฉพาะในขณะมีเพศสัมพันธ์หรือการปัสสาวะ
  • ตกขาวผิดปกติ อาจมีลักษณะสีขาวข้นคล้ายนมบูด เป็นน้ำใส หรือขาวข้นจับตัวเป็นก้อน
  • บริเวณปากช่องคลอดมีอาการบวม แดง
  • เกิดผื่นแดงทั้งภายในและภายนอกช่องคลอด อาจเกิดการกระจายไปทั่วบริเวณหัวหน่าว อวัยวะเพศ หรือต้นขา

อาการของภาวะเชื้อราในช่องคลอด

อาการของภาวะติดเชื้อราในช่องคลอดมีตั้งแต่เล็กน้อยไปจนถึงปานกลาง บางคนอาจไม่แสดงอาการผิดปกติใดๆ ถึงแม้จะติดเชื้อก็ตาม อาการที่พบได้มีดังนี้

  • คันและระคายเคืองบริเวณช่องคลอดหรือภายในช่องคลอด
  • มีอาการบวมบริเวณอวัยวะเพศ
  • รู้สึกแสบร้อนขณะมีเพศสัมพันธ์หรือปัสสาวะ
  • มีผื่นแดงบริเวณอวัยวะเพศ
  • มีตกขาวเป็นสีขาวครีมข้น ไม่มีกลิ่น บางครั้งอาจมีลักษณะเป็นน้ำได้เช่นกัน

ผู้ป่วยมีความเสี่ยงที่จะมีภาวะติดเชื้อราที่ซ้ำซ้อนหากมีอาการดังต่อไปนี้

  • มีอาการบวม แดงคันที่รุนแรงจนทำให้เกิดแผลและเจ็บปวดบริเวณช่องคลอด
  • มีการติดเชื้อรา 4 ครั้งหรือมากกว่าต่อปี
  • ติดเชื้อราสายพันธุ์อื่นที่ไม่ใช่ Candida Albicans
  • กำลังตั้งครรภ์
  • เป็นโรคเบาหวานที่ไม่ได้ควบคุม
  • มีระบบภูมิคุ้มกันต่ำเพราะโรคบางชนิด เช่น ติดเชื้อไวรัสเอชไอวี

มีอาการผิดปกติอื่น ๆ ควรรีบพบแพทย์หากเป็นการติดเชื้อราในช่องคลอดเป็นครั้งแรก อาการที่เป็นอยู่ไม่ดีขึ้นหลังใช้ยารักษา ร่วมด้วยผู้ป่วยจะมีอาการเหล่านี้ได้ตั้งแต่ไม่กี่ชั่วโมงไปจนถึงเป็นสัปดาห์ หรืออาจนานเป็นเดือนในบางราย แต่พบได้ค่อนข้างน้อย นอกจากนี้ยังพบว่าบางรายอาจมีอาการของโรคกลับเป็นซ้ำในช่วงก่อนมีประจำเดือนและอาจเป็นมากขึ้นหลังจากการมีเพศสัมพันธ์ อย่างไรก็ตาม

นอกจากนี้ อาการอาจรุนแรงมากขึ้นหากไม่รีบรักษา ซึ่งสังเกตได้จากบริเวณที่เกิดการติดเชื้อมีอาการบวม แดง และคันอย่างรุนแรงมากขึ้นจนทำให้เกิดรอยแตกเป็นแผล มีอาการเจ็บหรือปวด ผู้ป่วยบางรายอาจเกิดการติดเชื้อราในช่องคลอดบ่อยมากกว่าปกติ หรือมากกว่า 4 ครั้งต่อปี

โรคเชื้อราในช่องคลอด (Vaginal Candidiasis)
โรคเชื้อราในช่องคลอด (Vaginal Candidiasis)

สาเหตุของโรคเชื้อราในช่องคลอด

โดยปกติเชื้อราเหล่านี้มักอาศัยอยู่ตามช่องปาก อวัยวะเพศ ระบบทางเดินอาหาร หรือบนผิวหนังของคนเราในปริมาณน้อยและไม่ก่อให้เกิดโรค แต่เมื่อเชื้อราเหล่านี้มีปริมาณมากขึ้นจึงพัฒนาให้เกิดการติดเชื้อขึ้นได้ เชื้อราที่ทำให้เกิดการติดเชื้ออาจเกิดได้จากหลายสายพันธ์ุ แต่สายพันธ์ุที่พบว่าเป็นสาเหตุของการติดเชื้อในช่องคลอดได้มากที่สุดมีชื่อว่า แคนดิดา อัลบิแคนส์ (Candida Albicans) ซึ่งเป็นเชื้อราในกลุ่ม แคนดิดา (Candida) ส่วนเชื้อราสายพันธุ์อื่นที่พบได้ไม่บ่อยอาจส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการรุนแรงได้มากขึ้น และต้องอาศัยการรักษาที่ซับซ้อนมากขึ้น โรคเชื้อราในช่องคลอดเกิดจากการเพิ่มจำนวนเชื้อรามากกว่าปกติภายในช่องคลอดจนทำให้สภาพภายในช่องคลอดเสียสมดุล

การเพิ่มจำนวนเชื้อราอย่างรวดเร็วมาจากหลายสาเหตุดังนี้

  • การใช้ยาปฏิชีวนะเป็นเวลานาน ซึ่งจะไปลดปริมาณแบคทีเรีย แลคโตบาซิลลัส และทำให้ค่าความเป็นกรดด่างภายในช่องคลอดเสียสมดุล
  • การตั้งครรภ์
  • ผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ไม่สามารถควบคุมอาการของโรคได้
  • สภาวะของร่างกายที่ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง เช่น การติดเชื้อเอชไอวี (HIV)
  • เป็นโรคทางผิวหนังอื่น ๆ นำมาก่อน เช่น โรคสะเก็ดเงิน โรคผิวหนังอักเสบเรื้อรังอื่น ๆ
  • การรับประทานยาบางประเภท
  • มีภาวะโรคอ้วน
  • การรักษาด้วยวิธีฮอร์โมนบำบัดหรือการรับประทานยาคุมกำเนิดในปริมาณสูง ซึ่งจะไปเพิ่มระดับของฮอร์โมนเอสโตรเจน
  • การสวนล้างช่องคลอดหรือการใช้ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขอนามัยบริเวณช่องคลอดบ่อย ๆ อาจทำให้เสียสมดุลภายในช่องคลอด

เพราะไม่ก่อให้เกิดการติดเชื้อไปสู่ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์ด้วย รวมไปถึงผู้หญิงที่ไม่เคยมีเพศสัมพันธ์ก็อาจมีโอกาสในการพัฒนาโรคให้เกิดขึ้นได้เช่นกัน การเกิดการติดเชื้อราในช่องคลอดเป็นปัญหาที่พบมากในผู้หญิง โดยผู้หญิงทุก 3 ใน 4 คน เคยเป็นโรคเชื้อราในช่องคลอดอย่างน้อยหนึ่งครั้งในชีวิต นอกจากนี้ การติดเชื้อราในช่องคลอดอาจเกิดขึ้นได้ในช่วงก่อนการมีประจำเดือน หรือบางรายอาจเกิดขึ้นหลังการมีเพศสัมพันธ์ แต่ตัวโรคยังไม่จัดว่าเป็นโรคติดติดต่อทางเพศสัมพันธ์

การวินิจฉัยโรคเชื้อราในช่องคลอด

แพทย์สามารถวินิจฉัยโรคเชื้อราในช่องคลอดได้ตามขั้นตอนดังนี้

  • สอบถามข้อมูลและประวัติทางการแพทย์ ในขั้นแรกจะมีการสอบถามข้อมูลทางการแพทย์ของผู้ป่วย อาการผิดปกติที่พบ ลักษณะของตกขาว เคยมีประวัติเกิดการติดเชื้อราหรือมีโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์มาก่อนหรือไม่
  • การตรวจภายใน แพทย์จะตรวจดูลักษณะภายนอกของอวัยวะเพศและบริเวณรอบ ๆ เพื่อหาความผิดปกติที่บ่งบอกว่าเกิดการติดเชื้อ ซึ่งบางรายสามารถตรวจพบความผิดปกติได้ตั้งแต่การสังเกตดูลักษณะภายนอก แต่ในบางรายแพทย์อาจจะต้องตรวจหาความผิดปกติจากภายในช่องคลอดอีกครั้งด้วยการสอดอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่เรียกว่าปากเป็ดเข้าไปภายในช่องคลอด เพื่อเก็บตัวอย่างสารคัดหลั่งหรือตกขาวออกมาตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการเพิ่มเติม
  • การตรวจตัวอย่างสารคัดหลั่ง มักจะใช้ในกรณีตรวจวินิจฉัยผู้ที่เกิดการติดเชื้อบ่อย ๆ หรืออาการของโรคไม่ดีขึ้น โดยแพทย์จะนำตัวอย่างที่เก็บได้ภายในช่องคลอดออกมาตรวจหาประเภทเชื้อราที่ทำให้เกิดอาการของโรค ซึ่งจะช่วยให้แพทย์หาวิธีการรักษาผู้ป่วยที่มีการกลับมาของโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

แพทย์จะทำการวินิจฉัยโดยการซักประวัติผู้ป่วย เช่น เคยมีประวัติเกิดการติดเชื้อราหรือมีโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์มาก่อนหรือไม่ ตรวจภายในและตรวจดูความผิดปกติของลักษณะภายนอก หลังจากนั้นแพทย์จะเก็บตัวอย่างสารคัดหลั่งจากช่องคลอดเพื่อนำไปตรวจในห้องปฏิบัติการ

การรักษาโรคเชื้อราในช่องคลอด

ยาคลอไตรมาโซล (Clotrimazole) ยาไมโคโนโซล (Miconazole) ยาไทโอโคนาโซล (Tioconazole) ยาบูโตโคนาโซล (Butoconazole) โรคเชื้อราในช่องคลอดสามารถรักษาได้โดยการใช้ยาต้านเชื้อรา (Antifungal Drug) เป็นหลัก โดยรูปแบบของยาอาจจะมีทั้งแบบครีม ขี้ผึ้ง ยาเหน็บ หรือยารับประทาน เช่น  ยาฟลูโคนาโซล (Fluconazole) หรือยากรดบอริก (Boric acid) ซึ่งการเลือกใช้ยาควรต้องมีการพิจารณาระดับความรุนแรงของโรคและประเภทของเชื้อราที่ทำให้เกิดความผิดปกติขึ้นด้วย ส่วนระยะเวลาในการใช้ยาจะแตกต่างกันไปตามความแรงของยาและการตอบสนองของผู้ป่วยต่อการรักษา

ผู้ป่วยที่มีอาการของโรคไม่รุนแรงสามารถซื้อยาต้านเชื้อราที่ขายทั่วไป ควบคู่กับการดูแลตนเองได้จากที่บ้านโดย

  • ผู้ป่วยที่ใช้ยารักษาเชื้อราทาช่องคลอดในช่วงที่มีประจำเดือน ควรเลือกใช้ผ้าอนามัยแบบแผ่นแทนการใช้ผ้าอนามัยแบบสอด
  • หลีกเลี่ยงการใช้สบู่หรือผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดบริเวณช่องคลอดเป็นประจำ แต่ควรใช้น้ำสะอาดทำความสะอาดแทน
  • ไม่ควรสวนล้างช่องคลอด เพราะอาจส่งผลให้อาการติดเชื้อแย่ลง
  • หากมีความรู้สึกเจ็บในขณะมีเพศสัมพันธ์ ควรใช้ผลิตภัณฑ์เจลหล่อลื่นที่มีน้ำเป็นองค์ประกอบหลักในขณะมีเพศสัมพันธ์ เพื่อช่วยลดการระคายเคือง
  • หากบริเวณอวัยวะเพศมีอาการบวมและเจ็บ ไม่ควรเกาหรือถูแรง ๆ แต่อาจนั่งแช่น้ำอุ่น เพื่อช่วยบรรเทาอาการ หรืออาจใช้ผ้าชุบน้ำเย็นประคบบริเวณที่มีอาการ

ทั้งนี้ การรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจากกระเทียม เนื่องจากอาจส่งผลให้อาการติดเชื้อแย่ลงได้ ผู้ป่วยที่รักษาด้วยการซื้อยามาใช้เองควรปรึกษาเภสัชกรทุกครั้ง ก่อนการใช้ยาควรศึกษาวิธีอย่างละเอียดและควรใช้ยาติดต่อกันอย่างต่อเนื่องจนครบปริมาณที่แนะนำ ไม่ควรหยุดใช้ยาอย่างกะทันหันแม้ว่ามีอาการดีขึ้น รวมไปถึงควรระมัดระวังการใช้ยาบางประเภทที่ยังไม่ได้รับการยืนยันทางการแพทย์อย่างชัดเจนว่ามีฤทธิ์ในการต่อต้านเชื้อรา เช่น การทาน้ำมันทีทรี (Tea Tree Oil) บริเวณช่องคลอด

ผู้ป่วยอยู่ในช่วงตั้งครรภ์ เป็นอาการติดเชื้อครั้งแรก เกิดอาการแพ้ อาการของโรคไม่ดีขึ้น แต่ในกรณีที่อาการมีความรุนแรงมากขึ้นจนทำให้เกิดอาการปวดบริเวณอุ้งเชิงกราน หรือมีความกังวลว่าอาการที่เกิดขึ้นอาจมีสาเหตุมาจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ ควรเข้าปรึกษาแพทย์ เพื่อรับการตรวจยืนยันผล และรักษาด้วยวิธีที่ถูกต้อง ซึ่งอาจต้องมีการใช้ยารักษาในปริมาณที่สูงขึ้นและรักษานานต่อเนื่องตามคำแนะนำของแพทย์ เพื่อช่วยป้องกันการกลับมาของโรค อย่างไรก็ตาม การติดเชื้อที่เกิดขึ้นใหม่อีกครั้งภายในระยะเวลา 2 เดือนหลังอาการหายขาดอาจเป็นสัญญาณบ่งบอกจากโรคอื่นได้

ภาวะแทรกซ้อนของโรคเชื้อราในช่องคลอด

เนื่องจากตัวยาไม่ตอบสนองต่อโรค ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดปัญหาสุขภาพอื่นตามมา  ufabet login โรคเชื้อราภายในช่องคลอดค่อนข้างพบภาวะแทรกซ้อนได้น้อย โดยทั่วไปมักเกิดการถลอกของผิวหนังจนอาจเป็นแผล เนื่องจากอาการคันและเสี่ยงต่อการเกิดการติดเชื้ออื่น ๆ ที่ผิวหนังได้โดยง่าย ผู้ป่วยบางรายอาจเกิดการติดเชื้อขึ้นใหม่อีกครั้งหลังการรักษา หรือไม่สามารถรักษาโรคให้หายขาด

การป้องกันโรคเชื้อราในช่องคลอด

การติดเชื้อราในช่องคลอดอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ ในบางกรณี บอกได้ยากว่าเกิดมาจากสาเหตุใด เพราะแต่ละบุคคลก็มีปัจจัยความเสี่ยงที่แตกต่างกันออกไป การป้องกันโรคจึงเป็นการปฏิบัติตามหลักสุขอนามัย เพื่อช่วยลดโอกาสการเกิดของโรคตามคำแนะนำต่อไปนี้

  • เลือกสวมใส่กระโปรง กางเกง หรือกางเกงชั้นที่ไม่รัดแน่นมากเกินไป รวมไปถึงเลือกเนื้อผ้าจากเส้นใยธรรมชาติที่มีการถ่ายเทของอากาศได้ดี ซึ่งจะไม่ทำให้เกิดความอับชื้นจนเพิ่มจำนวนเชื้อราขึ้นได้โดยง่าย
  • ไม่ควรสวมใส่เสื้อผ้าที่มีความอับชื้นเป็นเวลานาน ควรรีบเปลี่ยนชุดออกทันที เช่น ชุดว่ายน้ำ ชุดออกกำลังกาย
  • หลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดจุดซ่อนเร้นหรือการสวนล้างช่องคลอดบ่อยเกินความจำเป็น
  • รับประทานอาหารประเภทโยเกิร์ตหรือผลิตภัณฑ์อาหารเสริมอื่น ๆ ที่มีส่วนผสมของแบคทีเรียแลคโตบาซิลลัส (Lactobacillus) ซึ่งจะช่วยปรับสภาพความเป็นกรดด่างภายในช่องคลอด
  • ไม่ควรใช้ยาปฏิชีวนะโดยไม่มีความจำเป็น
  • ในช่วงมีประจำเดือนควรมีการเปลี่ยนผ้าอนามัยอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะผ้าอนามัยแบบสอด เพื่อไม่ให้เป็นแหล่งอับชื้นที่เป็นที่อยู่ของเชื้อรามากขึ้น

เมื่อไหร่ที่ควรพบแพทย์

  • มีภาวะติดเชื้อราในช่องคลอดเป็นครั้งแรก เพื่อให้แน่ใจว่าไม่ได้เป็นโรคอื่นที่ร้ายแรงกว่านั้นและต้องใช้วิธีการรักษาที่แตกต่างออกไป เช่น โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ หรือโรคติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ
  • หากผู้ป่วยกำลังตั้งครรภ์ ควรปรึกษาแพทย์ทุกครั้งก่อนที่จะซื้อยามารักษาเอง
  • ติดเชื้อราในช่องคลอด 4 ครั้งหรือมากกว่าต่อปี แพทย์อาจต้องให้ยาต้านเชื้อรานานอย่างต่อเนื่องเพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำของโรค นอกจากนี้การติดเชื้อราบ่อยครั้งอาจเป็นสัญญาณของโรคเบาหวานหรือโรคอื่นๆ ได้
การได้รับเชื้อ
  1. ภาวะตั้งครรภ์ เนื่องจากในช่วงตั้งครรภ์ ร่างกายจะมีระดับฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen) สูงขึ้น ซึ่งจะทำให้ปริมาณสารไกลโคเจน (Glycogen) ซึ่งจะถูกย่อยเป็นน้ำตาลกลูโคสในช่องคลอดสูงขึ้น เป็นสาเหตุให้เชื้อรามีการเจริญเติบโตดีขึ้น นอกจากนี้ปริมาณฮอร์ โมนที่สูงขึ้น ก็จะทำให้เชื้อรามีปริมาณมากขึ้นเช่นกัน

  2. โรคเบาหวาน โดยเฉพาะผู้ที่ควบคุมโรคไม่ดี

  3. การใช้ยาปฏิชีวนะเป็นเวลานานเกินไป จะไปทำลายเชื้อต่างๆที่ทำให้เกิดภาวะสมดุลของเชื้อราในช่องคลอด ทำให้เชื้อราเพิ่มปริมาณมากขึ้น

  4. การรับประทานยาสเตียรอยด์ เพราะจะลดภูมิคุ้มกันต้านทานโรค

  5. ผู้ป่วยที่มีโรคภูมิคุ้มกันต้านทานบกพร่อง หรือโรคเอดส์

  6. การใส่กางเกงที่คับมากและอยู่ในที่ที่มีอากาศร้อนชื้น

  7. ภาวะที่คู่นอนมีการติดเชื้อรา

โรคลมชัก (Epilepsy) คือโรคที่เกิดจากความผิดปกติของระบบประสาทส่วน

โรคลมชัก (Epilepsy) คือโรคที่เกิดจากความผิดปกติของระบบประสาทส่วนกลางซึ่งทำหน้าที่ในการควบคุมการทำงานของร่างกาย จนทำให้เกิดอาการชัก โรคลมชักสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย แต่ก็มักจะพบในผู้ป่วยเด็ก และผู้สูงอายุ โดยโรคลมชักนั้นไม่สามารถรักษาให้หายขาด แต่สามารถช่วยให้อาการสงบและไม่มีอาการชักกำเริบได้หากผู้ป่วยรับประทานยาอย่างต่อเนื่องตามแพทย์สั่ง

อาการโรคลมชัก

อาการของโรคลมชักที่เห็นได้ชัดคือการชักในรูปแบบต่าง ๆ โดยผู้ป่วยแต่ละคน อาจเกิดอาการชักได้หลายรูปแบบ อาการชักที่มักพบได้บ่อย จะแบ่งออกได้ ดังนี้

อาการชักที่เกิดขึ้นกับสมองทั้ง 2 ซีก แบ่งได้เป็น 2 ชนิดย่อย ๆ คือ อาการชักที่มีผลต่อทุกส่วนของสมอง (Generalized Seizures

  • Absence Seizures เป็นอาการชักที่มักเกิดขึ้นในเด็ก อาการชักแบบเหม่อลอย อาการที่โดดเด่นคือการเหม่อลอย หรือมีการขยับเขยื้อนร่างกายเพียงเล็กน้อย เช่น การกระพริบตาหรือขยับริมฝีปาก อาการชักชนิดนี้อาจเป็นสาเหตุทำให้เกิดการเสียการรับรู้ในระยะสั้น ๆ ได้
  • อาการชักแบบชักเกร็ง (Tonic Seizures) เป็นอาการชักที่ทำให้เกิดอาการเกร็งของกล้ามเนื้อ โดยมักจะเกิดขึ้นกับกล้ามเนื้อบริเวณหลัง แขนและขา จนทำให้ผู้ป่วยล้มลงได้
  • อาการชักแบบกล้ามเนื้ออ่อนแรง (Atonic Seizures) อาการชักที่ส่งผลให้กล้ามเนื้ออ่อนแรงลง ผู้ป่วยที่มีอาการชักชนิดนี้จะไม่สามารถควบคุมกล้ามเนื้อขณะเกิดอาการได้ จนทำให้ผู้ป่วยล้มพับ หรือหกล้มลงได้อย่างเฉียบพลัน
  • อาการชักแบบชักกระตุก (Clonic Seizures) เป็นอาการชักที่ก่อให้เกิดการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อที่ผิดปกติ โดยอาจทำให้เกิดการขยับเขยื้อนในจังหวะซ้ำ มักเกิดขึ้นกับกล้ามเนื้อบริเวณคอ ใบหน้า และแขน
  • อาการชักแบบชักกระตุกและเกร็ง (Tonic-clonic Seizuresเป็นอาการชักที่ส่งผลต่อกล้ามเนื้อในร่างกายทุกส่วน ทำให้เกิดอาการกล้ามเนื้อเกร็งและกระตุก ส่งผลทำให้ผู้ป่วยล้มลง และหมดสติ บางรายอาจร้องไห้ในขณะที่ชักด้วย และหลังจากอาการบรรเทาลง ผู้ป่วยอาจรู้สึกเหนื่อยเนื่องจากอาการชัก
  • อาการชักชนิดนี้มักเกิดขึ้นแบบเฉียบพลัน อาการชักแบบชักสะดุ้ง (Myoclonic Seizures)  โดยจะเกิดอาการชักกระตุกของแขนและขาคล้ายกับการโดนไฟฟ้าช็อต ส่วนใหญ่มักจะเกิดหลังจากตื่นนอน บ้างก็เกิดขึ้นร่วมกับอาการชักแบบอื่น ๆ ในกลุ่มเดียวกัน

เกิดอาการชักที่ส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายเท่านั้น อาการชักเฉพาะส่วน (Partial หรือ Focal Seizures) อาการชักประเภทนี้จะเกิดขึ้นกับสมองเพียงบางส่วน แบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ

  • ผู้ป่วยจะยังคงมีสติครบถ้วน โดยผู้ป่วยอาจมีความรู้สึกแปลก ๆ อาการชักแบบรู้ตัว (Simple Focal Seizures) สำหรับอาการชักประเภทนี้ ขณะที่เกิดอาการ หรือมีความรู้สึกวูบ ๆ ภายในท้อง บ้างก็อาจรู้สึกเหมือนมีอาการเดจาวู ซึ่งเป็นความรู้สึกเหมือนว่าเคยพบเห็นหรือเกิดเหตุการณ์ที่ประสบอยู่มาก่อน ทั้ง ๆ ที่ไม่เคย อาจเกิดความรู้สึกร่าเริงหรือกลัวอย่างกะทันหัน และได้กลิ่นหรือรับรู้รสชาติแปลกไป รู้สึกชาที่แขนและขา หรือมีอาการชักกระตุกที่แขนและมือ เป็นต้น ทั้งนี้ อาการชักดังกล่าวอาจเป็นสัญญาณเตือนของอาการชักชนิดอื่น ๆ ที่กำลังตามมา อาการเหล่านี้จะช่วยให้ผู้ป่วยและคนรอบข้างเตรียมรับมือได้ทัน
  • ไม่สามารถจดจำได้ว่าเกิดอาการขึ้นเมื่อใด อาการชักแบบไม่รู้ตัว (Complex Partial Seizures) สามารถเกิดขึ้นโดยที่ผู้ป่วยอาจไม่รู้ตัว ไม่ว่าจะในขณะที่เกิดอาการหรืออาการสงบแล้ว อาการชักชนิดนี้ไม่สามารถคาดเดาได้ โดยอาจมีอาการเช่น ขยับริมฝีปาก ถูมือ ทำเสียงแปลก ๆ หมุนแขนไปรอบ ๆ จับเสื้อผ้า เล่นกับสิ่งของในมือ อยู่ในท่าทางแปลก ๆ เคี้ยวหรือกลืนอะไรบางอย่าง นอกจากนี้ ในขณะที่เกิดอาการ ผู้ป่วยจะไม่สามารถรับรู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นรอบข้างได้เลย

อาการชักต่อเนื่อง (Status Epilepticus) อาการชักชนิดนี้เป็นอาการที่เกิดขึ้นต่อเนื่องกันมากกว่า 30 นาทีขึ้นไป หรือเป็นอาการชักต่อเนื่องที่ผู้ป่วยไม่สามารถคืนสติในระหว่างที่ชัก ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องได้รับการรักษาโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ โดยการรักษาในเบื้องต้นสามารถทำได้โดยผู้ที่ผ่านการฝึกการปฐมพยาบาลผู้ป่วยโรคลมชักชนิดต่อเนื่อง แต่หากไม่เคยได้รับการฝึก ควรโทรแจ้งหน่วยการแพทย์ฉุกเฉิน อาทิ ศูนย์นเรนทร 1669 หรือโรงพบาบาลเพื่อส่งต่อผู้ป่วยไปรักษาให้เร็วที่สุด

คล้ายกับอาการของโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบประสาทอื่น ๆ บางครั้งอาการชักแบบเฉพาะส่วนนั้น อาทิ อาการปวดหัวไมเกรน ซึ่งอาจมีอาการเห็นแสงวูบวาบ โรคที่เกี่ยวกับความผิดปกติในการนอนหลับ ซึ่งอาจมีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงแบบกะทันหัน หรืออาการของโรคจิต จึงมีความจำเป็นมากที่ต้องใช้การทดสอบและการตรวจร่างกายอย่างละเอียดเพื่อแยกโรคลมชักออกจากโรคอื่น ๆ

สาเหตุของโรคลมชัก

สาเหตุของโรคลมชักนั้นยังไม่เป็นที่แน่ชัด ufabet login  โดยผู้ป่วยมากกว่าครึ่งเกิดอาการของโรคลมชักโดยไม่ทราบสาเหตุ และในกลุ่มที่สามารถระบุสาเหตุได้ก็มักเกิดจาการที่สมองถูกการกระทบกระเทือน ทั้งนี้ภายในสมองนั้นเต็มไปด้วยเซลล์ประสาท กระแสไฟฟ้า และสารเคมีที่ถูกเรียกว่าสารสื่อประสาท หากถูกกระทบกระเทือนและเกิดความเสียหายก็อาจทำให้สมองเกิดการทำงานที่ผิดปกติจนเป็นสาเหตุให้เกิดอาการชัก โรคลมชักสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ ได้แก่

  • กลุ่มอาการที่ไม่สามารถหาสาเหตุได้แน่ชัด (Idiopathic หรือ Primary Epilepsy) ผู้ป่วยกลุ่มนี้จะไม่สามารถหาสาเหตุของโรคลมชักที่แน่ชัดได้ แต่อาจมีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคลมชัก มีการสันนิษฐานว่าอาจเกิดจากกรรมพันธุ์ หรือมีความผิดปกติของยีนในร่างกาย
  • Symptomatic หรือ Secondary Epilepsy กลุ่มที่สามารถหาสาเหตุที่แน่ชัดได้  คือกลุ่มผู้ป่วยที่สามารถหาสาเหตุของโรคลมชักได้ โดยอาจเกิดจากโรคที่เกี่ยวกับหลอดเลือดสมอง เนื้องอกในสมอง เกิดจากอุบัติเหตุที่ศีรษะอย่างรุนแรง การติดยาเสพติด หรือพิษสุราเรื้อรัง โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ หรือเกิดจากการขาดออกซิเจนขณะคลอด นอกจากนี้ยังอาจเกิดจากการพัฒนาของสมองที่ไม่สมบูรณ์ได้อีกด้วย โดยสาเหตุเหล่านี้ส่วนใหญ่จะทำให้เกิดโรคลมชักในผู้สูงอายุ โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป แต่ก็อาจเกิดขึ้นในช่วงวัยเด็กได้ด้วยเช่นกัน

ทั้งนี้ สามารถเกิดอาการในผู้ป่วยโรคลมชักโดยไม่จำเป็นต้องมีตัวกระตุ้นให้เกิดอาการ แต่ก็มีในบางกรณี หรือการใช้สารบางอย่างที่ทำให้เกิดอาการชักได้ เช่น ความเครียด การพักผ่อนไม่เพียงพอ การดื่มแอลกอฮอล์ การใช้ยารักษาอาการบางชนิดหรือกการใช้ยาเสพติด ภาวะมีประจำเดือนของผู้หญิง นอกจากนี้ยังมีผู้ป่วยจำนวนหนึ่งแต่เป็นจำนวนน้อยที่สามารถเกิดอาการชักได้หากเห็นแสงแฟลชที่สว่างจ้า โดยอาการชักที่เกิดจากสาเหตุนี้เรียกว่า โรคลมชักที่ผู้ป่วยไวต่อแสงกระตุ้น (Photosensitive Epilepsy)

โรคลมชัก เป็นโรคที่สามารถเกิดขึ้นได้ในกลุ่มคนที่มีปัจจัยเสี่ยงโรคลมชักสูง โดยปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงให้คนทั่วไปเป็นโรคลมชักนั้น ได้แก่

  • อายุ โรคลมชักสามารถเกิดขึ้นได้ทุกช่วงอายุแต่ก็มักเกิดขึ้นในช่วงวัยเด็กตอนต้น และช่วงอายุ 60 ขึ้นไป
  • ประวัติครอบครัว หากในครอบครัวนั้นมีประวัติว่ามีผู้ป่วยโรคลมชัก ความเสี่ยงที่จะเกิดโรคลมชักในครอบครัวก็จะยิ่งเพิ่มขึ้น
  • อาการบาดเจ็บที่ศีรษะอย่างรุนแรง เป็นสาเหตุที่สามารถพบได้ในผู้ป่วยโรคลมชัก ดังนั้นเพื่อลดความเสี่ยง ควรระมัดระวังไม่ให้เกิดอุบัติเหตุที่จะกระทบกระเทือนกับศีรษะ และหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่เสี่ยงต่อการบาดเจ็บที่ศีรษะ
  • โรคหลอดเลือดสมอง ปัญหาสุขภาพที่เกิดจากหลอดเลือดสมอง จนทำให้สมองถูกทำลายสามารถกระตุ้นให้เกิดโรคลมชักได้
  • โรคสมองเสื่อม (Dementia) โรคสมองเสื่อมเป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับสมองโดยตรง ซึ่งมักเกิดกับผู้สูงอายุ โรคนี้สามารถทำให้ความเสี่ยงโรคลมชักเพิ่มขึ้นได้
  • การติดเชื้อที่สมอง (Brain Infections) อาทิโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ซึ่งเป็นสาเหตุของการอักเสบที่สมองหรือไขสันหลัง ทำให้สมองและระบบทำงานของประสาทผิดปกติจนเกิดโรคลมชัก
  • อาการชักในวัยเด็ก อาการชักจากไข้สูงนั้นโดยส่วนใหญ่จะไม่ทำให้เกิดโรคลมชัก แต่ก็อาจทำให้ความเสี่ยงโรคลมชักเพิ่มขึ้นหากมีอาการชักที่ยาวนาน หรือมีปัญหาเกี่ยวกับระบบประสาทอื่น ๆ รวมทั้งมีประวัติโรคลมชักในครอบครัว
โรคลมชัก สัญญาณสมอง
โรคลมชัก สัญญาณสมอง

การวินิจฉัยโรคลมชัก

การวินิจฉัยโรคลมชักเป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะหากไม่สามารถทราบสาเหตุ ก็ไม่สามารถรักษาได้ หรือการรักษาอาจได้ผลไม่เต็มที่ ซึ่งการวินิจฉัยโรคลมชักนั้นเป็นไปได้ยาก เพราะบางอาการของโรคลมชักก็ใกล้เคียงกับโรคอื่น ๆ เช่น โรคไมเกรน หรือภาวะตื่นตระหนกเป็นต้น ดังนั้นจึงต้องใช้เวลาในการตรวจและทดสอบจึงจะทราบผลที่แน่ชัด

อย่างไรก็ตาม หากสงสัยว่าเกิดอาการชักขึ้น ผู้ป่วยควรรีบไปพบแพทย์ โดยแพทย์จะทำการซักถามข้อมูลเกี่ยวกับอาการชักจากตัวผู้ป่วยเองถึงสิ่งที่สามารถจดจำได้ในขณะที่เกิดอาการ หรืออาการที่รู้สึก รวมทั้งสัญญาณเตือนต่าง ๆ และอาจยิ่งเป็นประโยชน์มากขึ้นหากได้สอบถามกับผู้ที่อยู่ใกล้ชิดที่เคยอยู่กับผู้ป่วยในช่วงที่อาการกำเริบ โดยเฉพาะในกรณีที่ผู้ป่วยจดจำอะไรไม่ได้เลย

นอกจากนี้ แพทย์จะซักถามเกี่ยวกับประวัติการรักษาและประวัติส่วนตัวต่าง ๆ เพิ่มเติมด้วย เช่นผู้ป่วยเคยใช้ยาอะไรมาก่อนบ้าง เคยเสพยาเสพติด หรือดื่มแอลกอฮอล์หรือไม่ จากนั้นแพทย์จะนำข้อมูลที่ได้จากผู้ป่วยและคนใกล้ชิดไปพิจารณาควบคู่กับการทดสอบทางการแพทย์ เช่น

  • Electroencephalogram: EEG การตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง วิธีการตรวจนี้จะสามารถตรวจการทำงานที่ผิดปกติของสมองที่ก่อให้เกิดอาการลมชักผ่านขั้วไฟฟ้าที่ติดอยู่กับหนังศีรษะ โดยในขณะที่ทำการทดสอบ อาจมีการให้มองเข้าไปในแสงแฟลช หายใจลึก ๆ แล้วหลับตา หากอาการชักกำเริบจะหยุดการทดสอบในทันที ในบางรายอาจมีการตรวจเช็กคลื่นสมองในขณะหลับ โดยใช้อุปกรณ์ขนาดเล็กบันทึกการทำงานของสมองตลอด 24 ชั่วโมงแล้วจึงนำมาวิเคราะห์อีกครั้ง
  • การเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (Computerized Tomography: CT) เป็นการเอกซเรย์ที่ช่วยให้เห็นภาพตัดขวางของสมอง ซึ่งอาจทำให้แพทย์สามารถเห็นภาพความผิดปกติของสมองที่อาจเป็นสาเหตุของอาการชักได้
  • Magnetic Resonance Imaging: MRI การเอกซเรย์เอ็มอาร์ไอ  เป็นการตรวจที่ใช้คลื่นแม่เหล็กและคลื่นวิทยุสร้างภาพร่างกายของผู้ป่วย ซึ่งเป็นประโยชน์ในรายที่สงสัยว่าอาจเกิดโรคลมชักจากปัญหาสุขภาพต่าง ๆ เช่น ความบกพร่องของสมอง หรือเนื้องอกสมอง

แม้การตรวจวินิจฉัยด้วยวิธีทางการแพทย์จะทำให้การระบุโรคลมชักเป็นไปได้ง่ายขึ้น ทว่าก็มีบางรายที่ผลทดสอบไม่สามารถบอกอะไรได้ แต่ก็ไม่ได้แปลว่าผู้ป่วยจะไม่เป็นโรคลมชัก จึงอาจต้องมีการตรวจซ้ำ และติดตามผลไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะได้ผลที่แน่ชัด

ขาดสมาธิและสมรรถภาพในการทำงาน มีปัญหาในระบบทางเดินอาหาร Jet Lag (เจ็ตแล็ก)

อ่อนเพลียในตอนกลางวัน ขาดสมาธิและสมรรถภาพในการทำงาน มีปัญหาใน ระบบทางเดินอาหาร Jet Lag (เจ็ตแล็ก) เป็นอาการป่วยชนิดหนึ่งที่เกี่ยวกับความผิดปกติทางการนอน ซึ่งเกิดขึ้นชั่วคราวจากการเดินทางบินข้ามเขตเวลาโลกแล้วร่างกายยังไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับเขตเวลาใหม่ได้ ทำให้มีอาการ เช่น นอนไม่หลับ หรือนอนมากเกินไป

ผู้ป่วยเริ่มฟื้นตัวและปรับตัวได้ แต่สำหรับบางคนอาจต้องใช้เวลานานกว่านั้น Jet Lag  แม้ว่าอาการ Jet Lag จะเกิดแล้วดีขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป 1-2 วันจึงอาจกระทบต่อการท่องเที่ยวพักผ่อน การติดต่อธุรกิจการงาน และการใช้ชีวิตหลังการเดินทาง จนผู้ป่วยบางรายอาจต้องการรับการรักษาจากแพทย์

อาการของเจ็ตแล็ก ระบบทางเดินอาหาร

Jet Lag ขึ้นหากเดินทางเป็นเวลานาน  Jet Lag สามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกช่วงวัย โดยอาการป่วยที่พบจะมีแนวโน้มรุนแรง หรือผ่านเขตเวลาที่แตกต่างกันหลาย ๆ แห่ง โดยอาการที่พบ ได้แก่

  • มีปัญหาด้านการนอน เช่น นอนไม่หลับ นอนไม่พอ ตื่นกลางดึก ตื่นเร็ว หรือนอนมากเกินไป
  • เมื่อยล้า อ่อนเพลีย หมดแรง  ufabet login ง่วงนอนในตอนกลางวัน
  • ขาดสมาธิและสมรรถภาพในการทำงานได้ตามปกติ
  • มีปัญหาด้านความจำ
  • มีปัญหาในระบบทางเดินอาหาร เช่น ท้องผูก ท้องร่วง อาหารไม่ย่อย ไม่อยากอาหาร
  • รู้สึกเหมือนไม่สบาย ปวดหัว วิงเวียน สับสนมึนงง เหงื่อไหล ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ
  • อารมณ์เปลี่ยนแปลง เช่น หงุดหงิดง่าย วิตกกังวล

อาการเจ็ตแล็กที่ควรไปพบแพทย์

หากประสบปัญหาจากอาการต่าง ๆ อาการ Jet Lag มักเกิดขึ้นชั่วคราว และดีขึ้นภายใน 1-2 วัน ที่เกิดขึ้นอย่างมาก อาการรุนแรงมาก มีความจำเป็นต้องเดินทางข้ามเขตเวลาบ่อย ๆ หรือมีอาการ Jet Lag อยู่เสมอ ผู้ป่วยควรไปพบแพทย์เพื่อปรึกษาและวางแผนการรับมือกับอาการ Jet Lag ที่เกิดขึ้นหรืออาจเกิดขึ้นต่อไป

สาเหตุของเจ็ตแล็ก

Jet Lag เกิดจากการเดินทางบินข้ามเขตเวลาโลกแล้วร่างกายยังไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับเขตเวลาใหม่ได้ในทันที โดยปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดอาการ Jet Lag ได้แก่

นาฬิกาชีวิตของร่างกาย (Circadian Rhythms) ถูกรบกวน

ทำงานเป็นไปตามปกติภายในรอบเวลา 24 ชั่วโมง ปกติเซลล์ในร่างกายจะถูกควบคุมให้ระบบต่าง ๆ  ซึ่งรวมไปถึงกิจวัตรประจำวันสำคัญที่ร่างกายต้องทำในช่วงเวลากลางวันและกลางคืนด้วย หากต้องเดินทางข้ามเขตเวลา ร่างกายต้องปรับนาฬิกาชีวิตใหม่ให้เข้ากับเขตพื้นที่ที่เดินทางไปถึง จึงกระทบต่อร่างกายและการทำกิจวัตรเหล่านั้น เช่น ด้านการนอนและการกิน จนเกิดเป็นกลุ่มอาการของ Jet Lag

เจ็ตแล็ก (Jet lag) : อาการ สาเหตุ การรักษา
เจ็ตแล็ก (Jet lag) : อาการ สาเหตุ การรักษา

อิทธิพลของแสงแดด

ในร่างกายทำงานตามปกติ และมีส่วนสำคัญในการปรับนาฬิกาชีวิตของร่างกาย แสงแดดมีอิทธิพลต่อการผลิตสารเมลาโทนิน ซึ่งเป็นฮอร์โมนสำคัญที่ช่วยให้เซลล์ต่าง ๆ  ด้วยการส่งสัญญาณกระตุ้นให้ร่างกายทราบเมื่อถึงเวลาที่ควรนอนหลับพักผ่อน ทั้งนี้ อาจให้ร่างกายสัมผัสแสงแดดช่วงกลางวันในพื้นที่เขตเวลาใหม่ตามระยะเวลาที่เหมาะสม เพื่อให้ร่างกายสามารถปรับตัวเข้ากับเขตเวลาใหม่ได้

สภาพอากาศ และแรงดันอากาศภายในห้องโดยสาร

ได้แม้ไม่ได้บินข้ามเขตเวลา รวมทั้งสภาพอากาศที่มีความชื้นต่ำ การเปลี่ยนแปลงของแรงดันอากาศ และระดับความสูงในระหว่างบิน อาจทำให้เกิดกลุ่มอาการ Jet Lag  อาจทำให้ร่างกายเสี่ยงเผชิญกับภาวะขาดน้ำจนมีอาการในกลุ่มอาการ Jet Lag ปรากฏได้

ผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงเผชิญปัญหาอาการเจ็ตแล็ก

  • ยิ่งมีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดอาการ Jet Lag ผู้ที่ต้องเดินทางข้ามเขตเวลาโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ที่เดินทางข้ามเขตเวลาโลกหลาย ๆ เขต
  • นักธุรกิจที่ใช้เวลาบนเครื่องบินเป็นเวลานาน ผู้ที่ต้องเดินทางบ่อย ๆ เช่น นักบิน ลูกเรือและพนักงานบริการบนเครื่องบิน หรือต้องเดินทางข้ามเขตเวลาโลกบ่อย ๆ
  • ผู้ที่เดินทางข้ามเขตเวลาโลกไปทางทิศตะวันออก มักมีอาการรุนแรงกว่าผู้ที่เดินทางข้ามเขตเวลาไปทางทิศตะวันตก เนื่องจากร่างกายจะสามารถปรับตัวได้ดีกว่าเมื่อเดินทางไปทางทิศตะวันตกซึ่งเป็นเขตพื้นที่ที่เวลาล่าช้ากว่าเมื่อเทียบกับเขตเวลาทางทิศตะวันออก เราอาจปรับสภาพร่างกายให้เข้ากับเขตเวลาใหม่ด้วยการเข้านอนช้ากว่าปกติได้ง่ายกว่าการฝืนให้นอนหลับเร็วขึ้นกว่าปกติ
  • ผู้ที่มีอายุมาก หรืออยู่ในกลุ่มผู้สูงอายุ มีแนวโน้มที่จะเผชิญกับอาการที่รุนแรงกว่า และใช้เวลานานกว่า ทั้งในการฟื้นตัวจากอาการ และการปรับตัวเข้ากับเขตเวลาใหม่อีกด้วย

การรักษาเจ็ตแล็ก

อาการ Jet Lag ไม่ต้องรับการรักษา แต่หากอาการเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องยาวนาน มักจะดีขึ้นและหายไปเมื่อร่างกายสามารถปรับตัวเข้ากับเขตเวลาใหม่ได้ภายใน 1-2 วัน  อาการไม่ดีขึ้น หรือมีความจำเป็นต้องเดินทางข้ามเขตเวลาบ่อย ๆ ผู้ป่วยควรไปพบแพทย์ โดยแพทย์จะแนะนำแนวทางการรับมือกับอาการ Jet Lag หรืออาจแนะนำวิธีการรักษา ดังต่อไปนี้

การปรับพฤติกรรมรับมืออาการเจ็ตแล็ก

  • ผู้ป่วยควรปรับตัวให้เข้ากับเขตเวลาใหม่ให้เร็วที่สุด เช่น การปรับตารางเวลา กิจกรรม และกิจวัตรประจำวัน โดยพยายามรับประทานอาหาร เข้านอน และตื่นนอนตามเวลาปกติของเขตเวลาใหม่
  • แม้จะมีอาการอ่อนล้าหรือง่วงนอนหลังเดินทางข้ามเขตเวลาเป็นเวลานาน ควรพยายามอยู่อย่างตื่นตัวจนกว่าจะถึงเวลานอนตามปกติของเขตเวลาใหม่
  • ทำกิจกรรมนอกบ้าน หรือออกไปสู่สภาพแวดล้อมภายนอก เพื่อให้แสงสว่างจากธรรมชาตินอกบ้านช่วยปรับนาฬิกาชีวิตของร่างกาย และเพื่อปรับร่างกายให้คุ้นชินกับสภาพเวลาในปัจจุบัน

การใช้ยา

โดยอาจใช้ยากลุ่มนอนเบนโซไดอะเซปีน (Nonbenzodiazepines) แพทย์อาจจ่ายยานอนหลับเพื่อรักษาผู้ป่วยที่มีปัญหาเกี่ยวกับการนอน  เช่น โซลพิเดม (Zolpidem) หรือยากลุ่มเบนโซไดอะเซปีน (Benzodiazepines) เช่น ไตรอะโซแลม (Triazolam)

ไม่ใช้ยาผิดวัตถุประสงค์ เพราะยานอนหลับอาจมีฤทธิ์ในทางเสพติด  อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยต้องใช้ยาอย่างถูกต้องภายใต้คำสั่งจากแพทย์เท่านั้น และควรรีบปรึกษาแพทย์หากพบผลข้างเคียงที่อาจกระทบต่อปัญหาสุขภาพ เช่น น้ำมูกไหล คลื่นไส้ อาเจียน ปวดหัว วิงเวียน สับสนมึนงง ง่วงนอนแม้เพิ่งตื่นนอน ท้องร่วง เป็นต้น

การใช้ยาอย่างผิดกฎหมายและไม่ใช่ยาภายใต้คำสั่งแพทย์ นอกจากนี้ แม้ในปัจจุบันอาจมีการโฆษณาขายยาแก้หรือป้องกันอาการ Jet Lag มากมาย ย่อมมีความเสี่ยงต่อชีวิตและสุขภาพของผู้ป่วย ฉะนั้น หากผู้ป่วยมีข้อสงสัยหรือมีอาการป่วยที่ต้องการการรักษา ควรเข้ารับการปรึกษาหรือไปพบแพทย์เพื่อตรวจรักษา ไม่ควรรับประทานยารักษาใด ๆ ด้วยตนเองโดยไม่ผ่านคำสั่งหรือคำแนะนำจากแพทย์

การรับประทานฮอร์โมนเมลาโทนิน

ทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับ กระบวนการนอนหลับ และการตื่นนอน สารเมลาโทนินเป็นฮอร์โมนที่ร่างกายผลิตขึ้นจากต่อมไพเนียลในสมอง ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการปรับนาฬิกาชีวิตของร่างกาย การรับประทานฮอร์โมนเมลาโทนินจึงอาจช่วยปรับวงจรการนอนให้เป็นปกติ แก้ปัญหาอาการ Jet Lag และปรับนาฬิกาชีวิตให้เข้ากับเขตเวลาใหม่ได้ในที่สุด

การรับประทานอาหาร เสริมอาจเป็นประโยขน์ต่อบางคน อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่มีหลักฐานทางการแพทย์ที่เพียงพอจะยืนยันประสิทธิภาพของมันได้อย่างชัดเจน โดยวิธีการรับประทานฮอร์โมนเมลาโทนินที่แนะนำ คือ

  • รับประทานเมลาโทนินในตอนกลางคืนของวันที่เดินทาง และช่วงกลางคืนในอีก 2-3 วันหลังเดินทางถึงที่หมายแล้ว
  • หากต้องบินข้ามเขตเวลาไปทางฝั่งตะวันออก ควรรับประทานเมลาโทนินในช่วงเย็น 2-3 วันก่อนการเดินทาง

รับประทานฮอร์โมนในวิธีและปริมาณที่ถูกต้องเหมาะสม อย่างไรก็ดี ควรรับประทานเมลาโทนินภายใต้คำแนะนำจากแพทย์หรือเภสัชกร เพื่อป้องกันการเกิดผลข้างเคียงที่เป็นอันตราย โดยต้องปรึกษาแพทย์ถึงประวัติการป่วยและการใช้ยาของผู้ป่วยก่อนเริ่มรับยาเสมอ เนื่องจากการรับฮอร์โมนเมลาโทนินอาจส่งผลกระทบต่อโรคหรืออาการป่วยอื่น รวมทั้งอาจทำปฏิกิริยาต่อยารักษาตัวอื่นที่กำลังใช้อยู่ โดยเฉพาะหากกำลังป่วยด้วยโรคลมชัก หรือกำลังรับประทานกลุ่มยาป้องกันการแข็งตัวของเลือด เช่น ยาวาร์ฟาริน (Warfarin)

การบำบัดด้วยแสง

ตื่นขึ้นมาในตอนเช้า ดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ แสงสว่างในตอนกลางวันจะช่วยปรับนาฬิกาชีวิตของร่างกายด้วยการกระตุ้นให้สมองสั่งการร่างกาย ไปตามปกติ และกระตุ้นให้ทราบเมื่อถึงเวลาเข้านอนในตอนกลางคืน สำหรับผู้ที่ต้องเดินทางเป็นเวลานาน และเผชิญปัญหาอาการ Jet Lag แพทย์อาจแนะนำวิธีการบำบัดด้วยแสง เช่น การรับแสงแดดในช่วงเวลาที่เหมาะสมหลังการเดินทางข้ามเขตเวลา การใช้แสงสว่างจำลองหรือแสงจากโคมไฟเพื่อช่วยกระตุ้นในช่วงเวลาที่ต้องตื่นนอน

ภาวะแทรกซ้อนของเจ็ตแล็ก

  • ขาดสมาธิ มีปัญหาด้านความจำชั่วคราว ทำให้ไม่สามารถทำงานหรือกิจกรรมต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ไม่สามารถท่องเที่ยวพักผ่อนได้อย่างเต็มที่ เพราะมีสภาพจิตใจและสภาพร่างกายที่อ่อนล้าจากอาการป่วย
  • เสี่ยงต่อการประสบอุบัติเหตุจากอาการง่วงนอนตอนกลางวัน เพราะมีปัญหาในการนอนตอนกลางคืน โดยเฉพาะอุบัติเหตุจากการขับขี่ยานพาหนะ และการใช้เครื่องจักร

การป้องกันเจ็ตแล็ก

  • หลีกเลี่ยงการเดินทางเป็นเวลานาน ๆ หากเป็นไปได้ควรเลือกการเดินทางที่ใช้เวลาน้อยกว่าแทน
  • วางแผนเดินทางล่วงหน้า เมื่อต้องเดินทางข้ามเขตเวลา หากเป็นไปได้ควรวางแผนการเดินทางให้ไปถึงที่หมายก่อนล่วงหน้าวันนัดหมาย 2-3 วัน เพื่อให้ร่างกายได้มีเวลาปรับตัวกับเขตเวลาใหม่
  • ให้เข้านอนเร็วขึ้น 1 ชั่วโมงจากเวลานอนปกติ และหากต้องเดินทางข้ามเขตเวลาฝั่งตะวันตก  ปรับเวลานอนก่อนออกเดินทาง 2-3 วัน หากต้องเดินทางข้ามเขตเวลาฝั่งตะวันออก  ให้เข้านอนช้ากว่าเวลานอนปกติไป 1 ชั่วโมง
  • ปรับกิจกรรม จัดตารางเวลา กำหนดการต่าง ๆ ให้ใกล้เคียงกับเวลาในสถานที่ปลายทาง และปรับเวลาในนาฬิกาให้เป็นสถานที่ปลายทางตั้งแต่ก่อนออกเดินทาง รวมทั้งอาจปรับเวลาในการรับประทานอาหารให้ใกล้เคียงกับช่วงเวลาในสถานที่เป้าหมายด้วย
  • นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอก่อนออกเดินทาง เพราะการพักผ่อนไม่เพียงพออาจทำให้อาการ Jet Lag
  • พยายามนอนหลับบนเครื่อง หากสถานที่เป้าหมายที่จะไปถึงตรงกับช่วงเวลากลางคืน โดยอาจใช้อุปกรณ์ช่วยเหลืออย่างหูฟังและผ้าปิดตาเพื่อให้นอนหลับได้ง่ายขึ้น และพยายามไม่นอนหลับ หากสถานที่เป้าหมายที่จะไปถึงตรงกับช่วงเวลากลางวัน
  • ดื่มน้ำเปล่ามาก ๆ เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ ทั้งในขณะเครื่องขึ้นบินและหลังเครื่องลงจอดแล้ว
  • หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์หรือคาเฟอีนในขณะเดินทาง
  • สัมผัสแสงแดด แสงแดดจะช่วยในกระบวนการปรับนาฬิกาชีวิตของร่างกาย หากเป็นไปได้เมื่อไปถึงปลายทาง ผู้ที่เดินทางข้ามเขตเวลาฝั่งตะวันออกควรรับแสงแดดในตอนเช้า ส่วนผู้ที่เดินทางข้ามเขตเวลาฝั่งตะวันตกควรรับแสงแดดในตอนบ่าย
เพิ่มกล้ามเนื้ออย่างไร ให้ถูกวิธีและดีต่อสุขภาพ

กล้ามเนื้อ คือ ส่วนหนึ่งของร่างกายที่ช่วยออกแรงและเคลื่อนไหว โดยมีหน้าที่พยุงและปรับเปลี่ยนท่าทาง การเคลื่อนที่ไปมา รวมทั้งการเคลื่อนไหวของอวัยวะภายในร่างกาย เช่น หัวใจบีบตัว หรืออาหารเคลื่อนตัวในระบบย่อยอาหาร โดยทั่วไปแล้ว ร่างกายมีกล้ามเนื้อ 600 มัด ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 40 ของน้ำหนักตัว แบ่งออกเป็น 3 ชนิด ได้แก่ กล้ามเนื้อลาย (Skeletal Muscle/Striated Muscle) กล้ามเนื้อเรียบ (Smooth Muscle) และกล้ามเนื้อหัวใจ (Cardiac Muscle/Myocardium) เราสามารถเพิ่มกล้ามเนื้อลายได้ เนื่องจากเป็นกล้ามเนื้อที่อยู่ภายใต้การควบคุมของจิตและมีอยู่หลายแห่งตามร่างกาย

กล้ามเนื้อหาย เหตุผลสำคัญที่ควรเพิ่มกล้ามเนื้อ

ความแข็งแรงและมวลกล้ามเนื้อภายในร่างกายจะฝ่อลงตามอายุที่มากขึ้น โดยทั่วไปแล้ว ภาวะกล้ามเนื้อพร่อง (Sarcopenia) จะเกิดขึ้นเมื่ออายุ 30 ปี โดยเนื้อเยื่อกล้ามเนื้อจะค่อย ๆ ลดลง ส่วนใหญ่แล้ว ร่างกายจะสูญเสียกล้ามเนื้อร้อยละ 25 เมื่ออายุ 70 ปี และสูญเสียมวลกล้ามเนื้อร้อยละ 25 อีกครั้งเมื่ออายุ 90 ปี ทั้งนี้ ผู้ที่ไม่ได้ใช้งานกล้ามเนื้อและผู้ที่อายุมากขึ้นมีโอกาสสูญเสียกล้ามเนื้อได้เช่นกัน โดยเส้นใยกล้ามเนื้อชนิดกระตุกเร็ว (Fast-Twitch Fibers) ซึ่งเป็นเส้นใยกล้ามเนื้อสำหรับทำกิจกรรมที่ใช้พลังมหาศาล มีอัตราการสลายตัวมากกว่าเส้นใยกล้ามเนื้อชนิดกระตุกช้า (Slow-Twitch Fibers)

ภาวะสูญเสียมวลกล้ามเนื้อส่งผลต่อร่างกายหลายอย่าง ส่งผลให้ทำกิจกรรมต่าง ๆ ลำบากขึ้น ทั้งนี้ ยังทำให้ทรงตัวได้ยากเมื่อต้องเคลื่อนไหวไปมาหรือยืนนิ่ง ๆ ส่งผลให้ได้รับบาดเจ็บจากการตกที่สูง ผู้ที่กระดูกอ่อนแอและตกจากที่สูงอาจทำให้กระดูกสะโพก ข้อมือ หรือขาหักได้ ufabet login ซึ่งนำไปสู่ภาวะอันตรายรุนแรงหรือถึงขั้นเสียชีวิต ส่วนผู้ที่กล้ามเนื้อแข็งแรงมีโอกาสเสี่ยงน้อยที่จะได้รับบาดเจ็บร้ายแรง ผู้ที่มีกล้ามเนื้อแข็งแรงจะลำเลียงออกซิเจนและสารอาหารจากเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพกว่า ทำให้หัวใจไม่บีบตัวมากเมื่อทำกิจกรรมต่าง ๆ อีกทั้งยังควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและช่วยเพิ่มความไวต่ออินซูลินซึ่งทำหน้าที่นำน้ำตาลจากเลือดเข้าสู่เซลล์ ส่งผลให้รักษาระดับน้ำตาลในเลือดได้ อันเป็นวิธีป้องกันเบาหวานชนิดที่ 2 และควบคุมน้ำหนัก การเพิ่มกล้ามเนื้อจึงเป็นวิธีที่ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้กล้ามเนื้ออันส่งผลดีต่อสุขภาพ

กินอย่างไรช่วยเพิ่มกล้ามเนื้อ

วิธีเพิ่มกล้ามเนื้อที่ช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรง เริ่มจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหารซึ่งทำได้ ดังนี้

  • ดื่มน้ำก่อนและหลังออกกำลังกาย การดื่มน้ำให้เพียงพอนับเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างกล้ามเนื้อ โดยทั่วไปแล้ว ควรดื่มน้ำวันละ 8-10 แก้ว ผู้ที่ออกกำลังกายควรดื่มน้ำก่อนออกกำลังกายประมาณ 350-470 มิลลิลิตร และดื่มน้ำประมาณ 200-300 มิลลิลิตร ระหว่างทำกิจกรรมที่หนักมากทุก 15 นาที ส่วนผู้ที่ออกกำลังกายมากกว่า 1 ชั่วโมง อาจดื่มเครื่องดื่มเกลือแร่สำหรับนักกีฬา เนื่องจากร่างกายอาจสูญเสียเกลือแร่และเสี่ยงต่อสุขภาพได้
  • รับสารอาหารให้ครบถ้วน ผู้ที่เพิ่มกล้ามเนื้อจำเป็นต้องได้รับสารอาหารต่าง ๆ ให้ครบถ้วน ได้แก่ คาร์โบไฮเดรต ไขมัน โปรตีน วิตามิน และเกลือแร่ ซึ่งมีแนวทางปฏิบัติ ดังนี้
    • รับประทานผักผลไม้ทุกวัน ผักและผลไม้ถือเป็นแหล่งวิตามินและเกลือแร่ที่สำคัญ จึงควรรับประทานผักและผลไม้ให้หลากหลายในปริมาณอย่างน้อยวันละ 5 ส่วน  (อาหาร 1 ส่วน มีปริมาณ 140 กรัม) เช่น เลือกรับประทานแอปเปิ้ล กล้วย ลูกแพร์ หรือผลไม้อื่นที่มีขนาดและน้ำหนัก 80 กรัม สับปะรดหรือแตงโมหั่นเป็นชิ้น หรือผัก 3 ช้อนโต๊ะพูน
    • ไม่อดแป้ง ควรรับประทานอาหารจำพวกแป้งเป็นอาหารหลักทุกมื้อ เนื่องจากแป้งให้พลังงานและเป็นแหล่งสารอาหารหลักสำหรับร่างกาย เช่น รับประทานมันต้มทั้งเปลือก เนื่องจากอุดมไปด้วยไฟเบอร์และวิตามิน รวมทั้งเลือกรับประทานธัญพืชไม่ขัดสี เช่น ข้าวกล้อง เส้นพาสต้าโฮลวีต หรือขนมปังขาวที่มีไฟเบอร์สูง อย่างไรก็ตาม ควรเลี่ยงการรับประทานคาร์โบไฮเดรตในปริมาณมาก เนื่องจากจะไปกระตุ้นระดับอินซูลินให้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและยับยั้งการผลิตโกรทฮอร์โมน (Growth Hormones) ซึ่งช่วยในการเจริญเติบโตของกล้ามเนื้อ ควรแบ่งเป็นมื้อย่อย 5-6 มื้อในปริมาณที่เหมาะสม ที่สำคัญ หลีกเลี่ยงการอดแป้ง เนื่องจากร่างกายจะสร้างกล้ามเนื้อได้ยากหากได้รับพลังงานไม่เพียงพอ
    • รับประทานผลิตภัณฑ์นม นมและผลิตภัณฑ์เนยนมต่าง ๆ นับเป็นแหล่งสารอาหารโปรตีนและแคลเซียมที่ช่วยเสริมสร้างกระดูก ควรเลือกรับประทานนมและผลิตภัณฑ์เนยนมไขมันต่ำหรือโยเกิร์ตที่มีน้ำตาลน้อย รวมทั้งเลือกรับประทานแหล่งโปรตีนที่ไม่ปรุงแต่งรสหวานแต่อุดมไปด้วยแคลเซียม เช่น น้ำนมถั่วเหลือง โยเกิร์ตจากถั่วเหลือง ชีสถั่วเหลือง เป็นต้น
    • รับประทานถั่วและแหล่งโปรตีนต่าง ๆ ผู้ที่ต้องการเพิ่มกล้ามเนื้อควรเลือกรับประทานถั่วต่าง ๆ ปลา ไข่ เนื้อสัตว์ และโปรตีนอื่น ๆ เนื่องจากอาหารเหล่านี้อุดมไปด้วยโปรตีนซึ่งช่วยในการเติบโตและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกาย ทั้งนี้ เนื้อสัตว์ให้ธาตุเหล็ก สังกะสี วิตามินบี วิตามินบี 12 แต่ควรเลือกเนื้อสัตว์ไม่ติดมันและลอกหนังก่อนรับประทานเพื่อลดไขมัน ส่วนเนื้อปลาซึ่งเป็นแหล่งโปรตีน เกลือแร่ และวิตามินที่สำคัญ ควรรับประทานให้ได้อย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ส่วน รวมทั้งรับประทานน้ำมันปลาซึ่งอุดมไปด้วยกรดโอเมก้า 3
    • รับประทานอาหารไขมันต่ำและน้ำตาลน้อย เลือกรับประทานอาหารไขมันต่ำในปริมาณน้อย  เช่น น้ำมันทานตะวัน น้ำมันมะกอก หรือน้ำมันพืชอื่น ๆ รวมทั้งเลี่ยงการบริโภคอาหารไขมันสูงหรือมีน้ำตาลมาก เช่น ช็อกโกแลต ขนมเค้ก บิสกิต น้ำอัดลม เนย หรือไอศกรีม เนื่องจากการรับประทานไขมันอิ่มตัวที่มากเกินไปจะเพิ่มระดับคอเลสเตอรอลในเลือดให้สูง ขึ้น เสี่ยงเป็นโรคหัวใจ ส่วนการบริโภคอาหารหรือเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูงนั้นทำให้มีความเสี่ยงสูงต่อภาวะอ้วนและฟันผุ
  • รับประทานโปรตีนให้เพียงพอ การเพิ่มกล้ามเนื้อต้องได้รับโปรตีนในปริมาณที่เพียงพอ เนื่องจากโปรตีนจะช่วยสร้างกล้ามเนื้อ โดยร่างกายต้องการกรดอะมิโนจำเป็นไปช่วยเพิ่มโปรตีน ผู้ที่ไม่ได้รับประทานอาหารที่มีโปรตีนเพียงพอ อาจรับประทานขนมหรือของว่างโปรตีนสูงได้ เช่น เนยแข็งคอจเตจ ชีสแบบแท่ง โปรตีนบาร์ โปรตีนเชค หรือผงโปรตีนสำหรับละลายในน้ำหรือนมไขมันต่ำ

นอกจากนี้ ผู้ที่ต้องการรับประทานอาหารเสริมโปรตีนสำหรับเพิ่มกล้ามเนื้อ ควรปรับเปลี่ยนการรับประทานอาหารเพื่อเพิ่มโปรตีนให้ร่างกาย เช่น รับประทานกรีกโยเกิร์ตกับมูสลี่หรือผลไม้ตอนเช้าแทนการรับประทานนมกับอาหารเช้าซีเรียล ส่วนการเลือกอาหารเสริมโปรตีนอื่น ๆ ควรเลือกยี่ห้อที่เชื่อถือได้ อ่านฉลากก่อนรับประทานทุกครั้งอย่างละเอียด รวมทั้ง รับประทานอาหารเสริมโปรตีนในปริมาณที่แนะนำ ไม่ควรรับประทานมากเกินจำเป็น ที่สำคัญ ไม่ควรใช้ยาที่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์เพื่อกระตุ้นและสร้างกล้ามเนื้อ เนื่องจากจะก่อให้เกิดผลข้างเคียง เช่น ความดันโลหิตสูง ทำลายไตและหัวใจโดยตรง ตับเสียหาย และส่งผลต่อการมีเพศสัมพันธ์

สุดยอด “อาหาร สร้างกล้ามเนื้อ”
สุดยอด “อาหาร สร้างกล้ามเนื้อ”

ออกกำลังกายเพื่อเพิ่มกล้ามเนื้อ

นอกจากปรับเปลี่่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหารแล้ว ควรออกกำลังกายเพื่อเพิ่มกล้ามเนื้อควบคู่กัน การออกกำลังกายฝึกกล้ามเนื้อ (Strength Training) คือการออกกำลังกายเสริมสร้างการทรงตัวที่สำคัญ ซึ่งรวมถึงการออกกำลังกายแบบแอโรบิกและกิจกรรมเสริมสร้างความยืดหยุ่นของร่างกาย การออกกำลังกายแบบ

แอโรบิกเป็นประจำจะกระตุ้นกล้ามเนื้อให้ใช้ออกซิเจนอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งทำให้หัวใจและปอดแข็งแรง เมื่อนำรูปแบบการออกกำลังกายดังกล่าวมาเข้าร่วมกับการฝึกความแข็งแรงกล้ามเนื้อ จะทำให้กล้ามเนื้อได้ออกแรงต้านน้ำหนักที่เราใช้ในการออกกำลัง ส่งผลให้กล้ามเนื้อทำงานหนักมากกว่าเดิม กลายเป็นกล้ามเนื้อแข็งแรงและมวลกล้ามเนื้อเพิ่มขึ้น นอกจากนั้น การออกกำลังกายฝึกกล้ามเนื้อยังช่วยให้ร่างกายเผาผลาญพลังงานได้นานหลังจากหยุดออกกำลังกายไปแล้ว โดยการออกกำลังกายลักษณะนี้มีหลายชนิด ได้แก่

บอดี้เวท (Body Weight) คือ การออกกำลังกายที่ใช้น้ำหนักของตัวเองเป็นแรงต้าน นับเป็นวิธีเพิ่มความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อที่มีประสิทธิภาพวิธีหนึ่ง โดยท่าออกกำลังกายฝึกกล้ามเนื้อแบบบอดี้เวทที่ช่วยเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ มีดังนี้

  • วิดพื้น (Push Up) วางมือทั้งสองข้างบนพื้นไม่ให้ล้ำหน้าหัวไหล่ ยืดแขนจนสุด เหยียดขาให้ตรงโดยหัวเข่าไม่แตะพื้น จากนั้นงอข้อศอกให้หน้าอกลดต่ำลง ห่างจากพื้นประมาณ 2 นิ้ว แล้วดันตัวขึ้นมาจากพื้น
  • ฝึกกล้ามเนื้อหลังแขน (Tricep Dip) นั่งชันเข่าขึ้นมา วางฝ่าเท้าเต็มพื้น วางฝ่ามือราบไปกับพื้นด้านหลังโดยหันมือให้นิ้วเข้าหาลำตัวที่อยู่ข้างหน้า จากนั้นยกสะโพกขึ้นจากพื้น พร้อมกับค่อย ๆ งอศอกพร้อมกับลดลำตัวจนถึงพื้น แล้วดันกลับขึ้นมา ทำซ้ำเช่นนี้เซตละ 12-15 ครั้ง จำนวน 2 เซต
  • สควอท (Squat) ยืนกางเท้าให้กว้างเท่ากับไหล่ ปล่อยแขนไว้ข้างลำตัวหรือยกแขนยื่นไปข้างหน้าเพื่อช่วยทรงตัว จากนั้นงอเข่าย่อตัวลงไป โดยให้ต้นขาขนานกับพื้นและหลังตรง ระวังอย่างอเข่าจนหัวเข่าเลยปลายเท้า ทำซ้ำเซตละ 15-24 ครั้ง จำนวน 2 เซต
  • บริหารขา (Lunge) ยืนในท่าเตรียมโดยก้าวเท้าซ้ายไปข้างหน้า จากนั้นงอเข่าซ้ายช้า ๆ พร้อมกับย่อตัวลงไปจนขาทั้งสองข้างตั้งฉาก ทิ้งน้ำหนักลงบนส้นเท้าแล้วค่อยกลับมาอยู่ในท่าเริ่มต้น ควรให้หลังตรงและไม่งอเข่าจนเลยปลายเท้า ทำเช่นนี้ 15-24 ครั้ง แล้วสลับทำอีกข้าง
  • บริหารหน้าท้อง (Crunch) นอนราบบนพื้น ชันเข่าขึ้นมา มือแตะหลังหู โดยให้หลังส่วนล่างแนบไปพื้น จากนั้้นยกแนวไหล่ทั้งสองข้างขึ้นมาจากพื้นไม่เกิน 3 นิ้ว แล้วค่อยกลับไปอยู่ท่าเดิม ไม่ควรกดคางแนบกับอกหรือใช้มือดึงคอขึ้นมา ทำเซตละ 15-24 ครั้ง จำนวน 2 เซต
  • ฝึกกล้ามเนื้อหลัง (Back Raise) นอนคว่ำไปบนพื้น ยื่นมือออกไปข้างหน้าหรือเอามือไว้ที่ขมับ เหยียดขาและปลายเท้าราบบนพื้น จากนั้นยกไหล่ขึ้นมาจากพื้นไม่เกิน 3 นิ้ว แล้วค่อย ๆ กลับไปอยู่ท่าเริ่มต้น ทำซ้ำเช่นนี้เซตละ 15-24 ครั้ง จำนวน 2 เซต
  • ฟรีเวท (Free Weight) การออกกำลังกายฝึกกล้ามเนื้อชนิดนี้จะช่วยให้กล้ามเนื้อทุกส่วนได้ทำงานพร้อมกัน โดยฟรีเวทคือการออกกำลังที่ใช้บาร์เบลหรือดัมเบล ซึ่งมีท่าประกอบ ดังนี้
    • ฟรีเวทกล้ามเนื้อหน้าแขน (Curls) ท่านี้เล่นได้ทั้งแบบฟรีเวทและเล่นกับเครื่องเล่นเวท โดยเลือกเวทที่สามารถยกได้ 8-12 ครั้ง ส่วนผู้ที่เล่นกล้ามเนื้อหน้าแขนแบบฟรีเวท ควรเลือกดัมเบลหรือบาร์เบลที่ไม่ทำให้แขนแกว่ง สามารถแนบศอกไว้ข้างลำตัวได้ หากข้อศอกแกว่ง ควรลดน้ำหนักของอุปกรณ์ให้พอดี
    • ฟรีเวทกล้ามเนื้อหลังแขน (Close-Grip Bench Press) นอนราบไปบนเก้าอี้ออกกำลัง จับบาร์เบลที่อยู่เหนือตัวเอง โดยให้มือห่างจากกันประมาณ 18 นิ้ว เหยียดข้อมือให้ตรง ศอกอยู่ใกล้ลำตัว จากนั้นยกบาร์เบลขึ้นไปและลดลงมาห่างจากอก 2 นิ้ว และยกขึ้นไปอีกครั้ง ควรหายใจออกเมื่อยกบาร์เบล และหายใจเข้าเมื่อลดบาร์เบลลงมา ทำติดต่อกัน 8-12 ครั้ง
    • ฟรีเวทกล้ามเนื้อหลัง (One-Arm Dumbbell Rows) วางเข่าและมือข้างซ้ายบนเก้าอี้ออกกำลัง โดยให้แขนเหยียดตรงและหลังอยู่ในแนวขนานกับพื้น จากนั้นใช้มือขวายกดัมเบลที่ถือไว้ โดยยกให้ปลายแขนอยู่ข้างลำตัวในแนวเดิม ไม่เอียงดัมเบลเข้าหาหน้าอก
    • ฟรีเวทกล้ามเนื้อหนอก (Shrug) ถือบาร์เบลหรือดัมเบลไว้ทั้งสองข้าง โดยให้แขนเหยียดตรง จากนั้นออกแรงยักไหล่ หากเลือกบาร์เบลหรือดัมเบลที่มีน้ำหนักมากพอและเหมาะสมกับกำลังตัวเองจะรู้สึกกล้ามเนื้อล้าเมื่อเล่นครบจำนวน
  • เล่นเครื่องเล่นเวท (Weight Machines) วิธีฝึกกล้ามเนื้อด้วยเครื่องเล่นเวทจะช่วยให้ออกกำลังและบริหารกล้ามเนื้อเฉพาะส่วนไปทีละจุด โดยศูนย์ออกกำลังกายหรือฟิตเนสต่าง ๆ มีบริการเครื่องเล่นเวทไว้บริการแก่ผู้ที่ต้องการฝึกกล้ามเนื้อแต่ละส่วน ผู้ที่ออกกำลังกาย ชนิดนี้เป็นครั้งแรกควรปรึกษาเจ้าหน้าที่หรือเทรนเนอร์ประจำฟิตเนสในการบริหารร่างกายให้ถูกต้อง ทั้งนี้ ผู้ที่ไม่สะดวกมาที่ฟิตเนสลองซื้อเครื่องออกกำลังกายมาฝึกเองที่บ้านได้
  • ยางยืดออกกำลังกาย (Resistance Band) การฝึกกล้ามเนื้อด้วยยางยืดสำหรับออกกำลังกายนั้นควรเลือกยางยืดที่มีระดับแรงต้านมากพอ โดยจะรู้สึกล้ากล้ามเนื้อหลังจากฝึกกล้ามเนื้อนั้น ๆ ครบ 8-12 ครั้ง ผู้ที่เริ่มฝึกอาจออกกำลังด้วยยางยืดเพียงหนึ่งเซตก่อน จากนั้นค่อยเพิ่มจำนวนเมื่อกล้ามเนื้อที่บริหารเริ่มแข็งแรง ท่าฝึกกล้ามเนื้อด้วยยางยืดสำหรับออกกำลังกายนั้นมี ดังนี้
    • บริหารไหล่ (Shoulder Press) นำยางยืดวางไว้ใต้เท้าทั้งสองข้าง ยืนตรง จับปลายยางยืดและงอแขนโดยหันด้านฝ่ามือเข้าหาตัวเอง จากนั้นค่อย ๆ ยืดแขนทั้งสองข้างขึ้นไปเหนือศีรษะจนแตะกัน ระวังอย่างยกไหล่ตาม แล้วค่อยลดแขนลงมาอยู่ท่าเริ่มต้น ทำเช่นนี้เซตละ 12-24 ครั้ง จำนวน 2 เซต
    • บริหารไหล่และขา (Shoulder Press with Lunge)  ก้าวขาขวาไปข้างหน้า วางยางยืดไว้ใต้เท้าขวาและจับปลายยางยืดทั้งสองข้างไว้ จากนั้นงอเข่าย่อตัวลงไปเหมือนท่าบริหารขา (Lunge) พร้อมกับยกแขนขึ้นให้สูงเลยศีรษะ ค่อย ๆ ลดแขนลงกลับมาอยู่ในท่าเริ่มต้นและทำซ้ำข้างละ 12-24 ครั้ง
    • บริหารกล้ามเนื้อต้นแขนหน้า (Bicep Curl) ยืนตรงแยกขาออกให้กว้างเท่าสะโพก วางยางยืดไว้ใต้เท้าข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้งสองข้าง ยืดตัวตรงและเกร็งสะโพกไว้ จับปลายยางยืดทั้งสองข้าง แขนเหยียดตรงอยู่ข้างลำตัว โดยหันฝ่ามือที่จับยางยืดออกไปข้างหน้า จากนั้นค่อย ๆ งอศอกเพื่อยกแขนขึ้นมา แล้วผ่อนลงช้า ๆ ไปอยู่ท่าเริ่มต้น ทำเช่นนี้เซตละ 12-24 ครั้ง จำนวน 2 เซต
    • บริหารกล้ามเนื้อหัวไหล่ด้านข้าง (Lateral raise) ยืนตรงแยกขาให้กว้างเท่าสะโพก วางยางยืดไว้ใต้เท้าทั้งสองข้าง ยืดตัวตรงและเกร็งสะโพก จับปลายยางยืดโดยให้แขนเหยียดตรงอยู่ข้างลำตัว จากนั้นค่อย ๆ หงายฝ่ามือขึ้นและกางแขนทั้งสองข้างออกห่างจากด้านข้างลำตัวจนอยู่ระดับหัวไหล่ ควรให้แขนเหยียดตรงและไม่ยกไหล่ขณะที่กางแขนยกขึ้นมา แล้วค่อย ๆ ผ่อนแขนลงมาอยู่ท่าเริ่มต้น ทำซ้ำเซตละ 12-24 ครั้ง จำนวน 2 เซต
  • โยคะ โยคะนับเป็นการออกกำลังฝึกกล้ามเนื้อที่ช่วยบริหารกล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ท่าแนะนำ ได้แก่
    • ท่าสุนัขยืดลง (Downward Facing Dog) ท่านี้จะช่วยบริหารร่างกายส่วนบน โดยช่วยยืดกล้ามเนื้อแขน อก ขา และหลัง เตรียมตัวในท่าคุกเข่า ฝ่าเท้าวางบนพื้น เข่าอยู่ต่ำกว่าสะโพก และวางมือให้เลยหัวไหล่เล็กน้อย จากนั้นหายใจออกพร้อมกับยืดขาให้ตรงโดยให้ส้นเท้าแตะพื้นและก้นยกขึ้นสูง ฝ่ามือออกแรงกดพื้นเบา ๆ พร้อมกับเหยียดแขนให้ตรงจนหัวไหล่ลาดลงเป็นแนวเดียวกัน โดยให้ศีรษะอยู่ระหว่างแขนทั้งสองข้าง ทำค้างไว้ 1-3 นาที
    • ท่ากระดาน (Plank) ท่านี้จะช่วยเสริมความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อแขน ข้อมือ และลำตัว วางมือให้ห่างจากกัน เหยียดแขนให้ไหล่ตรง จากนั้นทำค้างไว้ประมาณ 30 วินาที-1 นาที
    • ท่าสุนัขเงยหน้า (Upward Facing Dog) ท่านี้จะช่วยบริหารร่างกายส่วนบน เริ่มต้นนอนคว่ำ โดยให้ลำตัว ขา และเท้าราบไปบนพื้น งอศอกตั้งขึ้นโดยวางฝ่ามือบนพื้นอยู่ข้างเอว จากนั้นใช้มือออกแรงกด พร้อมกับยกลำตัวและหน้าขาขึ้นมาจากพื้น โดยยืดหน้าท้องหรือตรงกลางลำตัวให้สุดและดึงหัวไหล่ให้เหยียดตรง ยืดตัวให้สุด ค้างไว้ประมาณ 15-30 วินาที
    • ท่าสะพาน (Bridge) ท่านี้ช่วยบริหารกล้ามเนื้อหลัง ขา ก้น และลำตัว เริ่มต้นนอนหงายราบไปบนพื้น แขนอยู่ข้างลำตัว ฝ่ามือคว่ำลง ชันเข่าขึ้นมาโดยให้ส้นเท้าชิดเข้ามามากที่สุด จากนั้นยกสะโพกขึ้น โดยให้ต้นขาขนานกับพื้นและวางมือไว้ข้างลำตัวเช่นเดิม เงยหน้าเล็กน้อยและไหล่ราบไปบนพื้นขณะยกสะโพก ค้างไว้ประมาณ 30 วินาที-1 นาที แล้วค่อยลดสะโพกลงมาเหมือนเดิม

ผู้ที่ต้องการเริ่มต้นออกกำลังกายแบบฝึกกล้ามเนื้อควรเข้ารับการตรวจสุขภาพ เพื่อดูว่าร่างกายพร้อมรับการออกกำลังลักษณะดังกล่าวอย่างปลอดภัยหรือไม่ เมื่อฝึกกล้ามเนื้อระยะแรกควรฝึกเบา ๆ ช้า ๆ และมีผู้เชี่ยวชาญคอยดูแลและให้คำแนะนำในการจัดท่าทางและฝึกกล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ อย่างถูกต้อง ทั้งนี้ ควรหยุดเล่นและพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกายทันทีในกรณีที่เกิดอาการปวดหรือบาดเจ็บขณะเล่น วิธีออกกำลังกายฝึกกล้ามเนื้อที่มีประสิทธิภาพและดีต่อสุขภาพทำได้ ดังนี้

  • ควรเริ่มฝึกกล้ามเนื้อแบบบอดี้เวทประมาณ 2-3 สัปดาห์ ก่อนฝึกกล้ามเนื้อด้วยการเล่นฟรีเวทหรือเครื่องเล่นเวทต่าง ๆ
  • ออกกำลังกายฝึกกล้ามเนื้อสัปดาห์ละ 3 ครั้ง รวมทั้งเลี่ยงยกเวทติดต่อกันทุกวัน
  • ควรอบอุ่นร่างกายประมาณ 5-10 นาทีก่อนออกกำลัง
  • ควรฝึกบริหารกล้ามเนื้อท่าต่าง ๆ โดยเน้นทำซ้ำมากกว่าออกเต็มแรง
  • ควรให้เทรนเนอร์หรือผู้เชี่ยวชาญแนะนำการจัดท่าทางที่ถูกต้อง เนื่องจากอาจเสี่ยงได้รับบาดเจ็บในกรณีที่บริหารกล้ามเนื้อผิดท่า
  • ควรคลายกล้ามเนื้อ (Cool Down) ประมาณ 5-10 นาที หลังออกกำลังกาย รวมทั้งยืดกล้ามเนื้อทุกครั้ง

ผู้ที่ออกกำลังกายแบบฝึกกล้ามเนื้ออย่างถูกวิธีจะได้รับประโยชน์หลายอย่าง ทั้งช่วยเพิ่มความทนทานแข็งแรงในการเล่นกีฬาและประกอบกิจกรรมต่าง ๆ ทำให้สมาธิดีขึ้น ลดไขมันและเพิ่มมวลกล้ามเนื้อ  กระตุ้นการเผาผลาญพลังงานของร่างกายตลอดเวลา ลดโอกาสเสี่ยงได้รับบาดเจ็บ รวมทั้งป้องกันการป่วยด้วยปัญหาสุขภาพต่าง ๆ