เยื่อหุ้มสมองอักเสบ (Meningitis) โรคที่เกิดการติดเชื้อที่อาจเกิดจากเชื้อไวรัส เชื้อแบคทีเรีย

เป็นโรคที่เกิดการติดเชื้อที่อาจเกิดจากเชื้อไวรัส เชื้อแบคทีเรีย เยื่อหุ้มสมองอักเสบ (Meningitis) หรือเชื้อราบริเวณเยื่อหุ้มที่หุ้มรอบสมองและไขสันหลังจนทำให้บริเวณดังกล่าวอักเสบบวม ทำให้เกิดอาการอื่น ๆ ตามมา เช่น ปวดศีรษะ คอแข็งขยับไม่ได้ และเป็นไข้ เยื่อหุ้มสมองอักเสบพบมากในเด็กอ่อน เด็กเล็ก วัยรุ่น จนถึงวัยผู้ใหญ่ และบางชนิดอาจเป็นอันตรายร้ายแรงหากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที

อาการของโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ

ในระยะแรกเริ่มอาจคล้ายคลึงอาการของโรคไข้หวัดใหญ่ อาการของเยื่อหุ้มสมองอักเสบ โดยจะแสดงอาการมากขึ้นเมื่อผ่านไปหลายชั่วโมงหรือเป็นเวลา 2-3 วันแล้ว อาการที่อาจเกิดขึ้นได้ในผู้ป่วยอายุตั้งแต่ 2 ปีขึ้นไป มีดังนี้

  • คอแข็ง
  • มีอาการสับสน ไม่มีสมาธิในการจดจ่อ
  • ไข้ขึ้นสูงเฉียบพลัน
  • ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน
  • ชัก
  • แพ้แสงหรือไวต่อแสง
  • ไม่มีความกระหายหรืออยากอาหาร
  • ปวดหัวอย่างรุนแรงผิดปกติ
  • ง่วงนอน หรือตื่นนอนยาก
  • ผิวหนังเป็นผื่น พบได้ในผู้ป่วยเยื่อหุ้มสมองอักเสบที่เกิดจากเชื้อไข้กาฬหลังแอ่น

เด็กแรกเกิดจนกระทั่งอายุไม่เกิน 1 เดือน สามารถเป็นเยื่อหุ้มสมองอักเสบได้เช่นกัน โดยอาจมีอาการดังนี้

  • ร้องไห้ตลอดเวลา
  • มีไข้สูง
  • ตัวและลำคอแข็ง
  • นอนหลับมากเกินไป หรือหงุดหงิดง่าย
  • เฉื่อยชา เคลื่อนไหวน้อย
  • กระหม่อมนูน
  • ดื่มนมได้น้อยลงมาก
มีไข้สูง ปวดศีรษะ สัญญาณอันตรายของโรคไข้สมองอักเสบ
มีไข้สูง ปวดศีรษะ สัญญาณอันตรายของโรคไข้สมองอักเสบ

สาเหตุของโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ

เยื่อหุ้มสมองอักเสบส่วนมากเกิดจากการติดเชื้อไวรัส รองลงมาคือการติดเชื้อจากแบคทีเรีย และจากเชื้อรา ตามลำดับ

เยื่อหุ้มสมองอักเสบจากเชื้อไวรัสเป็นชนิดที่รุนแรงน้อยที่สุด แต่ก็ไม่เสมอไปเพราะอาจเป็นการติดเชื้อจากไวรัสที่ทำให้เกิดอาการ  สาเหตุจากเชื้อไวรัส เช่น ท้องเสีย เป็นต้น แต่มีโอกาสน้อยมากที่เยื่อหุ้มสมองอักเสบจากไวรัสจะทำอันตรายต่อสมองถาวรหลังจากอาการติดเชื้อบรรเทาลงแล้ว เพราะสามารถหายได้เอง

ไวรัสโรคคางทูม (Mumps) ไวรัสโรคเริม (Herpes) ไวรัสจากโรคอีสุกอีใส (Chicken pox) และไวรัสจากไข้หวัด (Influenza) เชื้อไวรัสที่สามารถไปสู่เยื่อหุ้มสมองและก่อให้เกิดเยื่อหุ้มสมองอักเสบได้ เป็นต้น

สาเหตุจากเชื้อแบคทีเรีย การติดเชื้อจากแบคทีเรียที่เยื่อหุ้มสมองสามารถส่งผลอันตรายอย่างรุนแรง ผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับการรักษา ซึ่งหากไม่รับการรักษาโดยเร็ว การติดเชื้อชนิดนี้จะร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิตหรือเกิดการกระทบกระเทือนต่อสมองและร่างกายส่วนอื่น ๆ อย่างถาวร นอกจากนี้ การติดเชื้อเยื่อหุ้มสมองอักเสบชนิดนี้สามารถแพร่กระจายไปสู่ผู้อื่นผ่านการไอและจามได้ โดยแบคทีเรียที่เข้าไปสู่เลือดผ่านโพรงจมูก หู หรือส่วนอื่น ๆ ของทางเดินหายใจตอนบน และเข้าไปยังสมองในที่สุด

เชื้อแบคทีเรียที่มักเป็นสาเหตุของเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ได้แก่

  • Neisseria meningitidis (Meningococcus) ซึ่งเป็นแบคทีเรียที่ทำให้เกิดโรคไข้กาฬหลังแอ่น
  • Streptococcus pneumoniae (Pneumococcus) ที่พบได้ในภาวะปอดอักเสบติดเชื้อ

ส่วนเชื้อแบคทีเรียชนิดอื่น ๆ ที่มีโอกาสเป็นสาเหตุการเกิดได้เช่นกัน ได้แก่

  • เชื้อแบคทีเรียโรคฮิบ (Haemophilus influenzae Type B)
  • เชื้ออีโคไล (Escherichia coli: E. coli)
  • เชื้อวัณโรค (TB)

สาเหตุจากเชื้อรา เยื่อหุ้มสมองอักเสบจากเชื้อราเป็นสาเหตุที่พบได้น้อยที่สุด ผู้ที่มีร่างกายแข็งแรงมักจะไม่ติดเชื้อชนิดนี้ แต่ผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันบกพร่องอย่างผู้ติดเชื้อเอดส์มักมีความเป็นไปได้สูงที่จะเกิดโรคนี้ด้วย

การวินิจฉัยโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ

แพทย์จะวินิจฉัยโดย การตรวจร่างกาย ตรวจดูอาการของการติดเชื้อรอบ ๆ ใช้ข้อมูลประวัติด้านสุขภาพของผู้ป่วย  ศีรษะ ใบหู ลำคอ และผิวหนังตามแนวกระดูกสันหลัง รวมถึงดูอาการทางระบบประสาท เช่น อาการคอแข็ง หรือระดับสติสัมปชัญญะ สัญญาณชีพจร และอาจใช้การตรวจวินิจฉัยต่อไปนี้

  • การเก็บตัวอย่างโรค เนื่องจากแบคทีเรียเดินทางจากเลือดไปสู่สมองได้ แพทย์จึงใช้วิธีเก็บตัวอย่างเลือดจากผู้ป่วยเพื่อเพาะเชื้อหาสาเหตุการเกิดโรคในเลือดที่ทำให้เกิดเยื่อหุ้มสมองอักเสบ เช่น N. meningitidis และ S. pneumoniae
  • (Computerized Tomography) หรือ MRI (Magnetic Resonance Imaging) การถ่ายภาพด้วย CT scans ทำโดยการใช้เครื่องมือดังกล่าวถ่ายภาพของสมองที่อาจมีอาการบวมหรือพุพอง นอกจากนี้ แพทย์อาจถ่ายภาพบริเวณอกหรือโพรงจมูกเพื่อตรวจดูการติดเชื้อในบริเวณอื่นที่อาจเกี่ยวเนื่องกับเยื่อหุ้มสมองอักเสบด้วย
  • การเจาะน้ำไขสันหลัง นับเป็นวิธีที่แน่นอนและแม่นยำในการวินิจฉัยเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ผู้ป่วยจะถูกเจาะน้ำจากไขสันหลังไปตรวจผล

การรักษาโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ

วิธีการรักษาขึ้นอยู่กับชนิดของการติดเชื้อ ผู้ป่วยที่ติดเชื้อแบคทีเรียแบบเฉียบพลันจำเป็นต้องได้รับการรักษาทันที โดยรับยาปฏิชีวนะเข้าเส้นเลือดดำ ทั้งนี้ การจะเลือกใช้ยาปฏิชีวนะใด ๆ ก็ขึ้นอยู่กับชนิดของแบคทีเรียที่ทำให้เกิดการติดเชื้อ

ร่างกาย ผู้ป่วยอาจรักษาด้วยตนเองโดยการนอนพักผ่อน ส่วนอาการเยื่อหุ้มสมองอักเสบจากเชื้อไวรัสนั้นสามารถบรรเทาลงได้เองภายใน 2 สัปดาห์ และไม่ทำให้เกิดผลกระทบใด ๆ ต่อร่างกาย ผู้ป่วยอาจรักษาด้วยตนเองโดยการนอนพักผ่อน ดื่มน้ำให้มาก และรับประทานยาลดไข้และบรรเทาอาการปวด ทั้งนี้แพทย์อาจสั่งจ่ายยาคอร์ติสเตียรอยด์ (Corticosteroids) เพื่อลดการบวมในสมอง ยาต้านชัก (Anticonvulsant) เพื่อควบคุมการชักของผู้ป่วย หรือยาต้านไวรัส หากเป็นการติดเชื้อที่เกิดจากไวรัส Herpes

หากเกิดจากเชื้อชนิดอื่น สามารถรักษาโดยการให้ยาฆ่าเชื้อนั้น ๆ ร่วมกับการรักษาประคับประคองตามอาการ

ภาวะแทรกซ้อนของโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ

ความรุนแรงของอาการแทรกซ้อนจากเยื่อหุ้มสมองอักเสบขึ้นอยู่กับความรุนแรงของการติดเชื้อ ซึ่งภาวะแทรกซ้อนสามารถมีได้หลากหลาย ดังนี้

  • อาการชัก
  • ปัญหาด้านความทรงจำและการจดจ่อสมาธิ
  • ปัญหาด้านการเคลื่อนไหว การประสานงาน และความสมดุลของร่างกาย
  • ปัญหาด้านพฤติกรรม
  • ปัญหาในการเรียนรู้เรื่องที่ยาก
  • สูญเสียการได้ยิน อาจได้ยินเพียงบางส่วนหรือไม่ได้ยินเลย
  • สูญเสียการมองเห็นเป็นบางส่วนหรือทั้งหมด
  • สูญเสียแขนขา ผู้ป่วยอาจต้องตัดแขนขา ป้องกันการติดเชื้อไปสู่ร่างกาย
  • ปัญหาเกี่ยวกับกระดูกและข้อต่อ เช่น ข้ออักเสบ
  • ปัญหาเกี่ยวกับไต
  • มีปัญหาในการนอนหลับ เช่น อาการนอนไม่หลับ
  • มีปัญหาในการพูด

การป้องกันโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ

เนื่องจากการติดเชื้อเยื่อหุ้มสมองอักเสบ สามารถแพร่กระจายได้ทางการไอ จาม และการใช้ของใช้ส่วนตัวบางอย่างร่วมกัน เช่น แปรงสีฟันหรือช้อน การรักษาสุขภาพและสุขอนามัยจึงเป็นส่วนสำคัญในการป้องกันตนเองจากเยื่อหุ้มสมองอักเสบ โดยควรล้างมือบ่อย ๆ เพื่อป้องกันการสะสมเชื้อโรค หลีกเลี่ยงการดื่มหรือรับประทานอาหารจากภาชนะเดียวกันกับผู้อื่น และส่งเสริมภูมิคุ้มกันของร่างกายด้วยการพักผ่อนให้เพียงพอ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

หากมีการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยเยื่อหุ้มสมองอักเสบจากเชื้อแบคทีเรียซึ่งเป็นการติดเชื้อชนิดที่ร้ายแรง แพทย์จะแนะนำให้รับประทานยาปฏิชีวนะเพื่อป้องกันการเกิดโรค

นอกจากนี้ อีกหนึ่งวิธีที่สามารถป้องกันเยื่อหุ้มสมองอักเสบได้คือการฉีดวัคซีน ซึ่งวัคซีนที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ได้แก่

วัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อฮิบ (Haemophilus Influenzae Type B) เป็นวัคซีนป้องกันเชื้อที่อาจก่อให้เกิด โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ รวมถึงโรคอื่น ๆ เช่น ปอดบวม หูชั้นกลางอักเสบ ข้ออักเสบ ปอดอักเสบ โดยฉีดให้เมื่อเด็กอายุมากกว่า 2 เดือนขึ้นไป การฉีดวัคซีนชนิดนี้อาจมีผลข้างเคียงทำให้เด็กรู้สึกเบื่ออาหาร อย่างไรก็ตาม วัคซีนโรคติดเชื้อฮิบในประเทศไทยยังมีราคาแพงและไม่ได้อยู่ในแผนเสริมสร้างความคุ้มกันโรคของกระทรวงสาธารณสุข

การฉีดวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อฮิบ

  •  (เข็มแรกนับเป็นเดือนที่ 0 และเข็มที่ 2 ฉีดในอีก 2 เดือนถัดมา) ฉีดกระตุ้นเมื่ออายุ 12-18 เดือน อายุ 2-6 เดือน ฉีดเดือนที่ 0, 2

  • อายุ 7-11 เดือน ฉีดเดือนที่ 0, 2

  • อายุ 12-24 เดือน ฉีดเข็มเดียว

  • อายุมากกว่า 24 เดือน ufabet login (เฉพาะกลุ่มเสี่ยง) ฉีดเดือนที่ 0, 2

วัคซีนฉีดเพื่อป้องกันการติดเชื้อจากแบคทีเรียนิวโมคอกคัส (Pneumococcus) วัคซีน IPD (Pneumococcal Vaccine) ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคปอดอักเสบ หูชั้นกลางอักเสบ ติดเชื้อในกระแสเลือด รวมถึงเยื่อหุ้มสมองอักเสบ โดยมี 2 ชนิด คือ PCV13 ที่ครอบคลุมการติดเชื้อ 13 ชนิด และ PPSV23 ที่ครอบคลุมการติดเชื้อได้ 23 ชนิด แพทย์จะฉีดวัคซีนนี้ให้ตามความเหมาะสม ซึ่งอาจมีผลข้างเคียงทำให้บวมแดงบริเวณที่ฉีด หรือมีไข้อ่อน ๆ และจะค่อย ๆ บรรเทาลงเมื่อเวลาผ่านไป 2-3 วัน

แต่ก็มีราคาแพงและไม่ได้ครอบคลุมเชื้อทุกสายพันธ์ุ มีระยะเวลาป้องกันโรคเพียง 2-3 ปี แม้วัคซีน IPD จะมีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคอันตรายดังกล่าว อีกทั้งอุบัติการณ์ของโรคดังกล่าวในไทยก็น้อยมาก การฉีดวัคซีน IPD สำหรับในระดับประเทศจึงควรคำนึงถึงความคุ้มค่าของวัคซีน โดยพิจารณาฉีดให้ผู้ใหญ่อายุมากกว่า 65 ปี และเด็กที่มีความเสี่ยงสูง ได้แก่ เด็กที่ป่วยเป็นโรคเรื้อรัง ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง ติดเชื้อเอชไอวี ไม่มีม้ามหรือม้ามทำงานไม่ดี อยู่ในสภาพแวดล้อมหรือภาวะเสี่ยง และเด็กที่ได้รับการผ่าตัดใส่วัสดุเทียมของหูชั้นในหรือมีการเปลี่ยนอวัยวะ

วัคซีนชนิดนี้สามารถรักษาโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบที่เป็นภาวะแทรกซ้อนของโรคเหล่านี้ไปด้วย  วัคซีนป้องกันโรคหัด โรคคางทูม และโรคหัดเยอรมัน (MMR) มีวิธีการโดยฉีดเข้าใต้ชั้นผิวหนัง ซึ่งการฉีดวัคซีนนี้อาจส่งผลข้างเคียงให้เกิดไข้ ผื่นแดง อาการของโรคหวัดต่าง ๆ และต่อมน้ำลายบวม

การฉีดวัคซีนป้องกันโรคหัด คางทูม และหัดเยอรมัน

  • เดือน ครั้งที่ 2 อายุ 4-6 ปี (วัคซีนครั้งที่ 2 อาจฉีดเร็วขึ้น โดยฉีดหลังจากครั้งแรกอย่างน้อย 28 วัน) เด็ก ควรฉีดครั้งแรกอายุ 12-15
  • ผู้ใหญ่ ผู้ที่อายุ 18 ปีขึ้นไป และเกิดหลังปีพ.ศ. 2499 ควรได้รับการฉีดวัคซีนโรคนี้อย่างน้อย 1 ครั้ง

เป็นวัคซีนที่ป้องกันเชื้อโรคได้ 4 สายพันธุ์ คือ A, C, Y, และ W-135  วัคซีนป้องกันโรคไข้กาฬหลังแอ่น (Meningitis ACWY Vaccine) แต่ที่มักพบบ่อยในประเทศคือสายพันธุ์ A และ B วัคซีนชนิดนี้จึงยังไม่มีการฉีดแพร่หลายมากนักในประเทศไทย โดยมักฉีดให้ผู้ที่ต้องการเดินทางออกนอกประเทศที่อายุ 2 ปีขึ้นไป สามารถช่วยให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันโรคได้นาน 3 ปี

 

งานอดิเรก เลือกให้เหมาะ เพื่อประโยชน์ต่อสุขภาพทั้งกายใจ

งานอดิเรก เป็นกิจกรรมในยามว่างที่ช่วยผ่อนคลายอารมณ์และความเครียดจากการเรียนหรือการทำงาน เป็นการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ ช่วยเพิ่มทักษะ ความรู้ และประสบการณ์ต่าง ๆ มากมาย ทั้งยังส่งผลดีต่อสุขภาพอย่างหลากหลายได้ด้วย โดยแต่ละคนก็จะมีงานอดิเรกที่แตกต่างกันไปตามความสนใจและความถนัดของตนเอง เช่น อ่านหนังสือ วาดภาพ ดูโทรทัศน์ ร้องเพลง และเล่นกีฬา เป็นต้น

ประเภทของงานอดิเรกมีอะไรบ้าง ?

  • งานอดิเรกที่เน้นความชอบและการใช้ทักษะ เป็นงานอดิเรกที่ไม่เน้นความคล่องตัวหรือการเคลื่อนไหวร่างกาย แต่มักเกิดจากความชอบ ความสนใจ และทักษะของแต่ละคน เช่น ฟังเพลง ดูภาพยนตร์ อ่านหนังสือ ประดิษฐ์สิ่งของต่าง ๆ ทำอาหาร วาดภาพระบายสี เล่นเกม เล่นปริศนาอักษรไขว้ ต่อโมเดล ทำเครื่องปั้นดินเผา แต่งหน้า จัดดอกไม้ รวมถึงเลี้ยงสัตว์ไว้เพื่อดูเล่นหรือเพื่อความเพลิดเพลิน เป็นต้น
  • งานอดิเรกที่เน้นการเคลื่อนไหวร่างกาย เป็นงานอดิเรกที่ต้องอาศัยความคล่องตัวและการเคลื่อนไหวร่างกายในรูปแบบต่าง ๆ เช่น เล่นเทนนิส บาสเกตบอล ฟุตบอล ปิงปอง โบว์ลิ่ง ว่ายน้ำ โยคะ วิ่ง เต้นรำ แสดงละครเวที เล่นดนตรี เล่นตลก แสดงมายากล เดินป่า เป็นต้น

งานอดิเรกมีประโยชน์อย่างไรบ้าง ?

งานอดิเรกมีประโยชน์ต่อสุขภาพทั้งด้านจิตใจและร่างกาย รวมถึงช่วยเพิ่มทักษะการใช้ชีวิตหลายด้าน โดยงานอดิเรกแต่ละอย่างอาจให้ประโยชน์แตกต่างกันไป ดังนี้

เติมพลังบวกให้สุขภาพจิต
เมื่อรู้สึกเครียดจากการทำงานหรือปัญหาต่าง ๆ ที่กำลังเผชิญอยู่ การทำงานอดิเรกอาจช่วยบรรเทาความเครียด ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย และปล่อยวางจากเรื่องราวที่เป็นสาเหตุของความเครียดได้ นอกจากนี้ งานอดิเรกอาจช่วยทำให้ระลึกถึงตัวตนอีกด้านที่อาจทำให้รู้สึกมีความสุขมากยิ่งขึ้นด้วย

บริหารเวลาให้เกิดประโยชน์
งานอดิเรกอาจช่วยเพิ่มทักษะเรื่องการจัดสรรเวลาในชีวิตประจำวันอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งช่วยฝึกการจัดลำดับความสำคัญ และเป็นการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์สูงสุดอีกด้วย

ช่วยสร้างปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่น
งานอดิเรกอาจถือเป็นโอกาสอันดีในการพบปะผู้คนและทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่ที่มีความสนใจในสิ่งเดียวกัน ซึ่งอาจนำไปสู่การแบ่งปันประสบการณ์ต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อไป

เสริมสร้างสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง
งานอดิเรกที่เกี่ยวกับการออกกำลังกาย อย่างการเล่นกีฬาหรือบริหารร่างกาย นอกจากจะช่วยส่งเสริมการเผาเผลาญพลังงานในร่างกายและการเสริมสร้างกล้ามเนื้อแล้ว ยังช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคต่าง ๆ ได้ด้วย เช่น โรคเบาหวาน ภาวะคอเลสเตอรอลสูง ภาวะความดันโลหิตสูง และปัญหาเกี่ยวกับการนอนหลับ เป็นต้น

ป้องกันภาวะสมองเสื่อม
มีงานวิจัยชิ้นหนึ่งพบว่า การใช้เวลากับงานอดิเรกที่บริหารสมองเพียงวันละ 1 ชั่วโมง อาจช่วยป้องกันภาวะสมองเสื่อมเมื่อมีอายุมากขึ้นได้ โดยมีงานอดิเรกหลายอย่างที่อาจช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะสมองเสื่อม เช่น การอ่านหนังสือ การทำงานฝีมือ และการเล่นปริศนาอักษรไขว้ เป็นต้น

เสริมสร้างรายได้
งานอดิเรกบางอย่างก็อาจช่วยสร้างรายได้เพิ่มเติมด้วย เช่น การเล่นดนตรีตามงานเลี้ยง การฝึกสอนกีฬา การรับดูแลสัตว์เลี้ยง และการเขียนหนังสือ เป็นต้น

รู้ยัง!! งานอดิเรกช่วยให้คุณ
รู้ยัง!! งานอดิเรกช่วยให้คุณ

เลือกงานอดิเรกอย่างไรให้เหมาะสม ?

เนื่องจากแต่ละคนมีความสนใจและมีรูปแบบการใช้ชีวิตประจำวันที่แตกต่างกัน ดังนั้น การเลือกงานอดิเรกที่เหมาะสมกับตนเองจึงเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งงานอดิเรกที่เหมาะสมจะช่วยทำให้รู้สึกผ่อนคลายหรือมีความสุขในระหว่างที่ทำกิจกรรมนั้น ๆ และยังทำให้ได้รับประโยชน์จากการทำงานอดิเรกนั้นมากที่สุด

โดยการเลือกงานอดิเรก ควรพิจารณาจากปัจจัยต่าง ๆ ดังนี้

  • ความถนัดและความสนใจ เนื่องจากแต่ละคนมีความถนัดและความสนใจที่แตกต่างกัน การเลือกงานอดิเรกที่ชอบจึงอาจช่วยให้มีความสุขและรู้สึกผ่อนคลายมากยิ่งขึ้น บางคนอาจเลือกจากความชอบหรือทักษะที่ไม่ค่อยได้นำมาใช้ในการเรียนหรือการทำงานมากนัก อย่างไรก็ตาม ควรรู้จักสำรวจตนเองอยู่เสมอว่าตนมีความสนใจเกี่ยวกับกิจกรรมนั้น ๆ มากน้อยเพียงใด
  • เวลาว่าง ด้วยภาระหน้าที่ของแต่ละคนอาจทำให้มีเวลาที่จำกัดในการทำงานอดิเรก ดังนั้น การจัดสรรเวลาจึงถือเป็นเรื่องสำคัญมากต่อการเลือกงานอดิเรก เพราะกิจกรรมบางอย่างอาจใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที แต่กิจกรรมบางอย่างอาจจำเป็นต้องใช้เวลาหลายชั่วโมง ufabet login  ผู้ที่มีเวลาน้อยจึงควรเลือกงานอดิเรกที่ไม่จำเป็นต้องใช้เวลามากจนเกินไป เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน นอกจากนี้ เวลาว่างของแต่ละคนก็มีผลต่อการเลือกงานอดิเรกเช่นกัน โดยบางคนอาจมองหางานอดิเรกที่ทำได้ในช่วงหลังจากทำงาน ในขณะที่บางคนอาจมองหางานอดิเรกที่สามารถทำได้ในระหว่างที่บุตรหลานไปโรงเรียน
  • ค่าใช้จ่าย กิจกรรมแต่ละอย่างย่อมมีค่าใช้จ่ายที่แตกต่างกันไป โดยกิจกรรมบางอย่างอาจมีค่าใช้จ่ายที่สูงมาก ดังนั้น ผู้ที่มีงบไม่มากนักก็ควรเลือกงานอดิเรกอย่างการอ่านหนังสือ การวาดรูป การฟังเพลง หรืองานอดิเรกอื่น ๆ ที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายสูง
  • การปฏิสัมพันธ์ในสังคม หลายคนอาจมองหากิจกรรมที่มีการพบปะผู้คนเพื่อใช้เวลาร่วมกับกลุ่มเพื่อนหรือคนใกล้ชิด อย่างการเล่นกีฬาเป็นทีม การเล่นเกมปริศนาอักษรไขว้ และการเต้นรำเป็นกลุ่ม ซึ่งในบางครั้งกิจกรรมเหล่านี้อาจทำให้ได้รู้จักกับเพื่อนใหม่ที่มีความชอบและความสนใจเหมือนกัน โดยลักษณะของกลุ่มคนที่จะต้องพบเจอระหว่างการทำกิจกรรมต่าง ๆ ก็มีผลต่อการเลือกงานอดิเรกเช่นกัน บางคนอาจเลือกงานอดิเรกที่สามารถทำร่วมกับคนรัก คนในครอบครัว หรือเพื่อนสนิทได้ ขณะเดียวกันบางคนก็อาจมองหางานอดิเรกที่สามารถทำได้คนเดียวตามลำพัง เพื่อให้ได้ใช้สมาธิและอยู่กับตัวเองมากขึ้น เช่น การถักนิตติ้ง และการอ่านหนังสือ เป็นต้น
  • ความท้าทายของกิจกรรม แต่ละคนอาจต้องการกิจกรรมที่มีความท้าทายในลักษณะแตกต่างกัน เช่น ผู้ที่ต้องการความท้าทายทางร่างกายอาจเลือกกิจกรรมประเภทกีฬาหรือการเต้นรำ ผู้ที่ต้องการความท้ายทายด้านการใช้ความคิดอาจเลือกเล่นหมากรุกหรือบอร์ดเกม และผู้ที่ต้องการความท้าทายด้านความอดทนอาจเลือกการถักนิตติ้งหรือการปักครอสติช ส่วนบางคนอาจมองหางานอดิเรกเพื่อผ่อนคลายเท่านั้น เป็นต้น ดังนั้น ควรเลือกงานอดิเรกที่มีลักษณะความท้าทายตรงตามวัตถุประสงค์ของตนเองด้วย

แม้งานอดิเรกจะทำให้ผ่อนคลาย ได้ประสบการณ์มากมายที่ช่วยเสริมสร้างทักษะในการดำเนินชีวิต และยังเกิดประโยชน์ต่อสุขภาพได้ แต่ก็ควรเลือกงานอดิเรกที่เหมาะสมโดยพิจารณาจากปัจจัยต่าง ๆ รวมทั้งปัจจัยทางสุขภาพด้วย เช่น ผู้ป่วยโรคลมชักที่ยังควบคุมอาการไม่ได้ควรหลีกเลี่ยงการทำอาหารและการปีนเขา ผู้สูงอายุควรระวังในการทำงานอดิเรกที่เป็นการออกกำลังกายอย่างหนัก กิจกรรมที่มีแรงปะทะสูง กิจกรรมที่มีแรงกระแทกมากเกินไป อย่างฟุตบอล บาสเกตบอล และการกระโดดสูง โดยเฉพาะในผู้ที่ไม่เคยทำมาก่อน

ส่วนผู้ป่วยโรคข้ออักเสบที่ยังควบคุมอาการไม่ได้ ไม่ควรยืดเหยียดข้ออย่างรุนแรง หรือเล่นโยคะท่าที่ต้องมีการยืดข้อมาก ๆ เป็นต้น ดังนั้น ผู้ที่มีปัญหาสุขภาพควรปรึกษาแพทย์ก่อนตัดสินใจเลือกงานอดิเรกเสมอ นอกจากนี้ ควรให้ความสำคัญกับงานอดิเรกอย่างพอประมาณ เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อการทำงานและการใช้ชีวิตประจำวันด้วย

เวลาว่างเพื่อนๆ มักจะชอบทำอะไรกันเอ่ย? บางคนอาจจะฟังเพลง อ่านหนังสือ ฯลฯ ทำกิจกรรมที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งงานอดิเรกเหล่านี้เกิดจากความสนใจ หรือเป็นกิจกรรมที่ให้ความสนุกสนาน มากกว่าจะหวังผลตอบแทนทางการเงินหรือสิ่งแลกเปลี่ยนอื่น และไม่น่าเชื่อว่างานอดิเรกที่เราชอบทำกันบ่อยๆ โดยไม่รู้ตัวนั้น มีประโยชน์ช่วยพัฒนาสมองของเราให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย

1.เล่นดนตรี เป็นการกระตุ้นสมองส่วน Corpus Callosum ซึ่งเป็นส่วนที่เชื่อมต่อแกนของเซลล์ประสาทของสมองทั้งสองซีก  ช่วยให้เราสามารถแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพและสร้างสรรค์ รวมทั้งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพความจำและทำให้มีสมาธิมากขึ้นอีกด้วย

2.อ่านหนังสือ เราควรอ่านหนังสือทุกวัน…เพราะการอ่านหนังสือ ช่วยลดความเครียดและช่วยเพิ่มพูนความรู้ความเข้าใจในเรื่องต่างๆ ที่เราเลือกอ่าน นอกจากนั้นการอ่านหนังสือยังถือเป็นการออกกำลังสมองได้อีกวิธีหนึ่ง เพราะทุกครั้งที่เราอ่านหนังสือสมองจะจดจำเรื่องราวต่างๆ ที่เราอ่านผ่านตา ซึ่งเป็นการฝึกให้สมองทำงานอย่างมีประสิทธิภาพนั่นเอง

3.นั่งสมาธิอย่างสม่ำเสมอ นอกจากช่วยให้เรามีสติแล้ว ยังช่วยลดระดับความเครียดและช่วยขจัดความวิตกกังวลต่างๆ ได้อีกด้วย เมื่อจิตใจสงบเราก็สามารถเรียนรู้ คิด และวางแผนสิ่งต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีคนบอกว่าการนั่งสมาธิวันละ 12 นาทีทุกเช้า ช่วยให้สมองเข้าสู่ภาวะที่มีคลื่นธีตา (Theta) ซึ่งเป็นคลื่นที่ทำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์

4.ออกกำลังสมอง สำคัญไม่น้อยกว่าการออกกำลังกาย คุณทำได้โดยการทำสิ่งที่แปลกใหม่และท้าทายเพื่อกระตุ้นให้สมองทำงานอย่างมีศักยภาพ เช่น ซูโดกุ เกมทายปริศนา ช่วยให้มีทักษะในการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ มีมุมมองที่หลากหลาย

5.ออกกำลังกายเป็นประจำ “ร่างกายแข็งแรง สมองก็แข็งแรงตาม” โดยเฉพาะการออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอช่วยเสริมสร้างเซลล์สมอง ส่งผลให้สมองทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

6.เขียนบันทึก การเขียนนอกจากช่วยพัฒนาความสามารถด้านภาษาแล้ว ยังช่วยพัฒนาความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการอีกด้วย และการบันทึกสิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันยังช่วยให้สมองเกิดความคิดเชิงบวก ทำให้สมองหลั่งสารเอนดอร์ฟินหรือสารแห่งความสุขออกมาอีกด้วย

7.ออกเดินทางท่องเที่ยว การท่องเที่ยวถือเป็นวิธีการผ่อนคลายจากความเครียดได้อย่างดีเยี่ยมวิธีหนึ่ง เมื่อเราไม่รู้สึกเครียดก็จะมีสมาธิอยู่กับงานที่ทำ นอกจากนั้นการท่องเที่ยวไปยังที่ต่างๆ ยังเป็นการเรียนรู้สิ่งใหม่ ทั้งผู้คน อาหาร วัฒนธรรม รูปแบบการดำเนินชีวิต และสังคม ประสบการณ์เหล่านี้เป็นเสมือนคลังวัตถุดิบทางปัญญาที่จะนำพาให้เกิดความคิดแปลกใหม่อีกด้วย

8.จัดสวน/ปลูกต้นไม้
หัวใจหลักของการจัดสวนหรือปลูกต้นไม้ คือ การที่ได้ใช้เวลาดูแลเอาใจใส่เมล็ดพันธุ์หรือต้นอ่อนให้เติบโตเป็นต้นไม้และดอกไม้ที่งดงาม จะเปรียบเหมือนการเลี้ยงลูกเลยก็ว่าได้ เพราะในท้ายที่สุด เมื่อสวนของเราผลิดอกออกผลอย่างใจหวัง เราก็จะได้ใช้ชีวิตท่ามกลางธรรมชาติอันสดชื่นที่เราลงทุนลงแรงสร้างมาด้วยมือของตนเอง

9.ทำอาหาร/ขนม
ความสุขของใครหลาย ๆ คนคือ การได้อยู่ในครัว แล้วฝึกทักษะการทำอาหารทั้งคาวและหวาน ซึ่ง ณ เวลานั้นจะได้ฝึกสมาธิและความคิดสร้างสรรค์ในการทำเมนูใหม่ ๆ ตั้งแต่ความพยายามในการผสมผสานวัตถุดิบต่าง ๆ ให้ออกมาเป็นอาหาร จนถึงขั้นตอนสุดท้ายอย่างการจัดจานให้สวยงามนั่นเอง

TIA (Transient Ischemic Attack) เป็นสัญญาณเตือนก่อนเส้นเลือดในสมองแตกหรือตีบตันได้

ส่วนของ ภาวะสมองขาดเลือดชั่วคราว TIA (Transient Ischemic Attack) เกิดจากเลือดไม่สามารถไปเลี้ยงสมองได้ชั่วขณะ ทำให้ผู้ป่วยมีอาการคล้ายโรคหลอดเลือดสมอง แต่ต่างกันตรงที่ TIA มักไม่ทำให้สมองเกิดความเสียหายอย่างถาวร อย่างไรก็ตาม ภาวะนี้อาจเป็นสัญญาณเตือนก่อนเส้นเลือดในสมองแตกหรือตีบตันได้ ดังนั้น หากพบว่ามีอาการของภาวะนี้ ผู้ป่วยต้องรีบปรึกษาแพทย์ทันที

อาการของภาวะสมองขาดเลือดชั่วคราว

อาการของ TIA ขึ้นอยู่กับบริเวณที่สมองขาดเลือดไปเลี้ยง ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับโรคหลอดเลือดสมอง ดังนี้

  • กล้ามเนื้ออ่อนแรง ชา เป็นเหน็บ ทรงตัวลำบาก ufabet login  หรือเป็นอัมพาตครึ่งซีกบริเวณใบหน้าและแขนขา
  • พูดไม่รู้เรื่อง พูดลำบาก ไม่เข้าใจในสิ่งที่คนอื่นพูด
  • มองเห็นภาพซ้อน ตาบอดข้างเดียวหรือทั้ง 2 ข้าง
  • เวียนศีรษะหรือปวดศีรษะอย่างรุนแรง
  • ความดันโลหิตสูง หรือรู้สึกเหนื่อยอย่างฉับพลัน
  • ไม่มีสติ สับสน ความจำเสื่อมชั่วคราว บุคลิกภาพเปลี่ยนไป

แม้อาการเหล่านี้มักหายได้เองภายในไม่กี่นาทีหรือไม่กี่ชั่วโมง และมักไม่มีอาการรุนแรงเท่ากับโรคหลอดเลือดสมองซึ่งมักเป็นนานกว่า 24 ชั่วโมง แต่ผู้ป่วยต้องไปพบแพทย์ทันทีเมื่อมีอาการข้างต้น เพื่อเข้ารับการวินิจฉัยและป้องกันการเกิดโรคหลอดเลือดสมองซึ่งเป็นภาวะที่รุนแรงและอันตรายต่อชีวิต

TIA (Transient Ischemic Attack) ภาวะสมองขาดเลือดชั่วคราว
TIA (Transient Ischemic Attack) ภาวะสมองขาดเลือดชั่วคราว

สาเหตุของภาวะสมองขาดเลือดชั่วคราว

TIA เกิดจากการอุดตันของหลอดเลือดแดงที่เลี้ยงสมองในชั่วขณะ ซึ่งส่งผลให้สมองขาดสารอาหารและออกซิเจน โดยการเจ็บป่วยที่มักเป็นปัจจัยทำให้หลอดเลือดแดงอุดตันจนนำไปสู่ TIA ได้แก่ ภาวะความดันโลหิตสูง ภาวะลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือด ภาวะหลอดเลือดสมองตีบ ภาวะคอเลสเตอรอลในเลือดสูง ภาวะหัวใจห้องบนเต้นสั่นพริ้ว โรคโลหิตจางจากเม็ดเลือดแดงรูปเคียว และโรคเบาหวาน เป็นต้น

ส่วนปัจจัยอื่น ๆ ที่เพิ่มความเสี่ยงต่อ TIA มีดังนี้

  • มีอายุมากกว่า 40 ปี
  • ผู้ชายมีสถิติเป็นภาวะนี้บ่อยกว่าผู้หญิง แต่ผู้หญิงมีอัตราการเสียชีวิตสูงกว่า
  • มีภาวะน้ำหนักตัวเกิน โดยมีค่าดัชนีมวลกายสูงกว่า 25 ร่วมกับมีรอบเอวมากกว่า 35 นิ้วในผู้หญิง หรือ 40 นิ้วในผู้ชาย
  • รับประทานอาหารที่มีไขมันและเกลือในปริมาณมาก
  • รับประทานยาคุมกำเนิดบางชนิด
  • ดื่มแอลกอฮอล์อย่างหนัก สูบบุหรี่ ติดสารเสพติดอย่างโคเคน
  • ขาดการออกกำลังกาย
  • มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคหลอดเลือดสมอง รวมทั้งเคยเป็นหรือกำลังเป็นโรคเกี่ยวกับระบบหัวใจและหลอดเลือด เช่น คอเลสเตอรอลในเลือดสูง ลิ่มเลือดอุดตัน มีการอุดตันของหลอดเลือดแดงแคโรติดอาเทอรี ซึ่งเป็นหลอดเลือดที่อยู่บริเวณคอและมีหน้าที่นำเลือดขึ้นไปเลี้ยงสมอง หลอดเลือดแดงส่วนปลายอุดตัน หัวใจเต้นผิดจังหวะ หัวใจติดเชื้อ หัวใจพิการ หัวใจล้มเหลว หรือเบาหวาน เป็นต้น
  • มีระดับสารโฮโมซิสเตอีนในเลือดสูง ซึ่งสัมพันธ์กับการเกิดความเสียหายของหลอดเลือดแดง แต่การตรวจหาระดับของสารนี้ยังไม่ใช่แนวทางที่เป็นมาตรฐานในการวินิจฉัย TIA

การวินิจฉัยภาวะสมองขาดเลือดชั่วคราว

TIA ต้องได้รับการวินิจฉัยอย่างทันท่วงที เพื่อหาสาเหตุและวางแผนรักษา โดยแพทย์อาจตรวจร่างกายและวินิจฉัยด้วยวิธีต่อไปนี้

  • ตรวจหาความเสี่ยงต่อภาวะ TIA หรือโรคหลอดเลือดสมอง เช่น ภาวะความดันโลหิตสูง ภาวะไขมันคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ในเลืิอดสูง โรคเบาหวาน เป็นต้น
  • ตรวจหาความผิดปกติของการไหลเวียนเลือด แพทย์จะใช้เครื่องตรวจหูฟังเพื่อฟังเสียงการไหลเวียนที่ผิดปกติในหลอดเลือด ซึ่งอาจบ่งชี้ถึงภาวะผนังหลอดเลือดแดงแข็ง
  • ตรวจดูลิ่มเลือดในจอตา แพทย์จะใช้กล้องส่องตรวจในตาเพื่อหาการอุดตันของคอเลสเตอรอลหรือเกล็ดเลือดในหลอดเลือดเล็ก ๆ ภายในจอตา
  • ตรวจเลือด แพทย์อาจตรวจดูความสมบูรณ์ของเม็ดเลือดและวัดเวลาการแข็งตัวของเลือด
  • ตรวจเอกซเรย์ทรวงอก แพทย์จะเอกซเรย์บริเวณทรวงอกเพื่อตรวจดูขนาด รูปร่าง และความผิดปกติของหัวใจหรือปอด
  • ตรวจเอกซเรย์หลอดเลือดแดง เพื่อดูการอุดตันของเส้นเลือดแดงในสมอง ซึ่งต้องฉีดสีผ่านสายสวนเข้าหลอดเลือดบริเวณขาหนีบและหลอดเลือดแดงหลัก รวมทั้งหลอดเลือดแดงแคโรติดอาเทอรีหรือหลอดเลือดแดงเวอร์ทีบรอลอาร์เทอรีด้วย โดยวิธีนี้จะใช้ตรวจเฉพาะในบางกรณีเท่านั้น
  • ตรวจซีที สแกน เพื่อดูสมองและความผิดปกติอื่น ๆ อย่างการเกิดเนื้องอก และอาจตรวจด้วยการฉีดสารทึบแสงร่วมด้วย (Computerized Tomography Angiography: CTA) เพื่อดูหลอดเลือดแดงบริเวณสมองและคอ
  • ตรวจเอ็มอาร์ไอ เพื่อดูโครงสร้างของสมองและความผิดปกติอื่น ๆ รวมทั้งอาจตรวจดูหลอดเลือดแดงบริเวณคอและสมองด้วยวิธีสร้างภาพภายในหลอดเลือดจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าด้วยเครื่อง MRI (Magnetic Resonance Angiography: MRA)
  • ตรวจอัลตราซาวด์ เป็นการใช้คลื่นเสียงความถี่สูงเพื่อตรวจหาการตีบหรือการอุดตัันของหลอดเลือดแดงแคโรติดอาเทอรีบริเวณคอ รวมทั้งตรวจหาความผิดปกติอื่น ๆ หรือการเกิดลิ่มเลือดบริเวณหัวใจ
  • ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ เป็นการใช้ขั้วไฟฟ้าติดบริเวณหน้าอกแล้วดูจังหวะการเต้นของหัวใจ เพื่อตรวจหาความผิดปกติที่อาจเป็นสาเหตุทำให้เกิด TIA

การรักษาภาวะสมองขาดเลือดชั่วคราว

การรักษา TIA มุ่งเน้นไปที่การควบคุมสาเหตุที่ก่อให้เกิดความผิดปกติร่วมกับป้องกันการเกิดโรคหลอดเลือดสมองด้วยวิธีการต่าง ๆ ดังนี้

การรับประทานยา ยาแต่ละชนิดที่เลือกใช้ขึ้นอยู่กับตำแหน่ง สาเหตุ ระดับความรุนแรง และรูปแบบของของการเกิด TIA ซึ่งอาจต้องใช้ยาหลายชนิดเพื่อลดความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมอง ได้แก่

  • ยาต้านเกล็ดเลือด เพื่อลดความเสี่ยงการรวมตัวของเกล็ดเลือดจนเป็นลิ่มเลือดที่อาจเกิดขึ้นเมื่อหลอดเลือดเสียหาย โดยยาส่วนใหญ่ที่นิยมใช้ คือ แอสไพริน ซึ่งมีผลข้างเคียงน้อยและมีราคาถูก โดยในบางกรณีแพทย์อาจให้ยารักษาร่วมกันระหว่างแอสไพรินกับไดไพริดาโมลหรือยาโคลพิโดเกรล เพื่อลดการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือด
  • ยาต้านการแข็งตัวของเลือด หากใช้ยาวาร์ฟาริน ผู้ป่วยสามารถใช้ต่อเนื่องเป็นเวลานานได้ แต่ยาเฮพารินต้องใช้เฉพาะในระยะเวลาสั้น ๆ และผู้ป่วยต้องระมัดระวังในการใช้ยาทั้ง 2 ชนิดนี้ เพราะอาจเสี่ยงเกิดภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้วได้
  • ยาสลายลิ่มเลือด ใช้ในบางกรณีเท่านั้น หากผู้ป่วยมีอาการของ TIA นานหลายนาทีและรู้สึกไม่ดีขึ้น แพทย์จะจ่ายยานี้เพื่อสลายลิ่มเลือดที่อุดตันการไหลเวียนของเลือดไปสู่สมอง เช่น การใช้ยาแอลทีเพลสเพื่อรักษาโรคหลอดเลือดสมองในรายที่เพิ่งแสดงอาการผิดปกติภายในไม่กี่ชั่วโมง เป็นต้น

นอกจากนี้ แพทย์อาจให้ผู้ป่วยรับประทานยาลดความดันโลหิต ยาลดคอเลสเตอรอลในเลือดกลุ่มสแตติน และยาควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด เพื่อช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง

การผ่าตัดหลอดเลือดแดงแคโรติดอาเทอรี (Carotid Endarterectomy) แพทย์อาจแนะนำผู้ป่วยให้เข้ารับการผ่าตัดเปิดหลอดเลือดแดงบริเวณคอ เพื่อกำจัดคราบไขมันออกจากหลอดเลือด การรักษาด้วยวิธีนี้ใช้ในกรณีที่ผู้ป่วยมีภาวะหลอดเลือดแดงตีบระดับปานกลางจนถึงรุนแรง โดยต้องคำนึงถึงอายุและสุขภาพโดยรวมของผู้ป่วยร่วมกับระดับความรุนแรงของอาการที่เกิดขึ้นด้วย

การขยายหลอดเลือดหัวใจด้วยบอลลูน (Coronary Angioplasty) แพทย์จะสอดท่อทางหลอดเลือดบริเวณขาหนีบ ข้อมือ หรือแขนให้เข้าไปถึงบริเวณหลอดเลือดหัวใจที่มีการอุดตัน จากนั้นจึงใช้บอลลูนขยายหลอดเลือดแดงที่อุดตันและใส่ขดลวดเพื่อให้หลอดเลือดบริเวณนั้นขยายออก ซึ่งการรักษาด้วยวิธีนี้จะพิจารณาใช้ในบางกรณีเท่านั้น

ภาวะแทรกซ้อนของภาวะสมองขาดเลือดชั่วคราว

TIA อาจนำไปสู่โรคหลอดเลือดสมองได้ โดยผู้ที่มีความเสี่ยงสูงต่อโรคหลอดเลือดสมองหลังเผชิญภาวะนี้ ได้แก่

  • อายุมากกว่า 60 ปี
  • เป็นโรคความดันโลหิตสูงที่ควบคุมไม่ได้ หรือเป็นโรคเบาหวาน
  • มีปัญหาในการพูด มีอาการอ่อนแรงครึ่งซีกฉับพลัน หรือมีอาการป่วยของภาวะนี้นานกว่า 1 ชั่วโมง

นอกจากนี้ TIA ยังอาจเป็นสัญญาณเตือนของภาวะหัวใจขาดเลือดและภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง ซึ่งเป็นการป่วยที่ส่งผลต่อการไหลเวียนของเลือดทั่วร่างกาย รวมทั้งเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจและสมองด้วย

การป้องกันภาวะสมองขาดเลือดชั่วคราว

ผู้ป่วยต้องรู้จักดูแลรักษาสุขภาพของตนเองให้แข็งแรง ตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ รวมทั้งหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่อาจก่อให้เกิด TIA ซึ่งปฏิบัติได้ ดังนี้

  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์จำพวกผักผลไม้ให้มากขึ้น เพื่อให้ได้รับสารอาหารมีประโยชน์ เช่น ใยอาหาร โพแทสเซียม โฟเลต สารต้านอนุมูลอิสระ เป็นต้น
  • รับประทานเนื้อปลาอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ครั้ง โดยเฉพาะปลาที่มีโอเมก้า 3 ในปริมาณมาก เช่น ซาร์ดีน แซลมอน หรือแมกเคอเรล เป็นต้น
  • ลดการบริโภคอาหารไขมันสูงอย่างพวกไขมันคอเลสเตอรอล ไขมันอิ่มตัว และไขมันทรานส์ เพราะอาจช่วยลดการสะสมของไขมันในหลอดเลือดแดงได้
  • ลดการรับประทานอาหารที่มีรสเค็มหรือมีโซเดียมสูง เพราะอาจช่วยลดระดับความดันโลหิตในผู้ที่มีภาวะความดันโลหิตสูงได้
  • ลดหรือจำกัดปริมาณการดื่มแอลกอฮอล์ไม่ให้เกิน 1-2 ดื่มมาตรฐาน/วัน
  • เลิกสูบบุหรี่ รวมทั้งหลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ผู้ที่สูบบุหรี่เพื่อไม่ให้สูดดมควันเข้าสู่ร่างกาย
  • ไม่ใช้สารเสพติดทุกประเภท
  • ออกกำลังกายอย่างน้อยสัปดาห์ละ 5 วัน วันละ 30 นาที เพื่อกระตุ้นการทำงานของระบบหัวใจและหลอดเลือด โดยการออกกำลังกายเป็นประจำอาจช่วยลดความดันโลหิตในผู้ที่มีภาวะความดันโลหิตสูงได้ด้วย
  • ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ซึ่งอาจช่วยลดความดันโลหิตและควบคุมระดับคอเลสเตอรอลในเลือดได้
  • ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้เป็นปกติ โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคเบาหวาน ซึ่งต้องดูแลทั้งด้านการรับประทานอาหาร การออกกำลังกาย การควบคุมน้ำหนัก รวมทั้งการใช้ยารักษาอย่างเหมาะสม
  • ผู้ที่มีโรคประจำตัวต้องรักษาอาการป่วยของตน รับประทานยา ปฏิบัติตามตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด และปรึกษาแพทย์ทันทีหากพบว่าตนเองมีอาการผิดปกติใด ๆ
ส่องกล้อง ตรวจกระเพาะอาหาร กับขั้นตอนที่ควรรู้

ส่องกล้องตรวจกระเพาะอาหาร คือการใช้กล้องเอนโดสโคป (Endoscope) ซึ่งเป็นอุปกรณ์ลักษณะเป็นท่อยืดหยุ่นได้ มีแสงไฟและเลนส์กล้องที่บริเวณส่วนปลาย ใส่เข้าไปทางปากของคนไข้เพื่อตรวจดูอาการหรือรักษาภาวะผิดปกติที่เกิดขึ้นภายในหลอดอาหาร กระเพาะอาหาร และลำไส้เล็กส่วนต้น

ทำไมต้องส่องกล้อง?

การส่องกล้องกระเพาะอาหารสามารถนำมาใช้ประโยชน์ในกรณีต่อไปนี้

ตรวจดูอาการ ใช้สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการบ่งบอกถึงปัญหาเกี่ยวกับกระเพาะอาหาร หลอดอาหาร หรือลำไส้เล็กส่วนบน เช่น

  • ปวดท้อง
  • คลื่นไส้และอาเจียนเป็นประจำ
  • อาหารไม่ย่อย แสบร้อนกลางอกเรื้อรัง
  • กลืนอาหารลำบากหรือกลืนแล้วรู้สึกเจ็บ
  • มีเลือดออกอย่างรุนแรง มักทำให้เกิดอาการเจ็บแปลบในท้อง อาเจียนเป็นเลือด หรืออุจจาระเป็นเลือด อุจจาระดำเหมือนยางมะตอย และมีภาวะโลหิตจางที่อาจมีสาเหตุมาจากเลือดออกภายในไม่หยุด

ยืนยันการวินิจฉัยโรค แพทย์สามารถยืนยันอาการของผู้ป่วยหลังจากการวินิจฉัยเบื้องต้นให้แน่ใจหรือแยกโรคที่มีอาการคล้ายกันออกไปด้วยการส่องกล้อง เช่น โรคกระเพาะอาหารหรือแผลในกระเพาะอาหาร โรค Coeliac Disease ซึ่งเป็นโรคที่เกิดจากการแพ้กลูเตนและมีภาวะลำไส้อักเสบร่วมด้วย โรคกรดไหลย้อน หลอดอาหารอักเสบเรื้อรัง มะเร็งหลอดอาหาร มะเร็งกระเพาะอาหาร ภาวะความดันโลหิตเส้นเลือดดำพอร์ทัลสูง (Portal Hypertension) และยังใช้ในการเก็บตัวอย่างชิ้นเนื้อเพื่อส่งตรวจได้อีกด้วย

รักษาโรคบางชนิด ไม่เพียงแต่การวินิจฉัยหรือตรวจดูอาการ การส่องกล้องกระเพาะอาหารยังนำมาใช้เป็นอุปกรณ์ในการรักษาความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับกระเพาะอาหาร หลอดอาหาร และลำไส้เล็กส่วนต้นได้เช่นกัน เช่น

  • ช่วยขยายหลอดอาหารที่แคบตัวลงและส่งผลให้มีอาการเจ็บหรือกลืนลำบาก ซึ่งเป็นภาวะที่อาจเกิดจากโรคกรดไหลย้อน มะเร็งหลอดอาหาร หรือการรักษาโดยการฉายรังสีไปที่หลอดอาหาร
  • ช่วยในการนำเอาเนื้อร้าย ติ่งเนื้อ หรือวัตถุแปลกปลอมออกมาจากบริเวณหลอดอาหารและช่องท้อง
  • ช่วยหยุดเลือดที่ออกในกระเพาะหรือหลอดอาหาร เช่น การมีเลือดออกเนื่องจากมี แผลในกระเพาะอาหาร
  • เป็นเครื่องมือให้สารอาหารแก่คนไข้ที่ไม่สามารถรับประทานอาหารได้เอง

การเตรียมตัวก่อนส่องกล้อง

  • อดอาหาร เพื่อให้แพทย์สามารถมองเห็นบริเวณต่าง ๆ ภายในได้อย่างชัดเจน ผู้ป่วยจำเป็นต้องงดรับประทานอาหารและน้ำเป็นเวลา 6-8 ชั่วโมงก่อนรับการส่องกล้อง
  • แจ้งให้แพทย์ทราบถึงโรคประจำตัวและยาที่รับประทานเป็นประจำ เนื่องจากผู้ป่วยต้องหยุดรับประทานยาบางชนิดก่อนทำการส่องกล้อง เช่น ยาที่มีฤทธิ์ต้านการแข็งตัวของเลือดอย่างแอสไพริน (Aspirin) วาร์ฟาริน (Warfarin) หรือคลอพิโดเกรล (Clopidogrel) ซึ่งจะทำให้เสี่ยงต่อการมีเลือดออกระหว่างส่องกล้อง โดยหยุดยาเป็นเวลาอย่างน้อยประมาณ 7-10 วัน ยารักษาอาการอาหารไม่ย่อยอาจต้องหยุดใช้ก่อนเป็นเวลา 2 สัปดาห์ รวมถึงการฉีดอินซูลินในผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ต้องปรับเปลี่ยนปริมาณการใช้ให้เหมาะสม ส่วนผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่ต้องรับประทานยา เช่น โรคหัวใจ ไทรอยด์ หรือภาวะความดันโลหิตสูง แพทย์อาจให้รับประทานยาตามปกติแล้วจิบน้ำตามเพียงเล็กน้อย ทั้งนี้ผู้ป่วยไม่ควรหยุดรับประทานยาใด ๆ เอง
  • แจ้งให้แพทย์ทราบถึงภาวะผิดปกติที่เป็น โดยเฉพาะหากกำลังตั้งครรภ์ เป็นโรคเกี่ยวกับปอด หัวใจ หรือมีประวัติแพ้ยาใด ๆ รวมถึงผู้ป่วยโรคติดเชื้อบริเวณลิ้นหัวใจ โรคหัวใจรูมาติก ใส่ลิ้นหัวใจเทียม และผู้ที่แพทย์บอกว่าจะต้องรับประทานยาปฏิชีวนะก่อนการรักษาทางทันตกรรมหรือการผ่าตัดใด ๆ
  • ให้ญาติมารับกลับบ้าน ผู้ป่วยไม่ควรขับรถกลับบ้านเอง เพราะยาระงับความรู้สึกที่ได้รับระหว่างการส่องกล้องจะส่งผลให้รู้สึกง่วงนอน มึนงง และบกพร่องทางการตัดสินใจได้ เพื่อความปลอดภัยจึงควรหลีกเลี่ยงการขับรถหรือการทำงานที่ต้องใช้เครื่องจักร
การส่องกล้องตรวจกระเพาะอาหาร
การส่องกล้องตรวจกระเพาะอาหาร

ขั้นตอนการส่องกล้องกระเพาะอาหาร

แพทย์จะอธิบายถึงขั้นตอนต่าง ๆ อย่างละเอียด รวมถึงภาวะแทรกซ้อนหรือผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น ระหว่างนี้หากผู้ป่วยมีข้อสงสัยใด ๆ ก็สามารถซักถามได้

ก่อนรับการส่องกล้องผู้ที่สวมใส่แว่นตา คอนแทคเลนส์ หรือฟันปลอมจะต้องถอดออกทั้งหมด และไม่จำเป็นต้องถอดเสื้อผ้า แต่อาจให้สวมชุดคนไข้ทับเสื้อผ้าของตัวผู้ป่วยเองอีกที

จากนั้นแพทย์จึงเริ่มด้วยการฉีดสเปรย์ยาชาเฉพาะส่วนที่คอเพื่อให้เกิดความรู้สึกชา  สมัครบาคาร่า หรืออาจใช้ยาระงับความรู้สึกแบบฉีดแทน ซึ่งจะพิจารณาตามความเหมาะสม ส่วนเด็กที่ยังเล็กอาจต้องใช้ยาสลบ โดยยาระงับความรู้สึกที่ได้รับจะส่งผลให้มีอาการง่วงซึมและรู้สึกผ่อนคลายลงขณะทำการส่องกล้อง

หลังฉีดสเปรย์ยาชาเฉพาะแห่งหรือให้ยาระงับความรู้สึก แพทย์อาจใช้ฟันยางเพื่อเปิดปากและป้องกันไม่ให้ฟันผู้ป่วยกัดสายท่อ ต่อจากนั้นจึงให้ผู้ป่วยพลิกตัวนอนตะแคงซ้าย แล้วใส่กล้องเอนโดสโคปเข้าไปในลำคอพร้อมทั้งบอกให้พยายามกลืนกล้องให้ลงไปยังหลอดอาหาร ทั้งนี้ในช่วงแรก ๆ อาจรู้สึกไม่ค่อยดี มีอาการคลื่นไส้หรืออยากอาเจียน แต่ก็จะค่อย ๆ ทุเลาลงเมื่อท่อส่องกล้องเคลื่อนลงไปแล้ว โดยกระบวนการส่องกล้องนี้จะใช้เวลาประมาณ 15-20 นาที

สำหรับผลการตรวจนั้นขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของการส่องกล้อง เช่น การตรวจดูกระเพาะอาหารอาจทราบผลได้ทันทีหลังการตรวจ แต่หากเป็นการเก็บตัวอย่างชิ้นเนื้อเพื่อส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการอาจต้องรอผลตรวจเป็นเวลา 2-3 วัน

หลังจากการ ส่องกล้องตรวจกระเพาะอาหาร

หลังการส่องกล้องเรียบร้อยแล้วแพทย์จะพาผู้ป่วยไปยังห้องพักฟื้น และคอยเฝ้าดูอาการอยู่ประมาณ 30 นาที ผู้ป่วยอาจรู้สึกเจ็บในลำคอชั่วคราวซึ่งสามารถใช้ยาอมช่วยบรรเทาอาการ จากนั้นญาติจึงพาผู้ป่วยกลับบ้านได้และให้คอยเฝ้าดูอาการอย่างน้อย 24 ชั่วโมง เนื่องจากฤทธิ์ของยาระงับความรู้สึกที่ได้รับสามารถคงอยู่ถึง 24 ชั่วโมงและทำให้ง่วงซึม ในระหว่างนี้ผู้ป่วยจึงควรพักผ่อน ไม่ควรขับรถหรือทำงานใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการใช้เครื่องจักร

นอกจากความรู้สึกง่วงซึม การส่องกล้องยังอาจทำให้มีอาการอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น อาการเจ็บคอที่คงอยู่นาน 1-2 วัน ปวดบีบที่ท้อง ท้องอืดหรือมีแก๊สในท้องที่จะค่อย ๆ ดีขึ้นเองเมื่อเวลาผ่านไป แต่หากมีสัญญาณแสดงถึงปัญหาร้ายแรง ได้แก่ เจ็บหน้าอกหรือปวดท้องอย่างรุนแรง อาจมีอาการแย่ลง อาเจียนอย่างต่อเนื่อง มีไข้สูง อาเจียนเป็นเลือด หรือหายใจหอบเหนื่อย ให้รีบไปพบแพทย์โดยด่วน

ส่องกล้องกระเพาะอาหารมีความเสี่ยงหรือไม่ ?

การส่องกล้องนับเป็นกระบวนการที่มีความปลอดภัยสูง ภาวะแทรกซ้อนที่สามารถเกิดขึ้นได้ แต่มักพบได้น้อย มีดังนี้

  • ผลข้างเคียงจากยาระงับความรู้สึก แม้ยานี้จะค่อนข้างปลอดภัย แต่บางครั้งก็อาจทำให้เกิดผลข้างเคียง เช่น คลื่นไส้หรืออาเจียน แสบร้อนบริเวณแผลฉีดยา หายใจลำบาก หัวใจเต้นผิดจังหวะ และอาจทำให้เศษอาหารตกลงไปยังปอดจนเกิดการอักเสบตามมา ส่วนผลข้างเคียงที่พบได้น้อยมาก ๆ ได้แก่ โรคหลอดเลือดในสมอง และโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน
  • มีเลือดออก กล้องเอนโดสโคปอาจไปทำให้หลอดเลือดเสียหายและมีเลือดออก ซึ่งสัญญาณบ่งบอกการมีเลือดออกนี้ก็ คือ แผลที่เกิดขึ้นมักจะรักษาด้วยการส่องกล้องอีกครั้ง และบางรายอาจต้องมีการให้เลือดเพื่อทดแทนเลือดที่เสียไปด้วย
  • การส่องกล้องเสี่ยงต่อการติดเชื้อต่ำ มีการติดเชื้อ ความเสี่ยงจะเพิ่มสูงขึ้นหากมีการตรวจด้วยกระบวนการอื่นร่วมด้วย แต่ก็มักเป็นการติดเชื้อที่ไม่รุนแรงและรักษาได้ด้วยยาปฏิชีวนะ หรือหากผู้ป่วยมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อสูง ก็อาจได้รับยาปฏิชีวนะก่อนทำการส่องกล้อง
  • เกิดแผลทะลุ ระหว่างการส่องกล้องมีโอกาสไม่มากนักที่เอนโสโคปจะไปโดนหลอดอาหาร กระเพาะอาหาร หรือลำไส้เล็กส่วนบนจนเกิดรูทะลุขึ้น ผู้ที่เกิดภาวะแทรกซ้อนชนิดนี้สามารถสังเกตอาการได้จากการปวดช่องท้อง หน้าอก หรือคอ เจ็บขณะกลืน มีไข้สูง หรือหายใจลำบาก ซึ่งหากแผลทะลุนั้นไม่รุนแรงก็มักจะดีขึ้นได้เองเมื่อเวลาผ่านไป อาจมีการให้ยาปฏิชีวนะเพื่อป้องกันการติดเชื้อที่แผล หรืออาจจำเป็นต้องใช้การผ่าตัดเพื่อการรักษาในกรณีที่เป็นแผลรุนแรง

การส่องกล้องทางเดินอาหารเป็นการตรวจที่พบได้บ่อยมาก โดยมีหลากหลายข้อบ่งชี้ ได้แก่ เลือดออกจากทางเดินอาหาร ท้องผูก ท้องเสียเรื้อรัง น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ มีประวัติโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ในครอบครัว รวมไปถึงข้อบ่งชี้ที่พบบ่อยที่สุด คือ การตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ ในผู้ที่มีอายุ 45 ปีขึ้นไป แม้ว่าจะไม่มีอาการผิดปกติก็ตามคนไข้ที่จะได้รับการตรวจส่องกล้องครั้งแรก มักจะมีความกังวลแตกต่างกันไป ในบทความนี้จะรวบรวมคำถามที่หมอพบได้บ่อยไว้ดังนี้

คำถามที่ 1 ต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง
ในกรณีส่องกล้องทางเดินอาหารส่วนบน สามารถงดอาหารล่วงหน้าอย่างน้อย 6 ชั่วโมง แล้วรับการตรวจได้เลย ในกรณีส่องกล้องทางเดินอาหารส่วนล่าง ต้องการมีการเตรียมลำไส้ก่อนการส่องกล้อง

– แนะนำให้รับประทานอาหารอ่อนและงดอาหารที่มีกาก ได้แก่ ผัก ผลไม้ ถั่ว เป็นเวลาล่วงหน้า 2-3 วัน
– ช่วง 1 วันก่อนการส่องกล้อง แนะนำให้รับประทานอาหารเหลวใส และคนไข้จะได้รับยาระบายเพื่อล้างลำไส้ใหญ่ทั้งหมด 2 ครั้ง เพื่อให้ลำไส้สะอาดจนสามารถตรวจหาเนื้องอกในลำไส้และทำการรักษาได้ครบถ้วน

ทั้งนี้ ในกรณีที่คนไข้รับประทานยาต้านเกล็ดเลือดหรือยาละลายลิ่มเลือด จะมีการประเมินความปลอดภัยและเวลาที่เหมาะสมในการหยุดยาล่วงหน้า ได้แก่ หยุดยา aspirin, clopidogrel ก่อนส่องกล้อง 5-7 วัน

คำถามที่ 2 การส่องกล้องทำอย่างไร
– กล้องตรวจทางเดินอาหารเป็นท่อยางนิ่มขนาดเล็ก และมีช่องข้างในเพื่อส่งอุปกรณ์เข้าไปทำการตรวจและรักษา
– การส่องกล้องจะเริ่มหลังจากคนไข้หลับแล้ว การส่องกล้องทางเดินอาหารส่วนบนจะผ่านทางปาก เพื่อเข้าไปดูหลอดอาหาร กระเพาะอาหาร จนถึงลำไส้เล็กส่วนต้น
– เข้าไปดูลำไส้ใหญ่ทั้งหมด จนถึงลำไส้เล็กส่วนปลาย การส่องกล้องทางเดินอาหารส่วนล่างจะผ่านทวารหนัก

 คำถามที่ 3 ขณะรับการตรวจส่องกล้องจะเจ็บหรือไม่
การปรับให้ยาระงับความรู้สึกจนคนไข้หลับก่อน มักจะเป็นคำถามแรกที่คนไข้ทุกรายจะถามหมอก่อนเริ่มการตรวจ ดังนั้นในขณะที่ตรวจคนไข้จะไม่รู้สึกปวดหรือไม่สบายท้องเลย ในกรณีที่ตรวจพบเนื้องอก คนไข้มักจะรู้สึกตัวอีกครั้งที่ห้องพักฟื้น  สามารถทำการตัดเนื้องอกออกได้ทันที โดยไม่มีอาการเจ็บปวดใดๆทั้งสิ้น

คำถามที่ 4 มีความเสี่ยงหรือไม่
– การส่องกล้องทางเดินอาหารมีความปลอดภัยสูงมาก คนไข้จะได้รับการประเมินร่างกายและอาการอย่างละเอียดเพื่อให้มั่นใจว่าจะเกิดประโยชน์และความปลอดภัยสูงที่สุด
– หลังการส่องกล้อง คนไข้ส่วนมากจะไม่มีอาการปวดและจะจำไม่ได้ว่าส่องกล้องไปแล้ว ส่วนน้อยอาจมีอาการแน่นท้องเล็กน้อย ในกรณีที่ตรวจพบเนื้องอกและได้รับการตัดออก อาจมีความเสี่ยงเลือดออกภายหลังได้บ้าง

คำถามที่ 5 ต้องนอนโรงพยาบาลหรือไม่
การกินยาระบายเพื่อเตรียมลำไส้ใหญ่สามารถทำที่บ้านได้ แต่คนไข้ที่สูงอายุร่วมกับสุขภาพร่างกายไม่แข็งแรงมักจะแนะนำให้นอนโรงพยาบาล เพื่อเฝ้าระวังอาการข้างเคียงที่อาจจะเกิดขึ้น ได้แก่ หน้ามืดจากการสูญเสียน้ำ ความผิดปกติของเกลือแร่ในเลือด

เช้าวันที่มาส่องกล้อง หมอจะใช้เวลาประมาณ 30 นาทีในการส่องกล้องทางเดินอาหารส่วนบน และประมาณหนึ่งชั่วโมงในการส่องกล้องทางเดินอาหารส่วนล่าง หลังจากนั้นใช้เวลาพักฟื้นหลังส่องกล้องประมาณ 2 ชั่วโมง คนไข้จะทราบผลการตรวจและสามารถกลับบ้านได้

คำถามที่ 6 กลัวว่าจะเจอมะเร็งลำไส้ใหญ่
เป็นคำถามที่เจอได้บ่อยและเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คนไข้บางรายหลีกเลี่ยงการตรวจ อาการที่ทำให้สงสัยมะเร็งลำไส้ใหญ่ ได้แก่ เบื่ออาหาร น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ ถ่ายปนเลือด ท้องผูก ปวดท้องจากลำไส้อุดตัน คลำได้ก้อนในช่องท้อง

สำหรับการตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ในผู้ที่ไม่มีอาการดังกล่าวมีโอกาสเจอมะเร็งน้อย ส่วนมากมักจะพบเนื้องอกที่ยังไม่กลายเป็นมะเร็ง การตรวจหาและทำการตัดเนื้องอกนี้จะเป็นการป้องกันมะเร็งในอนาคตได้ ดีกว่าการหลีกเลี่ยงการส่องกล้องไปเรื่อยๆ จนมีอาการจากมะเร็งลำไส้ใหญ่ ซึ่งมักจะทำการรักษาได้ยาก

ตรวจได้หรือไม่ คำถามสุดท้าย
คนไข้ส่วนนึงก็ยังมีความกังวลในการส่องกล้องทางเดินอาหารอยู่แม้ว่าจะรู้ข้อมูลทั้งหมดแล้ว เนื่องจากไม่เคยได้รับการตรวจเช่นนี้มาก่อน การปรึกษาหมอเจ้าของไข้หรือหมอเฉพาะทางระบบทางเดินอาหารจะช่วยให้เกิดความมั่นใจมากขึ้นและคลายความกังวลได้ ทั้งนี้คนไข้แต่ละคนมีความแตกต่างกันในแง่ของสุขภาพร่างกายและข้อบ่งชี้ในการตรวจ หมอจะเป็นผู้ให้คำแนะนำเพื่อเลือกแนวทางการรักษาร่วมกันให้เหมาะสมและดีที่สุดสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย

เหมาะสมกับพัฒนาการทารก เลือกอาหารเด็กอย่างไร

การรับประทานอาหารสำหรับเด็ก หรือ อาหารเด็ก เป็นการเริ่มให้เด็กเล็กหรือทารกหัดรับประทานอาหารแข็งอื่น ๆ นอกเหนือไปจากการดื่มน้ำนมแม่หรือนมผง พ่อแม่จะเริ่มฝึกให้ทารกรับประทานอาหารต่าง ๆ อย่างค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะเป็นอาหารที่สับหรือบดละเอียด

การรับประทานอาหารอื่น ๆ จะช่วยให้ทารกได้รับสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายอย่างครบถ้วน เนื่องจากร่างกายนำสารอาหารที่สะสมไว้ไปใช้เรื่อย ๆ ส่งผลให้สารอาหารเหล่านั้นเริ่มหมดลงเมื่อทารกอายุ 6 เดือน จึงต้องรับประทานอาหารอื่นควบคู่กับนมวัวที่กลายมาเป็นอาหารหลักเมื่อทารกอายุครบ 1 ปี ทั้งนี้ การฝึกให้ทารกหัดเคี้ยวหรือกัดอาหารก็ช่วยพัฒนากล้ามเนื้อที่จำเป็นต่อพัฒนาการด้านการพูด

ควรให้อาหารเด็กแก่ทารกเมื่อไหร่ ?

โดยทั่วไปแล้ว พ่อแม่ควรเริ่มให้อาหารเด็กควบคู่กับการดื่มนมแม่หรือนมผงเมื่อทารกอายุครบ 6 เดือน การหัดให้รับประทานอาหารอื่นในช่วงวัยนี้จะช่วยให้เกิดความปลอดภัยต่อสุขภาพของทารก เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันร่างกายแข็งแรงมากขึ้น ช่วยลดโอกาสที่ทารกจะเกิดอาการสำลักอาหาร แพ้อาหาร หรือติดเชื้อจากการรับประทานอาหารบางอย่าง  โดยเฉพาะผู้ที่มีบุคคลในครอบครัวป่วยเป็นโรคแพ้กลูเตน (Coeliac Disease) ซึ่งอาจเกิดอาการดังกล่าวได้หากได้รับกลูเตนจากการรับประทานอาหารจำพวกธัญพืช ทั้งนี้ ยังมีวิธีสังเกตอาการหรือสัญญาณที่แสดงให้เห็นว่าทารกต้องการรับประทานอาหาร ดังนี้

  • ทารกตั้งศีรษะตรง
  • ลุกขึ้นนั่งโดยมีคนช่วยหนุนหลังหรือประคองให้นั่ง ผู้เป็นแม่อาจให้ทารกนั่งตักของตนก่อนขณะที่ให้เด็กรับประทานอาหาร เมื่อทารกนั่งได้เองแล้ว อาจให้นั่งบนเก้าอี้ได้
  • เริ่มหัดเคี้ยว โดยทารกสามารถหยิบอาหารเข้าปากและกลืนได้ พ่อแม่จะสังเกตได้ว่าทารกน้ำลายไหลออกจากปากน้อยลง หรือมีฟันขึ้นมาประมาณ 1-2 ซี่
  • ทารกจะเริ่มรับประทานอาหารกึ่งแข็งกึ่งเหลวได้เมื่อมีน้ำหนักตัวเพิ่มเป็น 2 เท่าจากน้ำหนักตัวแรกคลอด โดยน้ำหนักตัวจะเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าเมื่ออายุประมาณ 6 เดือน
  • ทารกมองหรือพยายามหยิบอาหารแบบที่ผู้ใหญ่ทำ
  • ทารกมองอาหารและหยิบอาหารเข้าปากตัวเอง

อย่างไรก็ตาม ทารกอาจแสดงพฤติกรรมบางอย่างที่ทำให้เข้าใจคลาดเคลื่อนได้ว่าสามารถให้เริ่มรับประทานอาหารเด็กได้ เช่น กัดมือหรือกำปั้นตัวเอง ตื่นขึ้นมากลางดึกหลังจากหลับไปแล้ว หรือต้องการดื่มนมมากขึ้น

อาหารเด็กสำหรับพัฒนาการทารกวัยต่าง ๆ

ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ช่วงหลัก ๆ ทารกแต่ละช่วงวัยจะรับประทานอาหารแตกต่างกันไปตามพัฒนาการของร่างกาย  ได้แก่ ช่วงแรกเกิด-6 เดือน และช่วงอายุ 6 เดือนขึ้นไป ดังนี้

  • ช่วงแรกเกิด-6 เดือน
    • น้ำนม ทารกแรกเกิดจนถึงอายุ 6 เดือน ควรดื่มนมแม่หรือนมผงสำหรับทารกในกรณีที่แม่ไม่สามารถให้นมบุตรได้ ซึ่งทารกจะได้รับปริมาณน้ำนมแต่ละชนิดที่แตกต่างกัน ดังนี้
      • น้ำนมแม่ การให้นมบุตรตลอด 6 เดือนแรกนับว่ามีประโยชน์ต่อทารกและมารดา โดยทารกจะสามารถต้านการติดเชื้อในระบบทางเดินอาหาร เจริญเติบโตสมวัย และได้รับสารอาหารที่เป็นประโยชน์อย่างครบถ้วน ส่วนมารดาที่ให้นมบุตรนั้นจะน้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็วและสามารถคุมกำเนิดได้นานขึ้น อย่างไรก็ตาม ผู้ที่มีน้ำหนักตัวต่ำกว่ามาตรฐานควรรับประทานอาหารให้เพียงพอและครบถ้วน เพื่อเลี่ยงภาวะน้ำหนักตัวลดลงอันส่งผลเสียต่อสุขภาพ แม่ที่ให้นมบุตรเอง ควรให้นมทารกวันละ 8-12 ครั้ง ทั้งนี้ เมื่อทารกอายุมากขึ้น ก็อาจใช้เวลาในการให้นมบุตรน้อยลง เนื่องจากร่างกายของทารกสามารถรับปริมาณน้ำนมได้มากและดีขึ้น
      • โดยให้ทารกดื่มนมทุก 3-4 ชั่วโมง ส่วนของนมผง ผู้เป็นแม่ควรชงนมผงสำหรับทารกในปริมาณ 60-90 มิลลิลิตร ทั้งนี้ ทารกอาจดื่มนมวันละประมาณ 950 มิลลิลิตรเมื่ออายุครบ 6 เดือน และจะดื่มนมบ่อยขึ้นเมื่ออยู่ในช่วงเจริญเติบโต
    • ถั่วลิสง อาการแพ้ถั่วถือเป็นภาวะร้ายแรงและอันตรายต่อชีวิต การให้ทารกรับประทานถั่วลิสงตั้งแต่อายุยังน้อยจะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอาการแพ้ได้ งานวิจัยชิ้นหนึ่งได้ทำการศึกษาทารกช่วงอายุ 4-11 เดือน จำนวน 640 คน  ที่มีอาการแพ้ไข่หรือป่วยเป็นโรคผื่นผิวหนังอักเสบอย่างรุนแรง โดยแบ่งทารกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่รับประทานถั่ว และกลุ่มที่ไม่ได้รับประทานถั่ว และใช้เวลาทำการทดลองจนทารกอายุครบ 60 เดือน พบว่า กลุ่มที่ไม่ได้รับประทานถั่วเกิดอัตราความชุกของภาวะแพ้ถั่วมากกว่ากลุ่มที่รับประทานถั่ว ทารกที่ป่วยเป็นโรคผื่นผิวหนังอักเสบรุนแรงหรือแพ้ไข่ จัดเป็นกลุ่มที่เสี่ยงเกิดอาการแพ้ถั่วได้สูง จึงควรรับประทานถั่วลิสงตั้งแต่อายุ 4-6 เดือน แล้วจึงให้รับประทานอาหารเด็กอย่างอื่นเมื่อครบกำหนดอายุที่เหมาะสม ส่วนทารกที่เกิดอาการของโรคผื่นผิวหนังอักเสบระดับอ่อนไปจนถึงค่อนข้างรุนแรง ควรหัดรับประทานถั่วลิสงเมื่ออายุประมาณ 6 เดือน เพื่อเลี่ยงการเกิดอาการแพ้ถั่ว และทารกที่ไม่ได้ป่วยเป็นผื่นผิวหนังอักเสบหรือมีอาการแพ้อาหาร สามารถรับประทานถั่วลิสงร่วมกับอาหารเด็กชนิดอื่น ๆ ได้ตามต้องการ อย่างไรก็ตาม พ่อแม่ควรให้ทารกเริ่มหัดรับประทานถั่วลิสงในรูปของเนยถั่วชนิดบดละเอียดที่ผสมกับ ผักหรือผลไม้บดละเอียด เพื่อไม่ให้อาหารติดคอทารก
  • ช่วงอายุ 6 เดือน ขึ้นไป ทารกที่อายุ 6 เดือนขึ้นไป สามารถรับประทานอาหารอื่นนอกเหนือจากน้ำนมแม่หรือนมผงสำหรับทารกได้ ควรเริ่มให้อาหารที่มีส่วนผสมอย่างเดียวทีละชิ้นหรือในปริมาณ 0.5-1 ออนซ์ โดยเลือกอาหารที่เป็นประโยชน์ รวมทั้งสังเกตว่าทารกเกิดอาการแพ้อาหารที่ให้หรือไม่ โดยใช้เวลาประมาณ 3-5 วัน แล้วจึงให้ทารกรับประทานอาหารอย่างอื่น ค่อย ๆ เพิ่มเวลาในการรับประทาน ปริมาณอาหาร และสารอาหารที่หลากหลายตามอายุของทารก ทารกควรได้รับประทานอาหารครบถ้วนทุกหมู่เมื่ออายุประมาณ 7-8 เดือน โดยทารกแต่ละช่วงอายุจะรับประทานอาหารต่าง ๆ ได้ ดังนี้
  • ช่วงอายุ 6-8 เดือน
    • น้ำนม ทารกช่วงอายุนี้ยังต้องได้รับสารอาหารจากน้ำนมแม่หรือนมผงสำหรับทารกอยู่ โดยอาจดื่มนมน้อยลงและรับประทานอาหารอื่นมากขึ้น ผู้ที่ให้นมบุตรควรให้ทารกดื่มนมตามความต้องการของร่างกาย ส่วนทารกที่ดื่มนมผงจะได้ดื่มนมประมาณ 700-950 มิลลิลิตร ตามความต้องการสารอาหารของร่างกาย
    • ผลิตภัณฑ์ธัญพืชต่าง ๆ ทารกควรรับประทานอาหารจำพวกธัญพืชจากผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เช่น ซีเรียลอุดมธาตุเหล็ก ขนมปัง หรือแครกเกอร์ชิ้นเล็กประมาณ 1-2 ออนซ์
    • ผักและผลไม้ ทารกควรรับประทานผักปรุงสุกหรือผลไม้ที่บดจนเนื้อสัมผัสของอาหารละเอียดข้น โดยให้ทารกรับประทานในปริมาณ 2-4 ออนซ์
    • อาหารที่มีโปรตีน ทารกควรรับประทานอาหารที่มีโปรตีนสูง โดยให้รับประทานเนื้อสัตว์ ไก่ ปลา ไข่ ชีส โยเกิร์ต หรือถั่วเมล็ดแห้งที่บดจนป่นหรือเนื้อสัมผัสอาหารละเอียดและข้นในปริมาณ 1-2 ออนซ์
  • ช่วงอายุ 8-12 เดือน
    • น้ำนม ทารกช่วงอายุนี้สามารถดื่มน้ำนมแม่ได้อยู่ ส่วนทารกที่ดื่มนมผงควรดื่มประมาณ 700 มิลลิลิตร หรือให้นมแก่ทารกตามความต้องการของร่างกาย
    • แป้งข้าวโพดชนิดหยาบ (Corn Grits) ด้านของผลิตภัณฑ์ธัญพืชต่าง ๆ ทารกควรรับประทานอาหารที่ได้จากธัญพืชต่าง ๆ มากขึ้น โดยให้รับประทานซีเรียลที่อุดมธาตุเหล็กประมาณ 2-4 ออนซ์ รวมทั้งเสริมอาหารธัญพืชอื่น ๆ ได้แก่ แครกเกอร์ ขนมปัง เส้นก๋วยเตี๋ยว
    • ผักและผลไม้ ทารกช่วงอายุนี้สามารถรับประทานผักและผลไม้ที่มีเนื้อสัมผัสหยาบขึ้นกว่าเดิมได้ โดยให้รับประทานแบบสับละเอียดหรือหั่นชิ้นเล็ก ๆ เป็นลูกเต๋าในปริมาณ 4-6 ออนซ์
    • ควรรับประทานอาหารที่มีโปรตีน ไก่ และปลาที่สับหรือหั่นเป็นชิ้นพอดีคำ รวมทั้งรับประทานไข่ ชีส โยเกิร์ต หรือถั่วเมล็ดแห้งที่บดละเอียดในปริมาณ 2-4 ออนซ์
อาหารเด็ก 2 ขวบ
อาหารเด็ก 2 ขวบ

อาหารเสริมสำหรับอาหารเด็ก

ทารกที่อายุตั้งแต่ 6 เดือน ขึ้นไป ควรได้รับอาหารเสริมต่าง ๆ เพื่อให้ได้รับสารอาหารครบถ้วนและเหมาะสมกับความต้องการของร่างกาย ดังนี้

  • วิตามินเอและวิตามินซี ทารกที่ไม่ได้ดื่มนมผงวันละ 500 มิลลิลิตร ควรรับประทานอาหารเสริมที่ประกอบด้วยวิตามินเอหรือวิตามินซีเพิ่ม เนื่องจากทารกอาจได้รับวิตามินที่ผสมอยู่ในนมผงสำหรับทารกอย่างไม่เพียงพอ ทั้งนี้ พ่อแม่สามารถให้ทารกรับประทานวิตามินเอและวิตามินซีเสริมได้จนกระทั่งทารกโตอายุครบ 5 ขวบ เพื่อช่วยให้ได้รับวิตามินที่จำเป็นอย่างครบถ้วน
  • วิตามินดี ทารกที่ไม่ได้ดื่มนมผงวันละ 500  มิลลิลิตร ufabet login ควรรับประทานอาหารเสริมที่ผสมวิตามินดีวันละ 8.5-10 ไมโครกรัม โดยทารกสามารถรับวิตามินดีเสริมได้จนอายุครบ 5 ปี ทั้งนี้ เด็กสามารถรับประทานวิตามินดีเสริมได้วันละ 10 ไมโครกรัม ในกรณีที่เด็กรับประทานอาหารต่าง ๆ ได้ยาก
  • วิตามินบี 12 เด็กเล็กที่รับประทานอาหารมังสวิรัติ ควรรับประทานอาหารเสริมที่ผสมวิตามินบี 12 ควบคู่กัน เพื่อช่วยให้เด็กได้รับสารอาหารอย่างเพียงพอ

อาหารที่ควรเลี่ยงสำหรับเด็ก

เด็กแต่ละช่วงวัยควรได้รับอาหารที่เหมาะสมกับพัฒนาการของตน เพื่อเสริมสร้างร่างกายให้เจริญเติบโตอย่างสมบูรณ์ อย่างไรก็ตาม พ่อแม่ควรระวังอาหารบางอย่างที่ไม่ควรให้ทารกรับประทาน โดยอาหารที่ควรเลี่ยง มีดังนี้

  • เกลือ พ่อแม่ควรเลี่ยงปรุงอาหารด้วยเกลือ รวมทั้งจำกัดการรับประทานอาหารที่มีส่วนผสมของเกลือหรืออาหารที่ผ่านการปรุงแต่งให้กับทารก เช่น เบคอน หรืออาหารที่ผ่านกระบวนการบางอย่าง โดยทารกที่อายุ 7 เดือนขึ้นไป ควรได้รับเกลือวันละไม่เกิน 1 กรัม
  • น้ำตาล พ่อแม่ควรเลี่ยงให้ทารกบริโภคอาหารหรือเครื่องดื่มที่ปรุงแต่งน้ำตาลเข้าไป ซึ่งรวมไปถึงอาหารหรือเครื่องดื่มที่ใส่สารให้ความหวานอื่น ๆ
  • น้ำผึ้ง โรคบูทูลิซึม (Botulism) ทารกอายุต่ำกว่า 1 ปี ควรเลี่ยงรับประทานน้ำผึ้ง เนื่องจากอาจมีเชื้อแบคทีเรียอยู่ ซึ่งก่อให้เกิดโรคที่เกิดสารพิษจากการได้รับเชื้อ แก่ทารกได้
  • เครื่องดื่มต่าง ๆ ทารกและเด็กเล็กไม่ควรดื่มเครื่องดื่มโซดา เครื่องดื่มผสมเจลาติน กาแฟ ชา น้ำผลไม้ หรือเครื่องดื่มโซดารสผลไม้
  • นมวัว ทารกไม่ควรบริโภคผลิตภัณฑ์นมวัวต่าง ๆ จนกว่าจะมีอายุครบ 12 เดือน
  • อาหารบางประเภทและเครื่องปรุงรส ไม่ควรให้ทารกรับประทานอาหารทอดหรือเนื้อสัตว์ที่ผ่านกระบวนการปรุงอื่น ๆ รวมทั้งควรเลี่ยงอาหารที่ปรุงด้วยน้ำมัน เนย ไขมันอื่น ๆ และเครื่องปรุงต่าง ๆ
กระดูกหัก (Bone Fracture) ภาวะที่กระดูกได้รับแรงกระแทกมากเกินไป และเกิดหัก

ภาวะที่กระดูก ได้รับแรงกระแทกมากเกินไป ส่งผลให้กระดูกไม่สามารถรองรับน้ำหนักจากแรงดังกล่าวกระดูกหัก (Bone Fracture) เกิดก่อให้เกิดอาการปวด เสื่อมสมรรถภาพในการทำงาน รวมทั้งมีเลือดออกและได้รับบาดเจ็บบริเวณรอบกระดูกที่ได้รับแรงกระแทก โดยทั่วไปแล้ว กระดูกจัดเป็นเนื้อเยื่อเกี่ยวพันชนิดหนึ่ง ประกอบด้วยแคลเซียมและเซลล์กระดูก ตรงกลางกระดูกจะอ่อนกว่า เรียกว่าไขกระดูก ซึ่งทำหน้าที่ผลิตเซลล์เม็ดเลือดแดง กระดูกแต่ละส่วนจะประกอบกันเป็นโครงสร้างกระดูกที่รองรับร่างกาย ช่วยในการเคลื่อนไหว และปกป้องอวัยวะภายในของร่างกาย หากร่างกายได้รับแรงกระแทกอย่างรุนแรง จะส่งผลให้กระดูกแตกหรือหักได้

กระดูกหักสามารถ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ กระดูกหักชนิดไม่มีแผล (Closed Fracture) กระดูกหักแบบแผลเปิด (Open หรือ Compound Fracture) ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้

  • กระดูกหักชนิดไม่มีแผล (Closed Fracture) คือ กระดูกหัก แต่ผิวหนังไม่ได้รับบาดเจ็บใด ๆ  
  • กระดูกที่ทิ่มผิวหนังออกมา หรือได้รับบาดเจ็บจนผิวหนังเปิด ซึ่งเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้สูงกระดูกหักแบบแผลเปิด (Open หรือ Compound Fracture

นอกจากนี้ กระดูกหักยังแบ่งตามลักษณะของกระดูกที่หักได้อีกหลายประเภท ดังนี้

  • กระดูกหักทั่วไป (Simple Fracture) คือ กระดูกที่แตกออกเป็น 2 ชิ้น
  • กระดูกยุบตัว (Compression Fracture) คือ กระดูกที่เกิดการยุบตัวเมื่อได้รับแรงกระแทกอย่างรุนแรง
  • กระดูกหักเป็นเกลียว (Spiral Fracture) คือ ภาวะกระดูกที่หักเป็นเกลียว ซึ่งเกิดจากกระดูกถูกบิด
  • เพราะว่าเนื่องจาก กระดูกของเด็ก มีความยืดหยุ่นมากกว่ากระดูกของผู้ใหญ่ กระดูกเดาะ (Greenstick Fracture)  กระดูกที่แตกเพียงด้านเดียว ส่วนกระดูกอีกด้านโก่งไปตามแรงกดที่ปะทะเข้ามา ภาวะนี้มักเกิดขึ้นกับเด็ก
  • กระดูกแตกย่อย (Comminuted Fracture) คือ ภาวะที่กระดูกแตกออกเป็น 3 ชิ้นขึ้นไป
  • กระดูกหักตามขวาง (Transverse Fracture) คือ กระดูกที่แตกออกตามแนวขวางซึ่งเป็นส่วนที่สั้นของกระดูก ไม่ได้เกิดรอยแตกไปตามแนวยาวของกระดูก
  • กระดูกหักเฉียง (Oblique Fracture) คือ กระดูกที่เกิดการแตกเป็นแนวโค้งหรือลดหลั่นลงมา
  • ปุ่มกระดูกแตก (Avulsion Fracture) คือ กระดูกที่หักจากแรงกระชาก มักพบที่หัวไหล่และหัวเข่า
  • กระดูกหักยุบเข้าหากัน (Impacted Fracture) คือ ภาวะที่กระดูกทั้ง 2 ด้านได้รับแรงกด ส่งผลให้กระดูกแตกทั้ง 2 ด้าน เด็กเล็กมักเกิดกระดูกหักฝังที่แขน
  • กระดูกหักล้า (Stress Fracture) คือ กระดูกที่ปริออกจากกัน ซึ่งเกิดจากการใช้งานซ้ำ ๆ  
  • กระดูกหักจากพยาธิสภาพ (Pathologic Fracture) คือ ภาวะกระดูกหักที่เกิดขึ้นจากความผิดปกติของกระดูกหรือการป่วยเป็นโรคที่ทำให้มวลกระดูกเสื่อมลง

อาการกระดูกหัก

กระดูกหักถือเป็นภาวะบาดเจ็บที่ต่างจากปัญหากระดูกอื่น ๆ เนื่องจากผู้ป่วยกระดูกหักจะเกิดอาการหลายอย่าง ผู้ที่ประสบภาวะนี้ควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการรักษาทันที โดยผู้ป่วยจะเกิดอาการ ดังนี้

  • รู้สึกปวดกระดูกหรือรอบ ๆ บริเวณที่ได้รับบาดเจ็บอย่างรุนแรง โดยอาการจะแย่ลงเมื่อเคลื่อนไหวอวัยวะที่ได้รับบาดเจ็บ หรือได้รับแรงกดที่บริเวณดังกล่าว
  • เกิดอาการบวมบริเวณกระดูกที่ได้รับบาดเจ็บ ทั้งนี้ยังเกิดรอยช้ำและเลือดออกจากผิวหนัง
  • อวัยวะผิดรูป เช่น แขนหรือขาผิดรูป โดยแขนหรือขาจะงอ หรือหักบิดในลักษณะที่ผิดปกติ
  • เคลื่อนไหวแขนขาได้น้อย หรือเคลื่อนไหวไม่ได้เลย
  • รู้สึกชา และเกิดเหน็บชา
  • ผู้ป่วยบางรายอาจเกิดกระดูกทิ่มผิวหนังออกมา

สาเหตุของกระดูกหัก

กระดูกแต่ละส่วนในร่างกายนั้นมีความแข็งแรง ซึ่งทำหน้าที่รับแรงกระแทกจากการทำกิจกรรมต่าง ๆ อย่างไรก็ตาม หากได้รับแรงกระแทกอย่างรุนแรง กระดูกก็สามารถแตกและหักได้ โดยกระดูกหักมักเกิดจากสาเหตุต่อไปนี้

  • ประสบอุบัติเหตุ เช่น รถชน ส่งผลให้ได้รับบาดเจ็บสาหัส
  • ถูกตีหรือได้รับแรงกระแทกอย่างรุนแรง
  • ตกลงมาจากที่สูง
  • ตกลงมากระแทกพื้นที่แข็งมาก
  • เล่นกีฬาที่ต้องลงน้ำหนักมากเกินไป ซึ่งทำให้เท้า ข้อเท้า หน้าแข้ง หรือสะโพก เกิดกระดูกปริได้รับแรงกระแทกจากการเคลื่อนไหว
  • ป่วยเป็นโรคกระดูกพรุนหรือมะเร็งบางชนิด ส่งผลให้มวลกระดูกเสื่อมลงและหักได้ง่าย หากได้รับแรงกระแทกเพียงเล็กน้อยจากการทำกิจกรรมหรือประสบอุบัติเหตุ ก็สามารถประสบภาวะกระดูกหักที่ร้ายแรงได้
  • ในกรณีของเด็กที่กระดูกหัก อาจเกิดจากการถูกทารุณกรรม

การวินิจฉัยกระดูกหัก

ดังนั้น แพทย์จะวินิจฉัยกระดูกหัก โดยตรวจบริเวณที่ได้รับบาดเจ็บ และ เอกซเรย์กระดูกผู้ป่วย ทั้งนี้ ผู้ป่วยบางราย ที่ไม่พบความผิดปกติหลังเอกซเรย์แต่แพทย์สันนิษฐานว่าเกิดกระดูกหัก อาจต้องใส่เฝือกอ่อนดามกระดูกไว้ก่อนประมาณ 10-14 วัน แล้วมาเข้ารับการเอกซเรย์อีกครั้ง เพื่อตรวจดูว่ามีกระดูกหักหรือไม่ หากผู้ป่วยเกิดกระดูกหัก จะปรากฏรอยหักชัดขึ้น เช่น รอยกระดูกหักที่ข้อมือ

ผู้ที่เกิดกระดูกหักบริเวณข้อมือ สะโพก หรือ ประสบภาวะกระดูกหักล้า อาจต้องเข้ารับการตรวจด้วยเอกซเรย์คอมพิวเตอร์หรือซีทีสแกน (CT scan) หรือตรวจด้วยเครื่องสร้างภาพด้วยคลื่นสนามแม่เหล็กไฟฟ้าหรือเอ็มอาร์ไอ (MRI) หรือสแกนกระดูก เนื่องจากการตรวจด้วยวิธีเอกซเรย์อาจแสดงภาพกระดูกหักบริเวณดังกล่าวไม่ชัดเจน ทั้งนี้ ผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยภาวะกระดูกหักเรียบร้อยแล้ว อาจต้องรับการตรวจเพิ่มเติมอีก เพื่อดูว่าเนื้อเยื่อที่อยู่ล้อมรอบกระดูกนั้นเกิดความเสียหายหรือไม่

การทำซีทีสแกนจะช่วยวินิจฉัยภาวะกระดูกหักที่เกิดขึ้นบริเวณกะโหลก ผู้ป่วยที่กะโหลกศีรษะแตกจะได้รับการทำซีทีสแกนแทนการเอกซเรย์กระดูก  รวมทั้งบาดแผลอื่น ๆ ที่ถูกกระทบกระเทือน เช่น เลือดออกในสมอง ส่วนเด็กที่ประสบภาวะกระดูกหักจะได้รับการตรวจร่างกายเพื่อวินิจฉัยภาวะดังกล่าว ทั้งนี้ การวินิจฉัยสำหรับเด็กเล็กอาจทำได้ยาก เนื่องจากกระดูกของเด็กยังไม่เจริญเต็มที่ อีกทั้งกระดูกหลายส่วนภายในร่างกายยังเป็นกระดูกอ่อนและไม่มีมวลแคลเซียมสะสมภายในกระดูก

การรักษากระดูกหัก

การที่เรากระดูกหัก โดยมีวิธีรักษากระดูกหักประกอบด้วยการปฐมพยาบาลเบื้องต้น  ผู้ป่วยกระดูกหักจะได้รับการรักษาด้วยวิธีต่าง ๆ จัดเรียงกระดูก ใส่เฝือก และผ่าตัด ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้

ผู้ป่วยที่ประสบภาวะกระดูกหักควรได้รับการรักษาทันที  ปฐมพยาบาลเบื้องต้นโดยต้องปฐมพยาบาลเบื้องต้นก่อน ผู้ที่เข้าช่วยเหลือและปฐมพยาบาลผู้ป่วยกระดูกหักจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ประชาชนทั่วไป และผู้ที่ผ่านการอบรมปฐมหลักสูตรปฐมพยาบาลเบื้องต้น ซึ่งมีรายละเอียด  ดังนี้

  • การปฐมพยาบาลสำหรับประชาชนทั่วไป 
    • โทรเรียกรถพยาบาลโดยเร็วที่สุด
    • ประคบน้ำแข็งบริเวณที่ได้รับบาดเจ็บ และยกอวัยวะดังกล่าวให้สูง เพื่อลดอาการบวม
    • ล้างแผลด้วยสบู่และน้ำเปล่าสะอาดเบา ๆ เพื่อป้องกันเชื้อแบคทีเรียเข้าแผล
    • ปิดแผลให้เรียบร้อยด้วยผ้าพันแผล
    • ในกรณีที่เข้าช่วยเหลือผู้ที่ได้รับบาดเจ็บที่แขนหรือขา ควรนำหนังสือพิมพ์หรือนิตยสารมาม้วนห่อแขนหรือขาเพื่อช่วยดามไว้ เพื่อช่วยไม่ให้แขนหรือขาที่ได้รับบาดเจ็บขยับ รวมทั้งช่วยให้กระดูกไม่เคลื่อน
    • ผู้ป่วยที่เกิดกระดูกหักตรงขาส่วนบน กระดูกสันหลัง อุ้งเชิงกราน หรือสะโพก ไม่ควรเคลื่อนไหวร่างกาย ให้รอจนกว่ารถพยาบาลจะมา เนื่องจากการเคลื่อนไหวจะทำให้บริเวณดังกล่าวบาดเจ็บมากกว่าเดิม
    • งดให้ผู้ป่วยรับประทานน้ำหรืออาหารจนกว่าจะพบแพทย์ เนื่องจากผู้ป่วยบางรายอาจต้องได้รับการผ่าตัด
  • การปฐมพยาบาลสำหรับผู้ที่ผ่านการอบรม
    • ตรวจดูว่าผู้ป่วยหายใจอยู่หรือไม่ โทรเรียกรถพยาบาล และปฐมพยาบาลด้วยวิธีซีพีอาร์ (Cardiopulmonary Resuscitation: CPR) รวมทั้งพยายามทำให้ผู้ป่วยมีสติ
    • ห้ามเลือดผู้ป่วย โดยใช้ผ้าขนหนูแห้งสะอาดวางปิดแผล หากเลือดยังไม่หยุดไหล ให้กดห้ามเลือดไปตรงบริเวณที่เลือดไหลออกมา
    • ในกรณีที่เข้าช่วยเหลือผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจนผิวหนังเปิดออกและมีอุปกรณ์การแพทย์ไม่เพียงพอ ควรรินน้ำสะอาดล้างแผลและปิดแผลด้วยผ้าสะอาดให้เรียบร้อยเพื่อป้องกันการติดเชื้อ ไม่ควรเป่าแผลหรือถูขยี้แผลแรง
    • ดามกระดูกบริเวณที่หัก โดยดามทั้งด้านบนและด้านล่างของบริเวณดังกล่าว
    • ประคบเย็นและยกอวัยวะที่ได้รับบาดเจ็บให้สูง เพื่อลดอาการปวดบวม
    • ควรให้ผู้ป่วยนอนราบ ยกขาให้ขึ้นสูงกว่าศีรษะประมาณ 30 เซนติเมตร และห่มด้วยผ้าห่ม เพื่อป้องกันผู้ป่วยเกิดอาการช็อค อย่างไรก็ตาม หากผู้ป่วยได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะ คอ หรือหลัง ไม่ควรเคลื่อนย้ายผู้ป่วยเด็ดขาด
    • ประเมินการไหลเวียนเลือดของผู้ป่วย โดยกดเบา ๆ เหนือบริเวณที่ได้รับบาดเจ็บ เช่น ผู้ป่วยเกิดกระดูกหักที่ขา ควรกดที่เท้าเพื่อดูการไหลเวียนเลือด เมื่อกดลงไป บริเวณดังกล่าวจะขาวซีดและค่อย ๆ แดงเลือดฝาดขึ้นมา ทั้งนี้ หากเลือดไหลเวียนไปเลี้ยงไม่พอ ผู้ป่วยจะตัวซีดเขียว เกิดอาการชา และสัญญาณชีพอ่อนลง ควรจัดแขนและขาผู้ป่วยให้อยู่ในท่าพักที่สบาย เพื่อลดอาการบวม ปวด และเนื้อเยื่อตายจากการขาดเลือด
ปฐมพยาบาลเบื้องต้น กระดูกหัก
ปฐมพยาบาลเบื้องต้น กระดูกหัก
  • จัดเรียงกระดูก วิธีนี้คือการจัดแนวกระดูกที่หักให้อยู่ในตำแหน่งเดิม เพื่อป้องกันไม่ให้ชิ้นส่วนกระดูกที่หักหลุดออกจากกัน โดยแพทย์จะเอกซเรย์ผู้ป่วยเพื่อวินิจฉัยลักษณะกระดูกหัก จากนั้นจะรักษาโดยจัดเรียงแนวกระดูกที่ได้รับบาดเจ็บให้กลับมาอยู่ในตำแหน่งปกติก่อนใส่เฝือก การจัดเรียงกระดูกจะช่วยให้กระดูกกลับมาแข็งแรงและเคลื่อนไหวได้ตามปกติและรักษากระดูกหักให้หายได้ ทั้งนี้ เด็กที่ประสบภาวะกระดูกหักหรือผู้ป่วยกระดูกหักแบบทั่วไปและไม่มีแผลนั้นจะได้รับการจัดเรียงกระดูกทันที
  • ใส่เฝือก หลังจัดเรียงกระดูกแล้ว แพทย์จะพันแผลบริเวณที่ได้รับบาดเจ็บ และใส่เฝือกปูนเพื่อพยุงกระดูกบริเวณที่เกิดอาการหัก ส่วนผู้ป่วยที่เกิดกระดูกหักตรงบริเวณที่ไม่สามารถใส่เฝือกได้ในทันที เช่น กระดูกไหปลาร้าหัก แพทย์จะใช้อุปกรณ์คล้องแขนเพื่อช่วยพยุงกระดูกแทน ผู้ป่วยจะได้รับยาแก้ปวดเพื่อบรรเทาอาการปวดกระดูก ทั้งนี้ แพทย์จะเริ่มฟื้นฟูกระดูกผู้ป่วยให้เร็วที่สุด โดยการฟื้นฟูนี้จะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนเลือด เสริมสร้างกล้ามเนื้อ รวมทั้งป้องกันการเกิดลิ่มเลือดและข้อติดแข็ง
  • ผ่าตัด ผู้ป่วยที่เกิดกระดูกหักร้ายแรง โดยมีกระดูกทิ่มออกมาข้างนอกจะได้รับการผ่าตัดก่อนจัดเรียงกระดูกและใส่เฝือก โดยแพทย์จะผ่าตัดเศษแผลให้แก่ผู้ป่วยกระดูกหักที่มีกระดูกทิ่มผิวหนังออกมา เพื่อนำเศษเนื้อออกมาให้หมดก่อนทำการจัดเรียงกระดูก เนื่องจากกระดูกที่ทิ่มออกมาอาจติดเชื้อได้ ทั้งนี้ ระหว่างเข้ารับการผ่าตัดแผล แพทย์อาจใส่หมุด แผ่นเหล็ก สกรู หรือกาว เพื่อยึดกระดูกที่หักเข้าไว้ด้วยกัน เมื่อได้รับการจัดเรียงกระดูกแล้ว แพทย์จะให้ใส่เฝือก อุปกรณ์ดามกระดูก หรือใช้วิธีตรึงกระดูก เพื่อลดอาการปวดและรักษากระดูกหัก

หลังถอดเฝือกหรืออุปกรณ์ดามกระดูกออกแล้ว ผู้ป่วยอาจเกิดอาการข้อติดแข็ง บวม และมีเนื้อปูดอยู่หลายสัปดาห์ เด็กอาจมีขนขึ้นที่แขนหรือขา เนื่องจากเฝือกทำให้รูขุมขนระคายเคือง ผู้ที่กระดูกขาหักอาจเดินไม่สะดวก อย่างไรก็ตาม อาการดังกล่าวจะหายไปภายใน 2-3 สัปดาห์ กระดูกที่หักจะใช้เวลาประมาณ 4-6 สัปดาห์ก่อนจะกลับไปแข็งแรงเหมือนเดิม ผู้ป่วยควรปรึกษาแพทย์และไม่หักโหมใช้อวัยวะที่ได้รับบาดเจ็บมากเกินไป ทั้งนี้ ผู้ป่วยสามารถดูแลตัวเองหลังได้รับการรักษากระดูกหักจากแพทย์ได้ ดังนี้

  • ควรเลี่ยงอยู่ใกล้ของร้อนหรือมีอุณหภูมิสูง เพื่อป้องกันปูนที่ใช้ทำเฝือกละลาย รวมทั้งควรนำถุงพลาสติกมาหุ้มเฝือกและปิดให้สนิทเมื่อต้องอาบน้ำ เพื่อป้องกันไม่ให้บริเวณดังกล่าวเปียกน้ำ

  • ควรใช้ที่เป่าผมเป่าบริเวณใส่เฝือกเมื่อเกิดอาการคัน

  • ไม่ควรใช้แขนมากเกินไป

  • เลี่ยงยกของหนักและขับรถจนกว่าอาการกระดูกหักจะหายดี

  • หากเกิดอาการบวม เขียวซีด ขยับนิ้วหรือเท้าไม่ได้ เกิดอาการชา หรือปวดมากขึ้น ควรรีบพบแพทย์โดยด่วน

ภาวะแทรกซ้อนของกระดูกหัก

ผู้ป่วยกระดูกหักอาจมีลักษณะแนวกระดูกของแขนและขาที่ผิดปกติ หรือเฝือกปูนไม่รองรับพอดีกับอวัยวะที่ต้องได้รับการใส่เฝือกเพื่อดามกระดูก ทั้งนี้ ผู้ป่วยสามารถประสบภาวะแทรกซ้อนจากกระดูกหักได้ โดยภาวะแทรกซ้อนจากกระดูกหักแบ่งออกเป็นภาวะแทรกซ้อนระยะแรก และภาวะแทรกซ้อนระยะปลาย ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้

  • ภาวะแทรกซ้อนระยะแรก
    • หลอดเลือดแเดงบาดเจ็บ เช่น ผู้ป่วยที่กระดูกต้นขาหัก อาจเกิดภาวะหลอดเลือดต้นขาฉีกขาดได้
    • ผู้ป่วยที่กระดูกซี่โครงหักหลายชิ้นสามารถประสบภาวะปอดแตก โพรงเยื่อหุ้มปอดมีอากาศ (Pneumothorax) ภาวะอกรวนหรือภาวะการทำงานล้มเหลวของซี่โครง (Flail Chest) และหายใจไม่พอ (Respiratory Compromise)
    • สูญเสียการเคลื่อนไหวของร่างกาย  ufabet login  ก่อให้เกิดปอดบวม หลอดเลือดอุดตัน หรือกล้ามเนื้อสลาย โดยภาวะนี้มักเกิดกับผู้ป่วยที่กระดูกสะโพกหัก โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุมาก
    • อวัยวะภายในได้รับบาดเจ็บ เช่น เกิดการบาดเจ็บที่สมอง ปอด หรือกระเพาะปัสสาวะ
    • เนื้อเยื่อ เส้นประสาท และผิวหนังถูกทำลาย
    • เกิดภาวะเลือดออกในข้อ (Haemarthrosis)
    • แผลติดเชื้อ
    • เกิดความดันในกล้ามเนื้อสูงขึ้น (Compartment Syndrome)
  • ภาวะแทรกซ้อนระยะปลาย
    • กระดูกที่หักใช้เวลารักษานานกว่าปกติ ไม่สามารถกลับมาอยู่ในตำแหน่งปกติได้ หรืออาการไม่หายดี
    • เกิดอาการข้อติดแข็ง
    • กล้ามเนื้อหดตัว
    • การเจริญเติบโตของกระดูกผิดปกติ หรือกระดูกผิดรูป
    • เกิดภาวะกล้ามเนื้ออักเสบที่มีหินปูนจับ (Myositis Ossificans) โดยผู้ป่วยจะมีก้อนกระดูกเกิดขึ้นในกล้ามเนื้อที่ได้รับบาดเจ็บ
    • หัวกระดูกต้นขาตาย เนื่องจากขาดเลือดไปเลี้ยง
    • ประสบภาวะกระดูกอักเสบ (Osteomyelitis)
    • เกิดเนื้อตายเน่า (Gangrene)
    • อาจป่วยเป็นบาดทะยักและติดเชื้อในกระแสเลือด เนื่องจากได้รับบาดเจ็บจนเกิดแผล

การป้องกันกระดูกหัก

กระดูกหักเป็นปัญหาสุขภาพที่ป้องกันได้ โดยเลี่ยงพฤติกรรมที่เสี่ยงทำให้ประสบภาวะดังกล่าว ซึ่งทำได้ ดังนี้

  • ควรคาดเข็มขัดนิรภัยทุกครั้งที่ขับรถหรือโดยสารรถยนต์ รวมทั้งสวมอุปกรณ์ที่ป้องกันการกระแทกเช่น หมวกกันน็อค หรือสนับเข่า มือ และข้อศอก เมื่อต้องขับขี่จักรยานยนต์หรือทำกิจกรรมผาดโผนต่าง ๆ

  • ไม่ควรวางของทิ้งไว้ตามทางเดินหรือบันได เนื่องจากอาจทำให้สะดุดล้มได้ รวมทั้งควรปิดหน้าต่างหรือมีทางกั้นตรงทางขึ้นลงบันได เพื่อป้องกันเด็กเล็กพลัดตกลงไป

  • ควรดูแลเด็กให้ดี เพื่อระวังไม่ให้เล่นซนจนเกิดอุบัติเหตุ

  • เมื่อต้องใช้บันไดหรือนั่งร้าน ควรเลี่ยงยืนอยู่บนบันไดขั้นบนสุด รวมทั้งให้คนอื่นจับบันไดไว้ขณะที่ปีนขึ้นไป

  • ผู้ป่วยโรคกระดูกพรุนควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อเพิ่มความแข็งแรงและสมดุลให้มวลกระดูก รวมทั้งปรึกษาแพทย์เพื่อขอคำแนะนำเกี่ยวกับการรับประทานแคลเซียมเสริม

ยาสลบ ขั้นตอน ความเสี่ยง และผลข้างเคียง

ยาสลบ  ยาที่ถูกใช้เพื่อทำให้ผู้ป่วยหมดสติ เอื้อประโยชน์ต่อขั้นตอนการรักษา อย่างการผ่าตัดใหญ่ที่ต้องใช้เวลานาน ทำให้เกิดความเจ็บปวดมาก หรืออาจกระทบต่อระบบทางเดินหายใจ โดยจะมีวิสัญญีแพทย์ซึ่งเป็นแพทย์เฉพาะทางผู้เชี่ยวชาญด้านการให้ยาชาและการวางยาสลบ เป็นผู้วางยาสลบด้วยการฉีดยาเข้าสู่เส้นเลือด หรือให้ผู้ป่วยดมยาในรูปแบบก๊าซ ผู้ป่วยจะรู้สึกง่วงนอน และหมดสติไปในที่สุด โดยที่ผู้ป่วยจะไม่รู้สึกตัวและไม่รู้สึกเจ็บปวดในระหว่างทำการรักษา

ทำไมต้องใช้ยาสลบ

ยาสลบมักถูกใช้ในการผ่าตัดใหญ่ เพื่ออำนวยความสะดวกต่อขั้นตอนการผ่าตัดรักษา และเพื่อความปลอดภัยของตัวผู้ป่วยเอง โดยการผ่าตัดที่จำเป็นต้องใช้ยาสลบ ได้แก่

  • การผ่าตัดใหญ่หรือการทำหัตถการที่สร้างความเจ็บปวดแก่ผู้ป่วยอย่างมาก ใช้ระยะเวลานานในการผ่าตัด หรือต้องการให้ผู้ป่วยอยู่นิ่งที่สุด
  • การผ่าตัดหรือทำหัตถการในเด็ก ซึ่งต้องการให้ผู้ป่วยอยู่นิ่งระยะเวลาหนึ่ง
  • การผ่าตัดที่สร้างความวิตกกังวล อึดอัด ไม่สบายใจแก่ผู้ป่วยอย่างมาก
  • การผ่าตัดที่ต้องเสียเลือดมาก
  • การผ่าตัดที่อาจกระทบต่อระบบทางเดินหายใจ เช่น การผ่าตัดช่องอก หรือผ่าตัดบริเวณช่องท้องด้านบน
  • การผ่าตัดในขณะที่มีสภาพอากาศหนาวเย็นหรือมีอุณหภูมิต่ำ อาจส่งผลกระทบต่อร่างกายของผู้ป่วยซึ่งอาจเป็นอุปสรรคต่อการผ่าตัดหากผู้ป่วยยังมีสติรู้ตัวอยู่

ขั้นตอนในการใช้ยาสลบ

ในขั้นแรก ผู้ป่วยต้องพูดคุยปรึกษาและแจ้งประวัติทางการแพทย์ให้วิสัญญีแพทย์ทราบ เพื่อวางแผนการใช้ยาสลบที่ถูกต้องและเหมาะสมกับการผ่าตัดรักษา โดยวิสัญญีแพทย์อาจซักถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับปัจจัยและปัญหาสุขภาพอื่น ๆ เพื่อลดความเสี่ยงจากการเกิดผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายจากการใช้ยาสลบ เช่น

  • ผู้ป่วยเคยมีประวัติแพ้ยาสลบ หรือ มีประวัติคนในครอบครัวเคยแพ้ยาสลบหรือไม่
  • มีประวัติการเจ็บป่วย กำลังป่วย หรือกำลังใช้ยาชนิดใดอยู่
  • สูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์หรือไม่ มากน้อยหรือบ่อยเพียงใด
  • กำลังตั้งครรภ์อยู่หรือไม่

ก่อนวางยาสลบ

  • ช่วงสัปดาห์ก่อนทำการผ่าตัด ผู้ป่วยควรงดสูบบุหรี่หรือดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดผลข้างเคียงและภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตราย
  • หากผู้ป่วยอยู่ในภาวะน้ำหนักเกิน หรือภาวะอ้วน ควรทำกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อลดน้ำหนักตัว ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดผลข้างเคียงและภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายด้วยเช่นกัน
  • แพทย์อาจให้ผู้ป่วยงดดื่มน้ำหรือรับประทานอาหารใด ๆ หลังเที่ยงคืนของคืนก่อนหน้าวันผ่าตัด เพื่อป้องกันการอาเจียนหลังการใช้ยาสลบ ซึ่งการอาเจียนอาจทำให้อาหารที่อยู่ในช่องท้องสำลักเข้าสู่ปอดจนเกิดปัญหาการหายใจได้
ดมยาสลบ
ดมยาสลบ

การวางยาสลบ

ในวันผ่าตัด วิสัญญีแพทย์จะวางยาสลบผู้ป่วยด้วยวิธีการดังนี้

การฉีดยาสลบ วิสัญญีแพทย์จะฉีดยาสลบให้ยาเข้าสู่กระแสเลือดของผู้ป่วย

การดมยาสลบ ผู้ป่วยต้องสูดดมยาในรูปแบบก๊าซเข้าไปด้วยการหายใจผ่านหน้ากากครอบ

  • หลังได้รับยาสลบเข้าสู่ร่างกาย ยาจะออกฤทธิ์อย่างรวดเร็ว ผู้ป่วยจะเริ่มวิงเวียนศีรษะ รู้สึกง่วง และหมดสติไป หลังจากที่ผู้ป่วยไม่รู้สึกตัว แพทย์จึงจะเริ่มทำการผ่าตัด โดยในระหว่างที่แพทย์ทำการผ่าตัด วิสัญญีแพทย์จะคอยอยู่ควบคุมอาการผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด เพื่อดูแลให้มั่นใจว่าให้ผู้ป่วยได้รับยาสลบอย่างต่อเนื่อง และจะไม่รู้สึกตัวตื่นขึ้นมาในระหว่างการผ่าตัด โดยจะมีการวัดสัญญาณชีพ เช่น อัตราการเต้นของหัวใจ อัตราการหายใจ และความดันโลหิตเป็นระยะ เพื่อให้แน่ใจว่าผู้ป่วยมีความปลอดภัยในระหว่างได้รับยาสลบ
  • นอกจากการให้ยาสลบในระหว่างที่ผ่าตัดแล้ว แพทย์จะฉีดยาแก้ปวดเข้าไปทางเส้นเลือดด้วย เพื่อบรรเทาความเจ็บปวดจากการผ่าตัดหลังจากผู้ป่วยฟื้นตัวจากฤทธิ์ยาสลบ

การพักฟื้นจากฤทธิ์ของยาสลบ

  • เมื่อเสร็จสิ้นขั้นตอนการผ่าตัด วิสัญญีแพทย์จะหยุดให้ยาสลบ ผู้ป่วยจะถูกย้ายไปยังห้องพักฟื้นเพื่อเฝ้าดูอาการต่อไป โดยผู้ป่วยอาจต้องพักรักษาตัวในโรงพยาบาลเป็นช่วงสั้น ๆ หรือเป็นระยะเวลานานหลายวัน ขึ้นอยู่กับสภาพอาการและดุลยพินิจของแพทย์ผู้รักษา
  • เมื่อหยุดให้ยาสลบ ผู้ป่วยอาจรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาในห้องผ่าตัดหลังผ่าตัดเสร็จ หรือรู้สึกตัวในห้องพักฟื้นด้วยอาการสะลึมสะลือ อ่อนเพลีย ท้องไส้แปรปรวน หรืออาจมีอาการข้างเคียงอื่น ๆ จนกว่ายาสลบจะหมดฤทธิ์ ในระหว่างนี้พยาบาลจะคอยดูแลอาการ และให้ผู้ป่วยรับประทานยารักษาผลข้างเคียงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น
  • ยาสลบอาจส่งผลกระทบต่อความจำ สมาธิ และปฏิกิริยาตอบสนองต่าง ๆ ของผู้ป่วยชั่วคราวภายใน 1-2 วัน ดังนั้น ผู้ป่วยควรมีผู้คอยดูแลอย่างใกล้ชิดอย่างน้อย 24 ชั่วโมงหลังการผ่าตัด เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุหรืออาการเจ็บป่วยที่เป็นอันตราย
  • ในขณะพักฟื้นรักษาตัว ผู้ป่วยต้องรับประทานยาและปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด
  • เมื่อแพทย์มีความเห็นให้ผู้ป่วยไม่จำเป็นต้องนอนพักดูอาการที่โรงพยาบาล และสามารถกลับไปพักรักษาตัวที่บ้านได้ สิ่งที่ผู้ป่วยควรทำ คือ รับประทานยาและปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด ซักถามเมื่อมีข้อสงสัย และสังเกตอาการที่เป็นสัญญาณของการเจ็บป่วยที่รุนแรงแล้วปรึกษาหรือกลับมาพบแพทย์ ทั้งนี้ ผู้ป่วยไม่ควรขับขี่ยานพาหนะ ดื่มแอลกอฮอล์ หรือทำสัญญานิติกรรมใด ๆ เป็นเวลา 1-2 วัน หลังการผ่าตัด

ผลข้างเคียงจากยาสลบ

  • หลังยาสลบเริ่มหมดฤทธิ์ ผู้ป่วยจะกลับมารู้สึกตัวและรู้สึกเจ็บปวดบริเวณที่ได้รับการผ่าตัด
  • รู้สึกง่วงนอน อ่อนเพลีย ไม่มีแรง
  • รู้สึกสับสนมึนงง หรือสูญเสียความทรงจำชั่วคราว แต่มีผู้ป่วยบางรายที่จะสูญเสียความทรงจำไปอย่างถาวร ซึ่งเป็นกรณีที่พบได้น้อยมาก
  • รู้สึกป่วย วิงเวียนศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน ซึ่งเป็นอาการที่มักเกิดขึ้นในช่วงแรกที่ได้รับยาสลบ แต่อาจเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องไปเป็นวันได้
  • ตัวสั่น หรือรู้สึกหนาวสั่น อาจเกิดขึ้นชั่วขณะ ยาวนานหลายนาที ไปจนหลายชั่วโมง
  • เกิดรอยช้ำและความเจ็บปวดบริเวณที่ถูกฉีดยา หากไม่มีอาการแพ้หรืออาการข้างเคียงอื่นใดที่เป็นอันตราย รอยช้ำและความเจ็บปวดนี้จะหายไปเมื่อเวลาผ่านไป
  • เสียงแหบ คอแห้ง เจ็บคอ ufabet login  เนื่องจากระหว่างผ่าตัดอาจมีการสอดท่อช่วยหายใจผ่านทางปากเข้าไปในลำคอ
  • ปากแห้ง หรือเกิดความเสียหายภายในช่องปากและฟัน เนื่องจากการสอดท่อช่วยหายใจในระหว่างทำการผ่าตัดเช่นกัน ดังนั้น ผู้ป่วยที่มีแผล หรือกำลังรักษาช่องปากและฟัน ควรแจ้งให้วิสัญญีทราบเรื่องก่อนเสมอ
  • ปัญหาเกี่ยวกับกระเพาะปัสสาวะ เช่น มีความยากลำบากในการปัสสาวะ

ภาวะแทรกซ้อนของยาสลบ

แม้การใช้ยาสลบจะมีผลข้างเคียง แต่มีผู้ป่วยน้อยรายมากที่จะเผชิญกับภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงและเป็นอันตรายได้ โดยภาวะแทรกซ้อนรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นได้ คือ

  • ภาวะสับสนทางจิตใจ โดยอาจเกิดขึ้นเพียงชั่วคราว
  • เกิดการบาดเจ็บที่ฟันหรือลิ้นจากการกระทบกระเทือนของท่อช่วยหายใจ
  • เกิดความเสียหายบริเวณเส้นเสียงที่อยู่ภายในลำคอจากการใช้ท่อช่วยหายใจเช่นกัน ทำให้เกิดอาการเสียงแหบ และเจ็บคอ
  • รู้สึกตัวตื่นขึ้นมาในระหว่างแพทย์กำลังทำการผ่าตัด ซึ่งมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยมาก เพราะวิสัญญีแพทย์จะคอยดูแลให้ยาสลบผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ป่วยจะไม่รู้สึกตัวและไม่รู้สึกเจ็บปวดใด ๆ
  • โรคภูมิแพ้ชนิดรุนแรง (Anaphylaxis) ผู้ป่วยจะมีอาการแพ้ยาสลบอย่างรุนแรง เช่น มีผื่น ตัวบวมหน้าบวม หอบ ความดันโลหิตต่ำ คลื่นไส้ อาเจียน
  • ปัญหาเกี่ยวกับการหายใจ หายใจติดขัด หายใจไม่ออก
  • เสียชีวิต เป็นภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงที่สุดแต่มีโอกาสเกิดน้อยมากเพียง 1 ใน 100,000-200,000 รายเท่านั้น ซึ่งอาจเป็นเหตุมาจากภาวะแทรกซ้อนและการเจ็บป่วยอื่น เช่น การติดเชื้อในปอด ภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน เส้นเลือดในสมองแตกหรือตีบตัน เป็นต้น

ผู้ที่มีความเสี่ยงสูงในการเกิดภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายจากการใช้ยาสลบ

การใช้ยาสลบเป็นวิธีการที่ค่อนข้างปลอดภัยและเป็นประโยชน์ต่อตัวผู้ป่วยเอง ดังนั้น โอกาสในการเกิดภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายหลังการใช้ยาสลบจึงขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของแต่ละบุคคล อาการป่วยที่เผชิญอยู่ และประเภทของการผ่าตัดมากกว่าการออกฤทธิ์ของ ยาสลบ

อย่างไรก็ตาม การใช้ยาสลบในผู้ป่วยที่มีสุขภาพดีมักจะปลอดภัยกว่าในผู้ป่วยที่มีปัญหาสุขภาพและผู้ป่วยดังต่อไปนี้

  • ผู้ป่วยสูงวัย
  • ผู้ที่สูบบุหรี่
  • มีประวัติการดื่มแอลกอฮอล์ปริมาณมาก
  • ผู้ที่มีอาการแพ้ยา มีประวัติแพ้ยาสลบ หรือมีประวัติครอบครัวเคยแพ้ยาสลบ
  • ผู้ที่กำลังใช้ยารักษาที่อาจส่งผลให้มีภาวะเลือดออกเพิ่มขึ้น เช่น ยาแอสไพริน
  • มีภาวะความดันโลหิตสูง
  • ผู้ป่วยโรคเบาหวาน
  • มีภาวะชัก
  • มีภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับ
  • ป่วยด้วยโรคหัวใจ โรคไต หรือโรคปอด
โรคผมร่วงเป็นหย่อม เกิดจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน

Alopecia Areata หรือ โรคผมร่วงเป็นหย่อม เป็นโรคที่เชื่อว่าเกิดจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันที่ไปทำลายต่อมรากผมจนทำให้ผมร่วง โดยอาการอาจเกิดขึ้นได้ทุกส่วนของร่างกาย เช่น คิ้ว ขนตา หนวดเครา หรือขนรักแร้ เป็นต้น โรคนี้เกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศทุกวัย แต่มักเกิดกับผู้ที่มีอายุน้อยกว่า 40 ปี ซึ่งปริมาณผมหรือขนที่ร่วงและที่งอกขึ้นมาใหม่ของผู้ป่วยแต่ละรายนั้นจะแตกต่างกันออกไป และในปัจจุบันยังไม่สามารถรักษาโรคนี้ให้หายขาดได้ แต่ก็มีการรักษาที่ช่วยให้ผมงอกขึ้นมาใหม่ได้เร็วและป้องกันการหลุดร่วงในอนาคต

อาการของโรคผมร่วงเป็นหย่อม

ผู้ป่วยโรค Alopecia Areata จะมีอาการผมร่วงเป็นหย่อม ๆ โดยทั่วไปบริเวณที่ผมร่วงจะมีลักษณะเป็นวงกลมเท่าเหรียญขนาดใหญ่ อาจมีอาการคันหรือมีผื่นแดงขึ้นบริเวณที่ผมร่วงด้วยแต่ก็พบได้น้อย หรืออาจมีขนร่วงตามส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย เช่น ขนตา คิ้ว หนวดเครา หรือขนตามแขนขา เป็นต้น

ทั้งนี้ ขนและผมที่ร่วงนั้นจะงอกขึ้นใหม่ได้เองภายใน 3-4 เดือน  ufabet login  แต่ในผู้ป่วยบางรายอาจไม่งอกกลับขึ้นมาอีกเลย ทั้งนี้ อาการผมร่วงเป็นหย่อมอาจหายไปและกลับมาเป็นได้อีก ซึ่งขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลและไม่สามารถคาดเดาการเกิดได้ นอกจากผมร่วงเป็นหย่อมแล้ว ผู้ป่วยอาจมีอาการผมร่วงทั้งศีรษะ (Alopecia Totalis) หรือเส้นขนตามร่างกายหลุดร่วงไปทั้งหมดด้วย (Alopecia Universalis)

นอกจากนี้ โรค Alopecia Areata อาจทำให้เกิดอาการที่เล็บได้ แต่ก็มีโอกาสเกิดขึ้นน้อย ซึ่งเล็บจะมีความผิดปกติ เช่น เล็บขรุขระ เล็บเปราะ หรือมีจุดแดงบริเวณโคนเล็บ เป็นต้น

โรคผมร่วงเป็นหย่อม (Alopecia Areata)
โรคผมร่วงเป็นหย่อม (Alopecia Areata)

สาเหตุของโรคผมร่วงเป็นหย่อม

โรค Alopecia Areata อาจเกิดจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน โดยความผิดปกตินี้อาจสร้างความเสียหายต่อรูขุมขน จนทำให้รูขุมขนมีขนาดเล็กลงและไม่สามารถผลิตเส้นผมขึ้นมาได้ จึงเกิดเป็นอาการผมร่วง ซึ่งโรคนี้เกิดขึ้นได้กับทุกเพศและทุกช่วงวัย

แม้สาเหตุที่ทำให้ภูมิคุ้มกันทำงานผิดพลาดนั้นยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด แต่มีปัจจัยบางอย่างที่อาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคนี้ได้ เช่น

  • ความผิดปกติทางพันธุกรรม อย่างกลุ่มอาการดาวน์ซินโดรม
  • มีประวัติคนในครอบครัวเคยป่วยเป็นโรคนี้ หรือเป็นโรคเกี่ยวกับภูมิคุ้มกัน เช่น โรคเบาหวานประเภทที่ 1 โรคเกี่ยวกับไทรอยด์ โรคด่างขาว โรคแพ้ภูมิตัวเอง โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ หรือภาวะลำไส้เป็นแผล (Ulcerative Colitis) เป็นต้น
  • การเจ็บป่วยอื่น ๆ อย่างการติดเชื้อไวรัส
  • การได้รับยาบางชนิด
  • ความเครียด

การวินิจฉัยโรคผมร่วงเป็นหย่อม

แพทย์สามารถวินิจฉัยอาการของโรคนี้ได้โดยตรวจดูหนังศีรษะตรงที่ผมร่วง และตัวอย่างเส้นผมในบริเวณที่เกิดอาการ รวมทั้งอาจวินิจฉัยเพิ่มเติมได้ด้วยวิธีการ ดังนี้

  • ตรวจชิ้นเนื้อหนังศีรษะ โดยนำตัวอย่างผิวหนังบริเวณที่เกิดอาการไปตรวจด้วยกล้องจุลทัศน์ เพื่อหาสาเหตุของอาการผมร่วง
  • ตรวจเลือด แพทย์อาจตรวจเลือดเพื่อดูความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคนี้ โดยวิธีนี้สามารถบอกได้ถึงปริมาณสารต่าง ๆ ที่อยู่ภายในเลือด เช่น ฮอร์โมนจากต่อมไทรอยด์ ปริมาณโปรตีนที่บ่งชี้การอักเสบ และปริมาณธาตุเหล็ก เป็นต้น

การรักษาโรคผมร่วงเป็นหย่อม

ปัจจุบันในทางการแพทย์ยังไม่สามารถรักษาโรค Alopecia Areata ได้ แต่เบื้องต้นแพทย์อาจแนะนำให้รอผมงอกขึ้นมาใหม่เอง ซึ่งอาจใช้เวลาประมาณ 3-6 เดือน เพราะปกติแล้วผมของผู้ป่วยจะงอกกลับขึ้นมาใหม่ได้เองโดยไม่จำเป็นต้องรักษา อีกทั้งโรคนี้ไม่มีอันตรายต่อร่างกายของผู้ป่วย

อย่างไรก็ตาม มีบางวิธีที่ช่วยให้ผมที่ร่วงไปงอกกลับขึ้นมาใหม่เร็วกว่าวิธีตามธรรมชาติ ดังนี้

  • การใช้สเตียรอยด์
    สเตียรอยด์จะยับยั้งการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันที่สร้างความเสียหายแก่รูขุมขน และทำให้เส้นผมสามารถงอกขึ้นมาใหม่ได้อีกครั้ง ซึ่งการใช้สเตียรอยด์มีหลายรูปแบบ ทั้งแบบฉีดซึ่งได้ผลดีในกรณีที่ผมร่วงเป็นบริเวณไม่กว้างนัก และแบบทาซึ่งเห็นผลช้า และอาจต้องใช้เวลา 3-6 เดือน โดยการใช้ยาชนิดนี้ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์
  • การใช้ยาปลูกผม
    การรักษาด้วยวิธีการนี้มีโอกาสสำเร็จน้อย โดยปกติแล้วจะใช้เวลาประมาณ 2-3 เดือนจึงจะเริ่มเห็นผล แต่หากใช้ยาปลูกผมมาเป็นเวลากว่า 1 ปีแล้วยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง ควรหยุดใช้ยาและใช้วิธีอื่นรักษาแทน
  • การทำภูมิคุ้มกันบำบัด
    การทำภูมิคุ้มกันบำบัดเป็นการให้สารที่ก่อให้เกิดอาการภูมิแพ้ที่ผิวหนังลงบนบริเวณที่ผมร่วง เพื่อทำให้เกิดการอักเสบที่จะนำไปสู่การกระตุ้นให้ผมกลับมางอกขึ้นใหม่ได้อีกครั้ง แต่วิธีการนี้มีผลข้างเคียงที่อาจทำให้เกิดโรคผิวหนังชนิดอื่นตามมาได้
  • วิธีการอื่น ๆ
    ผู้ป่วยอาจรับประทานอาหารเสริมจำพวกวิตามินหรือสมุนไพร รักษาโดยใช้น้ำมันหอมระเหยจากพืช หรือรับการฝังเข็ม ซึ่งอาจช่วยให้ผมงอกขึ้นมาใหม่ได้ อย่างไรก็ตาม การรักษาทางเลือกเหล่านี้ยังไม่ได้รับการยืนยันทางการแพทย์ว่าจะช่วยรักษาอาการผมร่วงหรือทำให้อาการดีขึ้นได้ ดังนั้น หากต้องการใช้การรักษาทางเลือกใด ๆ ควรปรึกษาแพทย์ให้ถี่ถ้วนก่อนเสมอ

ภาวะแทรกซ้อนของโรคผมร่วงเป็นหย่อม

โรค Alopecia Areata อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนตามมาได้ ดังนี้

  • อาการทางร่างกาย ผู้ป่วยอาจเสี่ยงเป็นโรคทางภูมิคุ้มกัน เช่น โรคเกี่ยวกับไทรอยด์ โรคด่างขาว หรือโรคโลหิตจาง เป็นต้น
  • อาการทางจิตใจ ผู้ป่วยอาจเกิดความเครียด รู้สึกแปลกแยก หรืออาจเป็นโรคซึมเศร้าได้

การป้องกันโรคผมร่วงเป็นหย่อม

ปัจจุบันยังไม่มีวิธีใดป้องกันโรค Alopecia Areata ได้ แต่สามารถรักษาตามอาการที่เกิดขึ้นและทำให้ผมงอกกลับมาใหม่ให้เร็วที่สุด โดยผู้ป่วยควรดูแลตนเองและป้องกันปัญหาสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นตามมา รวมทั้งคนทั่วไปก็อาจหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เป็นโรคนี้ เช่น

  • ผ่อนคลายความเครียด เพราะความเครียดเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดโรคได้
  • เลือกรับประทานอาหารที่มีสารบำรุงเส้นผม เช่น วิตามินเอ วิตามินบี วิตามินซี และธาตุสังกะสี เป็นต้น
  • ใส่วิก สวมหมวก หรือทาครีมกันแดดบริเวณหนังศีรษะที่เกิดอาการ เพื่อป้องกันแสงแดดทำอันตรายต่อหนังศีรษะ
  • สวมแว่นกันแดดในกรณีที่โรคนี้ส่งผลให้ขนตาร่วง เพราะอาจมีสิ่งแปลกปลอมเข้าสู่ดวงตาได้เนื่องจากไม่มีขนตาคอยป้องกัน
Finger Food อาหารเพื่อพัฒนาการของลูกน้อย

Finger food เป็นคำที่หลายคนอาจไม่คุ้นหูนัก แต่อาจเป็นที่รู้จักดีในกลุ่มคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ โดยความหมายของ Finger food คือ อาหารที่มีขนาดพอดีคำ ที่ลูกน้อยสามารถหยิบจับหรือตักรับประทานเองได้ อาจเรียกได้ว่าเป็นอาหารเสริมพัฒนาการ ทั้งด้านร่างกาย ด้านอารมณ์ รวมทั้งให้เจ้าตัวเล็กได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์ผ่านการฝึกรับประทานด้วยตนเอง อย่างไรก็ตาม การรับประทานอาหาร Finger food ก็มีความเสี่ยงอยู่บ้าง ในบทความนี้จึงได้รวบรวมอาหารที่เหมาะสำหรับทารก รวมถึงความเสี่ยงที่คุณพ่อคุณแม่ควรระมัดระวังมาให้ได้ศึกษากัน

โดยปกติแล้ว ทารกในช่วงอายุ 8-9 เดือน จะส่งสัญญาณให้คุณพ่อคุณแม่ทราบว่าพวกเขาพร้อมแล้วสำหรับการเริ่มหัดรับประทานอาหารด้วยตนเอง โดยสังเกตได้จากการที่เขามักคว้าที่ใช้ช้อนป้อน หรือคว้าอาหารในจาน ซึ่งการใช้มือหยิบอาหารด้วยตนเองนั้น จะพัฒนาการทำการงานและสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อมัดเล็กของลูกน้อย จนสามารถรับประทานอาหารด้วยตนเองได้ในที่สุด

Finger food ที่เหมาะสำหรับลูกน้อยควรเป็นอย่างไร ?

อาหารสำหรับเด็กในการหัดรับประทานควรเป็น อาหารที่มีขนาดพอดีคำ หรือเป็นขนาดที่ทารกสามารถรับประทานได้ง่าย โดยนอกจากขนาดของชิ้นอาหารแล้ว คุณพ่อคุณแม่ควรคำนึงถึงลักษณะอื่น ๆ ของอาหาร อย่างปริมาณ ความนิ่ม และความหนืด ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนมีผลต่อการเคี้ยว  ufabet login  การกลืน และเสี่ยงที่จะทำให้ลูกน้อยสำลัก

โดยตัวอย่างอาหาร Finger food อาจมี ดังนี้

  • ไข่กวน ไข่คน หรือไข่ต้มสุกหั่นพอดีคำ
  • ผลไม้เนื้อนิ่มหั่นชิ้นเล็ก ๆ อย่างกล้วย มะม่วง มะละกอ อะโวคาโด แตงโมที่นำเมล็ดออก
  • ผักต้มจนนิ่มหั่นพอดีคำ เช่น ดอกกะหล่ำ บร็อคโคลี่ หรือมันเทศ เป็นต้น
  • เส้นพาสต้าลวกจนนิ่มหั่นชิ้นพอดีคำ
  • ขนมปังธัญพืชไม่ขัดสีหั่นเป็นชิ้นเล็ก
  • เนื้อไก่หรือเนื้อปลาที่นำกระดูกหรือก้างออกแล้วชิ้นเล็ก
  • ซุปข้น หรือ Puree มักทำจากเนื้อหรือผักต้มนำมาบดและเคี่ยวจนข้น
  • เต้าหู้นิ่มหั่นสี่เหลี่ยมลูกเต๋า
Finger food ลูกน้อย
Finger food ลูกน้อย

อาหารที่ไม่ควรนำมาเป็น Finger food

ผู้ปกครองควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีขนาดใหญ่ แข็ง และเหนียวเพราะอาจทำให้เด็กเล็กเกิดการสำลักได้ ซึ่งอาหารที่คุณพ่อคุณแม่ควรหลีกเลี่ยง เช่น ผักสด ผลไม้เนื้อแข็ง ถั่วเปลือกแข็ง ชีสแท่ง เนื้อองุ่นหรือผลไม้ตระกูลเบอร์รี่แบบเต็มผล ลูกอม และขนมขบเคี้ยว เป็นต้น นอกจากนี้ ยังควรหลีกเลี่ยงการให้ลูกน้อยรับประทานอาหารที่ไม่มีประโยชน์ อย่างอาหารหมักดอง อาหารแปรรูป หรืออาหารน้ำตาลสูง และไม่ควรเติมเครื่องปรุงลงไปในอาหารของลูกน้อย รวมทั้งให้ทารกรับประทานอาหารสดใหม่เสมอ

สิ่งที่ควรระวังเมื่อลูกน้อยหัดรับประทานด้วยตนเอง

สิ่งที่เป็นอันตรายที่สุดสำหรับลูกน้อยในการหัดรับประทานอาหารด้วยตนเองคือการสำลักอาหาร ซึ่งนอกจากการระมัดระวังลักษณะอาหาร และจับตามองขณะรับประทานแล้ว ผู้ปกครองยังควรศึกษาเกี่ยวกับการปฐมพยาบาลเมื่อทารกสำลัก ไม่ปล่อยให้ทารกรับประทานอาหารโดยลำพังอย่างเด็ดขาด นอกจากนี้ หากทารกมีอาการผิดปกติหลังจากการรับประทานอาหาร ควรพาไปพบแพทย์ทันที

สุดท้ายนี้ คุณพ่อคุณแม่ควรหมั่นสังเกตพัฒนาการของทารกเพื่อปรับเปลี่ยนอาหาร โดยเมื่อเวลาผ่านไป อาหารควรมีลักษณะที่แข็งขึ้น เหนียวขึ้น หรือหยาบขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับการเจริญเติบโตและพัฒนาการของลูกน้อย อย่างจำนวนฟัน ทักษะการเคี้ยว การกลืน และการหยิบจับสิ่งของ ซึ่งจะช่วยให้ลูกน้อยสามารถพัฒนาการรับประทานได้ตามวัย

ผักสุกหรือผักสด เลือกอย่างไรให้ได้ประโยชน์

ผักเป็นกลุ่มอาหารที่ขึ้นชื่อว่าเป็น อาหารสุขภาพ เพราะผักอุดมไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์ ทั้งใยอาหาร  วิตามิน และแร่ธาตุ อีกทั้งผักยังเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมอาหารไทย โดยคนไทยนิยมบริโภคผักสดและผักปรุงสุกตามแต่ละเมนู จุดนี้อาจทำให้บางคนสงสัยว่าผักสุกและผักสดมีประโยชน์ต่างกันหรือไม่ หากไม่เหมือนจะต่างกันอย่างไร ?

ในทางวิทยาศาสตร์ การทำให้ผักสุกด้วยขั้นตอนบางอย่างอาจเปลี่ยนปริมาณและโครงสร้างของสารอาหารภายในผักได้ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงของสารอาหารย่อมส่งผลต่อผู้ที่รับประทานผักเข้าไป แล้วผลของการเปลี่ยนแปลงจะเป็นอย่างไร ติดตามได้จากบทความนี้

เกิดอะไรขึ้นเมื่อผักผ่านการปรุงสุก ?

การปรุงอาหารแต่ละเมนูนั้นมีวัตถุดิบและขั้นตอนต่าง ๆ มากมายในแต่ละครั้ง ซึ่งองค์ประกอบในการทำอาหารอาจส่งผลต่อสารอาหารในผัก ไม่ว่าจะเป็นวัตถุดิบ ความร้อน ไปจนถึงวิธีการปรุง จากการศึกษาพบว่าความร้อนและวิธีการปรุงอาหารสามารถเปลี่ยนโครงสร้างและปริมาณของสารอาหารในผัก โดยหนึ่งในปัจจัยที่ส่งผลให้สารอาหารลดลง คือ น้ำและการปรุงด้วยน้ำ โดยเฉพาะในการต้ม เนื่องจากสารอาหารบางชนิดสามารถละลายในน้ำ อย่างวิตามินซีและกลุ่มวิตามินบี ดังนั้น เมื่อนำผักที่มีสารอาหารเหล่านี้ไปปรุงด้วยวิธีการต้มหรือมีน้ำเป็นส่วนประกอบก็อาจลดปริมาณของวิตามินที่ละลายน้ำได้ถึง 50-60 เปอร์เซ็นต์

แต่ในขณะที่ผลงานวิจัยอีกส่วนหนึ่งชี้ว่า  ufabet login การปรุงสุกด้วยความร้อนอาจช่วยเพิ่มปริมาณของสารแอนติออกซิแดนท์หรือสารต้านอนุมูลอิสระในผักได้ ซึ่งสารต้านอนุมูลอิสระมีสรรพคุณช่วยชะลอการเสื่อมของเซลล์ ต้านการอักเสบ ช่วยในเรื่องของผิวพรรณ อีกทั้งช่วยลดความเสี่ยงของโรคเรื้อรังหลายชนิด

นอกจากนี้ ยังมีการศึกษาชิ้นหนึ่งทดสอบการเปลี่ยนแปลงสารอาหารในมะเขือเทศเมื่อผ่านความร้อนพบว่า เมื่อเวลาผ่านไปปริมาณของวิตามินซีในมะเขือเทศลดลงตามเวลาที่มากขึ้น แต่ปริมาณของไลโคปีน (Lycopene) ที่เป็นสารพฤษเคมี (Phytochemical) ประเภทหนึ่งและสารอนุมูลอิสระอื่น ๆ ในมะเขือเทศกลับมีปริมาณสูงขึ้น จึงเห็นได้ว่าการปรุงสุกด้วยความร้อนก็ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของสารอาหารได้จริง แต่การศึกษานี้ไม่ได้ระบุถึงประเภทของกรรมวิธีในการปรุงที่อาจให้ผลแตกต่างกันไปในแต่ละวิธี เช่น การทอด การต้ม หรือการอบ อีกทั้งยังเป็นการทดลองในมะเขือเทศเพียงอย่างเดียว จึงไม่สามารถยืนยันได้ว่าสารอาหารในผักประเภทอื่นจะเกิดการเปลี่ยนแปลงในลักษณะเดียวกันหรือไม่เมื่อผ่านความร้อน

โดยนอกจากวิตามินซีและบีที่ลดลงจากการปรุงด้วยน้ำและความร้อนแล้ว วิตามินและสารอาหารบางชนิดก็อาจลดระดับลงจากการปรุงด้วยกลไกที่แตกต่างกัน แต่ในกลุ่มสารอาหารที่ไม่ละลายในน้ำแต่ละลายในน้ำมัน อย่างกลุ่มวิตามินดี วิตามินอี และวิตามินเค อาจไม่เปลี่ยนแปลงเมื่อผ่านความร้อน แต่ขั้นตอนการปรุงบางอย่างก็อาจทำให้วัตถุดิบสูญเสียสารอาหารได้เช่นกัน เพียงแต่การต้มที่ใช้น้ำปริมาณมากเป็นส่วนประกอบอาจลดปริมาณสารอาหารได้มากกว่าขั้นตอนอื่น

ผู้เชี่ยวชาญแนะนำตัวอย่างของผักบางชนิดที่เมื่อผ่านการปรุงสุกจะทำให้มีคุณค่าทางโภชนาการมากขึ้น เช่น หน่อไม้ฝรั่ง เห็ด ปวยเล้ง มะเขือเทศ แครอท มันฝรั่ง และพืชตระกูลถั่ว

เลือกผักยังไงถึงเหมาะกับการนำมาทำอาหารไทยมากที่สุด อาหารสุขภาพ
อาหารสุขภาพ

การรับประทานผักสด อาหารสุขภาพ ส่งผลต่อร่างกายอย่างไร ?

หลายคนอาจชื่นชอบการรับประทานผักดิบหรือผักสดที่ไม่ผ่านการปรุงสุก เพราะให้ความรู้สึกสดใหม่ มีสัมผัสที่แตกต่างจากผักสุก และยังอาจมีสารอาหารบางอย่างสูงกว่าผักที่ปรุงสุกแล้ว โดยเฉพาะวิตามินที่ละลายน้ำ แต่การบริโภคผักสดมีความเสี่ยงที่จะเกิดการติดเชื้อภายในระบบทางเดินอาหารได้สูงกว่าผักที่ปรุงสุกแล้ว โดยอาจมาจากเชื้อโรคตามธรรมชาติ จากปุ๋ยมูลสัตว์ หรือจากการเก็บรักษาที่ไม่เหมาะสม

อีกทั้งผักสดยังมีความเสี่ยงที่จะปนเปื้อนยาฆ่าแมลงได้ ซึ่งการสัมผัสกับเชื้อและสารเคมีอาจส่งผลให้ท้องเสีย ปวดท้อง เกิดอาการอาหารเป็นพิษ หรือเกิดพยาธิในลำไส้ได้ รวมทั้งลักษณะตามธรรมชาติของผักบางชนิดอาจแข็งและเคี้ยวยาก หากบริโภคผักที่มีลักษณะดังกล่าวมากไปอาจส่งผลให้ระบบย่อยอาหารทำงานหนักขึ้นจนเกิดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ หรืออาหารไม่ย่อยได้

นอกจากนี้ ผักบางชนิดมีสารต้านโภชนาการ (Anti-Nutrients) ตามธรรมชาติ สารชนิดนี้จะต้านการดูดซึมของสารอาหารบางประเภท อย่างกรดไฟติก (Phytic Acid) ในพืชตระกูลถั่ว ถั่วเปลือกแข็ง และธัญพืชขัดสีน้อยที่เมื่อรับประทานเข้าไปแล้วจะลดการดูดซึมของแร่ธาตุบางชนิด เช่น ธาตุเหล็ก แมกนีเซียม สังกะสี และแคลเซียม ทำให้เกิดร่างกายได้รับสารอาหารไม่เต็มที่ ซึ่งความร้อนจากการปรุงสุกอาจช่วยลดระดับของสารต้านโภชนาการและช่วยให้ร่างกายรับสารอาหารอื่น ๆ ได้มากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าผักบางชนิดหากรับประทานสดอาจให้ประโยชน์มากกว่า เช่น บร็อคโคลี กะหล่ำปลี หัวหอม กระเทียม พริก และหัวบีท เป็นต้น แต่ก็ควรล้างผักเหล่านี้อย่างถูกวิธีเพื่อลดความเสี่ยงจากการได้รับเชื้อโรคและสารเคมีอีก

สรุปแล้ว ผักสุกหรือผักสดมีประโยชน์มากกว่ากัน ?

จากข้อมูลข้างต้นจะเห็นได้ว่าผักสุกและผักสดมีความแตกต่างกัน จึงอาจสงสัยว่าควรเลือกรับประทานแบบไหนดี ในความเป็นจริงแล้วอาจไม่จำเป็นต้องเลือกรับประทานอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่สามารถรับประทานผักทั้งสองรูปแบบเพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่หลากหลายและครบถ้วนตามเคล็ดลับดังนี้

  1. หากต้องการปรุงผักให้สุก ควรเลือกปรุงด้วยการนึ่ง ย่าง หรือผัดแทนการต้มเพื่อลดปริมาณสารอาหารที่อาจเสียไปจากการละลายน้ำ
  2. หากต้องการรับประทานผักสด ควรล้างผักด้วยน้ำสะอาดที่ไหลผ่านตลอด และใช้มือลูบผักเบา ๆ เพื่อล้างเชื้อโรคและสารเคมีให้หลุดออกง่ายขึ้น หากพบว่าผักช้ำหรือมีลักษณะที่ต่างไปจากเดิม ควรตัดหรือเด็ดส่วนดังกล่าวออก
  3. ควรนำผักแช่ตู้เย็นหลังจากหั่น ปอก หรือปรุงภายใน 2 ชั่วโมง
  4. ควรเก็บผักแยกจากเนื้อสัตว์

สุดท้ายนี้ ไม่ว่าจะผักสุกหรือผักสดก็ล้วนแต่มีประโยชน์ต่อสุขภาพหากรับประทานอย่างเหมาะสม และนอกจากผักแล้ว ควรรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ประเภทอื่น ๆ ควบคู่ไปด้วย เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่ครบถ้วน