เหมาะสมกับพัฒนาการทารก เลือกอาหารเด็กอย่างไร

การรับประทานอาหารสำหรับเด็ก หรือ อาหารเด็ก เป็นการเริ่มให้เด็กเล็กหรือทารกหัดรับประทานอาหารแข็งอื่น ๆ นอกเหนือไปจากการดื่มน้ำนมแม่หรือนมผง พ่อแม่จะเริ่มฝึกให้ทารกรับประทานอาหารต่าง ๆ อย่างค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะเป็นอาหารที่สับหรือบดละเอียด

การรับประทานอาหารอื่น ๆ จะช่วยให้ทารกได้รับสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายอย่างครบถ้วน เนื่องจากร่างกายนำสารอาหารที่สะสมไว้ไปใช้เรื่อย ๆ ส่งผลให้สารอาหารเหล่านั้นเริ่มหมดลงเมื่อทารกอายุ 6 เดือน จึงต้องรับประทานอาหารอื่นควบคู่กับนมวัวที่กลายมาเป็นอาหารหลักเมื่อทารกอายุครบ 1 ปี ทั้งนี้ การฝึกให้ทารกหัดเคี้ยวหรือกัดอาหารก็ช่วยพัฒนากล้ามเนื้อที่จำเป็นต่อพัฒนาการด้านการพูด

ควรให้อาหารเด็กแก่ทารกเมื่อไหร่ ?

โดยทั่วไปแล้ว พ่อแม่ควรเริ่มให้อาหารเด็กควบคู่กับการดื่มนมแม่หรือนมผงเมื่อทารกอายุครบ 6 เดือน การหัดให้รับประทานอาหารอื่นในช่วงวัยนี้จะช่วยให้เกิดความปลอดภัยต่อสุขภาพของทารก เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันร่างกายแข็งแรงมากขึ้น ช่วยลดโอกาสที่ทารกจะเกิดอาการสำลักอาหาร แพ้อาหาร หรือติดเชื้อจากการรับประทานอาหารบางอย่าง  โดยเฉพาะผู้ที่มีบุคคลในครอบครัวป่วยเป็นโรคแพ้กลูเตน (Coeliac Disease) ซึ่งอาจเกิดอาการดังกล่าวได้หากได้รับกลูเตนจากการรับประทานอาหารจำพวกธัญพืช ทั้งนี้ ยังมีวิธีสังเกตอาการหรือสัญญาณที่แสดงให้เห็นว่าทารกต้องการรับประทานอาหาร ดังนี้

  • ทารกตั้งศีรษะตรง
  • ลุกขึ้นนั่งโดยมีคนช่วยหนุนหลังหรือประคองให้นั่ง ผู้เป็นแม่อาจให้ทารกนั่งตักของตนก่อนขณะที่ให้เด็กรับประทานอาหาร เมื่อทารกนั่งได้เองแล้ว อาจให้นั่งบนเก้าอี้ได้
  • เริ่มหัดเคี้ยว โดยทารกสามารถหยิบอาหารเข้าปากและกลืนได้ พ่อแม่จะสังเกตได้ว่าทารกน้ำลายไหลออกจากปากน้อยลง หรือมีฟันขึ้นมาประมาณ 1-2 ซี่
  • ทารกจะเริ่มรับประทานอาหารกึ่งแข็งกึ่งเหลวได้เมื่อมีน้ำหนักตัวเพิ่มเป็น 2 เท่าจากน้ำหนักตัวแรกคลอด โดยน้ำหนักตัวจะเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าเมื่ออายุประมาณ 6 เดือน
  • ทารกมองหรือพยายามหยิบอาหารแบบที่ผู้ใหญ่ทำ
  • ทารกมองอาหารและหยิบอาหารเข้าปากตัวเอง

อย่างไรก็ตาม ทารกอาจแสดงพฤติกรรมบางอย่างที่ทำให้เข้าใจคลาดเคลื่อนได้ว่าสามารถให้เริ่มรับประทานอาหารเด็กได้ เช่น กัดมือหรือกำปั้นตัวเอง ตื่นขึ้นมากลางดึกหลังจากหลับไปแล้ว หรือต้องการดื่มนมมากขึ้น

อาหารเด็กสำหรับพัฒนาการทารกวัยต่าง ๆ

ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ช่วงหลัก ๆ ทารกแต่ละช่วงวัยจะรับประทานอาหารแตกต่างกันไปตามพัฒนาการของร่างกาย  ได้แก่ ช่วงแรกเกิด-6 เดือน และช่วงอายุ 6 เดือนขึ้นไป ดังนี้

  • ช่วงแรกเกิด-6 เดือน
    • น้ำนม ทารกแรกเกิดจนถึงอายุ 6 เดือน ควรดื่มนมแม่หรือนมผงสำหรับทารกในกรณีที่แม่ไม่สามารถให้นมบุตรได้ ซึ่งทารกจะได้รับปริมาณน้ำนมแต่ละชนิดที่แตกต่างกัน ดังนี้
      • น้ำนมแม่ การให้นมบุตรตลอด 6 เดือนแรกนับว่ามีประโยชน์ต่อทารกและมารดา โดยทารกจะสามารถต้านการติดเชื้อในระบบทางเดินอาหาร เจริญเติบโตสมวัย และได้รับสารอาหารที่เป็นประโยชน์อย่างครบถ้วน ส่วนมารดาที่ให้นมบุตรนั้นจะน้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็วและสามารถคุมกำเนิดได้นานขึ้น อย่างไรก็ตาม ผู้ที่มีน้ำหนักตัวต่ำกว่ามาตรฐานควรรับประทานอาหารให้เพียงพอและครบถ้วน เพื่อเลี่ยงภาวะน้ำหนักตัวลดลงอันส่งผลเสียต่อสุขภาพ แม่ที่ให้นมบุตรเอง ควรให้นมทารกวันละ 8-12 ครั้ง ทั้งนี้ เมื่อทารกอายุมากขึ้น ก็อาจใช้เวลาในการให้นมบุตรน้อยลง เนื่องจากร่างกายของทารกสามารถรับปริมาณน้ำนมได้มากและดีขึ้น
      • โดยให้ทารกดื่มนมทุก 3-4 ชั่วโมง ส่วนของนมผง ผู้เป็นแม่ควรชงนมผงสำหรับทารกในปริมาณ 60-90 มิลลิลิตร ทั้งนี้ ทารกอาจดื่มนมวันละประมาณ 950 มิลลิลิตรเมื่ออายุครบ 6 เดือน และจะดื่มนมบ่อยขึ้นเมื่ออยู่ในช่วงเจริญเติบโต
    • ถั่วลิสง อาการแพ้ถั่วถือเป็นภาวะร้ายแรงและอันตรายต่อชีวิต การให้ทารกรับประทานถั่วลิสงตั้งแต่อายุยังน้อยจะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอาการแพ้ได้ งานวิจัยชิ้นหนึ่งได้ทำการศึกษาทารกช่วงอายุ 4-11 เดือน จำนวน 640 คน  ที่มีอาการแพ้ไข่หรือป่วยเป็นโรคผื่นผิวหนังอักเสบอย่างรุนแรง โดยแบ่งทารกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่รับประทานถั่ว และกลุ่มที่ไม่ได้รับประทานถั่ว และใช้เวลาทำการทดลองจนทารกอายุครบ 60 เดือน พบว่า กลุ่มที่ไม่ได้รับประทานถั่วเกิดอัตราความชุกของภาวะแพ้ถั่วมากกว่ากลุ่มที่รับประทานถั่ว ทารกที่ป่วยเป็นโรคผื่นผิวหนังอักเสบรุนแรงหรือแพ้ไข่ จัดเป็นกลุ่มที่เสี่ยงเกิดอาการแพ้ถั่วได้สูง จึงควรรับประทานถั่วลิสงตั้งแต่อายุ 4-6 เดือน แล้วจึงให้รับประทานอาหารเด็กอย่างอื่นเมื่อครบกำหนดอายุที่เหมาะสม ส่วนทารกที่เกิดอาการของโรคผื่นผิวหนังอักเสบระดับอ่อนไปจนถึงค่อนข้างรุนแรง ควรหัดรับประทานถั่วลิสงเมื่ออายุประมาณ 6 เดือน เพื่อเลี่ยงการเกิดอาการแพ้ถั่ว และทารกที่ไม่ได้ป่วยเป็นผื่นผิวหนังอักเสบหรือมีอาการแพ้อาหาร สามารถรับประทานถั่วลิสงร่วมกับอาหารเด็กชนิดอื่น ๆ ได้ตามต้องการ อย่างไรก็ตาม พ่อแม่ควรให้ทารกเริ่มหัดรับประทานถั่วลิสงในรูปของเนยถั่วชนิดบดละเอียดที่ผสมกับ ผักหรือผลไม้บดละเอียด เพื่อไม่ให้อาหารติดคอทารก
  • ช่วงอายุ 6 เดือน ขึ้นไป ทารกที่อายุ 6 เดือนขึ้นไป สามารถรับประทานอาหารอื่นนอกเหนือจากน้ำนมแม่หรือนมผงสำหรับทารกได้ ควรเริ่มให้อาหารที่มีส่วนผสมอย่างเดียวทีละชิ้นหรือในปริมาณ 0.5-1 ออนซ์ โดยเลือกอาหารที่เป็นประโยชน์ รวมทั้งสังเกตว่าทารกเกิดอาการแพ้อาหารที่ให้หรือไม่ โดยใช้เวลาประมาณ 3-5 วัน แล้วจึงให้ทารกรับประทานอาหารอย่างอื่น ค่อย ๆ เพิ่มเวลาในการรับประทาน ปริมาณอาหาร และสารอาหารที่หลากหลายตามอายุของทารก ทารกควรได้รับประทานอาหารครบถ้วนทุกหมู่เมื่ออายุประมาณ 7-8 เดือน โดยทารกแต่ละช่วงอายุจะรับประทานอาหารต่าง ๆ ได้ ดังนี้
  • ช่วงอายุ 6-8 เดือน
    • น้ำนม ทารกช่วงอายุนี้ยังต้องได้รับสารอาหารจากน้ำนมแม่หรือนมผงสำหรับทารกอยู่ โดยอาจดื่มนมน้อยลงและรับประทานอาหารอื่นมากขึ้น ผู้ที่ให้นมบุตรควรให้ทารกดื่มนมตามความต้องการของร่างกาย ส่วนทารกที่ดื่มนมผงจะได้ดื่มนมประมาณ 700-950 มิลลิลิตร ตามความต้องการสารอาหารของร่างกาย
    • ผลิตภัณฑ์ธัญพืชต่าง ๆ ทารกควรรับประทานอาหารจำพวกธัญพืชจากผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เช่น ซีเรียลอุดมธาตุเหล็ก ขนมปัง หรือแครกเกอร์ชิ้นเล็กประมาณ 1-2 ออนซ์
    • ผักและผลไม้ ทารกควรรับประทานผักปรุงสุกหรือผลไม้ที่บดจนเนื้อสัมผัสของอาหารละเอียดข้น โดยให้ทารกรับประทานในปริมาณ 2-4 ออนซ์
    • อาหารที่มีโปรตีน ทารกควรรับประทานอาหารที่มีโปรตีนสูง โดยให้รับประทานเนื้อสัตว์ ไก่ ปลา ไข่ ชีส โยเกิร์ต หรือถั่วเมล็ดแห้งที่บดจนป่นหรือเนื้อสัมผัสอาหารละเอียดและข้นในปริมาณ 1-2 ออนซ์
  • ช่วงอายุ 8-12 เดือน
    • น้ำนม ทารกช่วงอายุนี้สามารถดื่มน้ำนมแม่ได้อยู่ ส่วนทารกที่ดื่มนมผงควรดื่มประมาณ 700 มิลลิลิตร หรือให้นมแก่ทารกตามความต้องการของร่างกาย
    • แป้งข้าวโพดชนิดหยาบ (Corn Grits) ด้านของผลิตภัณฑ์ธัญพืชต่าง ๆ ทารกควรรับประทานอาหารที่ได้จากธัญพืชต่าง ๆ มากขึ้น โดยให้รับประทานซีเรียลที่อุดมธาตุเหล็กประมาณ 2-4 ออนซ์ รวมทั้งเสริมอาหารธัญพืชอื่น ๆ ได้แก่ แครกเกอร์ ขนมปัง เส้นก๋วยเตี๋ยว
    • ผักและผลไม้ ทารกช่วงอายุนี้สามารถรับประทานผักและผลไม้ที่มีเนื้อสัมผัสหยาบขึ้นกว่าเดิมได้ โดยให้รับประทานแบบสับละเอียดหรือหั่นชิ้นเล็ก ๆ เป็นลูกเต๋าในปริมาณ 4-6 ออนซ์
    • ควรรับประทานอาหารที่มีโปรตีน ไก่ และปลาที่สับหรือหั่นเป็นชิ้นพอดีคำ รวมทั้งรับประทานไข่ ชีส โยเกิร์ต หรือถั่วเมล็ดแห้งที่บดละเอียดในปริมาณ 2-4 ออนซ์
อาหารเด็ก 2 ขวบ
อาหารเด็ก 2 ขวบ

อาหารเสริมสำหรับอาหารเด็ก

ทารกที่อายุตั้งแต่ 6 เดือน ขึ้นไป ควรได้รับอาหารเสริมต่าง ๆ เพื่อให้ได้รับสารอาหารครบถ้วนและเหมาะสมกับความต้องการของร่างกาย ดังนี้

  • วิตามินเอและวิตามินซี ทารกที่ไม่ได้ดื่มนมผงวันละ 500 มิลลิลิตร ควรรับประทานอาหารเสริมที่ประกอบด้วยวิตามินเอหรือวิตามินซีเพิ่ม เนื่องจากทารกอาจได้รับวิตามินที่ผสมอยู่ในนมผงสำหรับทารกอย่างไม่เพียงพอ ทั้งนี้ พ่อแม่สามารถให้ทารกรับประทานวิตามินเอและวิตามินซีเสริมได้จนกระทั่งทารกโตอายุครบ 5 ขวบ เพื่อช่วยให้ได้รับวิตามินที่จำเป็นอย่างครบถ้วน
  • วิตามินดี ทารกที่ไม่ได้ดื่มนมผงวันละ 500  มิลลิลิตร ufabet login ควรรับประทานอาหารเสริมที่ผสมวิตามินดีวันละ 8.5-10 ไมโครกรัม โดยทารกสามารถรับวิตามินดีเสริมได้จนอายุครบ 5 ปี ทั้งนี้ เด็กสามารถรับประทานวิตามินดีเสริมได้วันละ 10 ไมโครกรัม ในกรณีที่เด็กรับประทานอาหารต่าง ๆ ได้ยาก
  • วิตามินบี 12 เด็กเล็กที่รับประทานอาหารมังสวิรัติ ควรรับประทานอาหารเสริมที่ผสมวิตามินบี 12 ควบคู่กัน เพื่อช่วยให้เด็กได้รับสารอาหารอย่างเพียงพอ

อาหารที่ควรเลี่ยงสำหรับเด็ก

เด็กแต่ละช่วงวัยควรได้รับอาหารที่เหมาะสมกับพัฒนาการของตน เพื่อเสริมสร้างร่างกายให้เจริญเติบโตอย่างสมบูรณ์ อย่างไรก็ตาม พ่อแม่ควรระวังอาหารบางอย่างที่ไม่ควรให้ทารกรับประทาน โดยอาหารที่ควรเลี่ยง มีดังนี้

  • เกลือ พ่อแม่ควรเลี่ยงปรุงอาหารด้วยเกลือ รวมทั้งจำกัดการรับประทานอาหารที่มีส่วนผสมของเกลือหรืออาหารที่ผ่านการปรุงแต่งให้กับทารก เช่น เบคอน หรืออาหารที่ผ่านกระบวนการบางอย่าง โดยทารกที่อายุ 7 เดือนขึ้นไป ควรได้รับเกลือวันละไม่เกิน 1 กรัม
  • น้ำตาล พ่อแม่ควรเลี่ยงให้ทารกบริโภคอาหารหรือเครื่องดื่มที่ปรุงแต่งน้ำตาลเข้าไป ซึ่งรวมไปถึงอาหารหรือเครื่องดื่มที่ใส่สารให้ความหวานอื่น ๆ
  • น้ำผึ้ง โรคบูทูลิซึม (Botulism) ทารกอายุต่ำกว่า 1 ปี ควรเลี่ยงรับประทานน้ำผึ้ง เนื่องจากอาจมีเชื้อแบคทีเรียอยู่ ซึ่งก่อให้เกิดโรคที่เกิดสารพิษจากการได้รับเชื้อ แก่ทารกได้
  • เครื่องดื่มต่าง ๆ ทารกและเด็กเล็กไม่ควรดื่มเครื่องดื่มโซดา เครื่องดื่มผสมเจลาติน กาแฟ ชา น้ำผลไม้ หรือเครื่องดื่มโซดารสผลไม้
  • นมวัว ทารกไม่ควรบริโภคผลิตภัณฑ์นมวัวต่าง ๆ จนกว่าจะมีอายุครบ 12 เดือน
  • อาหารบางประเภทและเครื่องปรุงรส ไม่ควรให้ทารกรับประทานอาหารทอดหรือเนื้อสัตว์ที่ผ่านกระบวนการปรุงอื่น ๆ รวมทั้งควรเลี่ยงอาหารที่ปรุงด้วยน้ำมัน เนย ไขมันอื่น ๆ และเครื่องปรุงต่าง ๆ
กระดูกหัก (Bone Fracture) ภาวะที่กระดูกได้รับแรงกระแทกมากเกินไป และเกิดหัก

ภาวะที่กระดูก ได้รับแรงกระแทกมากเกินไป ส่งผลให้กระดูกไม่สามารถรองรับน้ำหนักจากแรงดังกล่าวกระดูกหัก (Bone Fracture) เกิดก่อให้เกิดอาการปวด เสื่อมสมรรถภาพในการทำงาน รวมทั้งมีเลือดออกและได้รับบาดเจ็บบริเวณรอบกระดูกที่ได้รับแรงกระแทก โดยทั่วไปแล้ว กระดูกจัดเป็นเนื้อเยื่อเกี่ยวพันชนิดหนึ่ง ประกอบด้วยแคลเซียมและเซลล์กระดูก ตรงกลางกระดูกจะอ่อนกว่า เรียกว่าไขกระดูก ซึ่งทำหน้าที่ผลิตเซลล์เม็ดเลือดแดง กระดูกแต่ละส่วนจะประกอบกันเป็นโครงสร้างกระดูกที่รองรับร่างกาย ช่วยในการเคลื่อนไหว และปกป้องอวัยวะภายในของร่างกาย หากร่างกายได้รับแรงกระแทกอย่างรุนแรง จะส่งผลให้กระดูกแตกหรือหักได้

กระดูกหักสามารถ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ กระดูกหักชนิดไม่มีแผล (Closed Fracture) กระดูกหักแบบแผลเปิด (Open หรือ Compound Fracture) ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้

  • กระดูกหักชนิดไม่มีแผล (Closed Fracture) คือ กระดูกหัก แต่ผิวหนังไม่ได้รับบาดเจ็บใด ๆ  
  • กระดูกที่ทิ่มผิวหนังออกมา หรือได้รับบาดเจ็บจนผิวหนังเปิด ซึ่งเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้สูงกระดูกหักแบบแผลเปิด (Open หรือ Compound Fracture

นอกจากนี้ กระดูกหักยังแบ่งตามลักษณะของกระดูกที่หักได้อีกหลายประเภท ดังนี้

  • กระดูกหักทั่วไป (Simple Fracture) คือ กระดูกที่แตกออกเป็น 2 ชิ้น
  • กระดูกยุบตัว (Compression Fracture) คือ กระดูกที่เกิดการยุบตัวเมื่อได้รับแรงกระแทกอย่างรุนแรง
  • กระดูกหักเป็นเกลียว (Spiral Fracture) คือ ภาวะกระดูกที่หักเป็นเกลียว ซึ่งเกิดจากกระดูกถูกบิด
  • เพราะว่าเนื่องจาก กระดูกของเด็ก มีความยืดหยุ่นมากกว่ากระดูกของผู้ใหญ่ กระดูกเดาะ (Greenstick Fracture)  กระดูกที่แตกเพียงด้านเดียว ส่วนกระดูกอีกด้านโก่งไปตามแรงกดที่ปะทะเข้ามา ภาวะนี้มักเกิดขึ้นกับเด็ก
  • กระดูกแตกย่อย (Comminuted Fracture) คือ ภาวะที่กระดูกแตกออกเป็น 3 ชิ้นขึ้นไป
  • กระดูกหักตามขวาง (Transverse Fracture) คือ กระดูกที่แตกออกตามแนวขวางซึ่งเป็นส่วนที่สั้นของกระดูก ไม่ได้เกิดรอยแตกไปตามแนวยาวของกระดูก
  • กระดูกหักเฉียง (Oblique Fracture) คือ กระดูกที่เกิดการแตกเป็นแนวโค้งหรือลดหลั่นลงมา
  • ปุ่มกระดูกแตก (Avulsion Fracture) คือ กระดูกที่หักจากแรงกระชาก มักพบที่หัวไหล่และหัวเข่า
  • กระดูกหักยุบเข้าหากัน (Impacted Fracture) คือ ภาวะที่กระดูกทั้ง 2 ด้านได้รับแรงกด ส่งผลให้กระดูกแตกทั้ง 2 ด้าน เด็กเล็กมักเกิดกระดูกหักฝังที่แขน
  • กระดูกหักล้า (Stress Fracture) คือ กระดูกที่ปริออกจากกัน ซึ่งเกิดจากการใช้งานซ้ำ ๆ  
  • กระดูกหักจากพยาธิสภาพ (Pathologic Fracture) คือ ภาวะกระดูกหักที่เกิดขึ้นจากความผิดปกติของกระดูกหรือการป่วยเป็นโรคที่ทำให้มวลกระดูกเสื่อมลง

อาการกระดูกหัก

กระดูกหักถือเป็นภาวะบาดเจ็บที่ต่างจากปัญหากระดูกอื่น ๆ เนื่องจากผู้ป่วยกระดูกหักจะเกิดอาการหลายอย่าง ผู้ที่ประสบภาวะนี้ควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการรักษาทันที โดยผู้ป่วยจะเกิดอาการ ดังนี้

  • รู้สึกปวดกระดูกหรือรอบ ๆ บริเวณที่ได้รับบาดเจ็บอย่างรุนแรง โดยอาการจะแย่ลงเมื่อเคลื่อนไหวอวัยวะที่ได้รับบาดเจ็บ หรือได้รับแรงกดที่บริเวณดังกล่าว
  • เกิดอาการบวมบริเวณกระดูกที่ได้รับบาดเจ็บ ทั้งนี้ยังเกิดรอยช้ำและเลือดออกจากผิวหนัง
  • อวัยวะผิดรูป เช่น แขนหรือขาผิดรูป โดยแขนหรือขาจะงอ หรือหักบิดในลักษณะที่ผิดปกติ
  • เคลื่อนไหวแขนขาได้น้อย หรือเคลื่อนไหวไม่ได้เลย
  • รู้สึกชา และเกิดเหน็บชา
  • ผู้ป่วยบางรายอาจเกิดกระดูกทิ่มผิวหนังออกมา

สาเหตุของกระดูกหัก

กระดูกแต่ละส่วนในร่างกายนั้นมีความแข็งแรง ซึ่งทำหน้าที่รับแรงกระแทกจากการทำกิจกรรมต่าง ๆ อย่างไรก็ตาม หากได้รับแรงกระแทกอย่างรุนแรง กระดูกก็สามารถแตกและหักได้ โดยกระดูกหักมักเกิดจากสาเหตุต่อไปนี้

  • ประสบอุบัติเหตุ เช่น รถชน ส่งผลให้ได้รับบาดเจ็บสาหัส
  • ถูกตีหรือได้รับแรงกระแทกอย่างรุนแรง
  • ตกลงมาจากที่สูง
  • ตกลงมากระแทกพื้นที่แข็งมาก
  • เล่นกีฬาที่ต้องลงน้ำหนักมากเกินไป ซึ่งทำให้เท้า ข้อเท้า หน้าแข้ง หรือสะโพก เกิดกระดูกปริได้รับแรงกระแทกจากการเคลื่อนไหว
  • ป่วยเป็นโรคกระดูกพรุนหรือมะเร็งบางชนิด ส่งผลให้มวลกระดูกเสื่อมลงและหักได้ง่าย หากได้รับแรงกระแทกเพียงเล็กน้อยจากการทำกิจกรรมหรือประสบอุบัติเหตุ ก็สามารถประสบภาวะกระดูกหักที่ร้ายแรงได้
  • ในกรณีของเด็กที่กระดูกหัก อาจเกิดจากการถูกทารุณกรรม

การวินิจฉัยกระดูกหัก

ดังนั้น แพทย์จะวินิจฉัยกระดูกหัก โดยตรวจบริเวณที่ได้รับบาดเจ็บ และ เอกซเรย์กระดูกผู้ป่วย ทั้งนี้ ผู้ป่วยบางราย ที่ไม่พบความผิดปกติหลังเอกซเรย์แต่แพทย์สันนิษฐานว่าเกิดกระดูกหัก อาจต้องใส่เฝือกอ่อนดามกระดูกไว้ก่อนประมาณ 10-14 วัน แล้วมาเข้ารับการเอกซเรย์อีกครั้ง เพื่อตรวจดูว่ามีกระดูกหักหรือไม่ หากผู้ป่วยเกิดกระดูกหัก จะปรากฏรอยหักชัดขึ้น เช่น รอยกระดูกหักที่ข้อมือ

ผู้ที่เกิดกระดูกหักบริเวณข้อมือ สะโพก หรือ ประสบภาวะกระดูกหักล้า อาจต้องเข้ารับการตรวจด้วยเอกซเรย์คอมพิวเตอร์หรือซีทีสแกน (CT scan) หรือตรวจด้วยเครื่องสร้างภาพด้วยคลื่นสนามแม่เหล็กไฟฟ้าหรือเอ็มอาร์ไอ (MRI) หรือสแกนกระดูก เนื่องจากการตรวจด้วยวิธีเอกซเรย์อาจแสดงภาพกระดูกหักบริเวณดังกล่าวไม่ชัดเจน ทั้งนี้ ผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยภาวะกระดูกหักเรียบร้อยแล้ว อาจต้องรับการตรวจเพิ่มเติมอีก เพื่อดูว่าเนื้อเยื่อที่อยู่ล้อมรอบกระดูกนั้นเกิดความเสียหายหรือไม่

การทำซีทีสแกนจะช่วยวินิจฉัยภาวะกระดูกหักที่เกิดขึ้นบริเวณกะโหลก ผู้ป่วยที่กะโหลกศีรษะแตกจะได้รับการทำซีทีสแกนแทนการเอกซเรย์กระดูก  รวมทั้งบาดแผลอื่น ๆ ที่ถูกกระทบกระเทือน เช่น เลือดออกในสมอง ส่วนเด็กที่ประสบภาวะกระดูกหักจะได้รับการตรวจร่างกายเพื่อวินิจฉัยภาวะดังกล่าว ทั้งนี้ การวินิจฉัยสำหรับเด็กเล็กอาจทำได้ยาก เนื่องจากกระดูกของเด็กยังไม่เจริญเต็มที่ อีกทั้งกระดูกหลายส่วนภายในร่างกายยังเป็นกระดูกอ่อนและไม่มีมวลแคลเซียมสะสมภายในกระดูก

การรักษากระดูกหัก

การที่เรากระดูกหัก โดยมีวิธีรักษากระดูกหักประกอบด้วยการปฐมพยาบาลเบื้องต้น  ผู้ป่วยกระดูกหักจะได้รับการรักษาด้วยวิธีต่าง ๆ จัดเรียงกระดูก ใส่เฝือก และผ่าตัด ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้

ผู้ป่วยที่ประสบภาวะกระดูกหักควรได้รับการรักษาทันที  ปฐมพยาบาลเบื้องต้นโดยต้องปฐมพยาบาลเบื้องต้นก่อน ผู้ที่เข้าช่วยเหลือและปฐมพยาบาลผู้ป่วยกระดูกหักจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ประชาชนทั่วไป และผู้ที่ผ่านการอบรมปฐมหลักสูตรปฐมพยาบาลเบื้องต้น ซึ่งมีรายละเอียด  ดังนี้

  • การปฐมพยาบาลสำหรับประชาชนทั่วไป 
    • โทรเรียกรถพยาบาลโดยเร็วที่สุด
    • ประคบน้ำแข็งบริเวณที่ได้รับบาดเจ็บ และยกอวัยวะดังกล่าวให้สูง เพื่อลดอาการบวม
    • ล้างแผลด้วยสบู่และน้ำเปล่าสะอาดเบา ๆ เพื่อป้องกันเชื้อแบคทีเรียเข้าแผล
    • ปิดแผลให้เรียบร้อยด้วยผ้าพันแผล
    • ในกรณีที่เข้าช่วยเหลือผู้ที่ได้รับบาดเจ็บที่แขนหรือขา ควรนำหนังสือพิมพ์หรือนิตยสารมาม้วนห่อแขนหรือขาเพื่อช่วยดามไว้ เพื่อช่วยไม่ให้แขนหรือขาที่ได้รับบาดเจ็บขยับ รวมทั้งช่วยให้กระดูกไม่เคลื่อน
    • ผู้ป่วยที่เกิดกระดูกหักตรงขาส่วนบน กระดูกสันหลัง อุ้งเชิงกราน หรือสะโพก ไม่ควรเคลื่อนไหวร่างกาย ให้รอจนกว่ารถพยาบาลจะมา เนื่องจากการเคลื่อนไหวจะทำให้บริเวณดังกล่าวบาดเจ็บมากกว่าเดิม
    • งดให้ผู้ป่วยรับประทานน้ำหรืออาหารจนกว่าจะพบแพทย์ เนื่องจากผู้ป่วยบางรายอาจต้องได้รับการผ่าตัด
  • การปฐมพยาบาลสำหรับผู้ที่ผ่านการอบรม
    • ตรวจดูว่าผู้ป่วยหายใจอยู่หรือไม่ โทรเรียกรถพยาบาล และปฐมพยาบาลด้วยวิธีซีพีอาร์ (Cardiopulmonary Resuscitation: CPR) รวมทั้งพยายามทำให้ผู้ป่วยมีสติ
    • ห้ามเลือดผู้ป่วย โดยใช้ผ้าขนหนูแห้งสะอาดวางปิดแผล หากเลือดยังไม่หยุดไหล ให้กดห้ามเลือดไปตรงบริเวณที่เลือดไหลออกมา
    • ในกรณีที่เข้าช่วยเหลือผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจนผิวหนังเปิดออกและมีอุปกรณ์การแพทย์ไม่เพียงพอ ควรรินน้ำสะอาดล้างแผลและปิดแผลด้วยผ้าสะอาดให้เรียบร้อยเพื่อป้องกันการติดเชื้อ ไม่ควรเป่าแผลหรือถูขยี้แผลแรง
    • ดามกระดูกบริเวณที่หัก โดยดามทั้งด้านบนและด้านล่างของบริเวณดังกล่าว
    • ประคบเย็นและยกอวัยวะที่ได้รับบาดเจ็บให้สูง เพื่อลดอาการปวดบวม
    • ควรให้ผู้ป่วยนอนราบ ยกขาให้ขึ้นสูงกว่าศีรษะประมาณ 30 เซนติเมตร และห่มด้วยผ้าห่ม เพื่อป้องกันผู้ป่วยเกิดอาการช็อค อย่างไรก็ตาม หากผู้ป่วยได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะ คอ หรือหลัง ไม่ควรเคลื่อนย้ายผู้ป่วยเด็ดขาด
    • ประเมินการไหลเวียนเลือดของผู้ป่วย โดยกดเบา ๆ เหนือบริเวณที่ได้รับบาดเจ็บ เช่น ผู้ป่วยเกิดกระดูกหักที่ขา ควรกดที่เท้าเพื่อดูการไหลเวียนเลือด เมื่อกดลงไป บริเวณดังกล่าวจะขาวซีดและค่อย ๆ แดงเลือดฝาดขึ้นมา ทั้งนี้ หากเลือดไหลเวียนไปเลี้ยงไม่พอ ผู้ป่วยจะตัวซีดเขียว เกิดอาการชา และสัญญาณชีพอ่อนลง ควรจัดแขนและขาผู้ป่วยให้อยู่ในท่าพักที่สบาย เพื่อลดอาการบวม ปวด และเนื้อเยื่อตายจากการขาดเลือด
ปฐมพยาบาลเบื้องต้น กระดูกหัก
ปฐมพยาบาลเบื้องต้น กระดูกหัก
  • จัดเรียงกระดูก วิธีนี้คือการจัดแนวกระดูกที่หักให้อยู่ในตำแหน่งเดิม เพื่อป้องกันไม่ให้ชิ้นส่วนกระดูกที่หักหลุดออกจากกัน โดยแพทย์จะเอกซเรย์ผู้ป่วยเพื่อวินิจฉัยลักษณะกระดูกหัก จากนั้นจะรักษาโดยจัดเรียงแนวกระดูกที่ได้รับบาดเจ็บให้กลับมาอยู่ในตำแหน่งปกติก่อนใส่เฝือก การจัดเรียงกระดูกจะช่วยให้กระดูกกลับมาแข็งแรงและเคลื่อนไหวได้ตามปกติและรักษากระดูกหักให้หายได้ ทั้งนี้ เด็กที่ประสบภาวะกระดูกหักหรือผู้ป่วยกระดูกหักแบบทั่วไปและไม่มีแผลนั้นจะได้รับการจัดเรียงกระดูกทันที
  • ใส่เฝือก หลังจัดเรียงกระดูกแล้ว แพทย์จะพันแผลบริเวณที่ได้รับบาดเจ็บ และใส่เฝือกปูนเพื่อพยุงกระดูกบริเวณที่เกิดอาการหัก ส่วนผู้ป่วยที่เกิดกระดูกหักตรงบริเวณที่ไม่สามารถใส่เฝือกได้ในทันที เช่น กระดูกไหปลาร้าหัก แพทย์จะใช้อุปกรณ์คล้องแขนเพื่อช่วยพยุงกระดูกแทน ผู้ป่วยจะได้รับยาแก้ปวดเพื่อบรรเทาอาการปวดกระดูก ทั้งนี้ แพทย์จะเริ่มฟื้นฟูกระดูกผู้ป่วยให้เร็วที่สุด โดยการฟื้นฟูนี้จะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนเลือด เสริมสร้างกล้ามเนื้อ รวมทั้งป้องกันการเกิดลิ่มเลือดและข้อติดแข็ง
  • ผ่าตัด ผู้ป่วยที่เกิดกระดูกหักร้ายแรง โดยมีกระดูกทิ่มออกมาข้างนอกจะได้รับการผ่าตัดก่อนจัดเรียงกระดูกและใส่เฝือก โดยแพทย์จะผ่าตัดเศษแผลให้แก่ผู้ป่วยกระดูกหักที่มีกระดูกทิ่มผิวหนังออกมา เพื่อนำเศษเนื้อออกมาให้หมดก่อนทำการจัดเรียงกระดูก เนื่องจากกระดูกที่ทิ่มออกมาอาจติดเชื้อได้ ทั้งนี้ ระหว่างเข้ารับการผ่าตัดแผล แพทย์อาจใส่หมุด แผ่นเหล็ก สกรู หรือกาว เพื่อยึดกระดูกที่หักเข้าไว้ด้วยกัน เมื่อได้รับการจัดเรียงกระดูกแล้ว แพทย์จะให้ใส่เฝือก อุปกรณ์ดามกระดูก หรือใช้วิธีตรึงกระดูก เพื่อลดอาการปวดและรักษากระดูกหัก

หลังถอดเฝือกหรืออุปกรณ์ดามกระดูกออกแล้ว ผู้ป่วยอาจเกิดอาการข้อติดแข็ง บวม และมีเนื้อปูดอยู่หลายสัปดาห์ เด็กอาจมีขนขึ้นที่แขนหรือขา เนื่องจากเฝือกทำให้รูขุมขนระคายเคือง ผู้ที่กระดูกขาหักอาจเดินไม่สะดวก อย่างไรก็ตาม อาการดังกล่าวจะหายไปภายใน 2-3 สัปดาห์ กระดูกที่หักจะใช้เวลาประมาณ 4-6 สัปดาห์ก่อนจะกลับไปแข็งแรงเหมือนเดิม ผู้ป่วยควรปรึกษาแพทย์และไม่หักโหมใช้อวัยวะที่ได้รับบาดเจ็บมากเกินไป ทั้งนี้ ผู้ป่วยสามารถดูแลตัวเองหลังได้รับการรักษากระดูกหักจากแพทย์ได้ ดังนี้

  • ควรเลี่ยงอยู่ใกล้ของร้อนหรือมีอุณหภูมิสูง เพื่อป้องกันปูนที่ใช้ทำเฝือกละลาย รวมทั้งควรนำถุงพลาสติกมาหุ้มเฝือกและปิดให้สนิทเมื่อต้องอาบน้ำ เพื่อป้องกันไม่ให้บริเวณดังกล่าวเปียกน้ำ

  • ควรใช้ที่เป่าผมเป่าบริเวณใส่เฝือกเมื่อเกิดอาการคัน

  • ไม่ควรใช้แขนมากเกินไป

  • เลี่ยงยกของหนักและขับรถจนกว่าอาการกระดูกหักจะหายดี

  • หากเกิดอาการบวม เขียวซีด ขยับนิ้วหรือเท้าไม่ได้ เกิดอาการชา หรือปวดมากขึ้น ควรรีบพบแพทย์โดยด่วน

ภาวะแทรกซ้อนของกระดูกหัก

ผู้ป่วยกระดูกหักอาจมีลักษณะแนวกระดูกของแขนและขาที่ผิดปกติ หรือเฝือกปูนไม่รองรับพอดีกับอวัยวะที่ต้องได้รับการใส่เฝือกเพื่อดามกระดูก ทั้งนี้ ผู้ป่วยสามารถประสบภาวะแทรกซ้อนจากกระดูกหักได้ โดยภาวะแทรกซ้อนจากกระดูกหักแบ่งออกเป็นภาวะแทรกซ้อนระยะแรก และภาวะแทรกซ้อนระยะปลาย ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้

  • ภาวะแทรกซ้อนระยะแรก
    • หลอดเลือดแเดงบาดเจ็บ เช่น ผู้ป่วยที่กระดูกต้นขาหัก อาจเกิดภาวะหลอดเลือดต้นขาฉีกขาดได้
    • ผู้ป่วยที่กระดูกซี่โครงหักหลายชิ้นสามารถประสบภาวะปอดแตก โพรงเยื่อหุ้มปอดมีอากาศ (Pneumothorax) ภาวะอกรวนหรือภาวะการทำงานล้มเหลวของซี่โครง (Flail Chest) และหายใจไม่พอ (Respiratory Compromise)
    • สูญเสียการเคลื่อนไหวของร่างกาย  ufabet login  ก่อให้เกิดปอดบวม หลอดเลือดอุดตัน หรือกล้ามเนื้อสลาย โดยภาวะนี้มักเกิดกับผู้ป่วยที่กระดูกสะโพกหัก โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุมาก
    • อวัยวะภายในได้รับบาดเจ็บ เช่น เกิดการบาดเจ็บที่สมอง ปอด หรือกระเพาะปัสสาวะ
    • เนื้อเยื่อ เส้นประสาท และผิวหนังถูกทำลาย
    • เกิดภาวะเลือดออกในข้อ (Haemarthrosis)
    • แผลติดเชื้อ
    • เกิดความดันในกล้ามเนื้อสูงขึ้น (Compartment Syndrome)
  • ภาวะแทรกซ้อนระยะปลาย
    • กระดูกที่หักใช้เวลารักษานานกว่าปกติ ไม่สามารถกลับมาอยู่ในตำแหน่งปกติได้ หรืออาการไม่หายดี
    • เกิดอาการข้อติดแข็ง
    • กล้ามเนื้อหดตัว
    • การเจริญเติบโตของกระดูกผิดปกติ หรือกระดูกผิดรูป
    • เกิดภาวะกล้ามเนื้ออักเสบที่มีหินปูนจับ (Myositis Ossificans) โดยผู้ป่วยจะมีก้อนกระดูกเกิดขึ้นในกล้ามเนื้อที่ได้รับบาดเจ็บ
    • หัวกระดูกต้นขาตาย เนื่องจากขาดเลือดไปเลี้ยง
    • ประสบภาวะกระดูกอักเสบ (Osteomyelitis)
    • เกิดเนื้อตายเน่า (Gangrene)
    • อาจป่วยเป็นบาดทะยักและติดเชื้อในกระแสเลือด เนื่องจากได้รับบาดเจ็บจนเกิดแผล

การป้องกันกระดูกหัก

กระดูกหักเป็นปัญหาสุขภาพที่ป้องกันได้ โดยเลี่ยงพฤติกรรมที่เสี่ยงทำให้ประสบภาวะดังกล่าว ซึ่งทำได้ ดังนี้

  • ควรคาดเข็มขัดนิรภัยทุกครั้งที่ขับรถหรือโดยสารรถยนต์ รวมทั้งสวมอุปกรณ์ที่ป้องกันการกระแทกเช่น หมวกกันน็อค หรือสนับเข่า มือ และข้อศอก เมื่อต้องขับขี่จักรยานยนต์หรือทำกิจกรรมผาดโผนต่าง ๆ

  • ไม่ควรวางของทิ้งไว้ตามทางเดินหรือบันได เนื่องจากอาจทำให้สะดุดล้มได้ รวมทั้งควรปิดหน้าต่างหรือมีทางกั้นตรงทางขึ้นลงบันได เพื่อป้องกันเด็กเล็กพลัดตกลงไป

  • ควรดูแลเด็กให้ดี เพื่อระวังไม่ให้เล่นซนจนเกิดอุบัติเหตุ

  • เมื่อต้องใช้บันไดหรือนั่งร้าน ควรเลี่ยงยืนอยู่บนบันไดขั้นบนสุด รวมทั้งให้คนอื่นจับบันไดไว้ขณะที่ปีนขึ้นไป

  • ผู้ป่วยโรคกระดูกพรุนควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อเพิ่มความแข็งแรงและสมดุลให้มวลกระดูก รวมทั้งปรึกษาแพทย์เพื่อขอคำแนะนำเกี่ยวกับการรับประทานแคลเซียมเสริม

ยาสลบ ขั้นตอน ความเสี่ยง และผลข้างเคียง

ยาสลบ  ยาที่ถูกใช้เพื่อทำให้ผู้ป่วยหมดสติ เอื้อประโยชน์ต่อขั้นตอนการรักษา อย่างการผ่าตัดใหญ่ที่ต้องใช้เวลานาน ทำให้เกิดความเจ็บปวดมาก หรืออาจกระทบต่อระบบทางเดินหายใจ โดยจะมีวิสัญญีแพทย์ซึ่งเป็นแพทย์เฉพาะทางผู้เชี่ยวชาญด้านการให้ยาชาและการวางยาสลบ เป็นผู้วางยาสลบด้วยการฉีดยาเข้าสู่เส้นเลือด หรือให้ผู้ป่วยดมยาในรูปแบบก๊าซ ผู้ป่วยจะรู้สึกง่วงนอน และหมดสติไปในที่สุด โดยที่ผู้ป่วยจะไม่รู้สึกตัวและไม่รู้สึกเจ็บปวดในระหว่างทำการรักษา

ทำไมต้องใช้ยาสลบ

ยาสลบมักถูกใช้ในการผ่าตัดใหญ่ เพื่ออำนวยความสะดวกต่อขั้นตอนการผ่าตัดรักษา และเพื่อความปลอดภัยของตัวผู้ป่วยเอง โดยการผ่าตัดที่จำเป็นต้องใช้ยาสลบ ได้แก่

  • การผ่าตัดใหญ่หรือการทำหัตถการที่สร้างความเจ็บปวดแก่ผู้ป่วยอย่างมาก ใช้ระยะเวลานานในการผ่าตัด หรือต้องการให้ผู้ป่วยอยู่นิ่งที่สุด
  • การผ่าตัดหรือทำหัตถการในเด็ก ซึ่งต้องการให้ผู้ป่วยอยู่นิ่งระยะเวลาหนึ่ง
  • การผ่าตัดที่สร้างความวิตกกังวล อึดอัด ไม่สบายใจแก่ผู้ป่วยอย่างมาก
  • การผ่าตัดที่ต้องเสียเลือดมาก
  • การผ่าตัดที่อาจกระทบต่อระบบทางเดินหายใจ เช่น การผ่าตัดช่องอก หรือผ่าตัดบริเวณช่องท้องด้านบน
  • การผ่าตัดในขณะที่มีสภาพอากาศหนาวเย็นหรือมีอุณหภูมิต่ำ อาจส่งผลกระทบต่อร่างกายของผู้ป่วยซึ่งอาจเป็นอุปสรรคต่อการผ่าตัดหากผู้ป่วยยังมีสติรู้ตัวอยู่

ขั้นตอนในการใช้ยาสลบ

ในขั้นแรก ผู้ป่วยต้องพูดคุยปรึกษาและแจ้งประวัติทางการแพทย์ให้วิสัญญีแพทย์ทราบ เพื่อวางแผนการใช้ยาสลบที่ถูกต้องและเหมาะสมกับการผ่าตัดรักษา โดยวิสัญญีแพทย์อาจซักถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับปัจจัยและปัญหาสุขภาพอื่น ๆ เพื่อลดความเสี่ยงจากการเกิดผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายจากการใช้ยาสลบ เช่น

  • ผู้ป่วยเคยมีประวัติแพ้ยาสลบ หรือ มีประวัติคนในครอบครัวเคยแพ้ยาสลบหรือไม่
  • มีประวัติการเจ็บป่วย กำลังป่วย หรือกำลังใช้ยาชนิดใดอยู่
  • สูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์หรือไม่ มากน้อยหรือบ่อยเพียงใด
  • กำลังตั้งครรภ์อยู่หรือไม่

ก่อนวางยาสลบ

  • ช่วงสัปดาห์ก่อนทำการผ่าตัด ผู้ป่วยควรงดสูบบุหรี่หรือดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดผลข้างเคียงและภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตราย
  • หากผู้ป่วยอยู่ในภาวะน้ำหนักเกิน หรือภาวะอ้วน ควรทำกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อลดน้ำหนักตัว ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดผลข้างเคียงและภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายด้วยเช่นกัน
  • แพทย์อาจให้ผู้ป่วยงดดื่มน้ำหรือรับประทานอาหารใด ๆ หลังเที่ยงคืนของคืนก่อนหน้าวันผ่าตัด เพื่อป้องกันการอาเจียนหลังการใช้ยาสลบ ซึ่งการอาเจียนอาจทำให้อาหารที่อยู่ในช่องท้องสำลักเข้าสู่ปอดจนเกิดปัญหาการหายใจได้
ดมยาสลบ
ดมยาสลบ

การวางยาสลบ

ในวันผ่าตัด วิสัญญีแพทย์จะวางยาสลบผู้ป่วยด้วยวิธีการดังนี้

การฉีดยาสลบ วิสัญญีแพทย์จะฉีดยาสลบให้ยาเข้าสู่กระแสเลือดของผู้ป่วย

การดมยาสลบ ผู้ป่วยต้องสูดดมยาในรูปแบบก๊าซเข้าไปด้วยการหายใจผ่านหน้ากากครอบ

  • หลังได้รับยาสลบเข้าสู่ร่างกาย ยาจะออกฤทธิ์อย่างรวดเร็ว ผู้ป่วยจะเริ่มวิงเวียนศีรษะ รู้สึกง่วง และหมดสติไป หลังจากที่ผู้ป่วยไม่รู้สึกตัว แพทย์จึงจะเริ่มทำการผ่าตัด โดยในระหว่างที่แพทย์ทำการผ่าตัด วิสัญญีแพทย์จะคอยอยู่ควบคุมอาการผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด เพื่อดูแลให้มั่นใจว่าให้ผู้ป่วยได้รับยาสลบอย่างต่อเนื่อง และจะไม่รู้สึกตัวตื่นขึ้นมาในระหว่างการผ่าตัด โดยจะมีการวัดสัญญาณชีพ เช่น อัตราการเต้นของหัวใจ อัตราการหายใจ และความดันโลหิตเป็นระยะ เพื่อให้แน่ใจว่าผู้ป่วยมีความปลอดภัยในระหว่างได้รับยาสลบ
  • นอกจากการให้ยาสลบในระหว่างที่ผ่าตัดแล้ว แพทย์จะฉีดยาแก้ปวดเข้าไปทางเส้นเลือดด้วย เพื่อบรรเทาความเจ็บปวดจากการผ่าตัดหลังจากผู้ป่วยฟื้นตัวจากฤทธิ์ยาสลบ

การพักฟื้นจากฤทธิ์ของยาสลบ

  • เมื่อเสร็จสิ้นขั้นตอนการผ่าตัด วิสัญญีแพทย์จะหยุดให้ยาสลบ ผู้ป่วยจะถูกย้ายไปยังห้องพักฟื้นเพื่อเฝ้าดูอาการต่อไป โดยผู้ป่วยอาจต้องพักรักษาตัวในโรงพยาบาลเป็นช่วงสั้น ๆ หรือเป็นระยะเวลานานหลายวัน ขึ้นอยู่กับสภาพอาการและดุลยพินิจของแพทย์ผู้รักษา
  • เมื่อหยุดให้ยาสลบ ผู้ป่วยอาจรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาในห้องผ่าตัดหลังผ่าตัดเสร็จ หรือรู้สึกตัวในห้องพักฟื้นด้วยอาการสะลึมสะลือ อ่อนเพลีย ท้องไส้แปรปรวน หรืออาจมีอาการข้างเคียงอื่น ๆ จนกว่ายาสลบจะหมดฤทธิ์ ในระหว่างนี้พยาบาลจะคอยดูแลอาการ และให้ผู้ป่วยรับประทานยารักษาผลข้างเคียงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น
  • ยาสลบอาจส่งผลกระทบต่อความจำ สมาธิ และปฏิกิริยาตอบสนองต่าง ๆ ของผู้ป่วยชั่วคราวภายใน 1-2 วัน ดังนั้น ผู้ป่วยควรมีผู้คอยดูแลอย่างใกล้ชิดอย่างน้อย 24 ชั่วโมงหลังการผ่าตัด เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุหรืออาการเจ็บป่วยที่เป็นอันตราย
  • ในขณะพักฟื้นรักษาตัว ผู้ป่วยต้องรับประทานยาและปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด
  • เมื่อแพทย์มีความเห็นให้ผู้ป่วยไม่จำเป็นต้องนอนพักดูอาการที่โรงพยาบาล และสามารถกลับไปพักรักษาตัวที่บ้านได้ สิ่งที่ผู้ป่วยควรทำ คือ รับประทานยาและปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด ซักถามเมื่อมีข้อสงสัย และสังเกตอาการที่เป็นสัญญาณของการเจ็บป่วยที่รุนแรงแล้วปรึกษาหรือกลับมาพบแพทย์ ทั้งนี้ ผู้ป่วยไม่ควรขับขี่ยานพาหนะ ดื่มแอลกอฮอล์ หรือทำสัญญานิติกรรมใด ๆ เป็นเวลา 1-2 วัน หลังการผ่าตัด

ผลข้างเคียงจากยาสลบ

  • หลังยาสลบเริ่มหมดฤทธิ์ ผู้ป่วยจะกลับมารู้สึกตัวและรู้สึกเจ็บปวดบริเวณที่ได้รับการผ่าตัด
  • รู้สึกง่วงนอน อ่อนเพลีย ไม่มีแรง
  • รู้สึกสับสนมึนงง หรือสูญเสียความทรงจำชั่วคราว แต่มีผู้ป่วยบางรายที่จะสูญเสียความทรงจำไปอย่างถาวร ซึ่งเป็นกรณีที่พบได้น้อยมาก
  • รู้สึกป่วย วิงเวียนศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน ซึ่งเป็นอาการที่มักเกิดขึ้นในช่วงแรกที่ได้รับยาสลบ แต่อาจเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องไปเป็นวันได้
  • ตัวสั่น หรือรู้สึกหนาวสั่น อาจเกิดขึ้นชั่วขณะ ยาวนานหลายนาที ไปจนหลายชั่วโมง
  • เกิดรอยช้ำและความเจ็บปวดบริเวณที่ถูกฉีดยา หากไม่มีอาการแพ้หรืออาการข้างเคียงอื่นใดที่เป็นอันตราย รอยช้ำและความเจ็บปวดนี้จะหายไปเมื่อเวลาผ่านไป
  • เสียงแหบ คอแห้ง เจ็บคอ ufabet login  เนื่องจากระหว่างผ่าตัดอาจมีการสอดท่อช่วยหายใจผ่านทางปากเข้าไปในลำคอ
  • ปากแห้ง หรือเกิดความเสียหายภายในช่องปากและฟัน เนื่องจากการสอดท่อช่วยหายใจในระหว่างทำการผ่าตัดเช่นกัน ดังนั้น ผู้ป่วยที่มีแผล หรือกำลังรักษาช่องปากและฟัน ควรแจ้งให้วิสัญญีทราบเรื่องก่อนเสมอ
  • ปัญหาเกี่ยวกับกระเพาะปัสสาวะ เช่น มีความยากลำบากในการปัสสาวะ

ภาวะแทรกซ้อนของยาสลบ

แม้การใช้ยาสลบจะมีผลข้างเคียง แต่มีผู้ป่วยน้อยรายมากที่จะเผชิญกับภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงและเป็นอันตรายได้ โดยภาวะแทรกซ้อนรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นได้ คือ

  • ภาวะสับสนทางจิตใจ โดยอาจเกิดขึ้นเพียงชั่วคราว
  • เกิดการบาดเจ็บที่ฟันหรือลิ้นจากการกระทบกระเทือนของท่อช่วยหายใจ
  • เกิดความเสียหายบริเวณเส้นเสียงที่อยู่ภายในลำคอจากการใช้ท่อช่วยหายใจเช่นกัน ทำให้เกิดอาการเสียงแหบ และเจ็บคอ
  • รู้สึกตัวตื่นขึ้นมาในระหว่างแพทย์กำลังทำการผ่าตัด ซึ่งมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยมาก เพราะวิสัญญีแพทย์จะคอยดูแลให้ยาสลบผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ป่วยจะไม่รู้สึกตัวและไม่รู้สึกเจ็บปวดใด ๆ
  • โรคภูมิแพ้ชนิดรุนแรง (Anaphylaxis) ผู้ป่วยจะมีอาการแพ้ยาสลบอย่างรุนแรง เช่น มีผื่น ตัวบวมหน้าบวม หอบ ความดันโลหิตต่ำ คลื่นไส้ อาเจียน
  • ปัญหาเกี่ยวกับการหายใจ หายใจติดขัด หายใจไม่ออก
  • เสียชีวิต เป็นภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงที่สุดแต่มีโอกาสเกิดน้อยมากเพียง 1 ใน 100,000-200,000 รายเท่านั้น ซึ่งอาจเป็นเหตุมาจากภาวะแทรกซ้อนและการเจ็บป่วยอื่น เช่น การติดเชื้อในปอด ภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน เส้นเลือดในสมองแตกหรือตีบตัน เป็นต้น

ผู้ที่มีความเสี่ยงสูงในการเกิดภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายจากการใช้ยาสลบ

การใช้ยาสลบเป็นวิธีการที่ค่อนข้างปลอดภัยและเป็นประโยชน์ต่อตัวผู้ป่วยเอง ดังนั้น โอกาสในการเกิดภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายหลังการใช้ยาสลบจึงขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของแต่ละบุคคล อาการป่วยที่เผชิญอยู่ และประเภทของการผ่าตัดมากกว่าการออกฤทธิ์ของ ยาสลบ

อย่างไรก็ตาม การใช้ยาสลบในผู้ป่วยที่มีสุขภาพดีมักจะปลอดภัยกว่าในผู้ป่วยที่มีปัญหาสุขภาพและผู้ป่วยดังต่อไปนี้

  • ผู้ป่วยสูงวัย
  • ผู้ที่สูบบุหรี่
  • มีประวัติการดื่มแอลกอฮอล์ปริมาณมาก
  • ผู้ที่มีอาการแพ้ยา มีประวัติแพ้ยาสลบ หรือมีประวัติครอบครัวเคยแพ้ยาสลบ
  • ผู้ที่กำลังใช้ยารักษาที่อาจส่งผลให้มีภาวะเลือดออกเพิ่มขึ้น เช่น ยาแอสไพริน
  • มีภาวะความดันโลหิตสูง
  • ผู้ป่วยโรคเบาหวาน
  • มีภาวะชัก
  • มีภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับ
  • ป่วยด้วยโรคหัวใจ โรคไต หรือโรคปอด
โรคผมร่วงเป็นหย่อม เกิดจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน

Alopecia Areata หรือ โรคผมร่วงเป็นหย่อม เป็นโรคที่เชื่อว่าเกิดจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันที่ไปทำลายต่อมรากผมจนทำให้ผมร่วง โดยอาการอาจเกิดขึ้นได้ทุกส่วนของร่างกาย เช่น คิ้ว ขนตา หนวดเครา หรือขนรักแร้ เป็นต้น โรคนี้เกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศทุกวัย แต่มักเกิดกับผู้ที่มีอายุน้อยกว่า 40 ปี ซึ่งปริมาณผมหรือขนที่ร่วงและที่งอกขึ้นมาใหม่ของผู้ป่วยแต่ละรายนั้นจะแตกต่างกันออกไป และในปัจจุบันยังไม่สามารถรักษาโรคนี้ให้หายขาดได้ แต่ก็มีการรักษาที่ช่วยให้ผมงอกขึ้นมาใหม่ได้เร็วและป้องกันการหลุดร่วงในอนาคต

อาการของโรคผมร่วงเป็นหย่อม

ผู้ป่วยโรค Alopecia Areata จะมีอาการผมร่วงเป็นหย่อม ๆ โดยทั่วไปบริเวณที่ผมร่วงจะมีลักษณะเป็นวงกลมเท่าเหรียญขนาดใหญ่ อาจมีอาการคันหรือมีผื่นแดงขึ้นบริเวณที่ผมร่วงด้วยแต่ก็พบได้น้อย หรืออาจมีขนร่วงตามส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย เช่น ขนตา คิ้ว หนวดเครา หรือขนตามแขนขา เป็นต้น

ทั้งนี้ ขนและผมที่ร่วงนั้นจะงอกขึ้นใหม่ได้เองภายใน 3-4 เดือน  ufabet login  แต่ในผู้ป่วยบางรายอาจไม่งอกกลับขึ้นมาอีกเลย ทั้งนี้ อาการผมร่วงเป็นหย่อมอาจหายไปและกลับมาเป็นได้อีก ซึ่งขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลและไม่สามารถคาดเดาการเกิดได้ นอกจากผมร่วงเป็นหย่อมแล้ว ผู้ป่วยอาจมีอาการผมร่วงทั้งศีรษะ (Alopecia Totalis) หรือเส้นขนตามร่างกายหลุดร่วงไปทั้งหมดด้วย (Alopecia Universalis)

นอกจากนี้ โรค Alopecia Areata อาจทำให้เกิดอาการที่เล็บได้ แต่ก็มีโอกาสเกิดขึ้นน้อย ซึ่งเล็บจะมีความผิดปกติ เช่น เล็บขรุขระ เล็บเปราะ หรือมีจุดแดงบริเวณโคนเล็บ เป็นต้น

โรคผมร่วงเป็นหย่อม (Alopecia Areata)
โรคผมร่วงเป็นหย่อม (Alopecia Areata)

สาเหตุของโรคผมร่วงเป็นหย่อม

โรค Alopecia Areata อาจเกิดจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน โดยความผิดปกตินี้อาจสร้างความเสียหายต่อรูขุมขน จนทำให้รูขุมขนมีขนาดเล็กลงและไม่สามารถผลิตเส้นผมขึ้นมาได้ จึงเกิดเป็นอาการผมร่วง ซึ่งโรคนี้เกิดขึ้นได้กับทุกเพศและทุกช่วงวัย

แม้สาเหตุที่ทำให้ภูมิคุ้มกันทำงานผิดพลาดนั้นยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด แต่มีปัจจัยบางอย่างที่อาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคนี้ได้ เช่น

  • ความผิดปกติทางพันธุกรรม อย่างกลุ่มอาการดาวน์ซินโดรม
  • มีประวัติคนในครอบครัวเคยป่วยเป็นโรคนี้ หรือเป็นโรคเกี่ยวกับภูมิคุ้มกัน เช่น โรคเบาหวานประเภทที่ 1 โรคเกี่ยวกับไทรอยด์ โรคด่างขาว โรคแพ้ภูมิตัวเอง โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ หรือภาวะลำไส้เป็นแผล (Ulcerative Colitis) เป็นต้น
  • การเจ็บป่วยอื่น ๆ อย่างการติดเชื้อไวรัส
  • การได้รับยาบางชนิด
  • ความเครียด

การวินิจฉัยโรคผมร่วงเป็นหย่อม

แพทย์สามารถวินิจฉัยอาการของโรคนี้ได้โดยตรวจดูหนังศีรษะตรงที่ผมร่วง และตัวอย่างเส้นผมในบริเวณที่เกิดอาการ รวมทั้งอาจวินิจฉัยเพิ่มเติมได้ด้วยวิธีการ ดังนี้

  • ตรวจชิ้นเนื้อหนังศีรษะ โดยนำตัวอย่างผิวหนังบริเวณที่เกิดอาการไปตรวจด้วยกล้องจุลทัศน์ เพื่อหาสาเหตุของอาการผมร่วง
  • ตรวจเลือด แพทย์อาจตรวจเลือดเพื่อดูความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคนี้ โดยวิธีนี้สามารถบอกได้ถึงปริมาณสารต่าง ๆ ที่อยู่ภายในเลือด เช่น ฮอร์โมนจากต่อมไทรอยด์ ปริมาณโปรตีนที่บ่งชี้การอักเสบ และปริมาณธาตุเหล็ก เป็นต้น

การรักษาโรคผมร่วงเป็นหย่อม

ปัจจุบันในทางการแพทย์ยังไม่สามารถรักษาโรค Alopecia Areata ได้ แต่เบื้องต้นแพทย์อาจแนะนำให้รอผมงอกขึ้นมาใหม่เอง ซึ่งอาจใช้เวลาประมาณ 3-6 เดือน เพราะปกติแล้วผมของผู้ป่วยจะงอกกลับขึ้นมาใหม่ได้เองโดยไม่จำเป็นต้องรักษา อีกทั้งโรคนี้ไม่มีอันตรายต่อร่างกายของผู้ป่วย

อย่างไรก็ตาม มีบางวิธีที่ช่วยให้ผมที่ร่วงไปงอกกลับขึ้นมาใหม่เร็วกว่าวิธีตามธรรมชาติ ดังนี้

  • การใช้สเตียรอยด์
    สเตียรอยด์จะยับยั้งการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันที่สร้างความเสียหายแก่รูขุมขน และทำให้เส้นผมสามารถงอกขึ้นมาใหม่ได้อีกครั้ง ซึ่งการใช้สเตียรอยด์มีหลายรูปแบบ ทั้งแบบฉีดซึ่งได้ผลดีในกรณีที่ผมร่วงเป็นบริเวณไม่กว้างนัก และแบบทาซึ่งเห็นผลช้า และอาจต้องใช้เวลา 3-6 เดือน โดยการใช้ยาชนิดนี้ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์
  • การใช้ยาปลูกผม
    การรักษาด้วยวิธีการนี้มีโอกาสสำเร็จน้อย โดยปกติแล้วจะใช้เวลาประมาณ 2-3 เดือนจึงจะเริ่มเห็นผล แต่หากใช้ยาปลูกผมมาเป็นเวลากว่า 1 ปีแล้วยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง ควรหยุดใช้ยาและใช้วิธีอื่นรักษาแทน
  • การทำภูมิคุ้มกันบำบัด
    การทำภูมิคุ้มกันบำบัดเป็นการให้สารที่ก่อให้เกิดอาการภูมิแพ้ที่ผิวหนังลงบนบริเวณที่ผมร่วง เพื่อทำให้เกิดการอักเสบที่จะนำไปสู่การกระตุ้นให้ผมกลับมางอกขึ้นใหม่ได้อีกครั้ง แต่วิธีการนี้มีผลข้างเคียงที่อาจทำให้เกิดโรคผิวหนังชนิดอื่นตามมาได้
  • วิธีการอื่น ๆ
    ผู้ป่วยอาจรับประทานอาหารเสริมจำพวกวิตามินหรือสมุนไพร รักษาโดยใช้น้ำมันหอมระเหยจากพืช หรือรับการฝังเข็ม ซึ่งอาจช่วยให้ผมงอกขึ้นมาใหม่ได้ อย่างไรก็ตาม การรักษาทางเลือกเหล่านี้ยังไม่ได้รับการยืนยันทางการแพทย์ว่าจะช่วยรักษาอาการผมร่วงหรือทำให้อาการดีขึ้นได้ ดังนั้น หากต้องการใช้การรักษาทางเลือกใด ๆ ควรปรึกษาแพทย์ให้ถี่ถ้วนก่อนเสมอ

ภาวะแทรกซ้อนของโรคผมร่วงเป็นหย่อม

โรค Alopecia Areata อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนตามมาได้ ดังนี้

  • อาการทางร่างกาย ผู้ป่วยอาจเสี่ยงเป็นโรคทางภูมิคุ้มกัน เช่น โรคเกี่ยวกับไทรอยด์ โรคด่างขาว หรือโรคโลหิตจาง เป็นต้น
  • อาการทางจิตใจ ผู้ป่วยอาจเกิดความเครียด รู้สึกแปลกแยก หรืออาจเป็นโรคซึมเศร้าได้

การป้องกันโรคผมร่วงเป็นหย่อม

ปัจจุบันยังไม่มีวิธีใดป้องกันโรค Alopecia Areata ได้ แต่สามารถรักษาตามอาการที่เกิดขึ้นและทำให้ผมงอกกลับมาใหม่ให้เร็วที่สุด โดยผู้ป่วยควรดูแลตนเองและป้องกันปัญหาสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นตามมา รวมทั้งคนทั่วไปก็อาจหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เป็นโรคนี้ เช่น

  • ผ่อนคลายความเครียด เพราะความเครียดเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดโรคได้
  • เลือกรับประทานอาหารที่มีสารบำรุงเส้นผม เช่น วิตามินเอ วิตามินบี วิตามินซี และธาตุสังกะสี เป็นต้น
  • ใส่วิก สวมหมวก หรือทาครีมกันแดดบริเวณหนังศีรษะที่เกิดอาการ เพื่อป้องกันแสงแดดทำอันตรายต่อหนังศีรษะ
  • สวมแว่นกันแดดในกรณีที่โรคนี้ส่งผลให้ขนตาร่วง เพราะอาจมีสิ่งแปลกปลอมเข้าสู่ดวงตาได้เนื่องจากไม่มีขนตาคอยป้องกัน
Finger Food อาหารเพื่อพัฒนาการของลูกน้อย

Finger food เป็นคำที่หลายคนอาจไม่คุ้นหูนัก แต่อาจเป็นที่รู้จักดีในกลุ่มคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ โดยความหมายของ Finger food คือ อาหารที่มีขนาดพอดีคำ ที่ลูกน้อยสามารถหยิบจับหรือตักรับประทานเองได้ อาจเรียกได้ว่าเป็นอาหารเสริมพัฒนาการ ทั้งด้านร่างกาย ด้านอารมณ์ รวมทั้งให้เจ้าตัวเล็กได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์ผ่านการฝึกรับประทานด้วยตนเอง อย่างไรก็ตาม การรับประทานอาหาร Finger food ก็มีความเสี่ยงอยู่บ้าง ในบทความนี้จึงได้รวบรวมอาหารที่เหมาะสำหรับทารก รวมถึงความเสี่ยงที่คุณพ่อคุณแม่ควรระมัดระวังมาให้ได้ศึกษากัน

โดยปกติแล้ว ทารกในช่วงอายุ 8-9 เดือน จะส่งสัญญาณให้คุณพ่อคุณแม่ทราบว่าพวกเขาพร้อมแล้วสำหรับการเริ่มหัดรับประทานอาหารด้วยตนเอง โดยสังเกตได้จากการที่เขามักคว้าที่ใช้ช้อนป้อน หรือคว้าอาหารในจาน ซึ่งการใช้มือหยิบอาหารด้วยตนเองนั้น จะพัฒนาการทำการงานและสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อมัดเล็กของลูกน้อย จนสามารถรับประทานอาหารด้วยตนเองได้ในที่สุด

Finger food ที่เหมาะสำหรับลูกน้อยควรเป็นอย่างไร ?

อาหารสำหรับเด็กในการหัดรับประทานควรเป็น อาหารที่มีขนาดพอดีคำ หรือเป็นขนาดที่ทารกสามารถรับประทานได้ง่าย โดยนอกจากขนาดของชิ้นอาหารแล้ว คุณพ่อคุณแม่ควรคำนึงถึงลักษณะอื่น ๆ ของอาหาร อย่างปริมาณ ความนิ่ม และความหนืด ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนมีผลต่อการเคี้ยว  ufabet login  การกลืน และเสี่ยงที่จะทำให้ลูกน้อยสำลัก

โดยตัวอย่างอาหาร Finger food อาจมี ดังนี้

  • ไข่กวน ไข่คน หรือไข่ต้มสุกหั่นพอดีคำ
  • ผลไม้เนื้อนิ่มหั่นชิ้นเล็ก ๆ อย่างกล้วย มะม่วง มะละกอ อะโวคาโด แตงโมที่นำเมล็ดออก
  • ผักต้มจนนิ่มหั่นพอดีคำ เช่น ดอกกะหล่ำ บร็อคโคลี่ หรือมันเทศ เป็นต้น
  • เส้นพาสต้าลวกจนนิ่มหั่นชิ้นพอดีคำ
  • ขนมปังธัญพืชไม่ขัดสีหั่นเป็นชิ้นเล็ก
  • เนื้อไก่หรือเนื้อปลาที่นำกระดูกหรือก้างออกแล้วชิ้นเล็ก
  • ซุปข้น หรือ Puree มักทำจากเนื้อหรือผักต้มนำมาบดและเคี่ยวจนข้น
  • เต้าหู้นิ่มหั่นสี่เหลี่ยมลูกเต๋า
Finger food ลูกน้อย
Finger food ลูกน้อย

อาหารที่ไม่ควรนำมาเป็น Finger food

ผู้ปกครองควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีขนาดใหญ่ แข็ง และเหนียวเพราะอาจทำให้เด็กเล็กเกิดการสำลักได้ ซึ่งอาหารที่คุณพ่อคุณแม่ควรหลีกเลี่ยง เช่น ผักสด ผลไม้เนื้อแข็ง ถั่วเปลือกแข็ง ชีสแท่ง เนื้อองุ่นหรือผลไม้ตระกูลเบอร์รี่แบบเต็มผล ลูกอม และขนมขบเคี้ยว เป็นต้น นอกจากนี้ ยังควรหลีกเลี่ยงการให้ลูกน้อยรับประทานอาหารที่ไม่มีประโยชน์ อย่างอาหารหมักดอง อาหารแปรรูป หรืออาหารน้ำตาลสูง และไม่ควรเติมเครื่องปรุงลงไปในอาหารของลูกน้อย รวมทั้งให้ทารกรับประทานอาหารสดใหม่เสมอ

สิ่งที่ควรระวังเมื่อลูกน้อยหัดรับประทานด้วยตนเอง

สิ่งที่เป็นอันตรายที่สุดสำหรับลูกน้อยในการหัดรับประทานอาหารด้วยตนเองคือการสำลักอาหาร ซึ่งนอกจากการระมัดระวังลักษณะอาหาร และจับตามองขณะรับประทานแล้ว ผู้ปกครองยังควรศึกษาเกี่ยวกับการปฐมพยาบาลเมื่อทารกสำลัก ไม่ปล่อยให้ทารกรับประทานอาหารโดยลำพังอย่างเด็ดขาด นอกจากนี้ หากทารกมีอาการผิดปกติหลังจากการรับประทานอาหาร ควรพาไปพบแพทย์ทันที

สุดท้ายนี้ คุณพ่อคุณแม่ควรหมั่นสังเกตพัฒนาการของทารกเพื่อปรับเปลี่ยนอาหาร โดยเมื่อเวลาผ่านไป อาหารควรมีลักษณะที่แข็งขึ้น เหนียวขึ้น หรือหยาบขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับการเจริญเติบโตและพัฒนาการของลูกน้อย อย่างจำนวนฟัน ทักษะการเคี้ยว การกลืน และการหยิบจับสิ่งของ ซึ่งจะช่วยให้ลูกน้อยสามารถพัฒนาการรับประทานได้ตามวัย

ผักสุกหรือผักสด เลือกอย่างไรให้ได้ประโยชน์

ผักเป็นกลุ่มอาหารที่ขึ้นชื่อว่าเป็น อาหารสุขภาพ เพราะผักอุดมไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์ ทั้งใยอาหาร  วิตามิน และแร่ธาตุ อีกทั้งผักยังเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมอาหารไทย โดยคนไทยนิยมบริโภคผักสดและผักปรุงสุกตามแต่ละเมนู จุดนี้อาจทำให้บางคนสงสัยว่าผักสุกและผักสดมีประโยชน์ต่างกันหรือไม่ หากไม่เหมือนจะต่างกันอย่างไร ?

ในทางวิทยาศาสตร์ การทำให้ผักสุกด้วยขั้นตอนบางอย่างอาจเปลี่ยนปริมาณและโครงสร้างของสารอาหารภายในผักได้ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงของสารอาหารย่อมส่งผลต่อผู้ที่รับประทานผักเข้าไป แล้วผลของการเปลี่ยนแปลงจะเป็นอย่างไร ติดตามได้จากบทความนี้

เกิดอะไรขึ้นเมื่อผักผ่านการปรุงสุก ?

การปรุงอาหารแต่ละเมนูนั้นมีวัตถุดิบและขั้นตอนต่าง ๆ มากมายในแต่ละครั้ง ซึ่งองค์ประกอบในการทำอาหารอาจส่งผลต่อสารอาหารในผัก ไม่ว่าจะเป็นวัตถุดิบ ความร้อน ไปจนถึงวิธีการปรุง จากการศึกษาพบว่าความร้อนและวิธีการปรุงอาหารสามารถเปลี่ยนโครงสร้างและปริมาณของสารอาหารในผัก โดยหนึ่งในปัจจัยที่ส่งผลให้สารอาหารลดลง คือ น้ำและการปรุงด้วยน้ำ โดยเฉพาะในการต้ม เนื่องจากสารอาหารบางชนิดสามารถละลายในน้ำ อย่างวิตามินซีและกลุ่มวิตามินบี ดังนั้น เมื่อนำผักที่มีสารอาหารเหล่านี้ไปปรุงด้วยวิธีการต้มหรือมีน้ำเป็นส่วนประกอบก็อาจลดปริมาณของวิตามินที่ละลายน้ำได้ถึง 50-60 เปอร์เซ็นต์

แต่ในขณะที่ผลงานวิจัยอีกส่วนหนึ่งชี้ว่า  ufabet login การปรุงสุกด้วยความร้อนอาจช่วยเพิ่มปริมาณของสารแอนติออกซิแดนท์หรือสารต้านอนุมูลอิสระในผักได้ ซึ่งสารต้านอนุมูลอิสระมีสรรพคุณช่วยชะลอการเสื่อมของเซลล์ ต้านการอักเสบ ช่วยในเรื่องของผิวพรรณ อีกทั้งช่วยลดความเสี่ยงของโรคเรื้อรังหลายชนิด

นอกจากนี้ ยังมีการศึกษาชิ้นหนึ่งทดสอบการเปลี่ยนแปลงสารอาหารในมะเขือเทศเมื่อผ่านความร้อนพบว่า เมื่อเวลาผ่านไปปริมาณของวิตามินซีในมะเขือเทศลดลงตามเวลาที่มากขึ้น แต่ปริมาณของไลโคปีน (Lycopene) ที่เป็นสารพฤษเคมี (Phytochemical) ประเภทหนึ่งและสารอนุมูลอิสระอื่น ๆ ในมะเขือเทศกลับมีปริมาณสูงขึ้น จึงเห็นได้ว่าการปรุงสุกด้วยความร้อนก็ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของสารอาหารได้จริง แต่การศึกษานี้ไม่ได้ระบุถึงประเภทของกรรมวิธีในการปรุงที่อาจให้ผลแตกต่างกันไปในแต่ละวิธี เช่น การทอด การต้ม หรือการอบ อีกทั้งยังเป็นการทดลองในมะเขือเทศเพียงอย่างเดียว จึงไม่สามารถยืนยันได้ว่าสารอาหารในผักประเภทอื่นจะเกิดการเปลี่ยนแปลงในลักษณะเดียวกันหรือไม่เมื่อผ่านความร้อน

โดยนอกจากวิตามินซีและบีที่ลดลงจากการปรุงด้วยน้ำและความร้อนแล้ว วิตามินและสารอาหารบางชนิดก็อาจลดระดับลงจากการปรุงด้วยกลไกที่แตกต่างกัน แต่ในกลุ่มสารอาหารที่ไม่ละลายในน้ำแต่ละลายในน้ำมัน อย่างกลุ่มวิตามินดี วิตามินอี และวิตามินเค อาจไม่เปลี่ยนแปลงเมื่อผ่านความร้อน แต่ขั้นตอนการปรุงบางอย่างก็อาจทำให้วัตถุดิบสูญเสียสารอาหารได้เช่นกัน เพียงแต่การต้มที่ใช้น้ำปริมาณมากเป็นส่วนประกอบอาจลดปริมาณสารอาหารได้มากกว่าขั้นตอนอื่น

ผู้เชี่ยวชาญแนะนำตัวอย่างของผักบางชนิดที่เมื่อผ่านการปรุงสุกจะทำให้มีคุณค่าทางโภชนาการมากขึ้น เช่น หน่อไม้ฝรั่ง เห็ด ปวยเล้ง มะเขือเทศ แครอท มันฝรั่ง และพืชตระกูลถั่ว

เลือกผักยังไงถึงเหมาะกับการนำมาทำอาหารไทยมากที่สุด อาหารสุขภาพ
อาหารสุขภาพ

การรับประทานผักสด อาหารสุขภาพ ส่งผลต่อร่างกายอย่างไร ?

หลายคนอาจชื่นชอบการรับประทานผักดิบหรือผักสดที่ไม่ผ่านการปรุงสุก เพราะให้ความรู้สึกสดใหม่ มีสัมผัสที่แตกต่างจากผักสุก และยังอาจมีสารอาหารบางอย่างสูงกว่าผักที่ปรุงสุกแล้ว โดยเฉพาะวิตามินที่ละลายน้ำ แต่การบริโภคผักสดมีความเสี่ยงที่จะเกิดการติดเชื้อภายในระบบทางเดินอาหารได้สูงกว่าผักที่ปรุงสุกแล้ว โดยอาจมาจากเชื้อโรคตามธรรมชาติ จากปุ๋ยมูลสัตว์ หรือจากการเก็บรักษาที่ไม่เหมาะสม

อีกทั้งผักสดยังมีความเสี่ยงที่จะปนเปื้อนยาฆ่าแมลงได้ ซึ่งการสัมผัสกับเชื้อและสารเคมีอาจส่งผลให้ท้องเสีย ปวดท้อง เกิดอาการอาหารเป็นพิษ หรือเกิดพยาธิในลำไส้ได้ รวมทั้งลักษณะตามธรรมชาติของผักบางชนิดอาจแข็งและเคี้ยวยาก หากบริโภคผักที่มีลักษณะดังกล่าวมากไปอาจส่งผลให้ระบบย่อยอาหารทำงานหนักขึ้นจนเกิดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ หรืออาหารไม่ย่อยได้

นอกจากนี้ ผักบางชนิดมีสารต้านโภชนาการ (Anti-Nutrients) ตามธรรมชาติ สารชนิดนี้จะต้านการดูดซึมของสารอาหารบางประเภท อย่างกรดไฟติก (Phytic Acid) ในพืชตระกูลถั่ว ถั่วเปลือกแข็ง และธัญพืชขัดสีน้อยที่เมื่อรับประทานเข้าไปแล้วจะลดการดูดซึมของแร่ธาตุบางชนิด เช่น ธาตุเหล็ก แมกนีเซียม สังกะสี และแคลเซียม ทำให้เกิดร่างกายได้รับสารอาหารไม่เต็มที่ ซึ่งความร้อนจากการปรุงสุกอาจช่วยลดระดับของสารต้านโภชนาการและช่วยให้ร่างกายรับสารอาหารอื่น ๆ ได้มากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าผักบางชนิดหากรับประทานสดอาจให้ประโยชน์มากกว่า เช่น บร็อคโคลี กะหล่ำปลี หัวหอม กระเทียม พริก และหัวบีท เป็นต้น แต่ก็ควรล้างผักเหล่านี้อย่างถูกวิธีเพื่อลดความเสี่ยงจากการได้รับเชื้อโรคและสารเคมีอีก

สรุปแล้ว ผักสุกหรือผักสดมีประโยชน์มากกว่ากัน ?

จากข้อมูลข้างต้นจะเห็นได้ว่าผักสุกและผักสดมีความแตกต่างกัน จึงอาจสงสัยว่าควรเลือกรับประทานแบบไหนดี ในความเป็นจริงแล้วอาจไม่จำเป็นต้องเลือกรับประทานอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่สามารถรับประทานผักทั้งสองรูปแบบเพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่หลากหลายและครบถ้วนตามเคล็ดลับดังนี้

  1. หากต้องการปรุงผักให้สุก ควรเลือกปรุงด้วยการนึ่ง ย่าง หรือผัดแทนการต้มเพื่อลดปริมาณสารอาหารที่อาจเสียไปจากการละลายน้ำ
  2. หากต้องการรับประทานผักสด ควรล้างผักด้วยน้ำสะอาดที่ไหลผ่านตลอด และใช้มือลูบผักเบา ๆ เพื่อล้างเชื้อโรคและสารเคมีให้หลุดออกง่ายขึ้น หากพบว่าผักช้ำหรือมีลักษณะที่ต่างไปจากเดิม ควรตัดหรือเด็ดส่วนดังกล่าวออก
  3. ควรนำผักแช่ตู้เย็นหลังจากหั่น ปอก หรือปรุงภายใน 2 ชั่วโมง
  4. ควรเก็บผักแยกจากเนื้อสัตว์

สุดท้ายนี้ ไม่ว่าจะผักสุกหรือผักสดก็ล้วนแต่มีประโยชน์ต่อสุขภาพหากรับประทานอย่างเหมาะสม และนอกจากผักแล้ว ควรรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ประเภทอื่น ๆ ควบคู่ไปด้วย เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่ครบถ้วน

ท้องไม่พร้อม (Unplanned Pregnancy) จัดการอย่างไรให้ปลอดภัย

ท้องไม่พร้อม (Unplanned Pregnancy) การตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ โดยผู้ตั้งครรภ์ไม่ได้วางแผนหรือเตรียมตัวมีบุตรมาก่อน ภาวะท้องไม่พร้อมถือเป็นปรากฏการณ์สำคัญที่ช่วยให้เข้าใจประเด็นต่าง ๆ ได้แก่ จำนวนประชากรเกิดใหม่ที่เพิ่มขึ้น การไม่คุมกำเนิดเมื่อมีเพศสัมพันธ์ และการวางแผนครอบครัว สาเหตุหลักที่ทำให้เกิดภาวะท้องไม่พร้อมคือการไม่คุมกำเนิดเมื่อมีเพศสัมพันธ์ โดยฝ่ายชายและฝ่ายหญิงไม่ได้วางแผนจะมีบุตร รวมทั้งไม่หาวิธีป้องกันการตั้งครรภ์ที่มีหลากหลายชนิด

การคุมกำเนิดด้วยถุงยางอนามัย ยาคุมกำเนิด ห่วงคุมกำเนิด ufabet login  หรือวิธีคุมกำเนิดอื่น ๆ สามารถป้องกันการตั้งครรภ์ได้ร้อยละ 80-90 ส่วนการคุมกำเนิดถาวรอย่างการทำหมัน สามารถคุมกำเนิดได้มากกว่าร้อยละ 99 อย่างไรก็ตาม ผู้ที่คุมกำเนิดไม่ถูกวิธี เช่น ใช้ถุงยางอนามัยแล้วเกิดรั่ว หรือรับประทานยาคุมกำเนิดไม่สม่ำเสมอ ก็เสี่ยงท้องไม่พร้อมได้ ส่วนผู้ที่เคยประสบภาวะมีบุตรยาก ประจำเดือนมาไม่ปกติ หรืออยู่ในวัยใกล้หมดประจำเดือน ก็สามารถตั้งครรภ์ได้เช่นกัน นอกจากนี้ ผู้ที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศ เช่น ถูกข่มขืน หรือคู่นอนบังคับให้ร่วมเพศโดยไม่สวมถุงยางอนามัย ก็สามารถประสบภาวะท้องไม่พร้อม

ภาวะท้องไม่พร้อมก่อให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับแม่และเด็กหลายอย่าง เนื่องจากผู้ตั้งครรภ์ไม่ได้วางแผนเพื่อเตรียมตัวมีบุตรมาก่อน จึงอาจส่งผลต่อสุขภาพครรภ์ของตนเองและทารกในครรภ์ เช่น หากผู้ตั้งครรภ์ไม่ได้วางแผนมีบุตรแต่เกิดตั้งครรภ์ขึ้นมา ผู้ตั้งครรภ์อาจไม่สามารถรับมือหรือเตรียมตัวฝากครรภ์กับแพทย์ได้อย่างถูกต้อง ซึ่งการฝากครรภ์ช้าอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพครรภ์และทารกได้

สัญญาณและวิธีตรวจว่าท้องหรือไม่

ผู้ที่ไม่ได้วางแผนมีบุตรสามารถทราบได้ว่าตนเองตั้งครรภ์หรือไม่ โดยสังเกตจากรอบเดือนที่ขาดไปหรือไม่มาตามปกติ ทั้งนี้ หากรู้สึกคัดเต้านม รวมทั้งคลื่นไส้และอาเจียนร่วมด้วยซึ่งเป็นอาการแพ้ท้อง ก็แสดงว่าอาจกำลังตั้งครรภ์ โดยอาการแพ้ท้องจะเกิดขึ้นเมื่ออายุครรภ์ได้ 6 สัปดาห์เป็นอย่างน้อย

อย่างไรก็ตาม การตรวจครรภ์จะช่วยระบุผลการตั้งครรภ์ได้อย่างชัดเจน ผู้ที่สงสัยว่าตนเองประสบภาวะท้องไม่พร้อมสามารถตรวจการตั้งครรภ์ด้วยตนเองได้ โดยซื้อชุดตรวจการตั้งครรภ์ซึ่งมีจำหน่ายตามร้านขายยาหรือร้านสะดวกซื้อทั่วไปมาตรวจ ควรตรวจปัสสาวะด้วยชุดตรวจครรภ์หลังจากที่ประจำเดือนไม่มาตามปกติเป็นเวลา 1-2 วัน เพื่อให้ได้ผลการตรวจที่แม่นยำ หากคาดว่าตนเองตั้งครรภ์แม้ผลตรวจจะแสดงว่าไม่ใช่ อาจต้องรอประมาณ 1 สัปดาห์และตรวจด้วยที่ตรวจครรภ์อีกครั้ง หรือไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจได้

ท้องก่อนวัย

ทางเลือกเพื่อ รับมือภาวะท้องไม่พร้อม

ภาวะท้องไม่พร้อมเกิดจากการไม่ได้วางแผนเพื่อเตรียมตัวรับมือกับการตั้งครรภ์ ผู้ตั้งครรภ์จึงควรพิจารณาให้รอบคอบก่อนตัดสินใจว่าจะจัดการกับสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างไร โดยจำเป็นต้องไตร่ตรองประเด็นต่าง ๆ ดังนี้

  • ความพร้อมของตนและคู่รักว่าพร้อมมีบุตรหรือไม่
  • ปัญหาสุขภาพของตนและคู่รัก
  • ความเป็นอยู่และฐานะทางการเงิน
  • ความรับผิดชอบหน้าที่การงานและบทบาทของแม่
  • ความรับผิดชอบต่อภาระหน้าที่ที่มีต่อบุตร
  • ผลกระทบของภาวะท้องไม่พร้อมต่อสถานภาพทางสังคม เนื่องจากผู้ตั้งครรภ์เกิดตั้งครรภ์ก่อนแต่งงานอย่างถูกต้องตามประเพณี
  • การจัดสรรเวลาอยู่ด้วยกันในฐานะสามีภรรยาของคู่รักและบทบาทพ่อแม่ที่มีต่อบุตร

ผู้ประสบภาวะท้องไม่พร้อมควรคำนึงถึงความคิดด้านบวกและลบที่มีต่อประเด็นต่าง ๆ โดยไม่จำเป็นต้องตอบคำถามทุกคำถามทันที ทั้งนี้ ควรปรึกษาคู่รักของตนให้ละเอียดถี่ถ้วน เพื่อให้แน่ใจว่าต่างยินดีจะเลี้ยงเด็กที่เกิดมาหรือไม่ก่อนพูดคุยหรือปรึกษากับครอบครัวของแต่ละฝ่ายต่อไป อย่างไรก็ตาม ผู้ประสบภาวะท้องไม่พร้อมที่อายุยังน้อย อาจได้รับแรงกดดันจากครอบครัวให้เลี้ยงเด็กเองหรือยกให้คนอื่นเลี้ยง ซึ่งผู้ประสบภาวะท้องไม่พร้อมและคู่รักควรเป็นผู้ตัดสินใจต่อการจัดการและรับมือกับภาวะที่เกิดขึ้นด้วยตนเอง โดยสามารถตัดสินใจจัดการกับภาวะท้องไม่พร้อมได้ ดังนี้

  • เลี้ยงทารกที่เกิดมา ผู้ตั้งครรภ์ที่ตัดสินใจให้กำเนิดและเลี้ยงทารกเอง ต้องเข้าใจและยอมรับบทบาทหน้าที่ของการเป็นแม่ เนื่องจากผู้ตั้งครรภ์ต้องมีฐานะทางการเงินและความรับผิดชอบในการเลี้ยงดูบุตรให้เติบโตขึ้นมามีคุณภาพ โดยต้องเข้าใจเรื่องการดูแลทารก การเลี้ยงดูบุตร และการให้การศึกษาแก่บุตร อย่างไรก็ตาม เบื้องต้นผู้ตั้งครรภ์ควรปฏิบัติตน ดังนี้
    • เริ่มฝากครรภ์และไปพบแพทย์ตามนัดอย่างสม่ำเสมอ
    • รับการตรวจคัดกรองโรคเป็นประจำ
    • ค้นข้อมูลเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพครรภ์ ทั้งในด้านการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายและอารมณ์ เพื่อเตรียมพร้อมและดูแลสุขภาพครรภ์ได้อย่างเหมาะสม
    • วางแผนเกี่ยวกับหน้าที่การงาน ฐานะทางการเงิน และความรับผิดชอบต่อเรื่องต่างๆ ร่วมกับคู่รัก
    • ดูแลสุขภาพตัวเองให้แข็งแรง โดยรับประทานอาหารที่มีประโยชน์และอาหารที่มีกรดโฟลิคหรือยาโฟลิคเพื่อเสริมสร้างสุขภาพทารกในครรภ์ให้แข็งแรงสมบูรณ์
    • รักษาน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน
    • ออกกำลังกายหรือเคลื่อนไหวร่างกายเป็นประจำอย่างเหมาะสม
    • เลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รวมทั้งงดสูบบุหรี่และใช้สารเสพติดต่างๆ
  • ยุติการตั้งครรภ์ วิธียุติการตั้งครรภ์สำหรับผู้ที่ประสบภาวะท้องไม่พร้อม ประกอบด้วยการทำแท้งด้วยอุปกรณ์ทางการแพทย์และการใช้ยาทำแท้ง โดยผู้ตั้งครรภ์ควรเข้ารับยุติการตั้งครรภ์จากแพทย์อย่างถูกกฎหมาย ไม่ควรทำแท้งตามคลิกนิกทำแท้งเถื่อน หรือซื้อยาทำแท้งมาใช้เอง เนื่องจากอาจได้รับผลข้างเคียง เช่น เลือดออกมาก หรือติดเชื้อ ซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิต ผู้ตั้งครรภ์ควรปรึกษาสูติแพทย์ที่โรงพยาบาลเมื่อเริ่มตั้งครรภ์ โดยแพทย์หลายฝ่ายจะร่วมกันพิจารณาภาวะทางจิตใจของผู้ป่วย รวมทั้งข้อกฎหมาย เพื่อประกอบการยุติการตั้งครรภ์ที่ปลอดภัย ทั้งนี้ การยุติการตั้งครรภ์ที่ถูกต้องตามกฎหมายในประเทศไทยนั้น จะทำได้โดยพิจารณาเป็นกรณี ๆ ข้อบังคับแพทยสภาว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับการยุติการตั้งครรภ์ทางการแพทย์ตามมาตรา 305 แห่งประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ. 2548 ระบุว่า สตรีมีครรภ์ที่สามารถยุติการต้ังครรภ์ได้นั้น ต้องเป็นผู้ที่มีปัญหาสุขภาพทางร่างกายหรือจิตใจ หรือการตั้งครรภ์จากการล่วงละเมิดทางเพศหรือข่มขืนกระทำชำเรา ทั้งนี้ การยุติการตั้งครรภ์ควรทำตั้งแต่อายุครรภ์ยังไม่มาก เนื่องจากการยุติการตั้งครรภ์เมื่ออายุครรภ์มากกว่า 12 สัปดาห์ ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อสุขภาพได้

อย่างไรก็ตาม การรับมือกับภาวะท้องไม่พร้อมด้วยวิธียุติการตั้งครรภ์ อาจทำให้ผู้ตั้งครรภ์รู้สึกผิด เสียใจ หรือซึมเศร้าได้ ทั้งนี้ปัจจัยอื่น ๆ อันได้แก่ วัฒนธรรมทางสังคม ความเชื่อทางศาสนา และความคิดของผู้คนรอบข้างก็มีอิทธิพลต่อความรู้สึกที่เกิดขึ้นด้วย ผู้ตั้งครรภ์ควรพูดคุยกับคนในครอบครัว เพื่อน หรือบุคคลที่ไว้ใจได้ หรืออาจเขียนระบายความรู้สึกตอนที่ประสบภาวะท้องไม่พร้อมและหลังจากต้องยุติการตั้งครรภ์เพื่อระบายความเครียด รวมทั้งปรึกษานักจิตบำบัดหรือจิตแพทย์เพื่อช่วยรับมือกับสิ่งที่เกิดขึ้นหลังยุติการตั้งครรภ์ ทั้งนี้ ผู้ที่เกิดความเครียดหลังทำแท้งสามารถใช้บริการจากองค์กรที่ช่วยให้คำแนะนำหรือเป็นที่ปรึกษาเกี่ยวกับปัญหาชีวิตได้

โรคหลงตัวเอง (Narcissistic Personality Disorder) ผู้ป่วยโรคนี้จะมีลักษณะยึดตัวเองเป็นศูนย์กลาง

โรคหลงตัวเอง โรคบุคลิกภาพผิดปกติ ชนิดหนึ่ง โดยผู้ป่วยโรคนี้จะมีลักษณะยึดตัวเองเป็นศูนย์กลาง ต้องการการยกยอชื่นชม และขาดความเห็นใจผู้อื่น มักหมกมุ่นอยู่กับการโอ้อวดตัวตนของตัวเอง เช่น ความสำเร็จ รูปร่างหน้าตา หรือฐานะทางการเงิน เชื่อว่าตัวเองนั้นเหนือกว่าผู้อื่น รวมทั้งมักคบค้าสมาคมกับบุคคลที่เห็นว่ามีความพิเศษหรือสำคัญมาก การกระทำดังกล่าวจะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นและเคารพนับถือตัวเองให้มากขึ้น เนื่องจากผู้ป่วยโรคนี้มีความนับถือตัวเองต่ำ ไม่สามารถทนการวิพากษ์วิจารณ์ได้ และมักอับอายหรือรู้สึกอ้างว้างเมื่อถูกปฏิเสธหรือได้รับการวิจารณ์ข้อเสียของตัวเอง

อาการของโรคหลงตัวเอง

ผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าป่วยเป็นโรคหลงตัวเองจะปรากฏสัญญาณหรือพฤติกรรมของโรค 5 ลักษณะ หรือมากกว่านั้น ดังนี้

  • มักยึดตัวเองเป็นสำคัญมากเกินไป เช่น หวังว่าผู้อื่นจะเห็นว่าตัวเองพิเศษหรือเหนือกว่าในด้านต่าง ๆ
  • มักหมกหมุ่นกับการคิดถึงความสำเร็จ อำนาจ ความร่ำรวย ความงาม หรือความรักในอุดมคติของตัวเอง
  • เชื่อว่าตัวเองเป็นคนพิเศษ และบุคคลที่มีความพิเศษหรือสถานะทางสังคมที่สูงเทียบเท่ากันเท่านั้นถึงจะเข้าใจตน
  • ต้องการความสนใจ การยอมรับ และความชื่นชมจากผู้อื่น
  • คิดว่าสมควรได้รับอภิสิทธิ์ต่าง ๆ อย่างไม่มีเหตุผล
  • แสวงหาประโยชน์จากผู้อื่น เพื่อให้ตนเองบรรลุเป้าหมายที่ต้องการ
  • ขาดความเห็นใจและนึกถึงผู้อื่น
  • มักริษยาผู้อื่น หรือเชื่อว่าคนรอบข้างอิจฉาตนเอง
  • มีความคิดหรือพฤติกรรมที่เย่อหยิ่ง จองหอง

สาเหตุของโรคหลงตัวเอง

โรคหลงตัวเองยังไม่ปรากฏสาเหตุอย่างชัดเจน โดยสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคนี้ค่อนข้างซับซ้อนเช่นเดียวกับปัญหาสุขภาพจิตอื่น ๆ โรคหลงตัวเองอาจมีปัจจัยทางพันธุกรรม สภาพแวดล้อม และการเลี้ยงดู ซึ่งนำไปสู่ภาวะดังกล่าวเป็นสำคัญ พ่อแม่ที่เลี้ยงลูกตามใจมากเกินไปหรือละเลยการเอาใจใส่ลูก อาจทำให้เด็กเกิดความคิดและพฤติกรรมที่นำไปสู่โรคหลงตัวเองได้ รวมทั้งอาจเกิดความผิดปกติของสมองที่เกี่ยวเนื่องกับความคิดและพฤติกรรมดังกล่าว

โรคหลงตัวเองนับเป็นปัญหาสุขภาพจิตที่พบได้ไม่บ่อยนัก ส่วนใหญ่แล้ว เด็กเล็กและวัยรุ่นอาจแสดงพฤติกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับโรคนี้ แต่ไม่ได้พัฒนากลายเป็นโรคหลงตัวเองเสมอไป เนื่องจากพฤติกรรมดังกล่าวเป็นการแสดงออกตามวัย ทั้งนี้ ผู้ชายมักป่วยเป็นโรคหลงตัวเองมากกว่าผู้หญิง และจะเริ่มเป็นเมื่อเข้าช่วงวัยรุ่นหรือผู้ใหญ่ตอนต้น

โรคหลงตัวเอง
โรคหลงตัวเอง การวินิจฉัยโรคหลงตัวเอง

การวินิจฉัยโรคหลงตัวเอง

โดยทั่วไปแล้ว ผู้ป่วยที่ประสบความผิดปกติทางบุคลิกภาพต่าง ๆ จะเริ่มพบแพทย์เพื่อรับการรักษาในกรณีที่รู้สึกว่าอาการป่วยกำลังแทรกแซงและส่งผลกระทบต่อชีวิตตนเอง นักจิตวิทยาหรือจิตแพทย์จะเป็นผู้วินิจฉัยปัญหาความผิดปกติเกี่ยวกับบุคลิกภาพ โดยพิจารณาว่าปรากฏอาการที่เข้าข่ายพฤติกรรมของโรคหลงตัวเอง 5 ลักษณะหรือมากกว่านั้นตามที่กล่าวไปข้างต้นหรือไม่ ผู้ป่วยบางรายอาจได้ทำแบบวัดระดับบุคลิกภาพของโรคหลงตัวเอง (Narcissistic Personality Inventory) ซึ่งประกอบด้วยคำถามจำนวน 40 ข้อ ทั้งนี้ แพทย์จะตรวจร่างกายร่วมด้วย เพื่อยืนยันว่าอาการที่ปรากฏนั้นไม่ได้เกิดจากการได้รับบาดเจ็บอื่น ๆ

การรักษาโรคหลงตัวเอง

ผู้ป่วยโรคหลงตัวเองจะได้รับการรักษาด้วยวิธีจิตบำบัด ซึ่งเป็นการรักษาระยะยาวและทำโดยนักบำบัดที่เชี่ยวชาญเกี่ยวกับความผิดปกติของบุคลิกภาพโดยตรง ทั้งนี้ ผู้ป่วยอาจได้รับยาที่สั่งจ่ายจากแพทย์ควบคู่กับการทำจิตบำบัด ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้

  • จิตบำบัด วิธีนี้จะช่วยให้ผู้ป่วยสร้างสัมพันธ์อันดีกับผู้คนรอบข้าง เข้าใจสาเหตุที่ทำให้เกิดความคิดและพฤติกรรมของโรคหลงตัวเอง เช่น สาเหตุที่ทำให้อยากแข่งขัน ไม่เชื่อใจผู้อื่น หรือดูถูกผู้อื่น การทำจิตบำบัดต้องใช้เวลาหลายปี เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงบุคลิกภาพของคนเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก  ผู้ป่วยที่เข้ารับการบำบัดจะได้รับประโยชน์จากการรักษา ดังนี้
    • ยอมรับและรักษาความสัมพันธ์กับบุคคลรอบข้างตามความเป็นจริง รวมทั้งเรียนรู้การทำงานร่วมกับผู้อื่น
    • ยอมรับความสามารถและศักยภาพที่แท้จริงของตนเอง ufabet login ส่งผลให้สามารถรับคำวิจารณ์ผู้อื่นหรือเมื่อต้องประสบความล้มเหลวได้
    • ทำให้เข้าใจและสามารถจัดการอารมณ์และความรู้สึกของตัวเองได้ดีขึ้น
    • เข้าใจและสามารถยอมรับเรื่องราวที่ส่งผลต่อความนับถือและความเชื่อมั่นตัวเอง
    • สามารถบอกได้ว่าต้องการบรรลุเป้าหมายที่ไม่สามารถเป็นไปได้ รวมทั้งยอมรับศักยภาพตัวเองที่สามารถบรรลุเป้าหมายได้ตามจริง
  • การรักษาด้วยวิธีทางการแพทย์ ผู้ป่วยโรคหลงตัวเองที่มีอาการรุนแรง โดยเกิดอาการหรือพฤติกรรมอื่นที่นอกเหนือไปจากอาการป่วยโรคหลงตัวเอง จำเป็นต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลและดูแลจากแพทย์อย่างใกล้ชิด เช่น มีอารมณ์เกรี้ยวกราด ทำร้ายตัวเอง หลงผิดไปจากความเป็นจริง ซึมเศร้า หรือวิตกกังวลเพื่อรับการรักษาอย่างเหมาะสม

ภาวะแทรกซ้อนของโรคหลงตัวเอง

ผู้ป่วยโรคหลงตัวเองที่ไม่เข้ารับการรักษา อาจได้รับผลกระทบจากอาการป่วยได้ อาการป่วยของโรคอาจไม่ส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนเกี่ยวกับสุขภาพกาย แต่จะส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน โดยผู้ป่วยจะมีปัญหาความสัมพันธ์กับผู้คนรอบข้าง มีปัญหาในการทำงานหรือเรียนหนังสือ ประสบภาวะซึมเศร้า ใช้สารเสพติดหรือดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รวมทั้งมีความคิดและพฤติกรรมเสี่ยงฆ่าตัวตาย ผู้ป่วยหรือผู้ที่มีบุคคลรอบข้างป่วยเป็นโรคนี้ควรพบแพทย์เพื่อปรึกษาและเข้ารับการบำบัดอาการอย่างถูกต้อง

การป้องกันโรคหลงตัวเอง

วิธีป้องกันโรคหลงตัวเองยังไม่ปรากฏแน่ชัด เนื่องจากไม่สามารถระบุสาเหตุของโรคนี้ได้อย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยหรือผู้ที่มีบุคคลรอบข้างป่วยเป็นโรคหลงตัวเองสามารถบำบัดให้หายได้ โดยพาผู้ป่วยไปพบแพทย์และรับการบำบัดในกรณีที่ผู้ป่วยอายุยังน้อย ส่วนพ่อแม่หรือผู้ใหญ่ที่ดูแลผู้ป่วยควรเข้ารับการบำบัดเพื่อเรียนรู้วิธีสื่อสารและรับมือกับอารมณ์ของผู้ป่วย รวมทั้งรับคำปรึกษาจากนักบำบัดเพิ่มเติมในกรณีที่จำเป็น

นอกจากนี้ ผู้ป่วยโรคหลงตัวเองที่คิดว่าไม่จำเป็นต้องเข้ารับการรักษา อาจลองเปลี่ยนทัศนคติและพฤติกรรมที่มีต่อการรักษา โดยปฏิบัติ ดังนี้

  • เปิดใจและมุ่งมั่นไปที่รางวัลอันเป็นเป้าหมายของการรักษา
  • ควรเข้ารับการบำบัดตามกำหนดและรับประทานยาตามแพทย์สั่งจ่ายอย่างเคร่งครัด
  • หาข้อมูลเกี่ยวกับโรคหลงตัวเอง เพื่อจะได้เข้าใจอาการ ปัจจัยเสี่ยง และวิธีรักษาโรคดังกล่าวมากขึ้น
  • ควรเข้ารับการรักษาปัญหาสุขภาพจิตและพฤติกรรมที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพซึ่งเกิดขึ้นร่วมด้วย เช่น การใช้สารเสพติด โรคซึมเศร้า อาการวิตกกังวล และ ความเครียด เนื่องจากอาจนำไปสู่สภาวะอารมณ์และสุขภาพที่ไม่ดีได้
  • พยายามผ่อนคลายเพื่อรับมือกับความเครียด เช่น นั่งสมาธิ หรือเล่นโยคะ เป็นต้น
  • ควรตั้งเป้าหมายในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตหลังเข้ารับการรักษา เนื่องจากช่วงพักฟื้นต้องใช้เวลานานจนกว่าจะหายเป็นปกติ การตั้งเป้าหมายจะช่วยให้ผู้ป่วยมีแรงกระตุ้น เพื่อตั้งใจทำตามเป้าหมายดังกล่าว
อาหารเป็นพิษ (Food Poisoning) เกิดจากการรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำที่มีการปนเปื้อน

อาหารเป็นพิษ (Food Poisoning) เกิดจากการรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำที่มีการปนเปื้อน ทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย หรือปวดท้อง ซึ่งอาการส่วนใหญ่มักไม่ร้ายแรง แต่หากเกิดอาการรุนแรงขึ้นก็อาจทำให้ร่างกายเสียน้ำและเกลือแร่จนเป็นอันตรายได้

อาหารเป็นพิษเป็นเรื่องใกล้ตัวที่สามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศ ทุกวัย ตั้งแต่เด็กจนถึงผู้สูงอายุ โดยเฉพาะในประเทศเขตร้อนอย่างเมืองไทยที่เชื้อโรคสามารถเจริญเติบโตได้เป็นอย่างดี ดังนั้น จึงควรระมัดระวังในการรับประทานอาหารอยู่เสมอ เพื่อป้องกันการเกิดภาวะนี้

อาการของอาหารเป็นพิษ

ผู้ที่ได้รับเชื้อส่วนใหญ่จะแสดงอาการภายใน 1-2 วัน ขึ้นอยู่กับประเภทและปริมาณของเชื้อที่ร่างกายได้รับเข้าไป โดยอาจมีอาการหลังรับประทานอาหารไม่กี่ชั่วโมง หรือนานเป็นสัปดาห์หากได้รับเชื้อรุนแรง โดยอาการป่วยของผู้ที่เผชิญภาวะอาหารเป็นพิษ มีดังนี้

  • รู้สึกพะอืดพะอม คลื่นไส้ อาเจียนติดต่อกันหลายครั้ง หรืออาเจียนเป็นเลือด
  • มี อาการปวดท้อง แบบบิดเกร็งเป็นพัก ๆ เนื่องจากการบีบตัวของลำไส้
  • ถ่ายท้อง ถ่ายมีมูกหรือเลือดปน
  • ไม่อยากอาหาร
  • มีอาการสูญเสียน้ำ เช่น รู้สึกเหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย วิงเวียนศีรษะ หมดเรี่ยวแรง ปากแห้ง ตาโบ๋ กระหายน้ำบ่อย ปัสสาวะน้อย เป็นต้น
  • มีอาการทางระบบประสาท เช่น มองเห็นไม่ชัด แขนเป็นเหน็บ หรือกล้ามเนื้ออ่อนแรง เป็นต้น

โรคฮิตในหน้าร้อน

ทั้งนี้ ผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงดังต่อไปนี้ ควรรีบไปพบแพทย์ทันที และไม่ควรซื้อยามารับประทานเอง เพราะอาจทำให้อาการแย่ลงได้

  • มีสัญญาณของภาวะขาดน้ำ เช่น ปากแห้ง กระหายน้ำอย่างมาก ปัสสาวะน้อยหรือไม่ปัสสาวะเลย ปัสสาวะมีสีเข้ม หัวใจเต้นเร็ว ความดันโลหิตต่ำ อ่อนเพลีย วิงเวียนศีรษะ และหน้ามืด เป็นต้น ส่วนเด็กและทารกที่มีภาวะขาดน้ำ นอกจากอาการผิดปกติข้างต้นแล้ว อาจมีอาการอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น ตาโบ๋ ขม่อมยุบ มีน้ำตาไหลออกมาน้อยหรือไม่มีน้ำตาขณะร้องไห้ เป็นต้น
  • ท้องเสียติดต่อกัน 3 วันในผู้ใหญ่ หรือท้องเสียติดต่อกัน 24 ชั่วโมงในเด็ก โดยอาการไม่ดีขึ้น
  • อาเจียนถี่หรืออาเจียนอย่างต่อเนื่องนานกว่า 12 ชั่วโมง
  • มีเลือดปนในอาเจียนหรืออุจจาระ
  • ตามัวหรือมองเห็นไม่ชัด
  • ปวดท้องอย่างรุนแรง โดยอาการปวดไม่ลดลงหลังจากอุจจาระไปแล้ว
  • ท้องเสียร่วมกับมีไข้สูงเกิน 38 องศาเซลเซียส

นอกจากนี้ บุคคลที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงควรรีบไปพบแพทย์ทันทีหากพบว่ามีอาการบ่งชี้ของภาวะอาหารเป็นพิษ ได้แก่ ผู้หญิงตั้งครรภ์ ผู้สูงอายุ เด็กอายุน้อยกว่า 5 ปี ผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันร่างกายอ่อนแออย่างผู้ป่วยโรคมะเร็งหรือติดเชื้อเอชไอวี รวมถึงผู้ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง เช่น โรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง โรคลิ้นหัวใจ โรคเบาหวาน โรคไต เป็นต้น

สาเหตุของอาหารเป็นพิษ

ส่วนใหญ่ภาวะอาหารเป็นพิษเกิดจากการรับประทานอาหารและน้ำดื่มที่มีการปนเปื้อนของเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส หรือปรสิต ซึ่งเชื้อที่มักเป็นสาเหตุของภาวะอาหารเป็นพิษ คือ

  • ซาลโมเนลลา (Salmonella) พบมากในเนื้อสัตว์ดิบ  ufabet login  ไข่ดิบ นม และผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนม เชื้อนี้ทำให้เกิดอาการท้องเสีย ถ่ายมีมูก คลื่นไส้ อาเจียน และมีไข้ ภายในเวลา 4-7 วัน
  • เอสเชอริเชีย โคไล (Escherichia Coli) หรืออีโคไล (E. Coli) บางสายพันธ์ุ เช่น สายพันธุ์ Enteropathogenic E. Coli สายพันธุ์ Enterotoxic E.Coli (ETEC) และสายพันธุ์ Shiga toxin-producing E. Coli เป็นต้น โดยพบมากในเนื้อสัตว์ดิบ ซึ่งทำให้เกิดอาการถ่ายเหลวเป็นน้ำ ปวดมวนท้อง และอาเจียน ภายในเวลา 1-10 วัน
  • คลอสติเดียม โบทูลินัม (Clostridium Botulinum) เชื้อนี้เจริญเติบโตได้ดีในสภาวะแวดล้อมที่มีออกซิเจนน้อย จึงมักพบในอาหารที่บรรจุในภาชนะปิดสนิท โดยเฉพาะอาหารกระป๋องที่ผ่านกระบวนการผลิตที่ไม่ถูกสุขลักษณะ เช่น หน่อไม้ปี๊บ หน่อไม้ดอง ผักกาดดอง เนื้อสัตว์แปรรูป เป็นต้น โดยสารพิษที่สร้างจากเชื้อชนิดนี้มักทำให้ผู้ป่วยอาเจียน ถ่ายท้อง ตาพร่ามัว มองเห็นภาพซ้อน กล้ามเนื้ออ่อนแรง และบางครั้งอาจรุนแรงจนเกิดภาวะหายใจล้มเหลวและเสียชีวิตได้
  • ชิเกลล่า (Shigella) พบการปนเปื้อนทั้งในผลิตภัณฑ์อาหารสด น้ำดื่มที่ไม่สะอาด รวมไปถึงอาหารสดที่สัมผัสกับคนที่มีเชื้อโดยตรง เพราะเชื้อชนิดนี้สามารถกระจายจากคนหนึ่งไปสู่อีกบุคคลหนึ่งได้ ซึ่งจะทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดมวนท้อง หลังจากรับประทานอาหารที่ปนเปื้อนเชื้อภายใน 7 วัน
  • ไวรัสที่ก่อโรคในทางเดินอาหาร (Enteric Viruses) ประกอบด้วยไวรัสหลายชนิด เช่น ไวรัสโนโร (Norovirus) ที่มักปนเปื้อนได้ทั้งในอาหารสด สัตว์น้ำที่มีเปลือก และน้ำดื่มที่ไม่สะอาด โดยจะแสดงอาการภายใน 1-2 วัน หรือเชื้อไวรัสตับอักเสบ เอ (Hepatitis A) ที่สามารถติดต่อด้วยการได้รับเชื้อจากอาหารสดที่สัมผัสกับบุคคลที่มีเชื้อโดยตรง ภายใน 2-3 สัปดาห์ เป็นต้น

นอกจากนี้ ภาวะอาหารเป็นพิษในผู้ป่วยบางรายก็อาจเกิดจากสารพิษที่สร้างขึ้นโดยเชื้อโรค พืชที่มีพิษ หรือสารเคมี เช่น สารตะกั่ว ยาฆ่าแมลง เห็ดพิษ สารหนู หรือสารปรอท เป็นต้น

การวินิจฉัยอาการอาหารเป็นพิษ

แพทย์จะวินิจฉัยโดยพิจารณาจากหลายปัจจัยประกอบกัน ทั้งอาการของผู้ป่วย อาหารที่รับประทาน ระยะเวลาที่มีอาการ ประวัติของผู้ป่วย และการตรวจร่างกายอย่างละเอียด ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการรุนแรงหรือเรื้อรัง แพทย์จะตรวจหาเชื้อในห้องปฏิบัติการเพิ่มเติม ดังนี้

  • การตรวจเลือดหรือตรวจปริมาณแอนติบอดี้ในเลือด ใช้ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการที่รุนแรงมากกว่าอาเจียนและท้องเสีย หรือมีภาวะขาดน้ำและเกลือแร่ เพื่อตรวจหาปริมาณเกลือแร่ในเลือดและตรวจการทำงานของไต หรือในกรณีที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ อาจตรวจการทำงานของตับเพิ่มเติมด้วย
  • การตรวจอุจจาระ เพื่อตรวจหาชนิดของเชื้อโรคด้วยกล้องจุลทรรศน์ ใช้เมื่อผู้ป่วยมีการติดเชื้อในระบบทางเดินอาหาร เช่น เชื้อแบคทีเรีย เชื้อไวรัส เชื้อรา หรือเชื้อปรสิต เป็นต้น

การรักษาอาหารเป็นพิษ

ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีอาการดีขึ้นได้ด้วยการดูแลตัวเองที่บ้าน โดยปฎิบัติตามคำแนะนำดังต่อไปนี้

  • นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ และดูแลไม่ให้ร่างกายขาดน้ำ โดยดื่มน้ำเปล่ามาก ๆ หรือจิบน้ำบ่อย ๆ เพื่อชดเชยการสูญเสียน้ำจากอาการท้องร่วงและอาเจียน
  • ดื่มน้ำผสมผงเกลือแร่ หรือ ORS ซึ่งเป็นสารที่มีเกลือและน้ำตาลกลูโคสเป็นส่วนประกอบหลัก ใช้เพื่อทดแทนน้ำและแร่ธาตุบางชนิดที่สูญเสียไปจากการอาเจียนและถ่ายอุจจาระ โดยให้จิบทีละน้อยตลอดทั้งวันควบคู่กับการรับประทานอาหารตามปกติ และสามารถดื่มได้จนกว่าจะหยุดอาเจียนหรือกลับมาถ่ายอุจจาระแบบเป็นก้อนแล้ว
  • รับประทานยาแก้ท้องเสีย โดยผู้ป่วยอาจใช้ยาแก้ท้องเสียภายใต้คำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกรเพื่อช่วยบรรเทาอาการท้องเสียควบคู่ไปกับการดื่มน้ำและผงเกลือแร่ซึ่งเป็นการรักษาหลัก อย่างยา Diosmectite ที่มีงานวิจัยบางส่วนพบว่าผู้ป่วยเด็กที่เป็นโรคอุจจาระร่วงเฉียบพลันที่มีอาการไม่รุนแรงมาก มีความถี่ในการถ่ายอุจจาระลดลงหลังจากใช้ยา Diosmectite ซึ่งยาชนิดนี้มีคุณสมบัติช่วยดูดซับสารพิษในระบบทางเดินอาหารและอาจช่วยยับยั้งเชื้อโรคที่ทำให้เกิดโรคอุจจาระร่วงได้ ทั้งเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส และสารอื่น ๆ
  • เมื่ออาการดีขึ้น ควรรับประทานอาหารอ่อนที่ย่อยง่ายและมีไขมันน้อย เช่น โจ๊กหรือข้าวต้ม เป็นต้น โดยเริ่มรับประทานในปริมาณน้อย ๆ ก่อน นอกจากนี้ ควรหลีกเลี่ยงอาหารและเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์หรือคาเฟอีน น้ำอัดลม อาหารไขมันสูง และอาหารรสจัดด้วย

ทั้งนี้ ในกรณีที่อาหารเป็นพิษเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย หรือมีอาการรุนแรงขึ้นจนต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล แพทย์จะให้น้ำเกลือทางหลอดเลือดเมื่อมีภาวะเสียน้ำและเกลือแร่ รวมทั้งอาจให้ยาปฏิชีวนะ ยาบรรเทาอาการคลื่นไส้อาเจียน หรือรักษาด้วยวิธีอื่น ๆ ตามสาเหตุต่อไป

ภาวะแทรกซ้อนของอาหารเป็นพิษ

ภาวะอาหารเป็นพิษอาจทำให้เกิดภาวะขาดน้ำและเกลือแร่จากการถ่ายท้องและการอาเจียน หรืออาจทำให้ผู้ป่วยบางรายรับประทานอาหารไม่ได้ ซึ่งอาจทำให้ร่างกายเกิดภาวะช็อกและเป็นอันตรายต่อชีวิตได้ โดยเฉพาะในเด็กเล็ก คนสูงอายุ หรือผู้มีโรคประจำตัวเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจ โรคเบาหวาน เป็นต้น นอกจากนี้ เชื้อโรคบางชนิดยังก่อให้เกิดอาการรุนแรงต่ออวัยวะอื่น ๆ ได้ด้วย เช่น เชื้ออีโคไลชนิดรุนแรง (Shiga Toxin-Producing E. Coli) ที่ทำให้เม็ดเลือดแดงแตกและไตวาย จนอาจถึงแก่ชีวิตได้ เป็นต้น

การป้องกันอาหารเป็นพิษ

อาหารที่เรารับประทานกันเสี่ยงถูกปนเปื้อนได้ทุกขั้นตอน ตั้งแต่การเพาะปลูก การเก็บเกี่ยว การเตรียมอาหาร การปรุงอาหาร การจำหน่าย ตลอดจนการบริโภค ดังนั้น การรักษาความสะอาดจึงเป็นหัวใจสำคัญที่ช่วยให้ห่างไกลจากอาหารเป็นพิษ

เพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญภาวะอาหารเป็นพิษ ควรทำตามหลักปฏิบัติดังต่อไปนี้

  • ดูแลอนามัยส่วนบุคคล
    ความสะอาดเริ่มต้นได้ด้วยตนเอง โดยควรล้างมือก่อนและหลังรับประทานให้เป็นนิสัย หรือหลังสัมผัสสิ่งสกปรกและเชื้อโรคจากแหล่งต่าง ๆ รอบตัว เช่น จับราวบันได กดปุ่มลิฟต์ สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยโรคต่าง ๆ เป็นต้น
  • บริโภคอาหารที่ถูกสุขลักษณะ
    ควรเลือกรับประทานอาหารที่ปรุงสุก สดใหม่ หรือผ่านความร้อนเพื่อช่วยฆ่าเชื้อโรคที่ปนเปื้อนในอาหารก่อนรับประทาน หากรับประทานอาหารไม่หมด ควรเก็บอาหารเข้าตู้เย็น ไม่วางทิ้งไว้ในอุณหภูมิห้อง เพราะอาจทำให้เชื้อโรคเจริญเติบโตได้ เมื่อต้องการรับประทานอีกครั้งจึงนำมาอุ่นให้ร้อนก่อน นอกจากนี้ การรับประทานอาหารนอกบ้านก็ควรเลือกร้านอาหารที่สะอาด คนทำอาหารแต่งตัวเหมาะสม สถานที่ถูกสุขลักษณะ และอ่านฉลากผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อตรวจสอบวันหมดอายุก่อนรับประทานเสมอ
  • จัดเก็บและเตรียมอาหารอย่างปลอดภัย
    ดูแลรักษาความสะอาดบริเวณที่เตรียมอาหาร ปรุงอาหารหรือเก็บอาหารให้ถูกสุขอนามัย เช่น แยกเก็บเนื้อสดออกจากอาหารชนิดอื่น ๆ เพราะเชื้อแบคทีเรียส่วนใหญ่อยู่ในอาหารจำพวกนี้ หรือล้างผักและผลไม้ให้สะอาด ให้ปราศจากสิ่งสกปรก ยาฆ่าแมลง สารเคมี หรือสารตกค้างต่าง ๆ ก่อนนำมารับประทานหรือปรุงอาหาร รวมถึงเก็บรักษาอาหารประเภทที่บูดเสียง่ายให้อยู่ในอุณหภูมิที่เหมาะสม มีความเย็นทั่วถึง เช่น แกงกะทิ อาหารทะเล อาหารสด เป็นต้น ในกรณีที่เดินทางไกล อาจใส่อาหารในกล่องโฟมที่มีน้ำแข็ง และอาจใช้กระเป๋าเก็บความเย็นหรือใช้เจลเก็บความเย็น
โรคหืด (Asthma) ทำให้ไวต่อสิ่งกระตุ้น หรือสิ่งแปลกปลอมที่เข้ามาในร่างกาย

โรคหืด (Asthmaหรือที่คนทั่วไปมักเรียกหอบหืด เป็นโรคที่เกิดจากการหดตัวหรือตีบตันของระบบทางเดินหายใจ เยื่อบุผนังหลอดลมอักเสบ ทำให้ไวต่อสิ่งกระตุ้น หรือสิ่งแปลกปลอมที่เข้ามาในร่างกายมากกว่าคนปกติ เกิดการหดเกร็งตัวของกล้ามเนื้อบริเวณหลอดลม ทำให้หายใจลำบาก หายใจมีเสียงวี้ด อากาศเข้าสู่ปอดน้อยลง หายใจไม่อิ่ม มีอาการไอ เจ็บหน้าอก

โรคหืดเป็นโรคที่มีโอกาสเกิดได้ทั้งกับเด็กและผู้ใหญ่ ถือว่าเป็นโรคที่มีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตและการใช้ชีวิตของผู้ป่วยเป็นอย่างมาก เช่น ส่งผลให้เกิดการพัฒนาช้า (ในเด็ก) ผู้ป่วยเรียนและทำงานได้ไม่เต็มที่ ไม่สามารถทำกิจวัตรประจำวัน หรือเล่นกีฬาได้อย่างเต็มที่ ยิ่งสภาพอากาศเกิดการแปรปรวน มลภาวะเป็นพิษมากขึ้นเท่าไหร่ ผู้ป่วยยิ่งได้รับผลกระทบในการดำเนินชีวิตมากขึ้นและส่งผลอันตรายถึงชีวิตได้ องค์กรอนามัยโลก (WHO) ระบุว่าจำนวนผู้ป่วยที่เสียชีวิตจากโรคหืดทั่วโลกมีปริมาณสูงมากกว่า 300 ล้านคน ผู้ป่วยจึงควรหมั่นสังเกตตัวเอง และเตรียมพร้อมรับมือกับอาการที่อาจกำเริบขึ้น เพื่อการรักษาที่ถูกต้องต่อไป

อาการของโรคหืด

อาการของหอบหืด จะเกิดแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล บางรายจะมีอาการเป็นพัก ๆ แล้วหาย แต่บางรายเป็นอย่างต่อเนื่อง และจะเกิดขึ้นเวลาใดนั้นไม่สามารถคาดเดาได้

อาการโดยทั่วไปของผู้ป่วยหอบหืด ได้แก่

  • มีปัญหาเรื่องการหายใจ ผู้ป่วยหายใจสั้น หายใจลำบาก  ufabet login หรือหายใจไม่อิ่ม หรือหายใจแล้วมีเสียงวี้ด ซึ่งสร้างความทรมานให้กับผู้ป่วยเป็นอย่างมาก
  • มีอาการเจ็บหน้าอก หรือมีอาการแน่นหน้าอก มักจะมาพร้อมกับอาการเหนื่อยหอบ
  • มีอาการไอ
  • มีปัญหาในการนอนหลับ โดยปัญหามาจากการหายใจลำบาก หรือการหายใจติดขัด ส่งผลให้หลับไม่สนิท หรือหลับไม่เต็มอิ่ม

อาการของหอบหืดที่รุนแรงที่ต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน ซึ่งมีความอันตรายถึงชีวิต มีดังนี้

  • อาการหายใจหอบถี่ หรือหายใจลำบากมีเสียง แย่ลงอย่างรวดเร็ว
  • เมื่อใช้อุปกรณ์พ่นยา เช่น อัลบิวเทอรอล แล้วไม่ช่วยให้อาการดีขึ้นเลย
  • มีอาการหายใจหอบเมื่อทำกิจกรรมที่ต้องใช้กำลังร่างกายเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

โดยหากมีสัญญาณและอาการเหล่านี้เกิดขึ้น ต้องรับไปพบแพทย์โดยด่วน นอกจากนั้น อาการของโรคหืดอาจกำเริบขึ้นได้ตามสถานการณ์และปัจจัยต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

  • โรคหืดขณะออกกำลังกาย – จริง ๆ แล้วผู้ป่วยสามารถออกกำลังกายได้ แต่ควรเป็นการออกกำลังกายที่เหมาะสมกับสภาพร่างกาย หรือชนิดกีฬาที่เหมาะสม เช่น เดิน วิ่ง ว่ายน้ำ แอโรบิค โดยหลีกเลี่ยงการออกกำลังในที่ที่มีอากาศแห้งและเย็น เพราะจะส่งผลให้เยื่อบุทางเดินหายใจแห้ง หายใจลำบาก และอาการกำเริบได้ง่ายขึ้น
  • โรคหืดจากการทำงาน – เกิดกับผู้ที่ปฏิบัติงานอยู่ในบรรยากาศที่มีสารก่อโรค ทำให้เกิดอาการกำเริบ สามารถเกิดได้จากสิ่งกระตุ้นต่าง ๆ เช่น ควันจากสารเคมี แก๊ส ฝุ่น
  • โรคหืดที่เกิดจากการแพ้ – ในผู้ป่วยแต่ละราย อาจมีสาเหตุของอาการแพ้ที่แตกต่างกันไป เช่น แพ้ละอองเกสรดอกไม้ แพ้สปอร์ของเชื้อราที่ลอยในอากาศ หรือแพ้อากาศเย็น

สัญญาณที่บ่งบอกว่ามีอาการของหอบหืดเด่นชัดขึ้น เช่น

  • เกิดอาการของโรคถี่ขึ้น และรบกวนการใช้ชีวิตมากขึ้น
  • หายใจได้ลำบากกว่าเดิม
  • ต้องใช้ยาบรรเทา หรือควบคุมอาการที่กำเริบขึ้นมาบ่อยขึ้น

สาเหตุของโรคหืด  

สาเหตุของหอบหืด เกิดจากการที่หลอดลมมีภาวะไวต่อการกระตุ้นจากสารก่อภูมิแพ้ หรือสิ่งแวดล้อม หากถูกกระตุ้นจะทำให้กล้ามเนื้อของหลอดลมหดเกร็ง มีการบวมของเยื่อบุบริเวณหลอดลม ทำให้เกิดการอักเสบ ตีบแคบ หายใจลำบาก ซึ่งปัจจัยที่ทำให้เกิดการตีบแคบ เช่น การหดตัวของกล้ามเนื้อรอบ ๆ หลอดลม การบวมอักเสบของเยื่อบุภายในหลอดลม หรือมีเสมหะจำนวนมากคั่งค้างอยู่ภายในหลอดลม

สาเหตุของหอบหืดเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัยด้วยกัน ดังนี้

  • พันธุกรรม – มีประวัติการเป็นหอบหืดของคนในครอบครัว
  • โรคภูมิแพ้ – สารก่อภูมิแพ้ที่สำคัญ เช่น ขนสัตว์เลี้ยง ไรฝุ่นบ้าน แมลงสาบ สปอร์เชื้อรา เกสรดอกไม้
  • สารเคมี – สารเคมีที่ใช้ในบ้านอาจกระตุ้นให้เกิดอาการมากขึ้น เช่น กลิ่นสี ยาฆ่าแมลง สเปรย์แต่งผม รวมไปถึงควันบุหรี่
  • การออกกำลังกาย – บางคนเกิดอาการเมื่อต้องออกแรงในการทำกิจกรรมต่าง ๆ รวมถึง ออกกำลังกาย โดยเฉพาะในที่ที่มีอากาศเย็น
  • ภาวะทางอารมณ์ – มักเกิดขึ้นในผู้ที่มีความเครียด ส่งผลให้หายใจผิดปกติโดยไม่รู้ตัว ทำให้หายใจแบบลึกบ้างตื้นบ้างสลับกันไปมา
  • สารในกลุ่มซัลไฟต์ (Sulfites) และสารกันบูด สารที่เจือปนในอาหารหรือเครื่องดื่มบางชนิด เช่น ผลไม้แห้ง เบียร์ ไวน์
  • โรคกรดไหลย้อน – ภาวะที่มีกรดในกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นไปในหลอดอาหาร ผู้ป่วยจะมีอาการแสบร้อนในอก กรดไหลย้อนทำให้ผู้ป่วยที่เป็นหอบหืด มีอาการบ่อยขึ้น และรุนแรงขึ้นได้
  • ไวรัสทางเดินหายใจ
  • ไซนัสอักเสบเรื้อรัง

โรคหืด โรคใกล้ตัวที่ควรรู้จัก

การวินิจฉัยโรคหืด

การวินิจฉัยโรคหืดนั้นสามารถทำได้จากการซักประวัติของผู้ป่วยและการตรวจร่างกาย แต่จำเป็นต้องอาศัยการทดสอบทางห้องปฏิบัติการในกรณีที่สงสัยว่าผู้ป่วยอาจเป็นโรคอื่น ที่มีลักษณะอาการคล้าย ๆ กัน

ในเบื้องต้นของการวินัจฉัย แพทย์จะถามประวัติของการเกิดอาการและสัญญาณของหอบหืดโดยละเอียด รวมทั้งประวัติการเป็นหอบหืดของสมาชิกในครอบครัว นอกจากนี้ แพทย์จะตรวจสมรรถภาพของปอด ซึ่งสามารถทำได้หลายวิธี เช่น

  • สไปโรเมทรีย์ (Spirometry) เป็นเครื่องตรวจสมรรถภาพปอด ซึ่งเป็นการตรวจวัดปริมาตรของอากาศที่หายใจเข้าและออกจากปอด
  • พีค โฟลว์ มิเตอร์ (Peak Flow Meter) เป็นเครื่องวัดความเร็วสูงสุดของลมที่เป่าออกได้ ใช้เพื่อวัดสมรรถภาพของปอด
  • การทดสอบทางหลอดลม (Bronchial Provocation Test) เป็นการวัดความไวของหลอดลมต่อสิ่งกระตุ้น เพื่อวินิจฉัยว่าเป็นโรคหืดหรือไม่ จะใช้เมื่อทดสอบโดย 2 วิธีการแรกแล้วยังไม่สามารถวินิจฉัยได้ โดยใช้สารกระตุ้นเช่น สารเมธาโคลีน (Methacholine) มาใช้ในการทดสอบสมรรถภาพของปอด
  • การใช้เครื่องตรวจวัดความอิ่มตัวออกซิเจนของฮีโมโกลบินในชีพจร (Pulse Oximetry) ช่วยให้สามารถวัดประเมินภาวะการขาดออกซิเจนได้อย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุด คือการรักษาให้ทันและควบคุมโรคให้ได้เร็วที่สุดเมื่อเกิดอาการ โดยจะแบ่งการรักษาตามความรุนแรง ออกเป็น 4 ขั้น คือ

  • มีอาการนาน ๆ ครั้ง (Intermittent Asthma) มีอาการนาน ๆ ครั้ง ช่วงที่มีอาการจะมีอาการน้อยกว่า 1 ครั้ง/สัปดาห์ หรือมีอาการกลางคืนน้อยกว่า 2 ครั้ง/เดือน
  • มีอาการรุนแรงน้อย (Mild Persistent Asthma) มีอาการมากกว่า 1 ครั้ง/สัปดาห์ หรือมีอาการกลางคืนมากกว่า 2 ครั้ง/เดือน
  • มีอาการรุนแรงปานกลาง (Moderate Persistent Asthma) มีอาการเกือบทุกวัน หรือมีอาการกลางคืนมากกว่า 2 ครั้ง/สัปดาห์
  • มีอาการรุนแรงมาก (Severe Persistent Asthma) มีอาการตลอดเวลา

การรักษาโรคหืด

โรคหอบหืดเป็นโรคที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ ดังนั้นเป้าหมายของการรักษา คือควบคุมอาการให้เป็นปกติได้นานที่สุด ให้อาการสงบ และให้ผู้ป่วยมีชีวิตเป็นปกติสุข ด้วยการมีสมรรถภาพปอดใกล้เคียงปกติมากที่สุด

ในผู้ป่วยที่มีอาการจับหืดบ่อย จะรักษาด้วยการลดความรุนแรงของโรคด้วยการใช้ยาที่เหมาะสมกับอาการ โดยมีทั้งยาเพื่อลดอาการที่เกิดโดยเฉียบพลันและช่วยควบคุมอาการในระยะยาว ยาที่ใช้รักษาหอบหืด จำแนกออกเป็น 2 กลุ่ม คือ

  • ยาที่ใช้ควบคุมโรคหืด (Controllers) ต้องใช้เป็นประจำเพื่อการรักษาอาการอักเสบเรื้อรังของหลอดลม ยาที่มีประสิทธิภาพดีที่สุดคือยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ชนิดสูด (Inhaled Corticosteroid) และยังมียากลุ่มอื่น ๆ ที่สามารถใช้ได้ เช่น ยาต้านลิวโคไทรอีน (Leukotriene Modifier Antagonist) เป็นต้น
  • ยาที่ใช้บรรเทาอาการโรคหืด (Relievers)

ใช้เพื่อบรรเทาอาการหอบ จะใช้ยากลุ่มนี้เฉพาะเมื่อมีอาการ ได้แก่ ยาพ่นขยายหลอดลมชนิดเบต้า 2 (Beta2-agonists) มีผลให้กล้ามเนื้อเรียบในหลอดลมคลายตัว หากผู้ป่วยมีการใช้ยาพ่นชนิดบรรเทาอาการบ่อยครั้งหรือเป็นประจำ จะเป็นข้อบ่งชี้ว่ามีอาการเรื้อรังและการควบคุมอาการนั้นอาจไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร

ภาวะแทรกซ้อนของโรคหืด

โดยทั่วไปแล้วโรคหอบหืดจะไม่มีภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง แต่ในรายที่มีอาการรุนแรงและเรื้อรัง อาจจะมีแบคทีเรียแทรกซ้อนทำให้เป็นไซนัสอักเสบ หรือบางรายถึงกับเป็นเนื้องอกในโพรงจมูก

อาการแทรกซ้อนและผลกระทบอื่น ๆ เช่น การได้รับผลข้างเคียงจากการใช้ยารักษาโรคหอบหืดเป็นเวลานาน หรือหลอดลมตีบแคบลงอย่างถาวร ทำให้มีปัญหาในการหายใจ และเกิดผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตด้านอื่น ๆ ตามมา

การได้รับการรักษาอย่างเหมาะสมและปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด จะช่วยลดโอกาสเสี่ยงที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ได้

การป้องกันโรคหืด  

ปัจจุบันยังไม่มีวิธีป้องกันโรคหอบหืด แต่ผู้ป่วยสามารถสังเกตอาการของตนเอง ควบคุมไม่ให้กำเริบ และสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติ โดยการดูแลตนเองและให้ความร่วมมือกับแพทย์อย่างเคร่งครัด

การป้องกันและควบคุมอาการของโรคหอบหืด มีดังนี้

  • ตรวจสอบการหายใจ ผู้ป่วยควรสังเกตอาการ หรือสัญญาณเบื้องต้นก่อนที่อาการหอบจะกำเริบ เช่น การไอ หายใจมีเสียง หายใจสั้น ซึ่งจะช่วยให้ผู้ป่วยสังเกตอาการได้ดียิ่งขึ้น
  • รับวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ วัคซีนป้องกันปอดบวม เพื่อป้องกันการเกิดโรคเหล่านี้ที่เป็นตัวกระตุ้นอาการของโรคหอบหืด
  • หลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นโรค หลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ต่าง ๆ ที่ได้กล่าวในข้างต้น เพื่อไม่ให้เกิดอาการ หรืออาการกำเริบ
  • พบแพทย์และรับการตรวจอย่างสม่ำเสมอ อยู่ในความดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด ป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อน และเพื่อให้สามารถควบคุมอาการของโรคให้เป็นปกติ ใช้ยาตามที่แพทย์สั่งเพื่อบรรเทาอาการของโรคให้ผู้ป่วยใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างปกติยาวนานที่สุด
  • ผู้ป่วยควรได้รับความรู้เบื้องต้น เช่น การใช้ยาให้ถูกต้องและสม่ำเสมอ การใช้อุปกรณ์พ่นยา การดูแลตัวเองอย่างถูกวิธี
  • รับประทานอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการอย่างพอเหมาะ รับประทานอาหารที่ช่วยลดการอักเสบและการอุดตันบริเวณทางเดินหายใจ ได้แก่ ผักผลไม้สด เมล็ดธัญพืช เนื้อปลา ดื่มน้ำสะอาดมาก ๆ