Folic Acid (กรดโฟลิค) เป็นวิตามินบีชนิดหนึ่งที่ร่างกายต้องการ

Folic Acid (กรดโฟลิค) เป็นวิตามินบีชนิดหนึ่งที่ร่างกายต้องการ จะช่วยเสริมสร้างกระบวนการผลิตเซลล์ใหม่ให้มีสุขภาพดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ที่ตั้งครรภ์ Folic Acid อาจช่วยป้องกันการแท้งบุตร ความพิการแต่กำเนิดเกี่ยวกับสมองและกระดูกสันหลังของทารก และอาจช่วยป้องกันการกลายพันธุ์ของ DNA ซึ่งจะนำไปสู่การเป็นมะเร็งได้ และในบางครั้ง Folic Acid ก็ถูกใช้รักษาโรคโลหิตจางชนิดที่เกิดจากการขาดกรดโฟลิค ร่วมกับยารักษาตัวอื่น ๆ ด้วย

Folic acid พบได้มากในอาหารจำพวกถั่ว ตับ ส้ม ขนมปังธัญพืช พืชผักใบเขียว แต่หากกำลังตั้งครรภ์ หรือบริโภค Folic acid ได้ไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย สามารถบริโภคในรูปของอาหารเสริมแบบรับประทานได้ ภายใต้คำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกร

เกี่ยวกับ Folic Acid

กลุ่มยา อาหารเสริม
ประเภทยา ยาตามคำสั่งแพทย์ อาหารเสริม
สรรพคุณ เสริมสร้างกระบวนการเจริญเติบโตของร่างกาย ป้องกันและรักษาอาการเจ็บป่วยจากการขาดกรดโฟลิค
กลุ่มผู้ป่วย เด็กและผู้ใหญ่
รูปแบบของยา ยารับประทาน ยาฉีด

คำเตือนของการใช้ Folic Acid

  • ผู้ที่มีประวัติแพ้ Folic Acid ไม่ควรใช้อาหารเสริมชนิดนี้
  • ควรแจ้งให้แพทย์ทราบก่อนใช้ยา หากกำลังป่วยด้วยปัญหาสุขภาพ เพื่อปรับยาให้รับประทานในปริมาณที่เหมาะสมและไม่เกิดอันตราย เช่น เป็นโรคเกี่ยวกับไตหรือกำลังฟอกไต โรคโลหิตจาง ภาวะการติดเชื้อต่าง ๆ เป็นผู้เสพติดสุรา เป็นต้น
  • แม้ Folic Acid ไม่เป็นอันตรายต่อทารก แต่หากกำลังตั้งครรภ์ หรือกำลังให้นมบุตร ควรแจ้งให้แพทย์ทราบก่อนใช้ เพราะอาจต้องพิจารณาปรับยาให้รับประทานในปริมาณที่เหมาะสม เช่น อาจเพิ่มปริมาณ Folic Acid ในผู้ที่ตั้งครรภ์
  • แม้แพทย์จะจ่าย Folic Acid รักษาโรคโลหิตจาง แต่ Folic Acid ไม่สามารถรักษาทดแทนภาวะขาดวิตามินบี 12 ได้ ดังนั้น ผู้ป่วยควรรับประทานยาตามที่แพทย์กำหนดอย่างถูกต้อง ไม่หยุดใช้ยาตัวใดโดยไม่มีคำสั่งจากแพทย์
  • ห้ามรับประทานยาเกินขนาด ใช้ยาตามปริมาณที่แพทย์กำหนด หรือตามปริมาณที่เหมาะสมกับความต้องการของร่างกายเท่านั้น

Folic Acid 

ปริมาณการใช้ Folic Acid

การรับประทานเป็นอาหารเสริม

ปริมาณ Folic Acid ที่แนะนำให้บริโภค/วัน

ผู้ใหญ่

  • เพศชาย 150-200 ไมโครกรัม/วัน
  • เพศหญิง 150-180 ไมโครกรัม/วัน
  • ผู้หญิงที่กำลังตั้งครรภ์ หรือวางแผนตั้งครรภ์ 400 ไมโครกรัม/วัน

กระทรวงสาธารณสุขและสมาคมเพื่อเด็กพิการแต่กำเนิดแห่งประเทศไทยแนะนำการรับประทานโฟลิคในหญิงวัยเจริญพันธุ์ว่าควรเริ่มรับประทานก่อนวางแผนตั้งครรภ์อย่างน้อย 1 เดือนและรับประทานอย่างต่อเนื่องในช่วงตั้งครรภ์ เพราะอาจช่วยป้องกันความพิการแต่กำเนิด รวมทั้งโรคสมองและไขสันหลังได้

เด็ก

  • ทารกแรกเกิดที่คลอดก่อนกำหนด 50 ไมโครกรัม/วัน
  • ทารกแรกเกิดอายุ 1-6 เดือน 25-35 ไมโครกรัม/วัน
  • เด็กอายุ 1-3 ปี 150 ไมโครกรัม/วัน
  • เด็กอายุ 4-8 ปี 200 ไมโครกรัม/วัน
  • เด็กอายุ 9-13 ปี 300 ไมโครกรัม/วัน
  • เด็กอายุ 14 ปี ขึ้นไป 400 ไมโครกรัม/วัน

การรักษาภาวะขาด Folic Acid

ผู้ใหญ่

  • รับประทานหรือฉีด Folic Acid เข้าเส้นเลือด 400-800 ไมโครกรัม/วัน
  • ผู้หญิงในวัยเจริญพันธุ์ ผู้ที่ตั้งครรภ์ หรือกำลังให้นมบุตร รับประทานหรือฉีด Folic Acid  ufabet login  เข้าเส้นเลือด เข้ากล้ามเนื้อ หรือเข้าใต้ชั้นผิวหนัง 800 ไมโครกรัม/วัน

เด็ก

  • ทารก รับประทาน หรือฉีด Folic Acid เข้าเส้นเลือด เข้ากล้ามเนื้อ หรือเข้าใต้ชั้นผิวหนัง 0.1 มิลลิกรัม/วัน
  • เด็กอายุน้อยกว่า 4 ปี รับประทาน หรือฉีด Folic Acid เข้าเส้นเลือด เข้ากล้ามเนื้อ หรือเข้าใต้ชั้นผิวหนัง 0.3 มิลลิกรัม/วัน
  • เด็กอายุตั้งแต่ 4 ปี ขึ้นไป รับประทาน หรือฉีด Folic Acid เข้าเส้นเลือด เข้ากล้ามเนื้อ หรือเข้าใต้ชั้นผิวหนัง 0.4 มิลลิกรัม/วัน

ส่วนปริมาณการใช้ยาในกรณีที่เจ็บป่วยด้วยโรคและภาวะอื่น ๆ แพทย์จะพิจารณารักษาตามความเหมาะสมต่อไป

การใช้ Folic Acid

สำหรับผู้ป่วยที่ใช้ Folic Acid เพื่อการรักษา ควรใช้ยาให้ถูกต้องตามคำสั่งแพทย์อย่างเคร่งครัด ไม่รับประทานยาเกินกว่าปริมาณหรือยาวนานเกินกว่าที่แพทย์กำหนด ส่วนผู้ที่รับประทาน Folic Acid เป็นอาหารเสริม ควรรับประทานในปริมาณที่เหมาะสมกับความต้องการของร่างกายตามฉลากที่ระบุข้างผลิตภัณฑ์และคำแนะนำของเภสัชกร ทั้งนี้ หากมีข้อสงสัยประการใด ผู้ป่วยควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนการใช้ยาเสมอ

การใช้ Folic Acid แบบบรับประทาน ให้รับประทานพร้อมน้ำเปล่า 1 แก้ว และเก็บบรรจุภัณฑ์ไว้ในอุณหภูมิห้องบริเวณที่พ้นจากความชื้นและความร้อน

หากลืมรับประทานยา ให้รับประทานทันทีที่นึกขึ้นได้ แต่หากใกล้รอบเวลาถัดไปที่ต้องใช้ยา ให้ข้ามไปรับประทานยารอบถัดไปในปริมาณปกติ ไม่ควรรับประทานยาเกินขนาด

หากรับประทานยาเกินขนาด ควรไปพบแพทย์หรือขอความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน เมื่อพบสัญญาณของอาการที่เกิดจากการรับประทานยาเกินขนาด ดังต่อไปนี้

  • รู้สึกชา หรือคันยุบยิบ
  • เจ็บปวดบริเวณปากและลิ้น
  • อ่อนล้าหมดแรง
  • สับสนมึนงง
  • กระสับกระส่าย ไม่มีสมาธิ

นอกจากการเสริม Folic Acid ให้ร่างกายเพื่อสุขภาพที่ดี รักษาภาวะขาด Folic Acid และโรคโลหิตจางแล้ว Folic Acid อาจถูกนำไปใช้เพื่อรักษาอาการเจ็บป่วยอื่น ๆ ได้อีกด้วย เช่น อัลไซเมอร์ กระดูกพรุน ภาวะซึมเศร้า ปวดประสาท ปวดกล้ามเนื้อ จอประสาทตาเสื่อม เป็นต้น

ผลข้างเคียงจากการใช้ Folic Acid

การใช้ยา Folic Acid อาจทำให้เกิดผลข้างเคียงที่ไม่รุนแรง เช่น

  • เวียนศีรษะ
  • ไม่อยากอาหาร
  • เรอ ท้องอืด มีแก๊สในกระเพาะอาหาร
  • รู้สึกขมปาก
  • มีปัญหาเกี่ยวกับการนอนหลับ
  • มีภาวะซึมเศร้า
  • รู้สึกตื่นเต้น กระสับกระส่าย แปรปรวน อยู่ไม่สุข

อย่างไรก็ตาม หากอาการป่วยเหล่านี้ไม่หายไป ไม่ดีขึ้น หรือทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น ผู้ป่วยควรรีบไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจรักษา

ฟอกไตอย่างปลอดภัย เพื่อกรองและกำจัดของเสีย

ฟอกไต (Hemodialysis) คือวิธีการหนึ่งในการรักษาผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้าย หรือไตวายเฉียบพลันจากสาเหตุต่าง ๆ โดยจุดประสงค์ที่ทำการฟอกไตก็เพื่อกรองและกำจัดของเสียที่สะสมอยู่ในเลือดออกไป และช่วยให้สมดุลในร่างกายของผู้ป่วยโรคไตอยู่ในภาวะที่ใกล้เคียงปกติที่สุดในขณะที่ไตไม่สามารถทำหน้าที่ในการกรองของเสียได้อีกต่อไป

การฟอกไตเป็นเพียงวิธีการรักษาเพื่อบำบัดในผู้ป่วยที่ไตสูญเสียการทำงานจนไม่สามารถกำจัดของเสียในร่างกายได้ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติใกล้เคียงกับคนปกติ ปัจจุบันมีการฟอกไตที่นิยมใช้อยู่ 2 วิธี ได้แก่

  • การฟอกไตด้วยการใช้ไตเทียม (Hemodialysis) เป็นการฟอกเลือดโดยใช้เครื่องไตเทียม
  • การฟอกไตทางช่องท้อง (Peritoneal Dialysis) คือการฟอกเลือดภายในร่างกายโดยใช้เนื้อเยื่อที่บริเวณช่องท้องร่วมกับน้ำยาฟอกไตทางช่องท้อง

อย่างไรก็ตาม การฟอกไตก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งในการพยุงอาการของโรคไตวายเรื้อรังเท่านั้น และต้องทำควบคู่กับการรักษาโดยการใช้ยาเพื่อควบคุมปริมาณสารเคมีต่าง ๆ ในร่างกาย เพื่อรอการปลูกถ่ายไตในอนาคต ซึ่งการฟอกไตไม่จำเป็นต้องใช้เพียงวิธีเดียวเสมอไป โดยเมื่อแพทย์แนะนำให้ผู้ป่วยฟอกไต ผู้ป่วยสามารถเลือกวิธีในการฟอกไตได้ และอาจปรับเปลี่ยนได้ตามความจำเป็น

ทำไมต้องฟอกไต ?

โดยปกติแล้วไตที่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพจะช่วยป้องกันไม่ให้ของเหลว และของเสียที่อยู่ในเลือดตกค้างอยู่ในร่างกาย อีกทั้งยังช่วยควบคุมระดับความดันโลหิต และระดับสารเคมีต่าง ๆ ในร่างกาย อาทิ เกลือโซเดียมและโพแทสเซียมให้อยู่ในระดับปกติ รวมถึงกระตุ้นการทำงานของวิตามินดี ซึ่งจะช่วยให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียมได้ดีขึ้น

ทว่าเมื่อไตสูญเสียความสามารถในการทำงานอันเนื่องมาจากอาการเจ็บป่วยหรือการบาดเจ็บ ก็จำเป็นจะต้องนำการฟอกไตเข้ามาช่วยให้ร่างกายสามารถทำงานต่อไปได้ตามปกติมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ซึ่งหากไม่ได้รับการฟอกไตก็จะทำให้เกลือและของเสียในร่างกายสะสมอยู่ในเลือดและกลายเป็นพิษต่อร่างกาย ทั้งนี้การฟอกไตมักจะต้องทำร่วมกับการรักษาโรคไตด้วยวิธีอื่น ๆ ด้วย

นอกจากนี้ การฟอกไตยังถูกใช้ในกรณีที่ผู้ป่วยกินยาเกินขนาดหรือได้รับสารพิษที่เป็นอันตราย โดย การฟอกไตในกรณีนี้จะใช้เพื่อกำจัดสารพิษที่อยู่ภายในร่างกาย ซึ่งจะช่วยทำให้ความรุนแรงของอาการลดลง

ข้อห้ามในการฟอกไต

แม้การฟอกไตจะเป็นวิธีหนึ่งที่จำเป็นต่อผู้ที่ป่วยด้วยโรคไต แต่การฟอกไตก็ไม่เหมาะสำหรับทุกคน เนื่องจากผลข้างเคียงของการฟอกไตอาจทำให้ผู้ป่วยโรคไตยิ่งมีอาการที่รุนแรงมากขึ้นได้ แต่ก็เกิดขึ้นได้น้อย เนื่องจากการฟอกไตเป็นวิธีการที่ค่อนข้างปลอดภัยและให้ประโยชน์มากกว่า

ทั้งนี้ ข้อห้ามในการฟอกไตจะแตกต่างกันไปตามวิธีการฟอกไต โดยการฟอกไตด้วยไตเทียมส่วนใหญ่แล้วจะขึ้นอยู่กับเส้นฟอกเลือด (Vascular Access) ซึ่งเป็นหลอดเลือดที่แพทย์ได้ทำการผ่าตัดเพื่อใช้สำหรับการต่อเข้ากับเครื่องไตเทียม หากเส้นดังกล่าวอยู่ในสภาพที่ไม่พร้อมจะไม่ทำการฟอกไตโดยเด็ดขาด นอกจากนี้ผู้ที่มีอาการแพ้การฟอกไตด้วยไตเทียมอย่างรุนแรงก็ไม่สามารถทำได้เช่นกัน แต่ถ้าหากเป็นผู้ที่มีภาวะแทรกซ้อนจากโรคไต มีระบบไหลเวียนเลือดที่เปลี่ยนแปลงผิดปกติ หรือมีปัญหาเกี่ยวกับระบบหัวใจ ก็อาจทำการฟอกไตได้ แต่ต้องเป็นไปตามการแนะนำของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้ผู้ป่วยมีความเสี่ยงน้อยที่สุด

ส่วนการฟอกไตทางช่องท้อง ผู้ที่มีผนังช่องท้องอ่อนแอ หรือมีความผิดปกติที่ผนังช่องท้อง ก็จะไม่สามารถทำได้ ผู้ที่เคยผ่านการผ่าตัดช่องท้อง มีปัญหาเกี่ยวกับปอด ระบบลำไส้ หรือแม้แต่มีปัญหาถุงน้ำในไต การฟอกไตทางช่องท้องก็อาจเป็นไปได้ยาก และจะทำได้ก็ต่อเมื่อได้รับการอนุญาตจากแพทย์เท่านั้น

วิธีการฟอกไต

การฟอกไต เป็นการจำลองการฟอกเลือดโดยใช้สารเคมีหรืออุปกรณ์พิเศษเพื่อกรองสารพิษและของเสียออกจากร่างกาย ซึ่งวิธีการฟอกไตทั้ง 2 วิธีมีขั้นตอนที่แตกต่างกันดังนี้

การฟอกไตด้วยการใช้ไตเทียม – เป็นวิธีการที่นิยม โดยเป็นการฟอกเลือดผ่านเครื่องไตเทียม เพื่อกำจัดของเสียหรือสารเคมีที่อยู่ในเลือด และเพื่อให้เลือดสามารถไหลเข้าเครื่องไตเทียมได้ ก่อนทำการฟอกไตครั้งแรก แพทย์จะทำการผ่าตัดสร้างเส้นฟอกเลือด เพื่อให้เลือดสามารถไหลเวียนระหว่างเครื่องไตเทียมและร่างกายของผู้ป่วยได้ เส้นฟอกเลือดจะช่วยให้เลือดสามารถไหลเวียนเข้าสู่เครื่องได้มากขึ้นกว่าปกติ จึงทำให้เลือดสามารถได้รับการกรองและสะอาดมากขึ้น

เส้นฟอกเลือดที่ใช้ในการฟอกไตจะถูกออกแบบให้สามารถรองรับการฟอกไตในระยะยาวได้ โดยเส้นฟอกเลือดมี 3 ประเภทคือ

  • เส้นฟอกเลือดจากเส้นเลือดของผู้ป่วย ทำโดยการผ่าตัดเชื่อมระหว่างเส้นเลือดแดงและเลือดดำเข้าด้วยกันให้กลายเป็นบริเวณหลอดเลือดขนาดใหญ่ที่บริเวณแขน
  • เส้นฟอกเลือดจากเส้นเลือดเทียม เป็นการนำเอาเส้นเลือดเทียมใส่เชื่อมระหว่างเส้นเลือดแดงและเส้นเลือดดำที่บริเวณแขน
  • เส้นฟอกเลือดที่คอ เป็นการนำท่อพลาสติกใส่ไว้ที่เส้นเลือดดำใหญ่บริเวณคอ  ufabet login  หรือบริเวณขาหนีบ วิธีนี้จะเป็นเพียงการสร้างช่องทางในการฟอกไตเพียงชั่วคราวเท่านั้น

เมื่อเข้าสู่กระบวนการฟอกไต ผู้เชี่ยวชาญจะนำเข็ม 2 เล่ม ใส่เข้าไปในเส้นฟอกเลือด แล้วปิดเทปเพื่อยืดให้สายอยู่กับที่บริเวณแขน เข็มเล่มหนึ่งจะคอยส่งเลือดเข้าเครื่องไตเทียมเพื่อทำการกรอง โดยภายในไตเทียมจะประกอบด้วยตัวกรองและน้ำยาฟอกไต ซึ่งเมื่อตัวกรองได้กรองของเสียงออกจากเลือดแล้ว เลือดก็จะผ่านการฟอกด้วยน้ำยาฟอกไต ก่อนที่เลือดจะถูกส่งกลับเข้าสู่ร่างกายผ่านทางเข็มอีกเล่ม

ทั้งนี้ ในขณะที่ผู้ป่วยอยู่ในระหว่างการฟอกไต ผู้ป่วยจะถูกจัดให้นั่งบนโซฟา หรือเตียงคนไข้ โดยในขณะที่ฟอกไตนั้นสามารถทำกิจกรรมเบา ๆ ได้ เช่น อ่านหนังสือ ฟังเพลง ใช้โทรศัพท์มือถือ หรือจะนอนหลับก็ได้ โดยระยะเวลาในการฟอกไตจะขึ้นอยู่กับปริมาณของเสียในเลือด โดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ประมาณครั้งละ 3-5 ชั่วโมง และต้องทำซ้ำประมาณสัปดาห์ละ 3 ครั้ง โดยการฟอกไตจะต้องทำภายในสถานพยาบาล รวมทั้งมีการควบคุมดูแลจากผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น ทว่าหากการฟอกไตของผู้ป่วยเริ่มกินเวลานาน และต้องฟอกบ่อยขึ้น แพทย์อาจมีการแนะนำให้ทำการฟอกไตทางหน้าท้องเพื่อความสะดวกต่อผู้ป่วย

การฟอกไตทางช่องท้อง – การฟอกไตผ่านทางผนังช่องท้อง เป็นวิธีการฟอกไตที่สะดวก เนื่องจากในขณะที่ฟอกผู้ป่วยโรคไตสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ และสามารถทำได้เองที่บ้าน โดยก่อนที่จะเริ่มทำการฟอกไตด้วยวิธีนี้ แพทย์จะต้องทำการสอดท่อเข้าไปที่บริเวณช่องท้องแล้วค้างไว้เพื่อใช้ในการเติมน้ำยาฟอกไตและปล่อยน้ำฟอกไตทิ้งเมื่อฟอกไตเสร็จแล้ว

การฟอกไตทางช่องท้องจะเริ่มจากการนำน้ำยาฟอกไตใส่เข้าไปทางท่อด้านหนึ่ง ให้น้ำยาฟอกไตเข้าไปอยู่ในบริเวณช่องท้อง จากนั้นจึงปล่อยให้ระบบไหลเวียนเลือดค่อย ๆ ผลักของเสียและน้ำส่วนเกินในร่างกายออกมาอยู่ที่บริเวณหน้าท้อง เมื่อครบตามเวลาแล้วจึงปล่อยน้ำยาที่ใช้แล้วออกมาทางปลายของท่อที่อยู่อีกฝั่งหนึ่งเพื่อเข้าสู่ถุงที่ต่อออกจากบริเวณหน้าท้องต่อไป การฟอกไตวิธีนี้จะต้องทำซ้ำวันละ 3-4 ครั้ง โดยในแต่ละครั้งจะกินเวลา 4-6 ชั่วโมง และสามารถทำก่อนนอนเพื่อให้กระบวนการฟอกไตทางหน้าท้องเป็นไปได้ในขณะนอนหลับอีกด้วย

ฟอกไตสำคัญอย่างยิ่ง

การเตรียมตัวก่อนฟอกไต

เมื่อมีการสรุปแล้วว่าผู้ป่วยจำเป็นจะต้องได้รับการฟอกไต ผู้ป่วยจะเข้าสู่กระบวนการการเตรียมตัวสำหรับการฟอกไตครั้งแรก นั่นก็คือการผ่าตัดสร้างช่องทางในการฟอกไต ไม่ว่าจะเป็นการผ่าตัดสร้างเส้นฟอกเลือดในผู้ป่วยที่ต้องฟอกไตด้วยเครื่องไตเทียม หรือจะเป็นการสอดท่อเข้าไปภายในผนังช่องท้องเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการฟอกไตทางช่องท้อง โดยอาจจะต้องรอให้แผลจากการผ่าตัดหายดีก่อนจึงจะสามารถเริ่มฟอกไตได้ โดยในขณะพักฟื้นแผลผ่าตัด ผู้ป่วยจะต้องเรียนรู้การฟอกไตทางช่องท้องอย่างถูกวิธีเพื่อที่เมื่อเริ่มฟอกไตผ่านทางช่องท้องได้แล้วจะสามารถทำได้อย่างถูกต้องและปลอดภัย

ทั้งนี้ ในระหว่างเตรียมตัวสำหรับการฟอกไตในระยะยาวทั้ง 2 วิธี แพทย์อาจทำการฟอกไตผ่านทางบริเวณคอซึ่งเป็นบริเวณที่ใช้สำหรับการฟอกไตแบบชั่วคราวจนกว่าแพทย์จะเห็นว่าสามารถฟอกไตผ่านช่องทางที่สร้างไว้ได้

นอกจากนี้ ยังควรสวมใส่เสื้อผ้าที่สบาย เพื่อให้ไม่รู้สึกขณะที่ทำการฟอกไต และควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนหรือผลข้างเคียงจากการฟอกไต

การดูแลหลังการฟอกไต

หลังจากกรรมวิธีในการฟอกไตเสร็จสิ้น ผู้ป่วยจะสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ สำหรับผู้ป่วยที่ฟอกไตด้วยไตเทียมสามารถไปพักผ่อนที่บ้านได้ทันที และกลับมาสถานพยาบาลอีกครั้งเพื่อฟอกไตและตรวจติดตามผลตามนัดของแพทย์

ส่วนผู้ที่ต้องฟอกไตผ่านทางช่องท้อง เมื่อนำน้ำยาฟอกไตที่ใช้แล้วออกจากร่างกาย ผู้ป่วยก็สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ แล้วจึงค่อยกลับมาฟอกไตซ้ำตามเวลาที่แพทย์กำหนดไว้ และควรไปพบแพทย์ตามนัดเพื่อติดตามอาการอย่างใกล้ชิด

ไม่เพียงเท่านั้น ในช่วงระหว่างที่ต้องทำการรักษาด้วยการฟอกไต ผู้ป่วยจำเป็นจำต้องดูแลสุขภาพด้วยการจำกัดการรับประทานอาหารและการดื่มของเหลวอย่างเคร่งครัด สำหรับการฟอกไตด้วยไตเทียม ผู้ป่วยจะต้องจำกัดการดื่มของเหลวให้เหลือไม่เกินวันละ 1,000-1,500 มิลลิลิตร ขึ้นอยู่กับรูปร่างและน้ำหนักตัว รวมทั้งควรรับประทานอาหารที่มีส่วนประกอบของโซเดียม โพแทสเซียม และฟอสฟอรัสอย่างพอเหมาะ ไม่มากเกินไป เนื่องจากสารเหล่านี้อาจส่งผลกระทบทำให้การฟอกไตไม่เป็นไปตามที่กำหนดไว้ เพื่อให้การรักษาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับผู้ป่วยโรคไตที่อยู่ในระหว่างการตั้งครรภ์ก็ยังสามารถทำการฟอกไตได้ แต่ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างเคร่งครัด เนื่องจากการจำกัดอาหารบางชนิดอาจส่งผลต่อการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ได้

การฟอกไตทั้ง 2 วิธีต่างมีผลข้างเคียงต่อสุขภาพของ ผู้ป่วยโรคไต เนื่องจากการฟอกไตเป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยทดแทนการทำงานของไตที่สูญเสียไปเท่านั้น โดยผลข้างเคียงเบื้องต้นที่พบได้ทั่วไปในผู้ที่ต้องฟอกไตก็คือ อาการอ่อนเพลีย ผู้ที่ต้องฟอกไตติดต่อกันในระยะยาวอาจมีอาการเหนื่อยหรืออ่อนเพลียเรื้อรัง ซึ่งอาการอ่อนเพลียนี้มีการสันนิษฐานว่าอาจเกิดมาจากการสูญเสียการทำงานของไต ผลกระทบจากการฟอกไต การจำกัดอาหารที่มีความเกี่ยวข้องกับการฟอกไต หรือเกิดจากสภาพจิตใจของผู้ป่วยเอง ทั้งนี้ผู้ป่วยที่มีอาการอ่อนเพลียจากการฟอกไตจำเป็นจะต้องปรึกษาโภชนากรเพื่อปรับเปลี่ยนอาหารให้ผู้ป่วยมีเรี่ยวแรงมากขึ้น

นอกจากนี้การออกกำลังกายเบา ๆ อย่างเหมาะสม ก็ยังช่วยให้มีเรี่ยวแรงได้มากขึ้น ซึ่งการออกกำลังกายที่สามารถทำได้ในผู้ป่วยที่ต้องรับการฟอกไต ได้แก่ การปั่นจักรยาน การวิ่งเหยาะ เดินออกกำลังกาย หรือว่ายน้ำ แต่ทั้งนี้ก็ต้องปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนที่จะเริ่มออกกำลังเพื่อจะที่ผู้ป่วยจะได้มีการออกกำลังกายที่เหมาะสมสำหรับสุขภาพที่สุด

ผลข้างเคียง

การฟอกไตในแต่ละวิธียังส่งผลข้างเคียงที่แตกต่างกันไป ดังนี้

ผลข้างเคียงจากการฟอกไตด้วยเครื่องไตเทียม การฟอกไตด้วยเครื่องไตเทียมอาจทำให้ผู้ป่วยรู้สึกไม่สบายหรือรู้สึกวิงเวียนศีรษะ และอาจมีอาการตะคริวเกิดขึ้นในระหว่างการฟอกไตได้ สาเหตุเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของระดับของเหลวในร่างกายที่เกิดขึ้นในระหว่างการรักษา และนอกเหนือจากนี้อาจพบภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ ที่ทั้งเป็นอันตรายและไม่เป็นอันตราย เช่น

  • การติดเชื้อ เช่น การติดเชื้อบริเวณเส้นเลือดที่ใช้ฟอก เยื่อหัวใจอักเสบ กระดูกอักเสบ

  • จากเส้นที่ใช้ฟอกเลือด เส้นเลือดโป่งพอง เส้นเลือดอุดตัน เส้นฟอกเลือดอุดตัน เป็นต้น

  • ภาวะหัวใจผิดปกติ ที่เกิดจากการไหลเวียนเลือดที่ผิดปกติ เช่น ความดันโลหิตต่ำ หัวใจเต้นผิดจังหวะ และภาวะฟองอากาศในหลอดเลือดดำ

  • อาการไข้ เนื่องจากการติดเชื้อที่เส้นฟอกเลือด

  • อาการแพ้อย่างรุนแรง จากน้ำยาที่ใช้ในการฟอกไต

  • ภาวะเกล็ดเลือดต่ำ หรือเซลล์เม็ดเลือดแดงแตก จากสารเฮพาริน (Heparin) ที่ใช้ในการฟอกไตด้วยเครื่องไตเทียม

  • การเสียสมดุลของปริมาณของเสียในร่างกาย จนทำให้เกิดอาการกระสับกระส่าย ปวดหัว ตัวสั่น หรือเข้าสู่ภาวะโคม่า

  • ปัญหาสุขภาพจิต ทำให้เกิดภาวะซึมเศร้า

ผลข้างเคียงจากการฟอกไตทางช่องท้อง วิธีการฟอกไตชนิดนี้มักจะส่งผลโดยตรงต่อบริเวณช่องท้องที่ใช้ในการฟอกของเสียออกจากร่างกาย และอาจส่งผลกระทบต่อระบบขับถ่าย เช่น

  • ปัญหาที่เยื่อบุช่องท้อง เช่น เยื่อบุช่องท้องอักเสบ หรือเยื่อบุช่องท้องแข็งตัว

  • ปัญหาเนื่องมาจากท่อที่ใช้ในการฟอกไต ได้แก่ การติดเชื้อ การอุดตัน ท่อฟอกเลือดโค้งงอทำให้การฟอกเลือดเป็นไปได้ช้าลง

  • มีปัญหาระบบขับถ่าย อาทิ ท้องผูก บวมน้ำ

  • ปัญหาสุขภาพจิต ทำให้เกิดภาวะซึมเศร้า

  • มีอาการไส้เลื่อน ที่ขาหนีบ สะดือ หรือบริเวณแผลผ่าตัด

  • น้ำตาลในเลือดสูง

  • น้ำหนักขึ้น

  • ปวดหลัง

  • ภาวะขาดสารอาหาร

ดังนั้นหากผู้ป่วยมีความรู้สึกผิดปกติหลังจากการฟอกไตและถึงแม้จะพักผ่อนแล้วยังไม่หาย ควรรีบกลับไปพบแพทย์ เพื่อที่จะได้หาทางรับมือและรักษาได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ ป้องกันภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ ที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต

ปรอท ตะกั่ว แคดเมียม สารหนู โลหะหนัก สารอันตรายคร่าชีวิต

โลหะหนัก เป็นองค์ประกอบที่พบได้ตามธรรมชาติทั่วโลก ยกตัวอย่างเช่น ปรอท ตะกั่ว แคดเมียม สารหนู เป็นต้น ซึ่งมักนำมาใช้ในด้านการเกษตร การผลิตยา และวงการอุตสาหกรรม

โดยปกติแล้ว ร่างกายมนุษย์ก็ประกอบไปด้วยสารโลหะหนักอย่างสังกะสี เหล็กและทองแดงเช่นกัน เนื่องจากสารดังกล่าวจำเป็นต่อการทำงานของระบบต่าง ๆ ภายในร่างกาย แต่หาก โลหะหนัก เหล่านี้มีปริมาณมากเกินไปก็อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพได้

โดย โลหะหนักสามารถเข้าสู่ร่างกายได้ในหลายรูปแบบ ดังนี้

  • การรับประทานอาหารโดยเฉพาะปลาที่อาศัยอยู่ในบริเวณที่มีระดับสารปรอทสูง หรือยาสมุนไพรที่มีส่วนผสมของโลหะหนัก รวมถึงการดื่มน้ำที่ปนเปื้อนสารพิษดังกล่าวด้วย
  • การสูดดมผงฝุ่นที่มีส่วนผสมของโลหะหนักบางชนิดหรือควันจากบุหรี่
  • การสัมผัสหรือดูดซึมผ่านผิวหนังจากการทำงานในโรงงานที่ใช้โลหะหนักเป็นวัตถุดิบหรือเครื่องสำอางค์บางประเภทที่มีส่วนผสมของโลหะหนัก

ทั้งนี้ เด็กเล็กมีความเสี่ยงในการรับพิษมากกว่าผู้ใหญ่โดยเฉพาะพิษของตะกั่ว ufabet login  เนื่องด้วยบ้านสมัยเก่าอาจใช้สีทาบ้านที่ผสมสารตะกั่ว การสัมผัสกับผนังจึงอาจทำให้มือเกิดการปนเปื้อน พิษของสารเคมีดังกล่าวจึงเข้าสู่ร่างกายได้หากเด็กนำมือเข้าปากหรือสัมผัสกับปากนั่นเอง

อันตรายจากโลหะหนัก

โลหะหนักที่สะสมอยู่ในร่างกายในปริมาณมากและสะสมอยู่เป็นเวลานานอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพและเป็นประตูไปสู่โรคร้ายแรงได้ อาการโดยทั่วไปจากการได้รับโลหะหนัก ได้แก่ ท้องเสีย คลื่นไส้ ปวดท้อง อาเจียน หายใจไม่อิ่ม รู้สึกเหมือนมีเข็มทิ่มตามมือหรือเท้า สั่น และอ่อนแรง

อย่างไรก็ตาม โลหะหนัก แต่ละชนิดอาจทำให้เกิดอาการป่วยที่แตกต่างกันออกไปด้วย โดยตัวอย่างอาการอันเกิดจากสารพิษที่พบได้บ่อยมีดังนี้

พิษของปรอท

    • อวัยวะในร่างกายขาดการประสานงานกันของกล้ามเนื้อและการทรงตัว
    • กล้ามเนื้ออ่อนแรง
    • พูดไม่ชัด การได้ยินผิดปกติ
    • เส้นประสาทบริเวณมือและใบหน้าถูกทำลาย
    • การมองเห็นเปลี่ยนแปลงไป
    • มีปัญหาในการเดิน

พิษของตะกั่ว

    • ท้องผูก
    • มีพฤติกรรมก้าวร้าว
    • มีปัญหาในการนอนหลับ
    • หงุดหงิด ฉุนเฉียวง่าย
    • ความดันโลหิตสูง
    • เบื่ออาหาร 
    • โลหิตจาง
    • ปวดศีรษะ
    • อ่อนเพลีย
    • สูญเสียความทรงจำ
    • เด็กมีพัฒนาการในด้านต่าง ๆ ถดถอย

พิษของสารหนู

    • คลื่นไส้ อาเจียน และท้องเสีย
    • ผิวหนังบวมแดง เกิดความผิดปกติบนผิวหนังอย่างรอยโรคหรือหูด
    • หัวใจเต้นผิดปกติ
    • กล้ามเนื้อแข็งเกร็ง
    • ตาแดง ตาอักเสบ
    • หลอดลมอักเสบ
    • โลหิตจาง
    • มีอาการเกี่ยวกับตับและไต
    • เป็นพิษต่อระบบประสาทและสมอง

สารพิษโลหะหนัก ออกฤทธิ์อย่างไรต่อร่างกาย

วิธีรักษาภาวะพิษจากโลหะหนัก

เบื้องต้นแพทย์อาจแนะนำให้ผู้ป่วยเข้ารับการตรวจปัสสาวะหรือตรวจเลือด เพื่อทดสอบว่ามีภาวะพิษจากโลหะหนักหรือไม่ หากตรวจพบภาวะดังกล่าวก็จะเข้าสู่ขั้นตอนแรกของการรักษาอย่างการจำกัดการได้รับโลหะหนัก

นอกจากนี้ ยังมีวิธีรักษาอื่น ๆ ที่แพทย์นำมาใช้เพิ่มเติม เช่น การใช้สารคีเลชั่น (Chelating Agents) เพื่อจับกับโลหะและขับออกมาทางปัสสาวะ การดูดสิ่งต่าง ๆ ในกระเพาะอาหารออกเพื่อกำจัดโลหะที่ผู้ป่วยกลืนเข้าไป การใช้ยาขับปัสสาวะหรือยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ การวัดความดันภายในกระโหลกศีรษะเพื่อตรวจการบวมของสมอง การฟอกเลือด การรักษาพิเศษในกรณีที่เกิดไตวายร่วมด้วย การรักษาแบบประคับประคองเพื่อตรวจสอบและรักษาผลที่ตามมาหลังอวัยวะต่าง ๆ ทำงานผิดปกติ เป็นต้น

เคล็ดลับป้องกันโลหะหนักด้วยตนเอง

สุขภาพดีจะเกิดขึ้นมาได้เพียงเริ่มต้นจากวิธีง่าย ๆ อย่างการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและปฏิบัติตนตามคำแนะนำ ซึ่งช่วยในการป้องกันภาวะพิษจากโลหะหนักและลดความเสี่ยงในการเกิดโรคร้ายแรงที่เกี่ยวข้อง ดังต่อไปนี้

  • สวมใส่หน้ากากและเสื้อผ้ากันสารพิษ หากต้องทำงานหรืออาศัยอยู่ในบริเวณที่ได้รับผลกระทบจากโลหะหนัก
  • ทำความสะอาดบ้านอยู่เป็นประจำ เนื่องจากโลหะหนักหลายชนิดอาจปะปนอยู่ในอากาศและสิ่งสกปรกได้
  • ระมัดระวังและจำกัดการบริโภคปลาที่ปนเปื้อนสารปรอท อีกทั้งยังควรเลือกซื้ออาหาร อาหารเสริม ยาสมุนไพรและเครื่องปรุงจากร้านค้าหรือสถานที่ที่มีความปลอดภัยและเชื่อถือได้
  • ตรวจสอบสภาพที่อยู่อาศัยโดยเฉพาะบ้านเรือนที่สร้างก่อนปี ค.ศ. 1978 (พ.ศ. 2521) เพราะอาจนำผลิตภัณฑ์สีประเภทต่าง ๆ ที่ผสมสารตะกั่วมาใช้
  • อ่านฉลากของอุปกรณ์ใด ๆ ก่อนเลือกซื้อทุกครั้ง เพราะอุปกรณ์บางชนิดอาจมีส่วนประกอบของโลหะหนักที่ควรต้องระมัดระวังในระหว่างการใช้งาน

อย่างไรก็ตาม หากได้รับสารโลหะหนักเข้าไปในร่างกายทั้งจากการรับประทาน สัมผัส หรือสูดดมโดยไม่ได้ตั้งใจ ควรรีบไปพบแพทย์ทันที เพื่อเข้ารับการรักษาที่เหมาะสม รวมถึงป้องกันการเกิดอันตรายต่อสุขภาพและภาวะแทรกซ้อนจากการได้รับโลหะหนักให้ได้มากที่สุดด้วย

ท้องก่อนวัยอันควร ปัญหาหนักใจที่แก้ไขและรับมือได้

ท้องก่อนวัยอันควร หรือการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นเป็นประเด็นที่ถูกนำเสนออย่างแพร่หลายผ่านสื่อโทรทัศน์ และสังคมออนไลน์ ซึ่งกระแสคุณแม่วัยใสนั้นเป็นเหมือนดาบ 2 คม เพราะแม้จะช่วยกระตุ้นให้คนในสังคมตื่นตัวและหันมาให้ความสนใจกับปัญหานี้ แต่วัยรุ่นที่ไม่มีวุฒิภาวะเพียงพออาจเข้าใจผิดคิดว่าการตั้งครรภ์ในช่วงอายุนี้เป็นเรื่องปกติ ทั้งที่จริงแล้วการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควรอาจส่งผลเสียทั้งทางด้านสุขภาพกายใจ และอาจตามมาด้วยผลกระทบในระยะยาว วัยรุ่นวัยเรียนทั้งหลายจึงควรเรียนรู้แนวทางการป้องกันปัญหานี้ หรือในกรณีที่พลาดพลั้งตั้งครรภ์ไปแล้วควรตั้งสติและเรียนรู้วิธีรับมือที่ถูกต้อง

การตั้งครรภ์ในวัยรุ่นหมายถึงการตั้งครรภ์และคลอดบุตรในช่วงอายุ 10-19 ปี องค์การสหประชาชาติได้ตระหนักถึงปัญหานี้และกำหนดให้การลดอัตราการคลอดในผู้หญิงอายุ 15-19 ปี เป็นหนึ่งในตัวชี้วัดของเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่ทุกประเทศต้องบรรลุให้ได้ภายในปี พ.ศ. 2573 สำหรับประเทศไทยนั้น สำนักอนามัยการเจริญพันธุ์แห่งกรมอนามัยเปิดเผยว่าปี พ.ศ. 2558 อัตราการคลอดบุตรในช่วงอายุ 15-19 ปี ต่อประชากรหญิงช่วงอายุเดียวกันนี้ คิดเป็น 44.8 รายต่อ 1,000 ราย ลดลงจากปี พ.ศ. 2557 ที่คิดเป็น 47.9 รายต่อ 1,000 ราย ซึ่งเป็นผลจากการรณรงค์เพื่อป้องกันการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นอย่างจริงจังของหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง รวมถึงประชาชนส่วนใหญ่ที่เริ่มตระหนักถึงปัญหาและให้ความร่วมมือ

ท้องก่อนวัยอันควรทำอย่างไร

หากทราบแน่ชัดแล้วว่าตนเองท้อง สิ่งแรกที่ควรตระหนักคือ การแบกรับปัญหาไว้เพียงผู้เดียวไม่ได้ช่วยให้ทุกอย่างดีขึ้น ซ้ำร้ายยังทำให้เครียดและอาจตัดสินใจเลือกแก้ปัญหาด้วยวิธีที่ไม่ถูกต้อง วัยรุ่นที่ตั้งครรภ์โดยไม่พร้อมควรปฏิบัติตามคำแนะนำต่อไปนี้เพื่อหาทางออกที่ดีที่สุด

  • พูดคุยกับพ่อแม่หรือญาติผู้ใหญ่ที่ไว้วางใจ เป็นปกติที่ในช่วงแรกพ่อแม่อาจตกใจ ผิดหวัง  UFABET หรือต่อว่า ทว่าสุดท้ายแล้วพ่อแม่ก็คือคนที่ปรารถนาดีและพร้อมช่วยเหลือเราที่สุด
  • พูดคุยกับคนรักหรือผู้ชายที่เป็นพ่อของเด็ก หากอีกฝ่ายรับผิดชอบ อาจช่วยให้กำหนดแนวทางการแก้ปัญหาได้ง่ายขึ้น เช่น ร่วมกันวางแผนเลี้ยงดูลูกในอนาคต ทั้งนี้ หากอีกฝ่ายปฏิเสธความรับผิดชอบควรตั้งสติและเข้มแข็งเข้าไว้ เพราะยังมีพ่อแม่และคนในครอบครัวที่คอยเป็นห่วงและเป็นที่พึงพาให้เราได้เสมอ
  • ในช่วงแรกที่พบว่าตั้งครรภ์ วัยรุ่นบางคนอาจไม่กล้าระบายให้คนใกล้ชิดฟัง แนะนำให้ใช้บริการปรึกษาทางโทรศัพท์ของหน่วยงานในสังกัดกรมสุขภาพจิตที่หมายเลข 1323 ซึ่งพร้อมให้คำปรึกษาตลอด 24 ชั่วโมง หรือสายด่วนเรื่องเพศจากภาคีเครือข่ายของ สสส. หมายเลข 1663

วัยรุ่นที่ท้องก่อนวัยอันควรบางรายอาจตัดสินใจแก้ปัญหาด้วยวิธีการทำแท้ง ซึ่งถือเป็นความผิดทางอาญาฐานทำให้แท้งลูก นอกจากนั้น การซื้อยาทำแท้งมารับประทานเองหรือทำแท้งตามคลินิกเถื่อนอาจเสี่ยงเกิดผลข้างเคียงร้ายแรง เช่น ตกเลือด ติดเชื้อ มดลูกทะลุ ซึ่งล้วนอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต ทั้งนี้ ข้อบังคับแพทยสภาว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับการยุติการตั้งครรภ์ทางการแพทย์ตามมาตรา 305 แห่งประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ. 2548 กำหนดว่าแพทย์สามารถทำแท้งให้สตรีมีครรภ์ได้โดยไม่ผิดกฎหมายใน 2 กรณีเท่านั้น คือ หญิงตั้งครรภ์มีปัญหาสุขภาพทางกายหรือทางจิต หรือการตั้งครรภ์จากการถูกล่วงละเมิดทางเพศหรือข่มขืนกระทำชำเรา

ท้องก่อนวัยอันควร

ปัจจุบันประเทศไทยมีพระราชบัญญัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น พ.ศ. 2559 ซึ่งสิทธิประโยชน์ที่วัยรุ่นได้รับจาก พ.ร.บ.ฉบับนี้ ได้แก่

  1. ได้รับความรู้เรื่องเพศศึกษาอย่างเหมาะสมกับวัยและนำไปปรับใช้ได้จริงจากสถานศึกษา
  2. วัยรุ่นตั้งครรภ์มีสิทธิ์ได้รับคำปรึกษา ตลอดจนความช่วยเหลือและคุ้มครองเพื่อให้ตนเองปลอดภัย
  3. วัยรุ่นตั้งครรภ์สามารถเรียนต่อได้โดยไม่ต้องพักการเรียนหรือถูกบังคับให้ย้ายโรงเรียน
  4. วัยรุ่นสามารถใช้บริการคลินิกสุขภาพทางเพศได้ โดยข้อมูลทุกอย่างจะถูกเก็บเป็นความลับ และตัดสินใจได้ด้วยตนเองโดยไม่ต้องรับการยินยอมจากผู้ปกครอง
  5. วัยรุ่นที่คลอดบุตรแล้วจะได้รับการสนับสนุนให้เลี้ยงดูบุตรอย่างมีคุณภาพ

ปัจจัยที่ส่งผลให้ท้องก่อนวัยอันควร

ผู้หญิงบางรายที่ ตั้งครรภ์ ก่อนวัยอันควรอาจเกิดจากความสมัครใจและไตร่ตรองอย่างรอบคอบแล้วว่าเลี้ยงดูบุตรให้เติบโตขึ้นมาอย่างมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้ อย่างไรก็ตาม วัยรุ่นที่ตั้งครรภ์ส่วนใหญ่มักเป็นการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ ซึ่งอาจเกิดจากปัจจัยหลายอย่าง ได้แก่

  • ละเลยการคุมกำเนิดหรือขาดความรู้ด้านการคุมกำเนิดที่ถูกต้อง เช่น รับประทานยาคุมกำเนิดผิดวิธี
  • แรงกดดันจากสังคมรอบตัว ส่งผลให้ต้องแต่งงานและตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร
  • รายได้ไม่เพียงพอให้ซื้อถุงยางอนามัยหรือยาคุมกำเนิด
  • อยู่ในสถานการณ์ที่ไม่อาจปฏิเสธการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน เช่น ถูกฝ่ายชายบังคับโดยใช้อารมณ์หรือความรุนแรง ถูกข่มขืนกระทำชำเรา เป็นต้น

ผลกระทบจากการท้องก่อนวัยอันควร

ผู้หญิงอายุต่ำกว่า 20 ปีที่กำลังตั้งครรภ์มีความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพกายและสุขภาพจิตหลายประการ องค์การอนามัยโลก (WHO) เปิดเผยว่าผลกระทบด้านสุขภาพจากการตั้งครรภ์และการคลอดจัดเป็นสาเหตุลำดับที่ 2 ที่ทำให้ผู้หญิงอายุ 15-19 ปีเสียชีวิต นอกจากนั้น การตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควรอาจส่งผลต่อสถานภาพทางสังคมของมารดาและบุตรด้วย

ปัญหาสุขภาพ

  • คุณแม่วัยรุ่นอาจละเลยการฝากครรภ์ ซึ่งถือว่าสำคัญมาก โดยเฉพาะช่วงเดือนแรกของการตั้งครรภ์ เพื่อเป็นการคัดกรองความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นระหว่างตั้งครรภ์ และหาทางป้องกันหรือรักษาอย่างทันท่วงที
  • เสี่ยงต่อภาวะความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์
  • เสี่ยงต่อภาวะครรภ์เป็นพิษ ผู้ป่วยมักมีความดันโลหิตสูง มีอาการบวมตามใบหน้าและมือ หรือปวดท้อง นอกจากนี้ หากมีอาการแทรกซ้อนรุนแรงอาจส่งผลให้มารดาและบุตรเสียชีวิตได้
  • เสี่ยงต่อภาวะโลหิตจางขณะตั้งครรภ์
  • เสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้าหลังคลอดจากความเครียด ความรู้สึกหดหู่และโดดเดี่ยวระหว่างตั้งครรภ์หรือหลังคลอด หากประสบภาวะนี้ควรปรึกษาแพทย์หรือคนที่ไว้ใจ ไม่ควรแบกรับปัญหาไว้คนเดียว
  • เสี่ยงต่อการคลอดก่อนกำหนด ซึ่งมักส่งผลให้ทารกมีน้ำหนักต่ำกว่ามาตรฐานและเสี่ยงมีปัญหาสุขภาพ เช่น ร่างกายและสมองเจริญเติบโตผิดปกติ ระบบต่าง ๆ ในร่างกายทำงานผิดปกติ เกิดโรคเบาหวานและโรคหัวใจในอนาคต เป็นต้น

ปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคม

การตั้งครรภ์ในวัยรุ่นมักกระทบต่อการเรียน วัยรุ่นบางคนอาจไม่ได้เรียนต่อ ส่งผลให้มีโอกาสในการทำงานไม่มากเท่าที่ควรและอาจมีรายได้ไม่เพียงพอต่อการยังชีพ สิ่งเหล่านี้กระทบกับคุณภาพชีวิตของบุตรโดยตรง เด็กอาจไม่ได้เรียนหนังสือหรือเรียนไม่จบ หรืออาจนำไปสู่การเลือกเดินในทางที่ผิด เช่น กระทำผิดกฎหมาย หันพึ่งยาเสพติด และกลายเป็นปัญหาสังคมในอนาคต

ระหว่างตั้งครรภ์ควรดูแลสุขภาพอย่างไร

คุณแม่วัยรุ่นควรดูแลสุขภาพและปฏิบัติตนอย่างเหมาะสมเพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาสุขภาพต่าง ๆ ระหว่างตั้งครรภ์และหลังคลอด รวมถึงส่งเสริมให้บุตรเจริญเติบโตอย่างแข็งแรงและมีประสิทธิภาพ โดยปฏิบัติตามคำแนะนำเพียงไม่กี่ข้อ ดังนี้

  • ฝากครรภ์ หากคิดว่าตนเองอาจกำลังตั้งครรภ์ ควรไปตรวจให้รู้แน่ชัดและฝากครรภ์กับแพทย์ในโรงพยาบาลหรือคลินิกทันที
  • ตรวจหาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เพื่อรับการรักษาและป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดกับทารกในครรภ์อย่างทันท่วงที
  • ออกกำลังกาย นอกจากช่วยรักษาสุขภาพโดยรวมให้แข็งแรง การออกกำลังกายยังช่วยเตรียมความพร้อมให้ร่างกายก่อนคลอด ทั้งนี้ หญิงมีครรภ์ควรปรึกษาแพทย์เพื่อวางแผนการออกกำลังกายที่เหมาะสมและปลอดภัยต่อทั้งตนเองและตัวเด็ก
  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ โดยเฉพาะอาหารที่อุดมไปด้วยกรดโฟลิค แคลเซียม ธาตุเหล็ก โปรตีน และสารอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของทารก แพทย์อาจแนะนำให้รับประทานกรดโฟลิคในรูปอาหารเสริมอย่างน้อย 0.4 มิลลิกรัมต่อวัน เพื่อป้องกันทารกพิการแต่กำเนิด
  • ปรึกษาคนที่ไว้ใจหากมีเรื่องไม่สบายใจ พยายามพูดคุยเพื่อระบายความเครียดกับคนรอบข้าง เช่น คนรัก เพื่อน พี่น้อง ผู้ปกครอง เป็นต้น หากไม่สามารถระบายกับคนใกล้ชิด อาจโทรขอคำปรึกษาจากสายด่วนกรมสุขภาพจิตหมายเลข 1323
  • หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ บุหรี่ และยาเสพติด เพราะไม่เพียงเป็นอันตรายต่อสุขภาพของคุณแม่เอง แต่ยังส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการของทารก

ป้องกันปัญหาท้องก่อนวัยอันควรอย่างไร

การป้องกันปัญหาท้องก่อนวัยอันควรที่ได้ผลที่สุดคือหลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์ ทว่าความรักในวัยรุ่นมักมีเรื่องเพศเข้ามาเกี่ยวข้อง ดังนั้น การคุมกำเนิดอย่างถูกต้องเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยป้องกันการตั้งครรภ์ได้ ปัจจุบันมีวิธีการคุมกำเนิดให้เลือกใช้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการใช้ถุงยางอนามัยการรับประทานยาคุมกำเนิดหรือยาคุมฉุกเฉิน การฉีดยาคุม การฝังยาคุม การใช้แผ่นแปะคุมกำเนิด หรือการใช้ห่วงอนามัย นอกจากนี้ ปัจจุบันทางภาครัฐได้เปิดโอกาสให้วัยรุ่นอายุ 10-20 ปีเข้ารับบริการฝังยาคุมกำเนิดชนิดกึ่งถาวรที่โรงพยาบาลรัฐทั่วประเทศได้ฟรี อย่างไรก็ตาม วิธีคุมกำเนิดดังกล่าวมาทั้งหมดไม่อาจช่วยป้องกันการตั้งครรภ์ได้ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ช่วยลดความเสี่ยงได้มาก และควรใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งเพื่อป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

อาหารไม่ย่อย (Indigestion หรือ Dyspepsia) เป็นอาการปวดท้องช่วงบน ท้องอืด

อาหารไม่ย่อย (Indigestion หรือ Dyspepsia) เป็นอาการปวดท้องช่วงบน ท้องอืด จุกเสียดแน่นท้อง จุกลิ้นปี่ รู้สึกอึดอัด ไม่สบายตัว หรือมีอาการแสบร้อนกลางทรวงอกหลังรับประทานอาหาร เป็นอาการที่เกิดขึ้นได้ในชีวิตประจำวัน โดยอาการจะดีขึ้นและหายไปเองเมื่อเวลาผ่านไป หรืออาจเป็นสัญญาณของโรคและการเจ็บป่วยในระบบย่อยอาหาร ซึ่งสามารถรักษาให้หายได้ด้วยยา หรือการปรับพฤติกรรมบางอย่างในการใช้ชีวิต ทั้งนี้ การรักษาขึ้นอยู่กับสาเหตุหรืออาการป่วยที่เป็นปัจจัยทำให้ อาหารไม่ย่อย ด้วยเช่นกัน

อาการของอาหารไม่ย่อย

เมื่ออาหารไม่ย่อย จะทำให้เกิดกลุ่มอาการที่เกี่ยวข้องกับอวัยวะในระบบย่อยอาหารอย่างกระเพาะอาหาร หลอดอาหาร และลำไส้เล็ก และผู้ที่มีภาวะอาหารไม่ย่อย จะเผชิญกับอาการดังต่อไปนี้

  • ปวดท้องช่วงบน จุกเสียดแน่นท้อง จุกลิ้นปี่ รู้สึกอึดอัด ไม่สบายตัว ท้องอืด ท้องเฟ้อ หลังการรับประทานอาหาร
  • รู้สึกอิ่มเร็วหลังรับประทานอาหารเข้าไปได้ไม่นาน ทั้ง ๆ ที่ยังรับประทานอาหารไม่เสร็จ หรือไม่ได้รับประทานอาหารปริมาณมากแต่อย่างใด
  • รู้สึกแสบร้อนกลางทรวงอกช่วงบริเวณระหว่างกระดูกหน้าอกกับสะดือ
  • รู้สึกคลื่นไส้
  • เรอ หรืออาเจียน

โดยส่วนใหญ่ อาการเหล่านี้จะดีขึ้นและหายไปเมื่อเวลาผ่านไป แต่ในบางครั้ง อาการเหล่านี้ก็เกิดขึ้นบ่อยจนรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน หรืออาจเป็นสัญญาณของปัญหาสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับระบบย่อยอาหารได้เช่นกัน

ดังนั้น ผู้ป่วยควรสังเกตอาการที่เกิดขึ้น หรือไปพบแพทย์หากมีอาการอาหารไม่ย่อยเกิดขึ้นบ่อย ๆ อย่างต่อเนื่องกว่า 2 สัปดาห์ โดยอาจมีอาการรุนแแรงมากขึ้น หรือมีอาการสำคัญอื่น ๆ เกิดขึ้นร่วมด้วย เช่น

  • น้ำหนักตัวลดลงหรือไม่อยากอาหาร
  • อาเจียนบ่อยหรืออาเจียนมีเลือดปน
  • ถ่ายอุจจาระเป็นสีดำหรืออุจจาระมีเลือดปน
  • กลืนอาหารลำบาก และมีอาการแย่ลงเรื่อย ๆ
  • เหนื่อยล้า อ่อนเพลีย ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของภาวะโลหิตจาง

ทั้งนี้ ผู้ป่วยควรไปพบแพทย์อย่างเร่งด่วนหากพบอาการร่วมดังต่อไปนี้

  • หายใจไม่อิ่ม หายใจถี่ และมีเหงื่อออกมาก
  • เจ็บหน้าอกในขณะออกกำลังหรือใช้แรง
  • รู้สึกเจ็บหน้าอก และลามไปยังบริเวณกราม ลำคอ หรือแขน

อาหารไม่ย่อย

สาเหตุของอาหารไม่ย่อย

โดยปกติ เมื่อรับประทานอาหาร อาหารจะถูกส่งไปตามหลอดอาหารเข้าสู่กระเพาะอาหาร และกรดในกระเพาะอาหารจะช่วยย่อยอาหารเหล่านั้น แล้วส่งต่อไปยังลำไส้เล็กโดยมีสารที่เรียกว่าเอนไซม์ช่วยย่อยอาหารภายในลำไส้เล็ก เพื่อดูดซึมสารอาหารที่ได้ไปใช้ประโยชน์ต่อไป

ส่วนอาการอาหารไม่ย่อยนั้น อาจเกิดจากหลายสาเหตุที่ทำให้กระบวนการย่อยอาหารไม่เป็นไปตามปกติ ได้แก่

อาหารไม่ย่อยโดยไม่ทราบสาเหตุ (Functional หรือ Nonulcer Dyspepsia)

เป็นสาเหตุส่วนใหญ่ของผู้ที่มีอาการอาหารไม่ย่อยเกิดขึ้นซ้ำ ๆ โดยที่ไม่พบความผิดปกติใด ๆ ภายในอวัยวะในระบบย่อยอาหาร

พฤติกรรมการกิน

  • กินอาหารเร็วเกินไปหรือกินอาหารในปริมาณมากเกินไป
  • กินอาหารไม่ตรงเวลา
  • กินอาหารมันหรือกินอาหารที่มีรสเผ็ด
  • ดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน แอลกอฮอล์ หรือน้ำอัดลมมากเกินไป

ปัจจัยในการใช้ชีวิต

  • สูบบุหรี่
  • มีภาวะวิตกกังวล
  • มีภาวะเครียด
  • มีภาวะอ้วน หรือน้ำหนักเกิน เนื่องจากมีแรงดันในช่องท้องเพิ่มมากขึ้น
  • การตั้งครรภ์ เพราะมีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน และมีการขยายขนาดของมดลูก ซึ่งเพิ่มแรงกดในช่องท้องด้วยเช่นกัน

การใช้ยา

ยาบางชนิดอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงต่อระบบย่อยอาหาร จนนำไปสู่อาการอาหารไม่ย่อยได้ เช่น การใช้ยาปฏิชีวนะเป็นประจำ ยาแก้ปวด ยาสเตียรอยด์ อาหารเสริมธาตุเหล็ก และยาต้านการอักเสบ อย่างแอสไพริน ไอบูโพรเฟน ไดโคลฟีแนค เป็นต้น

การเจ็บป่วยและปัญหาสุขภาพต่าง ๆ

  • เกิดแผลในกระเพาะอาหารหรือภายในลำไส้เล็กจากการติดเชื้อแบคทีเรียเอชไพโลไร (H.pylori) ที่บริเวณเยื่อบุกระเพาะอาหารและลำไส้เล็ก ซึ่งอาจทำให้เกิดแผลในบริเวณนั้น จนนำไปสู่อาการอาหารไม่ย่อยได้ในที่สุด
  • เกิดแผลในกระเพาะอาหารหรือภายในลำไส้เล็กจากสาเหตุอื่น ๆ
  • ท้องผูก ทำให้มีอาหารสะสมอยู่ในระบบย่อยอาหารจำนวนมาก
  • เกิดการอักเสบภายในอวัยวะในระบบย่อยอาหาร เช่น กระเพาะอาหาร หลอดอาหาร  UFABET ลำไส้เล็กหรือตับอ่อนซึ่งมีหน้าที่ผลิตเอนไซม์ย่อยอาหาร
  • เกิดภาวะกรดไหลย้อนหรือเป็นโรคกรดไหลย้อน
  • มีนิ่วในถุงน้ำดี
  • โรคแพ้กลูเตน (Celiac Disease) หากรับประทานกลูเตนแล้วจะทำให้ลำไส้เสียหาย จึงไม่สามารถดูดซึมสารอาหารประเภทไขมัน วิตามิน เกลือแร่ และสารอาหารอื่น ๆ ที่จำเป็นในปริมาณที่ร่างกายต้องการได้
  • ลำไส้อุดตัน
  • ภาวะลำไส้ขาดเลือด ทำให้ไม่เกิดการย่อยอาหาร
  • ไส้เลื่อนกระบังลม ซึ่งเกิดจากกระเพาะอาหารส่วนต้นบางส่วนเคลื่อนตัวเข้าไปอยู่บริเวณช่องกระบังลม
  • มะเร็งกระเพาะอาหารหรือมะเร็งหลอดอาหาร ซึ่งเป็นสาเหตุที่พบได้น้อยมาก

การวินิจฉัยอาหารไม่ย่อย

ในเบื้องต้น แพทย์จะสอบถามอาการที่เกิดขึ้น ซักประวัติสุขภาพของผู้ป่วย และอาจตรวจร่างกายในบริเวณต่าง ๆ หรืออาจส่งตรวจเพิ่มเติม ขึ้นอยู่กับลักษณะ ความรุนแรงของอาการ และดุลยพินิจของแพทย์ว่าอาการอาหารไม่ย่อยของผู้ป่วยน่าจะเกิดจากสาเหตุใดโดยการตรวจเพิ่มเติมเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงของอาการอาหารไม่ย่อย ได้แก่

  • ตรวจเลือด แพทย์อาจนำตัวอย่างเลือดที่ได้ไปตรวจในห้องปฏิบัติการ ซึ่งเป็นการตรวจหาภูมิคุ้มกันต่อเชื้อแบคทีเรียเอชไพโลไร
  • ตรวจลมหายใจ เป็นการตรวจหาการติดเชื้อแบคทีเรียเอชไพโลไรเช่นกัน ผู้ป่วยต้องดื่มเครื่องดื่มเฉพาะที่แพทย์เตรียมไว้ แล้วพ่นลมหายใจเข้าไปในเครื่องทดสอบลมหายใจ
  • ตรวจอุจจาระ แพทย์จะให้ผู้ป่วยเก็บตัวอย่างอุจจาระเพื่อนำไปตรวจหาการติดเชื้อในกรณีที่สงสัยว่าผู้ป่วยอาจมีอาการอาหารไม่ย่อยจากการติดเชื้อแบคทีเรียเอชไพโลไร
  • การฉายภาพอวัยวะภายใน อาจใช้การเอกซเรย์ธรรมดา (X-ray) หรือ การเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) เพื่อตรวจหาการอุดตันภายในลำไส้ หรือใช้การอัลตราซาวด์ (Ultrasound) เพื่อตรวจหาความผิดปกติที่อวัยวะต่าง ๆ ภายในช่องท้อง
  • ส่องกล้องตรวจทางเดินอาหาร แพทย์จะใช้เครื่องมือพิเศษที่มีกล้อง (Endoscope) ติดอยู่ตรงส่วนปลายท่อ สอดเข้าไปทางปากหรือทางทวารหนักของผู้ป่วย แล้วตรวจดูอวัยวะภายในเพื่อหาความผิดปกติผ่านภาพจากกล้อง
  • ตรวจตัวอย่างชิ้นเนื้อ เป็นขั้นตอนต่อเนื่องจากการส่องกล้องสอดเข้าไปในร่างกายของผู้ป่วย แล้วใช้เครื่องมือพิเศษตัดตัวอย่างชิ้นเนื้อในบริเวณที่ต้องการตรวจแล้วนำออกมาส่งตรวจหาเชื้อหรือความผิดปกติต่าง ๆ ในห้องปฏิบัติการต่อไป

นอกจากนี้ อาจต้องใช้วิธีการอื่น ๆ ในการตรวจวินิจฉัยอาการอาหารไม่ย่อย หากแพทย์มีข้อสงสัยใด ๆ เพิ่มเติม ซึ่งแพทย์จะพิจารณาไปตามกรณี

การรักษาอาหารไม่ย่อย

เมื่ออาหารไม่ย่อย ผู้ป่วยต้องรักษาที่ปัจจัยต้นเหตุ หรืออาการเจ็บป่วยที่เป็นสาเหตุ รวมถึงปรับพฤติกรรมการกิน และหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ ซึ่งเป็นทั้งการรักษาบรรเทาอาการและการป้องกันการเกิดอาหารไม่ย่อยโดยวิธีการรักษาอื่น ๆ ขึ้นอยู่กับโรคหรืออาการป่วยเหล่านั้นด้วย เช่น

การรับประทานยาลดกรด ผู้ป่วยสามารถหาซื้อยาได้เองตามร้านขายยา โดยต้องใช้ยาอย่างถูกวิธีจากการศึกษาฉลากยาและปรึกษาเภสัชกรก่อนเสมอ เช่น

  • ยาโปรตอน ปั๊ม อินฮิบิเตอร์ (Proton Pump Inhibitors: PPIs) จะช่วยลดกรดในกระเพาะ และบรรเทาอาการอาหารไม่ย่อยที่มีอาการแสบร้อนกลางอกร่วมด้วย
  • ยาเอช 2 แอนตาโกนิสต์ (H-2-Receptor Antagonists: H2RAs) ช่วยลดกรดในกระเพาะ
  • ยาโพรไคเนติก (Prokinetics) ช่วยบรรเทาอาการอาหารย่อยช้า

การใช้ยาปฏิชีวนะ ใช้รักษาผู้ที่มีอาการอาหารไม่ย่อยจากการติดเชื้อแบคทีเรีย H. pylori ในการใช้ยาปฏิชีวนะ ผู้ป่วยต้องปฏิบัติตามคำสั่งของแพทย์อย่างเคร่งครัดเสมอ โดยตัวอย่างยาที่แพทย์อาจนำมาใช้รักษา ได้แก่ อะม็อกซี่ซิลิน (Amoxicillin) เมโทรนิดาโซล (Metronidazole) หรือคลินดามัยซิน (Clindamycin) เป็นต้น

การปรับยารักษา หากผู้ป่วยอาหารไม่ย่อยจากผลข้างเคียงในการใช้ยาบางชนิด ผู้ป่วยควรปรึกษาแพทย์เพื่อปรับการใช้ยา เลิกใช้ยา หรือใช้ยาตัวอื่นทดแทนยาที่กำลังรับประทานอยู่ เพื่อไม่ให้เกิดอาการอาหารไม่ย่อยขึ้นอีก

การรักษาสภาวะทางจิต อารมณ์ ความวิตกกังวล และความเครียด สามารถก่อให้เกิดอาการอาหารไม่ย่อยได้เช่นกัน ซึ่งแพทย์อาจจะรักษาปัญหาเหล่านี้ด้วยการให้ผู้ป่วยรับประทานยาต้านเศร้า (Antidepressants) และยาระงับอาการวิตกกังวล (Anti-anxiety) หรือแพทย์อาจแนะนำให้ผู้ป่วยเข้ารับการบำบัดทางจิตวิทยา เพื่อปลดปล่อยระบายความเครียด และหาทางออกของปัญหาภายใต้คำแนะนำและการดูแลของผู้เชี่ยวชาญ

ส่วนอาการอาหารไม่ย่อยที่เกิดจากปัญหาสุขภาพอื่น ๆ แพทย์จะพิจารณารักษาตามอาการและความรุนแรงของโรค เช่น การผ่าตัดในกรณีที่มีความผิดปกติของอวัยวะภายในระบบย่อยอาหารและไม่สามารถรักษาด้วยวิธีการอื่นได้ การทำเคมีบำบัดและรังสีบำบัดในผู้ป่วยมะเร็ง เป็นต้น

ภาวะแทรกซ้อนของอาหารไม่ย่อย

อาการอาหารไม่ย่อยอาจกระทบรบกวนการใช้ชีวิตประจำวันของผู้ป่วย เช่น รู้สึกอึดอัดไม่สบายตัว ประสิทธิภาพในการเรียนหรือการทำงานลดลง รับประทานได้น้อยลง แต่โดยทั่วไป อาการอาหารไม่ย่อยมักไม่ก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตราย

อย่างไรก็ตาม หากอาการอาหารไม่ย่อยเกิดจากสาเหตุที่เป็นปัญหาสุขภาพรุนแรง อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ ได้ เช่น

  • ภาวะเลือดออกในทางเดินอาหาร เนื่องจากอาการอาหารไม่ย่อยอาจเกิดจากการมีกรดในกระเพาะมากเกินไปจนสร้างแผลและความเสียหายแก่อวัยวะภายในระบบทางเดินอาหาร จึงอาจนำไปสู่ภาวะเลือดออกในทางเดินอาหารในอวัยวะต่าง ๆ เช่น หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร ลำไส้เล็ก เป็นต้น

  • ภาวะหลอดอาหารตีบ หากเยื่อบุหลอดอาหารได้รับความเสียหายจากกรดไหลย้อนเพราะอาหารไม่ย่อยเป็นเวลานาน ๆ อาจทำให้เกิดรอยแผลเป็นได้ จนทำให้หลอดอาหารตีบแคบลง โดยอาการที่อาจเกิดขึ้นหลังหลอดอาหารตีบ คือ กลืนลำบาก มีอาหารติดอยู่ในลำคอ หรือเจ็บหน้าอก ซึ่งอาจต้องรักษาด้วยการผ่าตัดขยายทางเดินอาหาร

  • ภาวะกระเพาะอาหารส่วนปลายตีบ เมื่อได้รับความเสียหายจากการทำปฏิกิริยาของกรดในกระเพาะเป็นเวลานาน กระเพาะอาหารส่วนปลายบริเวณที่เชื่อมไปยังลำไส้เล็กจะเกิดแผลเป็นจนทำให้อวัยวะส่วนดังกล่าวตีบแคบลง ซึ่งอาจทำให้อาหารไม่ถูกย่อยอย่างเหมาะสมตามที่ควรจะเป็น และเป็นเหตุทำให้เกิดการอาเจียนได้ อาจต้องรักษาด้วยการผ่าตัดแก้ไขกระเพาะส่วนนั้นให้อยู่ในสภาพที่เหมาะสม

  • ภาวะหลอดอาหารอักเสบเรื้อรังบาร์เร็ต (Barrett’s Oesophagus) เมื่อมีอาการกรดไหลย้อนซ้ำ ๆ อาจทำให้เซลล์บริเวณหลอดอาหารส่วนปลายเกิดการเปลี่ยนแปลงได้ แต่มักไม่มีอาการแสดงที่ปรากฏชัดเจน เพราะอาการที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่เป็นอาการของภาวะกรดไหลย้อน ทั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงของเซลล์ที่เกิดขึ้นนับเป็นการเปลี่ยนแปลงในระยะก่อนมะเร็ง ซึ่งมีความเสี่ยงเล็กน้อยที่จะพัฒนาโรคไปสู่การเป็นมะเร็งหลอดอาหาร โดยอาการป่วยนี้มักพบในผู้ป่วยสูงวัยเป็นส่วนใหญ่

  • กระเพาะอาหารทะลุ เป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบได้น้อย แต่รุนแรงและเป็นอันตราย เนื่องจากหลังเนื้อเยื่อที่ผนังกระเพาะอาหารฉีกขาดจนทะลุ อาจทำให้แบคทีเรียในกระเพาะอาหารแพร่กระจายไปยังเนื้อเยื่อส่วนอื่น ๆ ภายในช่องท้อง และอาจเกิดการติดเชื้อลุกลามนำไปสู่ภาวะเยื่อบุช่องท้องอักเสบได้

การป้องกันการเกิดอาหารไม่ย่อย

ผู้ป่วยสามารถปรับพฤติกรรมการกินและการใช้ชีวิต เพื่อช่วยป้องกันการเกิดอาการอาหารไม่ย่อยได้ด้วยตนเอง เช่น

  • หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง มีรสเผ็ด หรือพวกอาหารสำเร็จรูป

  • รับประทานอาหารให้ตรงเวลาเสมอ

  • ไม่รับประทานอาหารในปริมาณที่มากเกินไป หรืออาจแบ่งปริมาณอาหารออกเป็นมื้อเล็ก ๆ หลายมื้อ แทนการรับประทานอาหารปริมาณมากในคราวเดียว

  • ค่อย ๆ รับประทานอาหาร ไม่รับประทานอาหารเร็วเกินไป

  • ควรเข้านอนตอนท้องว่าง ไม่รับประทานอาหารอย่างน้อย 3 ชั่วโมงก่อนเข้านอน

  • ลดหรืองดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ คาเฟอีน น้ำอัดลม หรือเครื่องดื่มอื่น ๆ ที่มีส่วนผสมของโซดา

  • ไม่สูบบุหรี่หรือเลิกสูบบุหรี่

  • ควบคุมให้มีน้ำหนักตัวอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมอยู่เสมอ ควรลดน้ำหนักหากกำลังอยู่ในภาวะน้ำหนักเกินหรือภาวะอ้วน

  • ออกกำลังกายอย่างเหมาะสมสม่ำเสมอเพื่อกระตุ้นระบบต่าง ๆ ภายในร่างกาย รวมทั้งช่วยกระตุ้นอวัยวะภายในระบบย่อยอาหารให้มีสุขภาพดีและสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

  • หลีกเลี่ยงการใช้ยาแก้ปวดกลุ่มแอสไพรินหรือไอบูโพรเฟน ยานาพรอกเซน และยาที่อาจมีผลต่อระบบย่อยอาหารอื่น ๆ ในระยะยาว หรือปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับการใช้ยาและการปรับยา

  • เรียนรู้วิธีบริหารจัดการรับมือกับความเครียด หาวิธีผ่อนคลาย เช่น นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ เดินทางท่องเที่ยว ดูหนังฟังเพลงเพื่อพักผ่อนหย่อนใจ หรือการทำสมาธิ เป็นต้น

ลดแก้ม ด้วย 4 วิธีธรรมชาติและ 4 ขั้นตอนทางการแพทย์

ใบหน้าเรียวเล็ก เป็นค่านิยมด้านความงามที่หลายคนให้ความสนใจ คนที่มีแก้มเยอะจึงมักสรรหาวิธีลดแก้มเพื่อลดขนาดใบหน้าให้ดูเรียวขึ้น แต่ก่อนจะลองทำตามวิธีลดแก้มที่เห็นกันทั่วไป เราควรทำความเข้าใจเกี่ยวกับขนาดของแก้มกันก่อน

ขนาดของแก้มนั้นอาจขึ้นอยู่กับไขมันสะสมภายในร่างกายเป็นหลัก ซึ่งการจะลดไขมันเฉพาะบริเวณแก้มอย่างเดียวเท่านั้นไม่สามารถทำได้ด้วยวิธีธรรมชาติ แต่จำเป็นต้องใช้ขั้นตอนทางการแพทย์เข้ามาแก้ไขปัญหานี้ แต่ใครที่ตั้งใจจะลดแก้ม ลดน้ำหนัก ลดไขมันสะสม และลดสัดส่วนร่างกาย วิธีธรรมชาตินับเป็นทางเลือกที่เหมาะสมและมีความเสี่ยงน้อยกว่า โดยในบทความนี้ได้รวบรวมวิธีลดแก้มหลากหลายวิธีมาให้ได้อ่านกัน

4 วิธีธรรมชาติลดแก้มด้วยตนเอง

อย่างที่ได้รู้ไปตอนต้นว่าการลดแก้มด้วยวิธีธรรมชาตินั้นไม่สามารถลดไขมันเฉพาะจุดได้ อีกทั้งต้องใช้เวลาและวินัย แต่ก็แลกมาด้วยสุขภาพที่ดีและความเสี่ยงที่น้อย หากใครที่ต้องการดูแลสุขภาพ ลดแก้ม และลดสัดส่วน วิธีเหล่านี้อาจช่วยได้ไม่น้อย

1. คาร์ดิโอ

ใครที่คาดว่าตนเองมีไขมันสะสมเยอะ การออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอถือเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการลดแก้มและสัดส่วน เพราะคาร์ดิโอขึ้นชื่อในเรื่องการกำจัดพลังงานส่วนเกินจากการกินอาหารมากเกินไปในแต่ละวัน และหากคาร์ดิโอต่อเนื่องกันจะช่วยลดไขมันสะสมภายในร่างกายได้

สำหรับใครที่อยากลดไขมัน ควรออกกำลังกายแบบคาร์ดิโออย่างน้อย 20-40 นาที/วัน หรือ 150-300 นาที/สัปดาห์เป็นประจำ ตัวอย่างการออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ เช่น เดิน เดินเร็ว วิ่ง ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน และเต้นซุมบ้า เป็นต้น นอกจากนี้คาร์ดิโอยังกระตุ้นการเผาผลาญพลังงานซึ่งอาจช่วยลดน้ำหนักได้

2. คุมอาหาร

เพื่อลดปริมาณไขมันสะสมอย่างเห็นผล ควรคุมอาหารด้วยวิธีการต่อไปนี้ควบคู่กับการออกกำลังกาย

  • ลดปริมาณไขมันต่อวันเพื่อป้องกันการได้รับพลังงานส่วนเกินซึ่งอาจเพิ่มไขมันสะสมในร่างกาย ด้วยการเลี่ยงอาหารไขมันสูง ของทอด ของมัน ของหวาน และอาหารฟาสต์ฟู้ด เปลี่ยนไปกินอาหารไขมันต่ำและโปรตีนสูง อย่างอกไก่ เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน เนื้อปลา และนมไขมันต่ำ
  • คุมแป้งและน้ำตาล เพราะทั้ง 2 อย่างจัดเป็นคาร์โบไฮเดรตซึ่งเป็นสารอาหารที่ให้พลังงานสูง การกินอาหารประเภทนี้มากเกินไปในแต่ละวัน ร่างกายจะเปลี่ยนคาร์โบไฮเดรตเป็นไขมันสะสม จึงควรปรับปริมาณข้าวและแป้งให้น้อยลง หรือปรับเปลี่ยนกินคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน เช่น ข้าวกล้อง และธัญพืชขัดสีน้อย รวมถึงลดของหวาน น้ำหวาน น้ำอัดลม ขนมขบเคี้ยว
  • จำกัดโซเดียม อย่างที่หลายคนเคยได้ยินมาว่าโซเดียมทำให้ตัวบวม ซึ่งความเชื่อนี้เป็นเรื่องจริง โซเดียมจะทำให้ร่างกายดูดน้ำไว้มากขึ้น ทำให้แก้มและร่างกายของเราดูบวมขึ้นได้ ดังนั้นการลดอาหารประเภทนี้ก็จะช่วยลดแก้มได้ หากใครชอบกินเค็ม อาหารสำเร็จรูป และอาหารรสจัดคงต้องลดให้น้อยลง

นอกจากนี้ควรกินผักผลไม้ที่มีไฟเบอร์หรือใยอาหารสูง เพราะงานศึกษาหลายชิ้นพบว่าการกินอาหารที่มีไฟเบอร์เป็นประจำมีส่วนช่วยลดไขมันสะสม อีกทั้งผักผลไม้ยังมีสารอาหาร วิตามิน แร่ธาตุ และสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยให้สุขภาพดี และช่วยบำรุงผิวพรรณได้

3. ดื่มน้ำให้มากขึ้น

น้ำเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยให้ระบบต่าง ๆ ภายในร่างกายทำงานได้เป็นปกติ ไม่เพียงเท่านั้น การดื่มน้ำในปริมาณที่เหมาะสมจะช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบเผาผลาญ ทำให้ร่างกายเราดึงพลังงานมาใช้ได้มากขึ้น จึงช่วยลดไขมันสะสมและพลังงานส่วนเกินที่อาจเป็นสาเหตุของสัดส่วนและแก้มที่เพิ่มขึ้น ด้วยเหตุนี้ เราควรดื่มน้ำให้เหมาะสมกับช่วงวัย เพื่อให้ร่างกายทำงานได้เป็นปกติ

ลดแก้ม ด้วย 4 วิธีธรรมชาติและ 4 ขั้นตอนทางการแพทย์

4. ใช้เทคนิคและ อุปกรณ์สำหรับลดแก้ม

แม้ว่าในทางวิทยาศาสตร์ เราจะไม่สามารถลดไขมันเฉพาะส่วนได้ แต่มีเทคนิคและอุปกรณ์บางอย่างที่เชื่อกันว่าช่วยปรับสมดุลของเหลวบนใบหน้า ใบหน้าเรียวเล็ก และช่วยบริหารกล้ามเนื้อใบหน้าซึ่งอาจส่งผลให้แก้มดูเล็กลงโดยไม่ต้องลดไขมัน โดยเทคนิคและอุปกรณ์เหล่านั้น ได้แก่

  • การนวดและออกกำลังกายใบหน้า โดยการบริหารกล้ามเนื้อใบหน้าด้วยท่าทางต่าง ๆ อย่างการเป่าริมฝีปาก (Puckering Lips) การทำเแก้มป่อง การทำปากจู๋ การคลึงแก้มขณะยิ้ม อาจช่วยเพิ่มความแข็งแรงและความกระชับของใบหน้า ซึ่งอาจช่วยลดแก้มและทำให้หน้าดูเรียวขึ้นได้
  • ลูกกลิ้งนวดหน้า (Face Roller) เป็นอุปกรณ์ที่ใช้คลึงตามใบหน้าแทนการนวดด้วยมือ โดยเชื่อกันว่าแรงกดจากลูกกลิ้งจะช่วยปรับสมดุลของเหลวของเซลล์ผิวหนังบนใบหน้า ทำให้กล้ามเนื้อกระชับและอาจช่วยให้หน้าเล็กลงชั่วคราว

ทั้งนี้เทคนิคในการลดแก้มเหล่านี้จำเป็นต้องได้รับการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อยืนยันประสิทธิภาพ และควรศึกษาวิธีการทำที่ถูกต้องก่อนใช้เอง เพราะหากทำไปโดยขาดความรู้ก็อาจทำให้ใบหน้าบาดเจ็บ เป็นรอย และช้ำได้

อย่างไรก็ตาม ยังมีวิธีธรรมชาติสำหรับยามฉุกเฉินที่จะแนะนำ คือ การแต่งหน้า  UFABET โดยเฉพาะการไฮไลท์และคอนทัวร์ตามส่วนโค้งเว้าบนใบหน้า ซึ่งจะช่วยทำให้หน้าดูหน้าเรียวได้ทันที

4 ขั้นตอนลดแก้มด้วยวิธีทางการแพทย์

หากวิธีลดแก้มแบบธรรมชาติไม่ทันใจ ขั้นตอนทางการแพทย์ต่อไปนี้สามารถช่วยปรับรูปหน้าให้เรียวลงได้

1. ร้อยไหม

ร้อยไหม (Thread Lift) เป็นวิธีทางการแพทย์เพื่อความสวยงามที่ไม่ต้องผ่าตัด การร้อยไหม คือ ใช้ไหมทางการแพทย์ร้อยเข้าไปในกล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ บนใบหน้าเพื่อปรับโครงสร้างใบหน้าเพื่อลดริ้วรอย เพิ่มความเต่งตึงของผิว ยกกระชับผิวที่หย่อนคล้อยบริเวณคิ้ว ใบหน้า แก้ม และคอ โดยผลลัพธ์จากการร้อยไหมอาจอยู่ได้ราว 1-2 ปี

2. ฉีดสลายไขมัน

การฉีดสลายไขมัน (Injection Lipolysis) เป็นขั้นตอนทางการแพทย์ที่ไม่ต้องผ่าตัดเช่นเดียวกัน แพทย์จะฉีดสารเคมีสำหรับสลายไขมันเข้าไปในชั้นไขมันใต้ผิวหนังตามจุดต่าง ๆ บนใบหน้าเพื่อกระตุ้นให้เกิดปฏิกิริยาเคมีที่ทำให้เซลล์ไขมันสลายและตายลง เมื่อเซลล์ไขมันตายร่างกายก็จะกำจัดเซลล์เหล่านั้นออกจึงช่วยลดขนาดแก้มให้เล็กลง

3. ดูดไขมัน

การดูดไขมันบนใบหน้า (Facial Liposuction) อาจตอบโจทย์สำหรับคนที่อยากลดแก้มและเหนียงโดยเฉพาะ เพราะขั้นตอนนี้เป็นการผ่าตัดเพื่อสอดเครื่องดูดไขมันที่มีลักษณะเป็นท่อขนาดเล็กเข้าไปบริเวณแก้มเพื่อดูดเอาไขมันสะสมออก ซึ่งจะช่วยปรับรูปหน้าและขนาดแก้มได้อย่างตรงจุด

4. ดึงหน้า

การดึงหน้าหรือเฟสลิฟต์ (Facelift) เป็นการผ่าตัดเพื่อยกกระชับโครงสร้างเนื้อเยื่อบนใบหน้า ตั้งแต่ผิวหนังบริเวณหน้า หู แก้ม สันกราม และคอ ถือเป็นวิธีผ่าตัดที่ค่อนข้างซับซ้อน แต่อาจคงสภาพใบหน้าได้ราว 5-10 ปี โดยการผ่าตัดดึงหน้าอาจประกอบไปด้วยขั้นตอนย่อยหลายส่วน เช่น การดูดไขมันเพื่อลดเหนียงลดแก้ม การกระชับกล้ามเนื้อใบหน้าและการตัดผิวหนังใบหน้าบางส่วนออกเพื่อให้ผิวดูกระชับ เรียบเนียน และไร้ริ้วรอย

ขั้นตอนทางการแพทย์เพื่อลดแก้มเหล่านี้อาจทำให้เกิดผลข้างเคียง เช่น เลือดออก แผลหายช้า หน้าบวม สัดส่วนของหน้าไม่เท่ากัน เป็นแผลเป็น และติดเชื้อ เป็นต้น ซึ่งผลข้างเคียงบางอย่างอาจไม่เป็นอันตรายและหายได้เองจากการพักฟื้นและการดูแลที่ถูกต้อง แต่ผลข้างเคียงบางอย่างก็อาจส่งผลต่อสุขภาพและความสวยงามได้ อีกทั้งวิธีเหล่านี้มีค่าใช้จ่ายที่ต่างกันไปตามความซับซ้อนของขั้นตอน ดังนั้นควรปรึกษาแพทย์ถึงความจำเป็น ความเสี่ยง และค่าใช้จ่ายก่อนตัดสินใจ นอกจากนี้ ควรเลือกโรงพยาบาลหรือคลินิกศัลยกรรมความงามที่น่าเชื่อถือ มีใบรับรองอย่างถูกต้อง และดำเนินขั้นตอนโดยแพทย์เท่านั้น

แม้คุณจะเลือกลดแก้มด้วยวิธีทางการแพทย์ แต่ผลลัพธ์ของวิธีเหล่านั้นอาจเสื่อมสภาพตามกาลเวลา การกินอาหารไขมันสูงหรือการกินอาหารมากเกินไปอาจย่นระยะเวลาของผลลัพธ์จากขั้นตอนเหล่านี้ได้ ดังนั้นหากต้องการรักษาใบหน้าที่เรียวเล็กไว้ให้อยู่นาน ๆ ควรดูแลตนเองด้วยวิธีธรรมชาติควบคู่ไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นการกินอาหารที่มีประโยชน์และการออกกำลังกายเป็นประจำเพื่อลดความเสี่ยงของการเกิดไขมันสะสมภายในร่างกาย

พลูคาว ต้านโรคร้ายได้จริงหรือ ?

พลูคาว หรือผักคาวตอง เป็นผักพื้นบ้านที่นิยมรับประทานใบสดแกล้มอาหาร โดยเฉพาะอาหารเหนือและอีสาน เช่น ลาบ ก้อย และแจ่ว นอกจากนั้น ยังนำมาสกัดเป็นอาหารเสริมต่าง ๆ เพราะเชืื่อกันว่าพลูคาวมีสรรพคุณรักษาหรือป้องกันโรคร้ายต่าง ๆ เช่น โรคมะเร็ง โรคเบาหวาน เป็นต้น

พลูคาว

พลูคาวเป็นสมุนไพรพื้นเมืองที่ได้รับความนิยมในแถบเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มานาน ในประเทศไทยมักพบได้มากในภาคเหนือ ส่วนในประเทศจีน พลูคาวเป็นพืชสมุนไพรที่นิยมนำมาใช้รักษาอาการไอ โรคปอดบวม และโรคหลอดลมอักเสบ พลูคาวมีสารประกอบฟีนอลที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายมากมาย เช่น สารฟลาโวนอยด์ (Flavonoid) อัลคาลอยด์ (Alkaloid) และสารเควอซิทิน (Quercetin) ซึ่งอาจมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันการทำลายเซลล์ในร่างกาย และยับยั้งการอักเสบได้

ปัจจุบันมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์บางส่วนที่พิสูจน์ความเชื่อเกี่ยวกับคุณสมบัติต่าง ๆ ของพลูคาวไว้ ดังต่อไปนี้

ยับยั้งเซลล์มะเร็ง ผักต่าง ๆ ในท้องตลาดอาจมีการปนเปื้อนสารพิษอยู่มาก หลายคนจึงหันมาบริโภคผักพื้นบ้านอย่างพลูคาวกันมากขึ้น ที่สำคัญ เชื่อกันว่าพลูคาวเป็นสมุนไพรที่อาจมีฤทธิ์ต้านมะเร็งได้ มีงานวิจัยหนึ่งที่สกัดสารชีวภาพกลุ่มอัลคาลอยด์หลายชนิดจากพลูคาวแล้วนำมาใช้ทดลองในตัวอย่างเซลล์มะเร็งของมนุษย์ พบว่าสารชนิดนี้อาจมีคุณสมบัติต้านการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งได้

ส่วนอีกงานวิจัยหนึ่งที่ทดลองใช้พลูคาวปริมาณ 250 ไมโครกรัม/มิลลิลิตร กับตัวอย่างเซลล์มะเร็งของผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ และไส้ตรงระยะแรกเริ่มในห้องทดลองเป็นเวลา 1 วัน พบว่าพลูคาวอาจยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง และอาจทำลายเซลล์มะเร็งชนิดนี้ได้

แม้การศึกษาบางส่วนแสดงให้เห็นว่าพลูคาวและสารสกัดจากพลูคาวอาจช่วยต้านมะเร็งบางชนิดได้ แต่งานวิจัยเหล่านั้นเป็นการค้นคว้าในห้องปฏิบัติการที่ทดลองในตัวอย่างเซลล์เท่านั้น จึงยังไม่อาจยืนยันสมมติฐานด้านนี้ได้อย่างชัดเจน และยังไม่ทราบแน่ชัดว่าการใช้สารสกัดจากพลูคาวจะปลอดภัยต่อร่างกายหรือไม่ จึงควรศึกษาทดลองในมนุษย์เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่แน่ชัดต่อไป

ต้านการอักเสบ เพราะพลูคาวมีสารต่าง ๆ ที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ  UFABET ต้านการอักเสบ และอาจช่วยป้องกันการทำลายเซลล์ในร่างกาย จึงมีสมุนไพรและผลิตภัณฑ์อาหารเสริมจากพลูคาวที่มักกล่าวอ้างสรรพคุณในด้านดังกล่าว มีงานวิจัยชิ้นหนึ่งเผยว่า น้ำมันหอมระเหยจากพลูคาวมีกลไกการออกฤทธิ์คล้ายกับยาต้านอักเสบกลุ่ม NSAIDs ดังนั้น พลูคาวจึงอาจมีประสิทธิผลต้านการอักเสบได้ ส่วนงานวิจัยที่ทดลองประสิทธิภาพของพลูคาวในตัวอย่างเซลล์มนุษย์ พบว่าสารสกัดจากพลูคาวอาจช่วยยับยั้งการอักเสบของเซลล์ผิวหนังได้ ในขณะที่อีกหนึ่งงานวิจัยซึ่งฉีดสารสกัดจากพลูคาวในหนูทดลองเพื่อดูประสิทธิภาพทางการรักษาอาการอักเสบ พบว่าพลูคาวอาจช่วยยับยั้งภาวะหูอักเสบบวมน้ำได้

อย่างไรก็ตาม งานวิจัยเหล่านี้เป็นเพียงการทดลองในตัวอย่างเซลล์หรือสัตว์ทดลองในห้องปฏิบัติการเท่านั้น จึงควรศึกษาเพิ่มเติมเพื่อยืนยันสมมติฐานว่าพลูคาวสามารถต้านการอักเสบในมนุษย์ได้จริง แล้วนำผลลัพธ์ที่ได้มาปรับใช้เป็นประโยชน์ทางการแพทย์ต่อไปในอนาคต

รักษาโรคเบาหวาน โรคเบาหวานเป็นภาวะที่ร่างกายดื้อต่อฮอร์โมนอินซูลิน จนทำให้มีน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ พลูคาวเป็นผักที่ไม่มีน้ำตาล และมีสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพหลายชนิด จึงเชื่อว่าการบริโภคพลูคาวอาจช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและรักษาโรคเบาหวานได้ ซึ่งมีงานวิจัยหนึ่งศึกษาประสิทธิผลในด้านนี้ โดยให้หนูทดลองที่เป็นโรคเบาหวานรับน้ำมันระเหยจากพลูคาว หลังการทดลองพบว่าน้ำมันระเหยจากพลูคาวอาจช่วยปรับระดับกลูโคส อินซูลิน และฮอร์โมนอดิโพเนคทิน ซึ่งอาจช่วยให้ร่างกายลดภาวะดื้อต่ออินซูลินลงได้ เช่นเดียวกับอีกงานวิจัยหนึ่งที่ศึกษาการใช้สารสกัดจากพลูคาวในหนูทดลองที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 เป็นเวลา 8 สัปดาห์ พบว่าสารสกัดดังกล่าวอาจช่วยลดระดับโปรตีนและสารอัลบูมินในปัสสาวะ และอาจช่วยลดภาวะดื้อต่ออินซูลินได้อย่างมีนัยสำคัญ

แม้งานวิจัยข้างต้นแสดงถึงคุณสมบัติของพลูคาวที่อาจรักษาโรคเบาหวานได้ แต่การค้นคว้าเหล่านั้นเป็นเพียงการทดลองในสัตว์ที่มีผลลัพธ์เป็นการตอบสนองต่ออินซูลินเท่านั้น ไม่ได้เป็นการทดลองรักษาโรคเบาหวานอย่างเจาะจงแต่อย่างใด ดังนั้น ควรศึกษาประสิทธิภาพของพลูคาวโดยทำการทดลองในมนุษย์ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ป่วยโรคเบาหวาน แต่ควรศึกษาถึงความปลอดภัยจากการใช้พลูคาวอย่างรอบคอบก่อนเสมอ

พลูคาว รับประทานอย่างไรให้ปลอดภัยที่สุด ?

แม้พลูคาวมีสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายอยู่มาก และไม่ก่อให้เกิดอันตรายสำหรับคนทั่วไปหากบริโภคในปริมาณที่เหมาะสมจากการรับประทานอาหาร แต่ขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลหรือการทดลองใดยืนยันชัดเจนได้ว่าพลูคาวมีประสิทธิผลทางการรักษาหรือป้องกันโรคต่าง ๆ ในมนุษย์ได้ ผู้บริโภคจึงควรระมัดระวังในการบริโภคพลูคาว โดยเฉพาะในรูปผลิตภัณฑ์อาหารเสริม โดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุขประเทศไทยเผยว่า ผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน หรือโรคไต ควรระมัดระวังในการบริโภคอาหารเสริมจากพลูคาวเป็นพิเศษ ควรปฏิบัติตามคำแนะนำและอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด เพราะผู้ป่วยกลุ่มนี้อาจได้รับผลข้างเคียงจากพลูคาวจนทำให้เกิดอาการบวมน้ำและมีภาวะไตวายเฉียบพลัน ได้

ในประเทศไทย การผลิตอาหารเสริมจากพลูคาวนั้นได้รับการควบคุมมาตรฐานและกำหนดกระบวนการผลิตอย่างเคร่งครัด แต่เพื่อประโยชน์และความปลอดภัยสูงสุดของตัวผู้บริโภคเอง ควรคำนึงถึงปัจจัยต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ ก่อนเลือกซื้อผลิตภัณฑ์อาหารเสริมจากพลูคาว

  • สุขภาพร่างกาย ผู้บริโภคควรมีสุขภาพดีและไม่มีโรคประจำตัว เพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดผลข้างเคียงหลังใช้สารสกัดจากพลูคาว
  • กระบวนการผลิต กระทรวงสาธารณสุขกำหนดว่า ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมพลูคาวต้องใช้กระบวนการสกัดด้วยการบดผง หรือสกัดด้วยน้ำจากใบพลูคาวเท่านั้น ดังนั้น ผู้บริโภคควรเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐานดังกล่าวและได้รับการรับรองอย่างถูกต้อง
  • ปริมาณสารเควอซิทิน ไม่ควรบริโภคสารเควอซิทินจากอาหารเสริมเกิน 1 กรัม/วัน เพราะหากร่างกายได้รับสารเควอซิทินมากเกินไป อาจทำให้ไตเสียหายได้ ซึ่งผู้บริโภคศึกษาข้อมูลได้จากฉลากผลิตภัณฑ์
แดด ประโยชน์และโทษ กับด้านอื่นที่ควรรู้

แสงแดด ในประเทศไทยค่อนข้างแรง หลายคนจึงพยายามหลบแดด กางร่ม หรือเลือกใช้ครีมกันแดดป้องกันรังสี UV อยู่เสมอ เพื่อป้องกันอาการแสบร้อนผิว ไม่ให้สีผิวคล้ำขึ้น หรือเพื่อหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงในการเป็นมะเร็งผิวหนัง แต่ในความเป็นจริงแล้ว การได้รับแสงแดดในปริมาณและช่วงเวลาที่เหมาะสม จะได้รับวิตามินดีที่เป็นส่วนสำคัญในการเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรง หากผิวหนังไม่ได้รับการสัมผัสแดดเลย หรือโดนแดดน้อยเกินไปกระดูกอาจเปราะบางลงและเสี่ยงเป็นโรคกระดูกพรุนได้

คุณประโยชน์จากแดด

แดดอุดมไปด้วยคุณประโยชน์มากมาย เช่น

  • เสริมวิตามินดี วิตามินดีเป็นสารอาหารสำคัญที่ได้รับจากการรับประทานอาหารบางชนิด และการสัมผัสกับแสงแดดซึ่งช่วยกระตุ้นการสร้างวิตามินดีที่ผิวหนัง หากร่างกายขาดวิตามินดี กระดูกอาจเปราะบางจนเสี่ยงเป็นโรคกระดูกพรุนหรือโรคกระดูกอ่อนในเด็กได้ ด้วยเหตุนี้ จึงควรรับวิตามินดีจากแดดอย่างเหมาะสมสม่ำเสมอ เพราะเป็นแหล่งวิตามินดีที่หาง่าย และช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้กระดูกด้วยการดูดซึมสารจากอาหารต่าง ๆ ไปใช้ประโยชน์แก่ร่างกาย เช่น แคลเซียม และฟอสเฟต อย่างไรก็ตาม UFABET  สำหรับผู้ที่ไม่สามารถรับแสงแดดในปริมาณที่เพียงพอต่อการสร้างวิตามินดี เช่น ผู้ที่อยู่อาศัยในพื้นที่ที่มีแดดน้อย ผู้ที่ต้องทำงานหรือกิจกรรมที่ไม่ค่อยได้สัมผัสแสงแดด และผู้สูงอายุ ควรลดความเสี่ยงต่อภาวะต่าง ๆ จากการขาดวิตามินดี เช่น กระดูกหัก โรคความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือด หรือหัวใจวาย ด้วยการรับประทานอาหารที่มีวิตามินดีสูง หรือรับประทานอาหารเสริมวิตามินดีภายใต้คำแนะนำของแพทย์เสมอ
  • รักษาสุขภาพจิต แดดอาจเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่มีปัญหาสุขภาพจิต เช่น อารมณ์ผิดปกติก่อนมีประจำเดือน อาการเครียดขณะตั้งครรภ์ และภาวะซึมเศร้า ซึ่งอาจเกิดขึ้นเพราะพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่สัมผัสแสงแดดน้อยเกินไป ทำให้ปริมาณสารเซโรโทนินในร่างกายลดต่ำลง จนเสี่ยงเผชิญภาวะดังกล่าว แต่การสัมผัสแสงแดดอาจช่วยให้สมองหลั่งสารเซโรโทนินเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจช่วยกระตุ้นด้านอารมณ์ ช่วยให้มีสมาธิ และใจเย็นขึ้นได้ด้วย
  • รักษาอาการทางผิวหนัง แพทย์อาจแนะนำการรักษาด้วยแสง โดยให้ผู้ป่วยสัมผัสแดดเพื่อให้รังสี UV ช่วยรักษาโรคทางผิวหนังบางชนิด เช่น โรคสะเก็ดเงิน ผื่นผิวหนังอักเสบ ดีซ่าน และสิว แต่การรักษาอาการทางผิวหนังด้วยการรับแดดขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์ เพราะการรักษาผู้ป่วยแต่ละรายอาจแตกต่างกันไปตามภาวะของแต่ละบุคคลด้วย
  • ป้องกันมะเร็ง แม้การสัมผัสแดดนานเกินไปอาจเสี่ยงเป็นมะเร็งผิวหนัง แต่แดดอาจมีประโยชน์ต่อการป้องกันมะเร็งชนิดอื่น ๆ ได้ หากสัมผัสแสงแดดอย่างเหมาะสม เช่น มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งต่อมน้ำเหลือง มะเร็งรังไข่ มะเร็งตับอ่อน และมะเร็งต่อมลูกหมาก เป็นต้น

แดดจัด

โทษของแดด

แม้จะอุดมไปด้วยคุณประโยชน์มากมาย แต่แดดก็ประกอบไปด้วยรังสี UVA, UVB และ UVC ที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย อาจทำให้ตาเป็นต้อกระจก ผิวหนังเสียหาย กดการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน และอาจทำลายสารพันธุกรรม (DNA) ภายในเซลล์จนทำให้เป็นมะเร็งผิวหนังได้

นอกจากนี้ หากสัมผัสแดดนานเกินไป หรือสัมผัสแดดร้อนจ้า อาจทำให้ผิวหนังไหม้แดด ผิวแห้ง เหี่ยวย่น หยาบกร้าน ดำคล้ำ เกิดรอยช้ำ หรืออาจเป็นลมแดดได้

รับแดดอย่างไรให้ได้ประโยชน์ ?

องค์การอนามัยโลกแนะนำว่า การสัมผัสแดดโดยไม่ทาครีมกันแดดป้องกันเพียง 2-3 วัน/สัปดาห์ วันละประมาณ 5-15 นาที ก็ทำให้ร่างกายได้รับวิตามินดีจากแดดในปริมาณเพียงพอแล้ว อย่างไรก็ตาม ปริมาณการรับแดดของแต่ละบุคคลอาจแตกต่างกันไปตามลักษณะผิวหนัง  และปริมาณรังสี UV ที่อยู่ในแดด โดยผู้ที่มีผิวหนังสีอ่อนอาจเกิดผิวไหม้แดดได้เร็วกว่าผู้ที่มีผิวหนังสีเข้ม ซึ่งกรมอนามัย กระทรวงสาธารณะสุขไทยเผยว่า แดดในประเทศไทยช่วงเวลา 09:00-15:00 นาฬิกา จะมีปริมาณรังสี UV อยู่มาก ดังนั้น จึงควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสแดดในช่วงเวลาดังกล่าว เพื่อป้องกันการเกิดอันตรายต่อผิวหนังและสุขภาพ

ป้องกันอันตรายจากแดดได้อย่างไรบ้าง ?

หากผิวหนังสัมผัสแดดโดยไม่ได้รับการป้องกันรังสี UV อาจทำให้ผิวไหม้แดด และสูญเสียเส้นใยอีลาสติน จนทำให้ผิวหนังหย่อนยาน ช้ำ หรือฉีกขาดได้ง่าย ซึ่งอาจต้องใช้เวลานานในการรักษา ดังนั้น จึงควรรับแสงแดดในปริมาณที่พอดีและในช่วงเวลาที่เหมาะสม หากจำเป็นต้องสัมผัสแดดร้อนหรืออยู่กลางแดดเป็นเวลานาน จึงควรป้องกันตัวเองด้วยวิธีต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

  • สวมเครื่องแต่งกายให้มิดชิด เช่น เสื้อแขนยาว กางเกงขายาว โดยอาจเลือกเนื้อผ้าเป็นผ้าทอหนา และมีคุณสมบัติป้องกันแสงแดด (UPF: UV Protection Factor) รวมถึงสวมหมวกปีกกว้าง และแว่นตากัน UV เป็นต้น
  • ทาครีมกันแดดที่ป้องกันทั้งรังสี UVA และ UVB โดยมีค่า SPF 30 เป็นอย่างน้อย และควรทาซ้ำทุก ๆ 80 นาที หรือบ่อยกว่านั้น โดยเฉพาะหากมีเหงื่อออกมากหรือต้องว่ายน้ำ
  • ใช้คอนแทคเลนส์และเครื่องสำอางที่ป้องกันแสงแดดได้ เช่น ลิปสติก หรือลิปบาล์มที่มีค่า SPF 15 เป็นอย่างน้อย
  • อ่านฉลากยาที่ใช้อยู่อย่างละเอียดรอบคอบ เพราะยาบางชนิดอาจมีผลข้างเคียงทำให้ผิวไวต่อแดดและรับรังสี UV ได้มากกว่าปกติ ซึ่งอาจทำให้ผิวไหม้หลังสัมผัสแดดเพียงไม่กี่นาที
  • หลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้แหล่งน้ำ หิมะ หรือทราย เพราะแดดอาจสะท้อนจากพื้นผิวดังกล่าว แล้วตกกระทบสร้างความเสียหายแก่ผิวหนังได้
  • ไม่ใช้เตียงอาบแดด เพราะรังสี UV จากแดดและเตียงอาบแดดอาจทำให้เป็นมะเร็งผิวหนังได้ และหากสีผิวเริ่มคล้ำขึ้นเป็นสีน้ำตาล ควรทาครีมกันแดดเพิ่ม

ส่วนเด็กก็ต้องปกป้องร่างกายจากแดดเช่นเดียวกับผู้ใหญ่ ด้วยวิธีดังต่อไปนี้

  • ทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF 15 หรือมากกว่านั้นในบริเวณที่เสื้อผ้าปิดไม่มิดชิด หรือบริเวณที่คาดว่าจะสัมผัสแดด โดยเฉพาะช่วงไหล่ หลัง หรือคอ และควรเลือกครีมกันแดดชนิดกันน้ำ หากเด็กต้องว่ายน้ำหรือทำกิจกรรมทางน้ำ
  • สวมใส่เสื้อผ้าที่หลวมและทำจากฝ้าย รวมถึงสวมหมวกปีกกว้างเพื่อป้องกันแดดสัมผัสใบหน้าและลำคอ
  • สวมแว่นตากันแดดที่ได้มาตรฐาน
  • หากเด็กอายุต่ำกว่า 6 เดือน ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสแดดโดยตรง โดยเฉพาะช่วงเวลาที่แดดจ้า

ทั้งนี้ หากต้องสัมผัสแดดเป็นเวลานาน ควรสำรวจร่างกายตนเองและเด็กอยู่เสมอ หากพบความผิดปกติ เช่น ผิวหนังเกิดการเปลี่ยนแปลง บวม หรือมีเลือดออก ควรรีบไปพบแพทย์ทันที

เคล็ดลับรักษาผิวไหม้แดด

หากเกิดอาการผิวไหม้แดดแบบไม่รุนแรง อาจรักษาดูแลอาการด้วยตนเองได้ ดังนี้

  • ดื่มน้ำปริมาณมาก
  • บรรเทาอาการไหม้ด้วยการนำผ้าชุ่มน้ำมาประคบบริเวณที่มีอาการ
  • ใช้ยาแอสไพริน พาราเซตามอล หรือไอบูโพรเฟน หากมีอาการปวดหัว หรือมีไข้
  • ทาครีมเพิ่มความชุ่มชื้น หรือ ทาเจลว่านหางจระเข้
  • ห้ามสัมผัสแสงแดดจนกว่าแผลจะหายดี
  • หากผิวหนังเป็นตุ่มพอง ควรนำผ้าพันแผลมาปิดไว้เพื่อป้องกันการติดเชื้อ และหากตุ่มพองแตก ควรใช้ขี้ผึ้งฆ่าเชื้อทาบริเวณดังกล่าว โดยห้ามเจาะหรือบีบเพื่อเร่งตุ่มพองให้แตกเด็ดขาด

แต่หากปรากฏอาการที่รุนแรงขึ้น เช่น มีแผลไหม้แดดทั่วร่างกายมากกว่า 15 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ผิวหนังทั้งหมด รู้สึกเจ็บปวดบริเวณแผลนานเกิน 2 วัน มีภาวะขาดน้ำ หรือมีไข้สูงกว่า 38 องศาเซลเซียส ควรรีบไปพบแพทย์ทันที

กรดไหลย้อน อาการยอดฮิต ของการแสบร้อนกลางอก

กรดไหลย้อน (Gastroesophageal Reflux Disease: GERD) เป็นภาวะที่กรดหรือน้ำย่อยในกระเพาะไหลย้อนกลับมาในหลอดอาหาร จนทำให้เกิดการอักเสบของหลอดอาหาร โดยผู้ป่วยจะรู้สึกแสบร้อนกลางอก เรอเปรี้ยว และคลื่นไส้

สาเหตุสำคัญหนึ่งมาจากพฤติกรรมการกินอาหารที่ไม่ถูกต้องและการใช้ชีวิตที่เร่งรีบในสภาพสังคมปัจจุบัน หากปล่อยให้เกิดอาการเรื้อรังและรักษาด้วยวิธีที่ไม่ถูกต้อง อาจนำไปสู่การเกิดหลอดอาหารอักเสบ แผลที่หลอดอาหาร หรือหลอดอาหารตีบ ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งหลอดอาหารได้ แม้โอกาสเกิดจะไม่มากนักก็ตาม

อาการของ กรดไหลย้อน

ผู้ที่มีภาวะกรดไหลย้อนจะรู้สึกจุกเสียดบริเวณใต้ลิ้นปี่ ปวดแสบปวดร้อนบริเวณอกบ่อยครั้ง มีอาการจุกเสียดแน่นคล้ายอาหารไม่ย่อย เรอบ่อย คลื่นไส้ อาจมีน้ำรสเปรี้ยวหรือขมไหลย้อนขึ้นมาในปากและคอ ไปจนถึงกลืนอาหารได้ลำบาก

ในบางรายที่เป็นเรื้อรังอาจพบอาการอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น ไอเรื้อรัง รู้สึกระคายเคืองคอตลอดเวลา เสียงแหบแห้ง หรือฟันผุ

โรคกรดไหลย้อน

สาเหตุของกรดไหลย้อน

กรดไหลย้อนเกิดจากการทำงานที่ผิดปกติของกล้ามเนื้อหูรูดบริเวณส่วนปลายของหลอดอาหาร (Lower Esophageal Sphincter: LES) ทำให้กรดหรือน้ำย่อยภายในกระเพาะอาหารไหลย้อนกลับขึ้นมาบริเวณหลอดอาหารจนสร้างความระคายเคืองกับผนังของหลอดอาหาร

พฤติกรรมการทานอาหารและการดำเนินชีวิตก็มีผลทำให้เกิดโรคกรดไหลย้อนได้ อาทิ

การดื่มน้ำชา กาแฟ น้ำอัดลม น้ำผลไม้หรืออาหารที่มีรสเปรี้ยวจัด เผ็ดจัด อาหารไขมันสูง ช็อกโกแลต สุรา รวมทั้งการสูบบุหรี่ เราควรหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารมื้อเย็นปริมาณมาก และไม่ควรนอนทันทีหลังรับประทานอาหาร โดยรออย่างน้อย 3 ชั่วโมง ควรรับประทานอาหารปริมาณน้อยแต่บ่อยครั้ง ออกกำลังกายสม่ำเสมอและพยายามหลีกเลี่ยงความเครียด ไม่ใส่เสื้อผ้ารัดรูปหรือรัดเข็มขัดแน่นจนเกินไป ระวังน้ำหนักตัวไม่ให้มากหรืออ้วนเกินไป

ผู้ป่วยที่มีอาการสำคัญออกมาชัดเจน สามารถให้การรักษาเบื้องต้นได้เลย ส่วนผู้ป่วยที่ไม่มีอาการสำคัญออกมาชัดเจน มีอาการอื่นร่วม หรือผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาเบื้องต้นแล้วอาการไม่ดีขึ้น อาจจำเป็นต้องได้รับการวินิจฉัยเป็นพิเศษเพิ่มเติม เช่น การส่องกล้องทางเดินอาหาร การเอ็กซเรย์กลืนสารทึบแสง การตรวจทางเวชศาสตร์นิวเคลียร์ การตรวจพิเศษสำหรับโรคกรดไหลย้อนโดยเฉพาะ ได้แก่ การตรวจการบีบตัวของหลอดอาหารและการตรวจวัดความเป็นกรดด่างในหลอดอาหาร ซึ่งให้ผลจำเพาะในการวินิจฉัยโรคที่สุด

นอกจากนี้ พฤติกรรมในชีวิตประจำวันหรือโรคบางชนิดมีส่วนกระตุ้นการทำงานของหลอดอาหารให้เกิดความผิดปกติได้ หรือทำให้กระเพาะอาหารหลั่งกรดในปริมาณมากขึ้น เช่น

    • เข้านอนหลังรับประทานอาหารทันที
    • สูบบุหรี่
    • ดื่มน้ำอัดลมหรือแอลกอฮอล์
    • รับประทานอาหารปริมาณมากภายในมื้อเดียว
    • เป็นโรคอ้วน
    • อยู่ในช่วงตั้งครรภ์

สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงของโรคกรดไหลย้อน

    • ความผิดปกติของหูรูดส่วนปลายหลอดอาหารที่ทำหน้าที่ป้องกันกรดไหลย้อนจากกระเพาะอาหารมีความดันของหูรูดต่ำหรือเปิดบ่อยกว่าคนปกติ ความผิดปกติเหล่านี้อาจเกิดจากการดื่มแอลกอฮอล์ สูบบุหรี่ และยาบางชนิด เช่น ยารักษาโรคหอบหืดบางตัว
    • ความผิดปกติในการบีบตัวของหลอดอาหาร ทำให้อาหารที่รับประทานลงช้าหรืออาหารที่ไหลย้อนขึ้นมาจากกระเพาะอาหารค้างอยู่ในหลอดอาหารนานกว่าปกติ
    • ความผิดปกติของการบีบตัวของกระเพาะอาหาร ทำให้อาหารค้างอยู่ในกระเพาะอาหารนานกว่าปกติ ทำให้เพิ่มโอกาสการไหลย้อนของกรดจากกระเพาะอาหารสู่หลอดอาหารมากขึ้น อาหารประเภทไขมันสูงและช็อกโกแลตจะทำให้กระเพาะอาหารบีบตัวลดลง
    • พฤติกรรมในการดำเนินชีวิต เช่น เข้านอนทันทีหลังรับประทานอาหาร รับประทานอาหารปริมาณมากในหนึ่งมื้อ สูบบุหรี่ ดื่มน้ำอัดลมหรือแอลกอฮอล์ ความเครียด
    • โรคอ้วน ทำให้เพิ่มแรงกดต่อกระเพาะอาหารและทำให้กรดไหลย้อนกลับ
    • การตั้งครรภ์ เนื่องจากฮอร์โมนที่เพิ่มขึ้นขณะตั้งครรภ์ทำให้หูรูดหลอดอาหารอ่อนแอลง รวมถึงมดลูกที่ขยายตัวจะเพิ่มแรงกดต่อกระเพาะอาหาร

การวินิจฉัยอาการกรดไหลย้อน

แพทย์จะวินิจฉัยภาวะกรดไหลย้อนในกรณีทั่วไปจากการชักประวัติและอาการของผู้ป่วยเป็นหลัก ทั้งนี้แพทย์อาจพิจารณาการตรวจพิเศษด้านอื่นเพิ่มเติมหากไม่พบสาเหตุที่แน่ชัดหรืออาการไม่ชัดเจน เช่น การส่องกล้องทางเดินอาหาร การตรวจการเคลื่อนไหวของหลอดอาหาร การตรวจระบบทางเดินอาหาร เป็นต้น

  • การซักประวัติและการตรวจร่างกายทั่วไป โดยทั่วไปแพทย์จะวินิจฉัยโรคกรดไหลย้อนโดยใช้อาการของผู้ป่วยเป็นหลัก หากผู้ป่วยมีอาการทางหลอดอาหารเข้าได้กับภาวะกรดไหลย้อนสามารถวินิจฉัยโรคได้โดยไม่จำเป็นต้องได้รับการตรวจเพิ่มเติม
  • การตรวจเพิ่มเติม หากผู้ป่วยปฏิบัติตามคำแนะนำหรือรับการรักษาเบื้องต้นแล้วอาการไม่ดีขึ้นหรือมีอาการเตือนอื่นๆ เช่น กลืนลำบาก กลืนเจ็บ อาเจียนบ่อยๆ หรือมีประวัติอาเจียนเป็นเลือด ปวดท้องรุนแรง ถ่ายอุจจาระดำ มีอาการซีด เบื่ออาหาร น้ำหนักลด อาจจำเป็นต้องได้รับการวินิจฉัยพิเศษเพิ่มเติม เช่น
      • การส่องกล้องทางเดินอาหาร
      • การเอกซเรย์กลืนสารทึบแสง
      • การตรวจทางเวชศาสตร์นิวเคลียร์
      • การตรวจการบีบตัวของหลอดอาหาร
      • การตรวจวัดความเป็นกรด-ด่างในหลอดอาหาร

การรักษาอาการกรดไหลย้อน

การปรับพฤติกรรมในการดำเนินชีวิตอาจช่วยบรรเทาอาการให้ดีขึ้นได้ เช่น รับประทานอาหารในปริมาณที่พอดี ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ไม่ควรเข้านอนทันทีหลังรับประทานอาหาร ฯลฯ

ในบางรายอาจรักษาด้วยการให้รับประทานยาในกลุ่มยับยั้งการหลั่งกรด ยาลดภาวะกรดเกินในกระเพาะอาหาร ยาช่วยเสริมประสิทธิภาพของยาลดกรด ซึ่งจะช่วยบรรเทาอาการปวดท้อง จุก เสียด แน่น อาหารไม่ย่อย แสบร้อนกลางอก โดยตัวอย่างยาที่แพทย์สั่งจ่ายเพื่อช่วยลดกรดเกินในกระเพาะอาหาร เช่น

  • อะลูมิเนียมไฮดรอกไซด์ (Aluminum Hydroxide) และแมกนีเซียมไฮดรอกไซด์ (Magnesium Hydroxide) UFABET ที่มีฤทธิ์เป็นด่างช่วยลดกรดเกินในกระเพาะอาหาร
  • ยาไซเมทิโคน (Simethicone) ที่มีคุณสมบัติช่วยขับลม ลดอาการจุกเสียด และแน่นท้อง

ยาบรรเทาอาการกรดไหลย้อนมีหลายรูปแบบ ทั้งรูปแบบยาน้ำแขวนตะกอนที่ควรเขย่าขวดยาให้ดีก่อนใช้เสมอเพื่อให้ยากระจายตัว และยาเม็ด ส่วนใหญ่มักใช้หลังรับประทานอาหารไม่เกิน 1–2 ชั่วโมง ผู้ใช้ควรใช้ยาตามที่แพทย์และเภสัชกรแนะนำอย่างเคร่งครัดเพื่อช่วยให้ยาออกฤทธิ์บรรเทาอาการได้อย่างเต็มที่

นอกจากนี้ แพทย์อาจสั่งจ่ายยาเพิ่มการเคลื่อนตัวของระบบทางเดินอาหารเพื่อช่วยเพิ่มการบีบตัวของลำไส้มากขึ้น แต่หากอาการยังไม่ดีขึ้น การผ่าตัดซ่อมแซมกล้ามเนื้อหูรูดหลอดอาหาร อาจเป็นอีกทางเลือกของผู้ป่วยในการป้องกันไม่ให้กรดไหลย้อนกลับขึ้นไปด้านบนอย่างผิดปกติ

ภาวะแทรกซ้อนของกรดไหลย้อน

ภาวะกรดไหลย้อนมักส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน เนื่องจากฤทธิ์ของกรดได้สร้างความระคายเคืองแก่หลอดอาหารไปถึงอวัยวะบริเวณทางเดินหายใจ ทำให้กลืนอาหารได้ลำบาก รู้สึกเจ็บ หรือมีเลือดออกในหลอดอาหาร รวมทั้งอาจเกิดภาวะหลอดอาหารตีบตัน อาจกระตุ้นให้เกิดอาการหอบหืด ไอเรื้อรัง อีกทั้งยังมีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งหลอดอาหาร เนื่องจากเกิดการเปลี่ยนแปลงของเซลล์บริเวณหลอดอาหาร แต่ในปัจจุบันยังคงพบได้น้อยราย

นอกจากอาการเหล่านี้แล้ว โรคกรดไหลย้อนยังก่อให้เกิดอาการอื่นๆ ได้อีก เช่น

    • อาการเจ็บหน้าอกที่ไม่ได้เกิดจากโรคหัวใจ
    • เสียงแหบเรื้อรัง เสียงเปลี่ยน
    • ไอเรื้อรังโดยไม่มีสาเหตุชัดเจน
    • กลืนติดขัดเหมือนมีก้อนจุกในคอ
    • อาการทางช่องปาก เช่น ฟันผุ มีกลิ่นปาก
    • โรคหืดที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยาตามปกติ

การป้องกันอาการกรดไหลย้อน

ปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหารให้ตรงเวลา พยายามหลีกเลี่ยงปัจจัยในชีวิตประจำวันที่ไปกระตุ้นให้เกิดภาวะนี้มากที่สุด รวมไปถึงการดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงอาจช่วยลดโอกาสการเกิดภาวะกรดไหลย้อนให้น้อยลงได้

MOONLIGHT- BLACK BOYS WHO LOOK BLUE หนัง LGBTQs

หนังเกย์ ที่คุณเคยดูมาอาจจะดูดดื่ม แต่อยากให้ให้คุณลองมาดูภาพยนต์เรื่องนี้ ถ้าพูดถึงหนังเพศที่สามประมาณ The Danish Girl หรือ The Imitation Game ซึ่งเป็น LGBTQs ผิวขาว และค่อนข้างมีหน้ามีตาหรือฐานะทางสังคม และอย่าเพิ่งบ่นว่าเบื่อแล้วกับหนังแนว Coming of Age หากยังไม่ได้ดู Moonlight ของผู้กำกับ/นักเขียนบท Barry Jenkins

“AT SOME POINT YOU GOTTA DECIDE FOR YOURSELF WHO YOU’RE GOING TO BE.”

เพราะ Moonlight เล่าถึงการเติบโตสามช่วงวัย (เด็ก / วัยรุ่น / ผู้ใหญ่) ของชายผิวสีที่ยากจน เติบโตมาในย่านเสื่อมโทรมที่สุดในไมอามี่ ไม่มีพ่อเป็น Role Model มีแต่แม่ที่เป็นโสเภณีขี้ยา ไม่ค่อยมีเพื่อนคบ แถมยังถูกเพื่อน ๆ ที่โรงเรียนรังแกไม่เว้นแต่วัน เพราะมีแนวโน้มว่าเป็นตุ๊ดเป็นเกย์

Moonlight แบ่งออกเป็นสามพาร์ท ดูหนังออนไลน์ฟรี  พาคนดูไปสำรวจการเติบโตและทำความรู้จักกับความรักและการเลือกทางเดินชีวิตของเด็กชายผิวสีคนหนึ่งทั้งสามช่วงวัยตั้งแต่เด็กจนโต แต่ละพาร์ทตั้งชื่อตามชื่อต่าง ๆ ที่ตัวเอกถูกคนอื่นเรียก
เรื่องย่อ Moonlight พาร์ทแรก: LITTLE

พ่อค้ายารายใหญ่แห่งไมอามี่ Juan (Mahershala Ali จาก The Hunger Games: Mockingjay) ช่วย Little หรือ Chiron (Alex R. Hibbert) จากเพื่อน ๆ ที่ชอบ bully เขาไว้ ตอน Juan พา Little ไปส่งที่บ้าน เจอ Paula ผู้เป็นแม่ (Naomie Harris จาก Spectre) ก็ยิ่งเห็นใจเด็ก เขากับ Teresa แฟนสาวของเขา (Janelle Monáe จาก Hidden Figures) จึงเปรียบเสมือนเป็นพ่อและแม่คนที่สองของ Little ไปโดยปริยาย ที่โรงเรียน Little มีเพื่อนคนเดียวคือ Kevin (Jaden Piner) ผู้สอนให้เขาต่อสู้เวลาโดนรังแก

เรื่องย่อ Moonlight พาร์ทสอง: CHIRON (เป็นชื่อของตัวเอกที่แม่ตั้งให้โดยกำเนิด)

Chiron ในวัยรุ่น (Ashton Sanders) เริ่มมีความสับสนเรื่องเพศของเขาชัดเจนขึ้นเมื่อเพื่อนคนเดียวของเขา Kevin (Jharrel Jerome) ไปมีความสัมพันธ์กับผู้หญิง และ Chiron เองก็ถูกเพื่อนในโรงเรียนกลั่นแกล้งรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ แม่ของเขาก็ติดยาหนักขึ้น

เรื่องย่อ Moonlight พาร์ทสาม: BLACK (เป็นชื่อของตัวเอกที่เพื่อนรักคนเดียวของเขาตั้งให้)

Chiron ในวัยผู้ใหญ่ ใช้ชื่อว่า Black (Trevante Rhodes) รูปร่างสูงใหญ่กำยำ ใส่ฟันทอง และเป็นพ่อค้าขายยาในแอตแลนต้า แทบไม่เหลือเค้า Chiron หรือ Little คนเดิมนอกจากแววตา เขากลับไปเยี่ยมแม่ของเขาที่ไมอามี่ และแวะพบ Kevin (André Holland) ซึ่งปัจจุบันเป็นเชฟร้านอาหาร และเป็นพ่อม่ายลูกติด

รีวิว วิเคราะห์ วิจารณ์ Moonlight หนังเกย์ LGBTQs

จะเห็นได้ว่าเรื่องราวในหนัง Moonlight ไม่มีอะไรหวือหวามากนัก ดูไม่ยากแต่ก็ไม่ได้บันเทิง พูดง่าย ๆ คือพล็อตอาจไม่เหมือนหนังตลาดดูสนุกทั่วไปที่คนดูคุ้นเคย เพราะมันเล่าเหมือนเล่าชีวิตสุดแสนดราม่าของเกย์ผิวสีคนนึงจริง ๆ ด้วยงานภาพที่สวยงามน่าค้นหาและสไตล์การเล่าที่ไม่ธรรมดา

หนังตั้งชื่อแต่ละพาร์ทตามชื่อต่าง ๆ ของตัวเอก โดยแต่ละชื่อล้วนแต่เป็นชื่อที่คนอื่น คนที่มีความสำคัญไม่ด้านใดก็ด้านหนึ่งในชีวิต เรียกเขา กล่าวคือ Little ก็เป็นชื่อที่พวกเกเรที่โรงเรียนเรียกเขา, Chiron ก็เป็นชื่อที่แม่ตั้งให้เขา, Black ก็เป็นชื่อที่ Kevin เพื่อนคนเดียวในชีวิตของเขาตั้งให้เขา

ชายหาดและทะเลที่ไมอามี่เป็นสถานที่ที่เป็นจุดเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในชีวิตของ Little / Chiron / Black กล่าวคือ ในวัยเด็ก Juan ก็สอนให้ Little ว่ายน้ำเป็นที่นี่ พอวัยรุ่น Kevin ก็จูบเขาครั้งแรกที่นี่

จริง ๆ แล้ว ตัวละคร Kevin เป็นตัวละครที่แสดงถึงความสนใจเกี่ยวกับเรื่องเพศและการแสดงออกทางเพศที่สะท้อนถึงการพยายามปกปิดสถานะทางเพศที่แท้จริงของเขาเอง กล่าวคือ ช่วงวัยเด็ก หนังก็จะมีซีนที่ Kevin วัดขนาดอวัยวะเพศของเขากับเพื่อนชายคนอื่นในห้องน้ำโรงเรียน พอพาร์ทวัยรุ่น Kevin ก็มาคุยโวว่าเขาโดนครูทำโทษเพราะไปมีอะไรกับเด็กผู้หญิงในโรงเรียน และยังเป็นคนที่สอน Chiron เรื่องเซ็กส์ แล้วสุดท้ายในพาร์ทผู้ใหญ่ เขามีลูกเร็ว แต่งงานเร็ว และแยกกันอยู่ตั้งแต่ลูกยังไม่ทันโต เพราะเข้ากับศรีภรรยาไม่ได้

ความสัมพันธ์ระหว่าง Kevin กับ Chiron อาจจะลึกซึ้ง แต่ด้วยความรู้สึกบางอย่างนั้นแสดงออกไม่ได้ ส่วนใหญ่เราจึงจะได้เห็นแค่ Kevin เป็นครูสอน Chiron เรื่อง “การพยายามทำให้คนอื่นยอมรับ” หรือ “การพยายามเป็นส่วนหนึ่งในสังคม”

MOONLIGHT: BLACK BOYS WHO LOOK BLUE

แต่น่าเศร้า… การเป็นที่ยอมรับในสังคมแบบนี้หมายความว่าพวกเขาไม่สามารถเป็นตัวเองได้ โดยเฉพาะ homosexuality หรือการเป็นเกย์หรือเป็นตุ๊ดไม่เป็นที่ยอมรับ เพื่อนจะล้อว่าอ่อนแอ จะรังแกที่เขาแปลกแยก

และน่าเศร้ายิ่งกว่าที่ “ความรุนแรง” ดูจะเป็นคำตอบเดียวที่จะอยู่รอดและได้รับการยอมรับในสังคมนี้ แม้แต่ครูผู้หญิงยังบอกเลยว่า “ถ้าจะให้คนอื่นเลิกรังแก ต้องแสดงให้เขาเชื่อว่าเราเป็น a man แล้วจริง ๆ เราต้องสู้ ต้องตอบโต้” เหมือนจะสื่อประมาณว่า ถ้า you ไม่ cruel แปลว่า you ไม่ใช่ a man

Kevin ต้องยอมใช้ความรุนแรง ต่อยตีคนอื่น เพื่อให้เพื่อนผู้ชายยอมรับ ทั้งที่เขาก็ไม่โอเค พอโตมาอีก Kevin ก็ยังมีความพยายามจะทำตาม Social Norms หลงคิดว่า การแต่งงาน มีลูก และมีงานทำ คือชีวิตที่ Happy Ending ทั้งที่ลึก ๆ เขาก็รู้อยู่แก่ใจว่ามันไม่ใช่ชีวิตที่เขาต้องการ

Chiron หรือ Black เองก็เช่นกัน เขาเติบโตมาพร้อมกับบาดแผลมากมาย ทั้งภายในและภายนอก ทั้งมองเห็นได้และไม่อาจมองเห็น เพื่อให้ไม่เกิดบาดแผลซ้ำ ๆ เขาลงทุนเปลี่ยนแปลงตัวเองทุกอย่าง ฟิตหุ่นจนเป็น Mike Tyson ชนิดที่ไม่มีใครกล้าแหยม และค้ายาเจริญตามรอย Juan ผู้เป็นเสมือนพ่อบุญธรรมของเขา โดยเห็นว่า Juan มีเงิน มีอำนาจ ใคร ๆ ก็ต้องมาง้อซื้อยาจากเขา

ซึ่งเอาจริง ๆ ตอนที่ Chiron หรือ Black ยังเป็นแค่เจ้า Little วัยเก้าขวบ Juan ไม่เคยสอนเขาให้โตมาเป็นแบบเขา ตรงกันข้ามเขาสอนให้ Little เลือกทางเดินชีวิตของตัวเอง

อย่าให้ใครมาตัดสินแทนเราได้ว่าเราจะเป็นหรือไม่เป็นอะไร ทั้งนี้ส่วนหนึ่งก็เพราะ Juan ก็รู้สึกผิดอยู่ลึก ๆ ที่เป็นคนขายยาให้ Paula แม่ของ Little ทำให้ชีวิตครอบครัวของ Little ย่ำแย่อย่างทุกวันนี้

แต่สุดท้าย… อย่างที่เห็น ๆ กันอยู่ ด้วยสภาพแวดล้อมที่เขาเกิดและโตมา มันไม่ง่ายเลยที่จะเป็นตัวเองแล้วจะอยู่รอดปลอดภัยในสังคม มันไม่ง่ายเลยที่จะเลือกเส้นทางชีวิตของตัวเองในเมื่อไม่ได้มีทางเดินที่สวยงามให้เลือกผ่านมากนัก