อาหารไม่ย่อย (Indigestion หรือ Dyspepsia) เป็นอาการปวดท้องช่วงบน ท้องอืด

อาหารไม่ย่อย (Indigestion หรือ Dyspepsia) เป็นอาการปวดท้องช่วงบน ท้องอืด จุกเสียดแน่นท้อง จุกลิ้นปี่ รู้สึกอึดอัด ไม่สบายตัว หรือมีอาการแสบร้อนกลางทรวงอกหลังรับประทานอาหาร เป็นอาการที่เกิดขึ้นได้ในชีวิตประจำวัน โดยอาการจะดีขึ้นและหายไปเองเมื่อเวลาผ่านไป หรืออาจเป็นสัญญาณของโรคและการเจ็บป่วยในระบบย่อยอาหาร ซึ่งสามารถรักษาให้หายได้ด้วยยา หรือการปรับพฤติกรรมบางอย่างในการใช้ชีวิต ทั้งนี้ การรักษาขึ้นอยู่กับสาเหตุหรืออาการป่วยที่เป็นปัจจัยทำให้ อาหารไม่ย่อย ด้วยเช่นกัน

อาการของอาหารไม่ย่อย

เมื่ออาหารไม่ย่อย จะทำให้เกิดกลุ่มอาการที่เกี่ยวข้องกับอวัยวะในระบบย่อยอาหารอย่างกระเพาะอาหาร หลอดอาหาร และลำไส้เล็ก และผู้ที่มีภาวะอาหารไม่ย่อย จะเผชิญกับอาการดังต่อไปนี้

  • ปวดท้องช่วงบน จุกเสียดแน่นท้อง จุกลิ้นปี่ รู้สึกอึดอัด ไม่สบายตัว ท้องอืด ท้องเฟ้อ หลังการรับประทานอาหาร
  • รู้สึกอิ่มเร็วหลังรับประทานอาหารเข้าไปได้ไม่นาน ทั้ง ๆ ที่ยังรับประทานอาหารไม่เสร็จ หรือไม่ได้รับประทานอาหารปริมาณมากแต่อย่างใด
  • รู้สึกแสบร้อนกลางทรวงอกช่วงบริเวณระหว่างกระดูกหน้าอกกับสะดือ
  • รู้สึกคลื่นไส้
  • เรอ หรืออาเจียน

โดยส่วนใหญ่ อาการเหล่านี้จะดีขึ้นและหายไปเมื่อเวลาผ่านไป แต่ในบางครั้ง อาการเหล่านี้ก็เกิดขึ้นบ่อยจนรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน หรืออาจเป็นสัญญาณของปัญหาสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับระบบย่อยอาหารได้เช่นกัน

ดังนั้น ผู้ป่วยควรสังเกตอาการที่เกิดขึ้น หรือไปพบแพทย์หากมีอาการอาหารไม่ย่อยเกิดขึ้นบ่อย ๆ อย่างต่อเนื่องกว่า 2 สัปดาห์ โดยอาจมีอาการรุนแแรงมากขึ้น หรือมีอาการสำคัญอื่น ๆ เกิดขึ้นร่วมด้วย เช่น

  • น้ำหนักตัวลดลงหรือไม่อยากอาหาร
  • อาเจียนบ่อยหรืออาเจียนมีเลือดปน
  • ถ่ายอุจจาระเป็นสีดำหรืออุจจาระมีเลือดปน
  • กลืนอาหารลำบาก และมีอาการแย่ลงเรื่อย ๆ
  • เหนื่อยล้า อ่อนเพลีย ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของภาวะโลหิตจาง

ทั้งนี้ ผู้ป่วยควรไปพบแพทย์อย่างเร่งด่วนหากพบอาการร่วมดังต่อไปนี้

  • หายใจไม่อิ่ม หายใจถี่ และมีเหงื่อออกมาก
  • เจ็บหน้าอกในขณะออกกำลังหรือใช้แรง
  • รู้สึกเจ็บหน้าอก และลามไปยังบริเวณกราม ลำคอ หรือแขน

อาหารไม่ย่อย

สาเหตุของอาหารไม่ย่อย

โดยปกติ เมื่อรับประทานอาหาร อาหารจะถูกส่งไปตามหลอดอาหารเข้าสู่กระเพาะอาหาร และกรดในกระเพาะอาหารจะช่วยย่อยอาหารเหล่านั้น แล้วส่งต่อไปยังลำไส้เล็กโดยมีสารที่เรียกว่าเอนไซม์ช่วยย่อยอาหารภายในลำไส้เล็ก เพื่อดูดซึมสารอาหารที่ได้ไปใช้ประโยชน์ต่อไป

ส่วนอาการอาหารไม่ย่อยนั้น อาจเกิดจากหลายสาเหตุที่ทำให้กระบวนการย่อยอาหารไม่เป็นไปตามปกติ ได้แก่

อาหารไม่ย่อยโดยไม่ทราบสาเหตุ (Functional หรือ Nonulcer Dyspepsia)

เป็นสาเหตุส่วนใหญ่ของผู้ที่มีอาการอาหารไม่ย่อยเกิดขึ้นซ้ำ ๆ โดยที่ไม่พบความผิดปกติใด ๆ ภายในอวัยวะในระบบย่อยอาหาร

พฤติกรรมการกิน

  • กินอาหารเร็วเกินไปหรือกินอาหารในปริมาณมากเกินไป
  • กินอาหารไม่ตรงเวลา
  • กินอาหารมันหรือกินอาหารที่มีรสเผ็ด
  • ดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน แอลกอฮอล์ หรือน้ำอัดลมมากเกินไป

ปัจจัยในการใช้ชีวิต

  • สูบบุหรี่
  • มีภาวะวิตกกังวล
  • มีภาวะเครียด
  • มีภาวะอ้วน หรือน้ำหนักเกิน เนื่องจากมีแรงดันในช่องท้องเพิ่มมากขึ้น
  • การตั้งครรภ์ เพราะมีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน และมีการขยายขนาดของมดลูก ซึ่งเพิ่มแรงกดในช่องท้องด้วยเช่นกัน

การใช้ยา

ยาบางชนิดอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงต่อระบบย่อยอาหาร จนนำไปสู่อาการอาหารไม่ย่อยได้ เช่น การใช้ยาปฏิชีวนะเป็นประจำ ยาแก้ปวด ยาสเตียรอยด์ อาหารเสริมธาตุเหล็ก และยาต้านการอักเสบ อย่างแอสไพริน ไอบูโพรเฟน ไดโคลฟีแนค เป็นต้น

การเจ็บป่วยและปัญหาสุขภาพต่าง ๆ

  • เกิดแผลในกระเพาะอาหารหรือภายในลำไส้เล็กจากการติดเชื้อแบคทีเรียเอชไพโลไร (H.pylori) ที่บริเวณเยื่อบุกระเพาะอาหารและลำไส้เล็ก ซึ่งอาจทำให้เกิดแผลในบริเวณนั้น จนนำไปสู่อาการอาหารไม่ย่อยได้ในที่สุด
  • เกิดแผลในกระเพาะอาหารหรือภายในลำไส้เล็กจากสาเหตุอื่น ๆ
  • ท้องผูก ทำให้มีอาหารสะสมอยู่ในระบบย่อยอาหารจำนวนมาก
  • เกิดการอักเสบภายในอวัยวะในระบบย่อยอาหาร เช่น กระเพาะอาหาร หลอดอาหาร  UFABET ลำไส้เล็กหรือตับอ่อนซึ่งมีหน้าที่ผลิตเอนไซม์ย่อยอาหาร
  • เกิดภาวะกรดไหลย้อนหรือเป็นโรคกรดไหลย้อน
  • มีนิ่วในถุงน้ำดี
  • โรคแพ้กลูเตน (Celiac Disease) หากรับประทานกลูเตนแล้วจะทำให้ลำไส้เสียหาย จึงไม่สามารถดูดซึมสารอาหารประเภทไขมัน วิตามิน เกลือแร่ และสารอาหารอื่น ๆ ที่จำเป็นในปริมาณที่ร่างกายต้องการได้
  • ลำไส้อุดตัน
  • ภาวะลำไส้ขาดเลือด ทำให้ไม่เกิดการย่อยอาหาร
  • ไส้เลื่อนกระบังลม ซึ่งเกิดจากกระเพาะอาหารส่วนต้นบางส่วนเคลื่อนตัวเข้าไปอยู่บริเวณช่องกระบังลม
  • มะเร็งกระเพาะอาหารหรือมะเร็งหลอดอาหาร ซึ่งเป็นสาเหตุที่พบได้น้อยมาก

การวินิจฉัยอาหารไม่ย่อย

ในเบื้องต้น แพทย์จะสอบถามอาการที่เกิดขึ้น ซักประวัติสุขภาพของผู้ป่วย และอาจตรวจร่างกายในบริเวณต่าง ๆ หรืออาจส่งตรวจเพิ่มเติม ขึ้นอยู่กับลักษณะ ความรุนแรงของอาการ และดุลยพินิจของแพทย์ว่าอาการอาหารไม่ย่อยของผู้ป่วยน่าจะเกิดจากสาเหตุใดโดยการตรวจเพิ่มเติมเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงของอาการอาหารไม่ย่อย ได้แก่

  • ตรวจเลือด แพทย์อาจนำตัวอย่างเลือดที่ได้ไปตรวจในห้องปฏิบัติการ ซึ่งเป็นการตรวจหาภูมิคุ้มกันต่อเชื้อแบคทีเรียเอชไพโลไร
  • ตรวจลมหายใจ เป็นการตรวจหาการติดเชื้อแบคทีเรียเอชไพโลไรเช่นกัน ผู้ป่วยต้องดื่มเครื่องดื่มเฉพาะที่แพทย์เตรียมไว้ แล้วพ่นลมหายใจเข้าไปในเครื่องทดสอบลมหายใจ
  • ตรวจอุจจาระ แพทย์จะให้ผู้ป่วยเก็บตัวอย่างอุจจาระเพื่อนำไปตรวจหาการติดเชื้อในกรณีที่สงสัยว่าผู้ป่วยอาจมีอาการอาหารไม่ย่อยจากการติดเชื้อแบคทีเรียเอชไพโลไร
  • การฉายภาพอวัยวะภายใน อาจใช้การเอกซเรย์ธรรมดา (X-ray) หรือ การเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) เพื่อตรวจหาการอุดตันภายในลำไส้ หรือใช้การอัลตราซาวด์ (Ultrasound) เพื่อตรวจหาความผิดปกติที่อวัยวะต่าง ๆ ภายในช่องท้อง
  • ส่องกล้องตรวจทางเดินอาหาร แพทย์จะใช้เครื่องมือพิเศษที่มีกล้อง (Endoscope) ติดอยู่ตรงส่วนปลายท่อ สอดเข้าไปทางปากหรือทางทวารหนักของผู้ป่วย แล้วตรวจดูอวัยวะภายในเพื่อหาความผิดปกติผ่านภาพจากกล้อง
  • ตรวจตัวอย่างชิ้นเนื้อ เป็นขั้นตอนต่อเนื่องจากการส่องกล้องสอดเข้าไปในร่างกายของผู้ป่วย แล้วใช้เครื่องมือพิเศษตัดตัวอย่างชิ้นเนื้อในบริเวณที่ต้องการตรวจแล้วนำออกมาส่งตรวจหาเชื้อหรือความผิดปกติต่าง ๆ ในห้องปฏิบัติการต่อไป

นอกจากนี้ อาจต้องใช้วิธีการอื่น ๆ ในการตรวจวินิจฉัยอาการอาหารไม่ย่อย หากแพทย์มีข้อสงสัยใด ๆ เพิ่มเติม ซึ่งแพทย์จะพิจารณาไปตามกรณี

การรักษาอาหารไม่ย่อย

เมื่ออาหารไม่ย่อย ผู้ป่วยต้องรักษาที่ปัจจัยต้นเหตุ หรืออาการเจ็บป่วยที่เป็นสาเหตุ รวมถึงปรับพฤติกรรมการกิน และหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ ซึ่งเป็นทั้งการรักษาบรรเทาอาการและการป้องกันการเกิดอาหารไม่ย่อยโดยวิธีการรักษาอื่น ๆ ขึ้นอยู่กับโรคหรืออาการป่วยเหล่านั้นด้วย เช่น

การรับประทานยาลดกรด ผู้ป่วยสามารถหาซื้อยาได้เองตามร้านขายยา โดยต้องใช้ยาอย่างถูกวิธีจากการศึกษาฉลากยาและปรึกษาเภสัชกรก่อนเสมอ เช่น

  • ยาโปรตอน ปั๊ม อินฮิบิเตอร์ (Proton Pump Inhibitors: PPIs) จะช่วยลดกรดในกระเพาะ และบรรเทาอาการอาหารไม่ย่อยที่มีอาการแสบร้อนกลางอกร่วมด้วย
  • ยาเอช 2 แอนตาโกนิสต์ (H-2-Receptor Antagonists: H2RAs) ช่วยลดกรดในกระเพาะ
  • ยาโพรไคเนติก (Prokinetics) ช่วยบรรเทาอาการอาหารย่อยช้า

การใช้ยาปฏิชีวนะ ใช้รักษาผู้ที่มีอาการอาหารไม่ย่อยจากการติดเชื้อแบคทีเรีย H. pylori ในการใช้ยาปฏิชีวนะ ผู้ป่วยต้องปฏิบัติตามคำสั่งของแพทย์อย่างเคร่งครัดเสมอ โดยตัวอย่างยาที่แพทย์อาจนำมาใช้รักษา ได้แก่ อะม็อกซี่ซิลิน (Amoxicillin) เมโทรนิดาโซล (Metronidazole) หรือคลินดามัยซิน (Clindamycin) เป็นต้น

การปรับยารักษา หากผู้ป่วยอาหารไม่ย่อยจากผลข้างเคียงในการใช้ยาบางชนิด ผู้ป่วยควรปรึกษาแพทย์เพื่อปรับการใช้ยา เลิกใช้ยา หรือใช้ยาตัวอื่นทดแทนยาที่กำลังรับประทานอยู่ เพื่อไม่ให้เกิดอาการอาหารไม่ย่อยขึ้นอีก

การรักษาสภาวะทางจิต อารมณ์ ความวิตกกังวล และความเครียด สามารถก่อให้เกิดอาการอาหารไม่ย่อยได้เช่นกัน ซึ่งแพทย์อาจจะรักษาปัญหาเหล่านี้ด้วยการให้ผู้ป่วยรับประทานยาต้านเศร้า (Antidepressants) และยาระงับอาการวิตกกังวล (Anti-anxiety) หรือแพทย์อาจแนะนำให้ผู้ป่วยเข้ารับการบำบัดทางจิตวิทยา เพื่อปลดปล่อยระบายความเครียด และหาทางออกของปัญหาภายใต้คำแนะนำและการดูแลของผู้เชี่ยวชาญ

ส่วนอาการอาหารไม่ย่อยที่เกิดจากปัญหาสุขภาพอื่น ๆ แพทย์จะพิจารณารักษาตามอาการและความรุนแรงของโรค เช่น การผ่าตัดในกรณีที่มีความผิดปกติของอวัยวะภายในระบบย่อยอาหารและไม่สามารถรักษาด้วยวิธีการอื่นได้ การทำเคมีบำบัดและรังสีบำบัดในผู้ป่วยมะเร็ง เป็นต้น

ภาวะแทรกซ้อนของอาหารไม่ย่อย

อาการอาหารไม่ย่อยอาจกระทบรบกวนการใช้ชีวิตประจำวันของผู้ป่วย เช่น รู้สึกอึดอัดไม่สบายตัว ประสิทธิภาพในการเรียนหรือการทำงานลดลง รับประทานได้น้อยลง แต่โดยทั่วไป อาการอาหารไม่ย่อยมักไม่ก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตราย

อย่างไรก็ตาม หากอาการอาหารไม่ย่อยเกิดจากสาเหตุที่เป็นปัญหาสุขภาพรุนแรง อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ ได้ เช่น

  • ภาวะเลือดออกในทางเดินอาหาร เนื่องจากอาการอาหารไม่ย่อยอาจเกิดจากการมีกรดในกระเพาะมากเกินไปจนสร้างแผลและความเสียหายแก่อวัยวะภายในระบบทางเดินอาหาร จึงอาจนำไปสู่ภาวะเลือดออกในทางเดินอาหารในอวัยวะต่าง ๆ เช่น หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร ลำไส้เล็ก เป็นต้น

  • ภาวะหลอดอาหารตีบ หากเยื่อบุหลอดอาหารได้รับความเสียหายจากกรดไหลย้อนเพราะอาหารไม่ย่อยเป็นเวลานาน ๆ อาจทำให้เกิดรอยแผลเป็นได้ จนทำให้หลอดอาหารตีบแคบลง โดยอาการที่อาจเกิดขึ้นหลังหลอดอาหารตีบ คือ กลืนลำบาก มีอาหารติดอยู่ในลำคอ หรือเจ็บหน้าอก ซึ่งอาจต้องรักษาด้วยการผ่าตัดขยายทางเดินอาหาร

  • ภาวะกระเพาะอาหารส่วนปลายตีบ เมื่อได้รับความเสียหายจากการทำปฏิกิริยาของกรดในกระเพาะเป็นเวลานาน กระเพาะอาหารส่วนปลายบริเวณที่เชื่อมไปยังลำไส้เล็กจะเกิดแผลเป็นจนทำให้อวัยวะส่วนดังกล่าวตีบแคบลง ซึ่งอาจทำให้อาหารไม่ถูกย่อยอย่างเหมาะสมตามที่ควรจะเป็น และเป็นเหตุทำให้เกิดการอาเจียนได้ อาจต้องรักษาด้วยการผ่าตัดแก้ไขกระเพาะส่วนนั้นให้อยู่ในสภาพที่เหมาะสม

  • ภาวะหลอดอาหารอักเสบเรื้อรังบาร์เร็ต (Barrett’s Oesophagus) เมื่อมีอาการกรดไหลย้อนซ้ำ ๆ อาจทำให้เซลล์บริเวณหลอดอาหารส่วนปลายเกิดการเปลี่ยนแปลงได้ แต่มักไม่มีอาการแสดงที่ปรากฏชัดเจน เพราะอาการที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่เป็นอาการของภาวะกรดไหลย้อน ทั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงของเซลล์ที่เกิดขึ้นนับเป็นการเปลี่ยนแปลงในระยะก่อนมะเร็ง ซึ่งมีความเสี่ยงเล็กน้อยที่จะพัฒนาโรคไปสู่การเป็นมะเร็งหลอดอาหาร โดยอาการป่วยนี้มักพบในผู้ป่วยสูงวัยเป็นส่วนใหญ่

  • กระเพาะอาหารทะลุ เป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบได้น้อย แต่รุนแรงและเป็นอันตราย เนื่องจากหลังเนื้อเยื่อที่ผนังกระเพาะอาหารฉีกขาดจนทะลุ อาจทำให้แบคทีเรียในกระเพาะอาหารแพร่กระจายไปยังเนื้อเยื่อส่วนอื่น ๆ ภายในช่องท้อง และอาจเกิดการติดเชื้อลุกลามนำไปสู่ภาวะเยื่อบุช่องท้องอักเสบได้

การป้องกันการเกิดอาหารไม่ย่อย

ผู้ป่วยสามารถปรับพฤติกรรมการกินและการใช้ชีวิต เพื่อช่วยป้องกันการเกิดอาการอาหารไม่ย่อยได้ด้วยตนเอง เช่น

  • หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง มีรสเผ็ด หรือพวกอาหารสำเร็จรูป

  • รับประทานอาหารให้ตรงเวลาเสมอ

  • ไม่รับประทานอาหารในปริมาณที่มากเกินไป หรืออาจแบ่งปริมาณอาหารออกเป็นมื้อเล็ก ๆ หลายมื้อ แทนการรับประทานอาหารปริมาณมากในคราวเดียว

  • ค่อย ๆ รับประทานอาหาร ไม่รับประทานอาหารเร็วเกินไป

  • ควรเข้านอนตอนท้องว่าง ไม่รับประทานอาหารอย่างน้อย 3 ชั่วโมงก่อนเข้านอน

  • ลดหรืองดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ คาเฟอีน น้ำอัดลม หรือเครื่องดื่มอื่น ๆ ที่มีส่วนผสมของโซดา

  • ไม่สูบบุหรี่หรือเลิกสูบบุหรี่

  • ควบคุมให้มีน้ำหนักตัวอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมอยู่เสมอ ควรลดน้ำหนักหากกำลังอยู่ในภาวะน้ำหนักเกินหรือภาวะอ้วน

  • ออกกำลังกายอย่างเหมาะสมสม่ำเสมอเพื่อกระตุ้นระบบต่าง ๆ ภายในร่างกาย รวมทั้งช่วยกระตุ้นอวัยวะภายในระบบย่อยอาหารให้มีสุขภาพดีและสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

  • หลีกเลี่ยงการใช้ยาแก้ปวดกลุ่มแอสไพรินหรือไอบูโพรเฟน ยานาพรอกเซน และยาที่อาจมีผลต่อระบบย่อยอาหารอื่น ๆ ในระยะยาว หรือปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับการใช้ยาและการปรับยา

  • เรียนรู้วิธีบริหารจัดการรับมือกับความเครียด หาวิธีผ่อนคลาย เช่น นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ เดินทางท่องเที่ยว ดูหนังฟังเพลงเพื่อพักผ่อนหย่อนใจ หรือการทำสมาธิ เป็นต้น

ลดแก้ม ด้วย 4 วิธีธรรมชาติและ 4 ขั้นตอนทางการแพทย์

ใบหน้าเรียวเล็ก เป็นค่านิยมด้านความงามที่หลายคนให้ความสนใจ คนที่มีแก้มเยอะจึงมักสรรหาวิธีลดแก้มเพื่อลดขนาดใบหน้าให้ดูเรียวขึ้น แต่ก่อนจะลองทำตามวิธีลดแก้มที่เห็นกันทั่วไป เราควรทำความเข้าใจเกี่ยวกับขนาดของแก้มกันก่อน

ขนาดของแก้มนั้นอาจขึ้นอยู่กับไขมันสะสมภายในร่างกายเป็นหลัก ซึ่งการจะลดไขมันเฉพาะบริเวณแก้มอย่างเดียวเท่านั้นไม่สามารถทำได้ด้วยวิธีธรรมชาติ แต่จำเป็นต้องใช้ขั้นตอนทางการแพทย์เข้ามาแก้ไขปัญหานี้ แต่ใครที่ตั้งใจจะลดแก้ม ลดน้ำหนัก ลดไขมันสะสม และลดสัดส่วนร่างกาย วิธีธรรมชาตินับเป็นทางเลือกที่เหมาะสมและมีความเสี่ยงน้อยกว่า โดยในบทความนี้ได้รวบรวมวิธีลดแก้มหลากหลายวิธีมาให้ได้อ่านกัน

4 วิธีธรรมชาติลดแก้มด้วยตนเอง

อย่างที่ได้รู้ไปตอนต้นว่าการลดแก้มด้วยวิธีธรรมชาตินั้นไม่สามารถลดไขมันเฉพาะจุดได้ อีกทั้งต้องใช้เวลาและวินัย แต่ก็แลกมาด้วยสุขภาพที่ดีและความเสี่ยงที่น้อย หากใครที่ต้องการดูแลสุขภาพ ลดแก้ม และลดสัดส่วน วิธีเหล่านี้อาจช่วยได้ไม่น้อย

1. คาร์ดิโอ

ใครที่คาดว่าตนเองมีไขมันสะสมเยอะ การออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอถือเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการลดแก้มและสัดส่วน เพราะคาร์ดิโอขึ้นชื่อในเรื่องการกำจัดพลังงานส่วนเกินจากการกินอาหารมากเกินไปในแต่ละวัน และหากคาร์ดิโอต่อเนื่องกันจะช่วยลดไขมันสะสมภายในร่างกายได้

สำหรับใครที่อยากลดไขมัน ควรออกกำลังกายแบบคาร์ดิโออย่างน้อย 20-40 นาที/วัน หรือ 150-300 นาที/สัปดาห์เป็นประจำ ตัวอย่างการออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ เช่น เดิน เดินเร็ว วิ่ง ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน และเต้นซุมบ้า เป็นต้น นอกจากนี้คาร์ดิโอยังกระตุ้นการเผาผลาญพลังงานซึ่งอาจช่วยลดน้ำหนักได้

2. คุมอาหาร

เพื่อลดปริมาณไขมันสะสมอย่างเห็นผล ควรคุมอาหารด้วยวิธีการต่อไปนี้ควบคู่กับการออกกำลังกาย

  • ลดปริมาณไขมันต่อวันเพื่อป้องกันการได้รับพลังงานส่วนเกินซึ่งอาจเพิ่มไขมันสะสมในร่างกาย ด้วยการเลี่ยงอาหารไขมันสูง ของทอด ของมัน ของหวาน และอาหารฟาสต์ฟู้ด เปลี่ยนไปกินอาหารไขมันต่ำและโปรตีนสูง อย่างอกไก่ เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน เนื้อปลา และนมไขมันต่ำ
  • คุมแป้งและน้ำตาล เพราะทั้ง 2 อย่างจัดเป็นคาร์โบไฮเดรตซึ่งเป็นสารอาหารที่ให้พลังงานสูง การกินอาหารประเภทนี้มากเกินไปในแต่ละวัน ร่างกายจะเปลี่ยนคาร์โบไฮเดรตเป็นไขมันสะสม จึงควรปรับปริมาณข้าวและแป้งให้น้อยลง หรือปรับเปลี่ยนกินคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน เช่น ข้าวกล้อง และธัญพืชขัดสีน้อย รวมถึงลดของหวาน น้ำหวาน น้ำอัดลม ขนมขบเคี้ยว
  • จำกัดโซเดียม อย่างที่หลายคนเคยได้ยินมาว่าโซเดียมทำให้ตัวบวม ซึ่งความเชื่อนี้เป็นเรื่องจริง โซเดียมจะทำให้ร่างกายดูดน้ำไว้มากขึ้น ทำให้แก้มและร่างกายของเราดูบวมขึ้นได้ ดังนั้นการลดอาหารประเภทนี้ก็จะช่วยลดแก้มได้ หากใครชอบกินเค็ม อาหารสำเร็จรูป และอาหารรสจัดคงต้องลดให้น้อยลง

นอกจากนี้ควรกินผักผลไม้ที่มีไฟเบอร์หรือใยอาหารสูง เพราะงานศึกษาหลายชิ้นพบว่าการกินอาหารที่มีไฟเบอร์เป็นประจำมีส่วนช่วยลดไขมันสะสม อีกทั้งผักผลไม้ยังมีสารอาหาร วิตามิน แร่ธาตุ และสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยให้สุขภาพดี และช่วยบำรุงผิวพรรณได้

3. ดื่มน้ำให้มากขึ้น

น้ำเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยให้ระบบต่าง ๆ ภายในร่างกายทำงานได้เป็นปกติ ไม่เพียงเท่านั้น การดื่มน้ำในปริมาณที่เหมาะสมจะช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบเผาผลาญ ทำให้ร่างกายเราดึงพลังงานมาใช้ได้มากขึ้น จึงช่วยลดไขมันสะสมและพลังงานส่วนเกินที่อาจเป็นสาเหตุของสัดส่วนและแก้มที่เพิ่มขึ้น ด้วยเหตุนี้ เราควรดื่มน้ำให้เหมาะสมกับช่วงวัย เพื่อให้ร่างกายทำงานได้เป็นปกติ

ลดแก้ม ด้วย 4 วิธีธรรมชาติและ 4 ขั้นตอนทางการแพทย์

4. ใช้เทคนิคและ อุปกรณ์สำหรับลดแก้ม

แม้ว่าในทางวิทยาศาสตร์ เราจะไม่สามารถลดไขมันเฉพาะส่วนได้ แต่มีเทคนิคและอุปกรณ์บางอย่างที่เชื่อกันว่าช่วยปรับสมดุลของเหลวบนใบหน้า ใบหน้าเรียวเล็ก และช่วยบริหารกล้ามเนื้อใบหน้าซึ่งอาจส่งผลให้แก้มดูเล็กลงโดยไม่ต้องลดไขมัน โดยเทคนิคและอุปกรณ์เหล่านั้น ได้แก่

  • การนวดและออกกำลังกายใบหน้า โดยการบริหารกล้ามเนื้อใบหน้าด้วยท่าทางต่าง ๆ อย่างการเป่าริมฝีปาก (Puckering Lips) การทำเแก้มป่อง การทำปากจู๋ การคลึงแก้มขณะยิ้ม อาจช่วยเพิ่มความแข็งแรงและความกระชับของใบหน้า ซึ่งอาจช่วยลดแก้มและทำให้หน้าดูเรียวขึ้นได้
  • ลูกกลิ้งนวดหน้า (Face Roller) เป็นอุปกรณ์ที่ใช้คลึงตามใบหน้าแทนการนวดด้วยมือ โดยเชื่อกันว่าแรงกดจากลูกกลิ้งจะช่วยปรับสมดุลของเหลวของเซลล์ผิวหนังบนใบหน้า ทำให้กล้ามเนื้อกระชับและอาจช่วยให้หน้าเล็กลงชั่วคราว

ทั้งนี้เทคนิคในการลดแก้มเหล่านี้จำเป็นต้องได้รับการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อยืนยันประสิทธิภาพ และควรศึกษาวิธีการทำที่ถูกต้องก่อนใช้เอง เพราะหากทำไปโดยขาดความรู้ก็อาจทำให้ใบหน้าบาดเจ็บ เป็นรอย และช้ำได้

อย่างไรก็ตาม ยังมีวิธีธรรมชาติสำหรับยามฉุกเฉินที่จะแนะนำ คือ การแต่งหน้า  UFABET โดยเฉพาะการไฮไลท์และคอนทัวร์ตามส่วนโค้งเว้าบนใบหน้า ซึ่งจะช่วยทำให้หน้าดูหน้าเรียวได้ทันที

4 ขั้นตอนลดแก้มด้วยวิธีทางการแพทย์

หากวิธีลดแก้มแบบธรรมชาติไม่ทันใจ ขั้นตอนทางการแพทย์ต่อไปนี้สามารถช่วยปรับรูปหน้าให้เรียวลงได้

1. ร้อยไหม

ร้อยไหม (Thread Lift) เป็นวิธีทางการแพทย์เพื่อความสวยงามที่ไม่ต้องผ่าตัด การร้อยไหม คือ ใช้ไหมทางการแพทย์ร้อยเข้าไปในกล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ บนใบหน้าเพื่อปรับโครงสร้างใบหน้าเพื่อลดริ้วรอย เพิ่มความเต่งตึงของผิว ยกกระชับผิวที่หย่อนคล้อยบริเวณคิ้ว ใบหน้า แก้ม และคอ โดยผลลัพธ์จากการร้อยไหมอาจอยู่ได้ราว 1-2 ปี

2. ฉีดสลายไขมัน

การฉีดสลายไขมัน (Injection Lipolysis) เป็นขั้นตอนทางการแพทย์ที่ไม่ต้องผ่าตัดเช่นเดียวกัน แพทย์จะฉีดสารเคมีสำหรับสลายไขมันเข้าไปในชั้นไขมันใต้ผิวหนังตามจุดต่าง ๆ บนใบหน้าเพื่อกระตุ้นให้เกิดปฏิกิริยาเคมีที่ทำให้เซลล์ไขมันสลายและตายลง เมื่อเซลล์ไขมันตายร่างกายก็จะกำจัดเซลล์เหล่านั้นออกจึงช่วยลดขนาดแก้มให้เล็กลง

3. ดูดไขมัน

การดูดไขมันบนใบหน้า (Facial Liposuction) อาจตอบโจทย์สำหรับคนที่อยากลดแก้มและเหนียงโดยเฉพาะ เพราะขั้นตอนนี้เป็นการผ่าตัดเพื่อสอดเครื่องดูดไขมันที่มีลักษณะเป็นท่อขนาดเล็กเข้าไปบริเวณแก้มเพื่อดูดเอาไขมันสะสมออก ซึ่งจะช่วยปรับรูปหน้าและขนาดแก้มได้อย่างตรงจุด

4. ดึงหน้า

การดึงหน้าหรือเฟสลิฟต์ (Facelift) เป็นการผ่าตัดเพื่อยกกระชับโครงสร้างเนื้อเยื่อบนใบหน้า ตั้งแต่ผิวหนังบริเวณหน้า หู แก้ม สันกราม และคอ ถือเป็นวิธีผ่าตัดที่ค่อนข้างซับซ้อน แต่อาจคงสภาพใบหน้าได้ราว 5-10 ปี โดยการผ่าตัดดึงหน้าอาจประกอบไปด้วยขั้นตอนย่อยหลายส่วน เช่น การดูดไขมันเพื่อลดเหนียงลดแก้ม การกระชับกล้ามเนื้อใบหน้าและการตัดผิวหนังใบหน้าบางส่วนออกเพื่อให้ผิวดูกระชับ เรียบเนียน และไร้ริ้วรอย

ขั้นตอนทางการแพทย์เพื่อลดแก้มเหล่านี้อาจทำให้เกิดผลข้างเคียง เช่น เลือดออก แผลหายช้า หน้าบวม สัดส่วนของหน้าไม่เท่ากัน เป็นแผลเป็น และติดเชื้อ เป็นต้น ซึ่งผลข้างเคียงบางอย่างอาจไม่เป็นอันตรายและหายได้เองจากการพักฟื้นและการดูแลที่ถูกต้อง แต่ผลข้างเคียงบางอย่างก็อาจส่งผลต่อสุขภาพและความสวยงามได้ อีกทั้งวิธีเหล่านี้มีค่าใช้จ่ายที่ต่างกันไปตามความซับซ้อนของขั้นตอน ดังนั้นควรปรึกษาแพทย์ถึงความจำเป็น ความเสี่ยง และค่าใช้จ่ายก่อนตัดสินใจ นอกจากนี้ ควรเลือกโรงพยาบาลหรือคลินิกศัลยกรรมความงามที่น่าเชื่อถือ มีใบรับรองอย่างถูกต้อง และดำเนินขั้นตอนโดยแพทย์เท่านั้น

แม้คุณจะเลือกลดแก้มด้วยวิธีทางการแพทย์ แต่ผลลัพธ์ของวิธีเหล่านั้นอาจเสื่อมสภาพตามกาลเวลา การกินอาหารไขมันสูงหรือการกินอาหารมากเกินไปอาจย่นระยะเวลาของผลลัพธ์จากขั้นตอนเหล่านี้ได้ ดังนั้นหากต้องการรักษาใบหน้าที่เรียวเล็กไว้ให้อยู่นาน ๆ ควรดูแลตนเองด้วยวิธีธรรมชาติควบคู่ไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นการกินอาหารที่มีประโยชน์และการออกกำลังกายเป็นประจำเพื่อลดความเสี่ยงของการเกิดไขมันสะสมภายในร่างกาย

พลูคาว ต้านโรคร้ายได้จริงหรือ ?

พลูคาว หรือผักคาวตอง เป็นผักพื้นบ้านที่นิยมรับประทานใบสดแกล้มอาหาร โดยเฉพาะอาหารเหนือและอีสาน เช่น ลาบ ก้อย และแจ่ว นอกจากนั้น ยังนำมาสกัดเป็นอาหารเสริมต่าง ๆ เพราะเชืื่อกันว่าพลูคาวมีสรรพคุณรักษาหรือป้องกันโรคร้ายต่าง ๆ เช่น โรคมะเร็ง โรคเบาหวาน เป็นต้น

พลูคาว

พลูคาวเป็นสมุนไพรพื้นเมืองที่ได้รับความนิยมในแถบเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มานาน ในประเทศไทยมักพบได้มากในภาคเหนือ ส่วนในประเทศจีน พลูคาวเป็นพืชสมุนไพรที่นิยมนำมาใช้รักษาอาการไอ โรคปอดบวม และโรคหลอดลมอักเสบ พลูคาวมีสารประกอบฟีนอลที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายมากมาย เช่น สารฟลาโวนอยด์ (Flavonoid) อัลคาลอยด์ (Alkaloid) และสารเควอซิทิน (Quercetin) ซึ่งอาจมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันการทำลายเซลล์ในร่างกาย และยับยั้งการอักเสบได้

ปัจจุบันมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์บางส่วนที่พิสูจน์ความเชื่อเกี่ยวกับคุณสมบัติต่าง ๆ ของพลูคาวไว้ ดังต่อไปนี้

ยับยั้งเซลล์มะเร็ง ผักต่าง ๆ ในท้องตลาดอาจมีการปนเปื้อนสารพิษอยู่มาก หลายคนจึงหันมาบริโภคผักพื้นบ้านอย่างพลูคาวกันมากขึ้น ที่สำคัญ เชื่อกันว่าพลูคาวเป็นสมุนไพรที่อาจมีฤทธิ์ต้านมะเร็งได้ มีงานวิจัยหนึ่งที่สกัดสารชีวภาพกลุ่มอัลคาลอยด์หลายชนิดจากพลูคาวแล้วนำมาใช้ทดลองในตัวอย่างเซลล์มะเร็งของมนุษย์ พบว่าสารชนิดนี้อาจมีคุณสมบัติต้านการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งได้

ส่วนอีกงานวิจัยหนึ่งที่ทดลองใช้พลูคาวปริมาณ 250 ไมโครกรัม/มิลลิลิตร กับตัวอย่างเซลล์มะเร็งของผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ และไส้ตรงระยะแรกเริ่มในห้องทดลองเป็นเวลา 1 วัน พบว่าพลูคาวอาจยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง และอาจทำลายเซลล์มะเร็งชนิดนี้ได้

แม้การศึกษาบางส่วนแสดงให้เห็นว่าพลูคาวและสารสกัดจากพลูคาวอาจช่วยต้านมะเร็งบางชนิดได้ แต่งานวิจัยเหล่านั้นเป็นการค้นคว้าในห้องปฏิบัติการที่ทดลองในตัวอย่างเซลล์เท่านั้น จึงยังไม่อาจยืนยันสมมติฐานด้านนี้ได้อย่างชัดเจน และยังไม่ทราบแน่ชัดว่าการใช้สารสกัดจากพลูคาวจะปลอดภัยต่อร่างกายหรือไม่ จึงควรศึกษาทดลองในมนุษย์เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่แน่ชัดต่อไป

ต้านการอักเสบ เพราะพลูคาวมีสารต่าง ๆ ที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ  UFABET ต้านการอักเสบ และอาจช่วยป้องกันการทำลายเซลล์ในร่างกาย จึงมีสมุนไพรและผลิตภัณฑ์อาหารเสริมจากพลูคาวที่มักกล่าวอ้างสรรพคุณในด้านดังกล่าว มีงานวิจัยชิ้นหนึ่งเผยว่า น้ำมันหอมระเหยจากพลูคาวมีกลไกการออกฤทธิ์คล้ายกับยาต้านอักเสบกลุ่ม NSAIDs ดังนั้น พลูคาวจึงอาจมีประสิทธิผลต้านการอักเสบได้ ส่วนงานวิจัยที่ทดลองประสิทธิภาพของพลูคาวในตัวอย่างเซลล์มนุษย์ พบว่าสารสกัดจากพลูคาวอาจช่วยยับยั้งการอักเสบของเซลล์ผิวหนังได้ ในขณะที่อีกหนึ่งงานวิจัยซึ่งฉีดสารสกัดจากพลูคาวในหนูทดลองเพื่อดูประสิทธิภาพทางการรักษาอาการอักเสบ พบว่าพลูคาวอาจช่วยยับยั้งภาวะหูอักเสบบวมน้ำได้

อย่างไรก็ตาม งานวิจัยเหล่านี้เป็นเพียงการทดลองในตัวอย่างเซลล์หรือสัตว์ทดลองในห้องปฏิบัติการเท่านั้น จึงควรศึกษาเพิ่มเติมเพื่อยืนยันสมมติฐานว่าพลูคาวสามารถต้านการอักเสบในมนุษย์ได้จริง แล้วนำผลลัพธ์ที่ได้มาปรับใช้เป็นประโยชน์ทางการแพทย์ต่อไปในอนาคต

รักษาโรคเบาหวาน โรคเบาหวานเป็นภาวะที่ร่างกายดื้อต่อฮอร์โมนอินซูลิน จนทำให้มีน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ พลูคาวเป็นผักที่ไม่มีน้ำตาล และมีสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพหลายชนิด จึงเชื่อว่าการบริโภคพลูคาวอาจช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและรักษาโรคเบาหวานได้ ซึ่งมีงานวิจัยหนึ่งศึกษาประสิทธิผลในด้านนี้ โดยให้หนูทดลองที่เป็นโรคเบาหวานรับน้ำมันระเหยจากพลูคาว หลังการทดลองพบว่าน้ำมันระเหยจากพลูคาวอาจช่วยปรับระดับกลูโคส อินซูลิน และฮอร์โมนอดิโพเนคทิน ซึ่งอาจช่วยให้ร่างกายลดภาวะดื้อต่ออินซูลินลงได้ เช่นเดียวกับอีกงานวิจัยหนึ่งที่ศึกษาการใช้สารสกัดจากพลูคาวในหนูทดลองที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 เป็นเวลา 8 สัปดาห์ พบว่าสารสกัดดังกล่าวอาจช่วยลดระดับโปรตีนและสารอัลบูมินในปัสสาวะ และอาจช่วยลดภาวะดื้อต่ออินซูลินได้อย่างมีนัยสำคัญ

แม้งานวิจัยข้างต้นแสดงถึงคุณสมบัติของพลูคาวที่อาจรักษาโรคเบาหวานได้ แต่การค้นคว้าเหล่านั้นเป็นเพียงการทดลองในสัตว์ที่มีผลลัพธ์เป็นการตอบสนองต่ออินซูลินเท่านั้น ไม่ได้เป็นการทดลองรักษาโรคเบาหวานอย่างเจาะจงแต่อย่างใด ดังนั้น ควรศึกษาประสิทธิภาพของพลูคาวโดยทำการทดลองในมนุษย์ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ป่วยโรคเบาหวาน แต่ควรศึกษาถึงความปลอดภัยจากการใช้พลูคาวอย่างรอบคอบก่อนเสมอ

พลูคาว รับประทานอย่างไรให้ปลอดภัยที่สุด ?

แม้พลูคาวมีสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายอยู่มาก และไม่ก่อให้เกิดอันตรายสำหรับคนทั่วไปหากบริโภคในปริมาณที่เหมาะสมจากการรับประทานอาหาร แต่ขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลหรือการทดลองใดยืนยันชัดเจนได้ว่าพลูคาวมีประสิทธิผลทางการรักษาหรือป้องกันโรคต่าง ๆ ในมนุษย์ได้ ผู้บริโภคจึงควรระมัดระวังในการบริโภคพลูคาว โดยเฉพาะในรูปผลิตภัณฑ์อาหารเสริม โดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุขประเทศไทยเผยว่า ผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน หรือโรคไต ควรระมัดระวังในการบริโภคอาหารเสริมจากพลูคาวเป็นพิเศษ ควรปฏิบัติตามคำแนะนำและอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด เพราะผู้ป่วยกลุ่มนี้อาจได้รับผลข้างเคียงจากพลูคาวจนทำให้เกิดอาการบวมน้ำและมีภาวะไตวายเฉียบพลัน ได้

ในประเทศไทย การผลิตอาหารเสริมจากพลูคาวนั้นได้รับการควบคุมมาตรฐานและกำหนดกระบวนการผลิตอย่างเคร่งครัด แต่เพื่อประโยชน์และความปลอดภัยสูงสุดของตัวผู้บริโภคเอง ควรคำนึงถึงปัจจัยต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ ก่อนเลือกซื้อผลิตภัณฑ์อาหารเสริมจากพลูคาว

  • สุขภาพร่างกาย ผู้บริโภคควรมีสุขภาพดีและไม่มีโรคประจำตัว เพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดผลข้างเคียงหลังใช้สารสกัดจากพลูคาว
  • กระบวนการผลิต กระทรวงสาธารณสุขกำหนดว่า ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมพลูคาวต้องใช้กระบวนการสกัดด้วยการบดผง หรือสกัดด้วยน้ำจากใบพลูคาวเท่านั้น ดังนั้น ผู้บริโภคควรเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐานดังกล่าวและได้รับการรับรองอย่างถูกต้อง
  • ปริมาณสารเควอซิทิน ไม่ควรบริโภคสารเควอซิทินจากอาหารเสริมเกิน 1 กรัม/วัน เพราะหากร่างกายได้รับสารเควอซิทินมากเกินไป อาจทำให้ไตเสียหายได้ ซึ่งผู้บริโภคศึกษาข้อมูลได้จากฉลากผลิตภัณฑ์
แดด ประโยชน์และโทษ กับด้านอื่นที่ควรรู้

แสงแดด ในประเทศไทยค่อนข้างแรง หลายคนจึงพยายามหลบแดด กางร่ม หรือเลือกใช้ครีมกันแดดป้องกันรังสี UV อยู่เสมอ เพื่อป้องกันอาการแสบร้อนผิว ไม่ให้สีผิวคล้ำขึ้น หรือเพื่อหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงในการเป็นมะเร็งผิวหนัง แต่ในความเป็นจริงแล้ว การได้รับแสงแดดในปริมาณและช่วงเวลาที่เหมาะสม จะได้รับวิตามินดีที่เป็นส่วนสำคัญในการเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรง หากผิวหนังไม่ได้รับการสัมผัสแดดเลย หรือโดนแดดน้อยเกินไปกระดูกอาจเปราะบางลงและเสี่ยงเป็นโรคกระดูกพรุนได้

คุณประโยชน์จากแดด

แดดอุดมไปด้วยคุณประโยชน์มากมาย เช่น

  • เสริมวิตามินดี วิตามินดีเป็นสารอาหารสำคัญที่ได้รับจากการรับประทานอาหารบางชนิด และการสัมผัสกับแสงแดดซึ่งช่วยกระตุ้นการสร้างวิตามินดีที่ผิวหนัง หากร่างกายขาดวิตามินดี กระดูกอาจเปราะบางจนเสี่ยงเป็นโรคกระดูกพรุนหรือโรคกระดูกอ่อนในเด็กได้ ด้วยเหตุนี้ จึงควรรับวิตามินดีจากแดดอย่างเหมาะสมสม่ำเสมอ เพราะเป็นแหล่งวิตามินดีที่หาง่าย และช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้กระดูกด้วยการดูดซึมสารจากอาหารต่าง ๆ ไปใช้ประโยชน์แก่ร่างกาย เช่น แคลเซียม และฟอสเฟต อย่างไรก็ตาม UFABET  สำหรับผู้ที่ไม่สามารถรับแสงแดดในปริมาณที่เพียงพอต่อการสร้างวิตามินดี เช่น ผู้ที่อยู่อาศัยในพื้นที่ที่มีแดดน้อย ผู้ที่ต้องทำงานหรือกิจกรรมที่ไม่ค่อยได้สัมผัสแสงแดด และผู้สูงอายุ ควรลดความเสี่ยงต่อภาวะต่าง ๆ จากการขาดวิตามินดี เช่น กระดูกหัก โรคความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือด หรือหัวใจวาย ด้วยการรับประทานอาหารที่มีวิตามินดีสูง หรือรับประทานอาหารเสริมวิตามินดีภายใต้คำแนะนำของแพทย์เสมอ
  • รักษาสุขภาพจิต แดดอาจเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่มีปัญหาสุขภาพจิต เช่น อารมณ์ผิดปกติก่อนมีประจำเดือน อาการเครียดขณะตั้งครรภ์ และภาวะซึมเศร้า ซึ่งอาจเกิดขึ้นเพราะพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่สัมผัสแสงแดดน้อยเกินไป ทำให้ปริมาณสารเซโรโทนินในร่างกายลดต่ำลง จนเสี่ยงเผชิญภาวะดังกล่าว แต่การสัมผัสแสงแดดอาจช่วยให้สมองหลั่งสารเซโรโทนินเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจช่วยกระตุ้นด้านอารมณ์ ช่วยให้มีสมาธิ และใจเย็นขึ้นได้ด้วย
  • รักษาอาการทางผิวหนัง แพทย์อาจแนะนำการรักษาด้วยแสง โดยให้ผู้ป่วยสัมผัสแดดเพื่อให้รังสี UV ช่วยรักษาโรคทางผิวหนังบางชนิด เช่น โรคสะเก็ดเงิน ผื่นผิวหนังอักเสบ ดีซ่าน และสิว แต่การรักษาอาการทางผิวหนังด้วยการรับแดดขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์ เพราะการรักษาผู้ป่วยแต่ละรายอาจแตกต่างกันไปตามภาวะของแต่ละบุคคลด้วย
  • ป้องกันมะเร็ง แม้การสัมผัสแดดนานเกินไปอาจเสี่ยงเป็นมะเร็งผิวหนัง แต่แดดอาจมีประโยชน์ต่อการป้องกันมะเร็งชนิดอื่น ๆ ได้ หากสัมผัสแสงแดดอย่างเหมาะสม เช่น มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งต่อมน้ำเหลือง มะเร็งรังไข่ มะเร็งตับอ่อน และมะเร็งต่อมลูกหมาก เป็นต้น

แดดจัด

โทษของแดด

แม้จะอุดมไปด้วยคุณประโยชน์มากมาย แต่แดดก็ประกอบไปด้วยรังสี UVA, UVB และ UVC ที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย อาจทำให้ตาเป็นต้อกระจก ผิวหนังเสียหาย กดการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน และอาจทำลายสารพันธุกรรม (DNA) ภายในเซลล์จนทำให้เป็นมะเร็งผิวหนังได้

นอกจากนี้ หากสัมผัสแดดนานเกินไป หรือสัมผัสแดดร้อนจ้า อาจทำให้ผิวหนังไหม้แดด ผิวแห้ง เหี่ยวย่น หยาบกร้าน ดำคล้ำ เกิดรอยช้ำ หรืออาจเป็นลมแดดได้

รับแดดอย่างไรให้ได้ประโยชน์ ?

องค์การอนามัยโลกแนะนำว่า การสัมผัสแดดโดยไม่ทาครีมกันแดดป้องกันเพียง 2-3 วัน/สัปดาห์ วันละประมาณ 5-15 นาที ก็ทำให้ร่างกายได้รับวิตามินดีจากแดดในปริมาณเพียงพอแล้ว อย่างไรก็ตาม ปริมาณการรับแดดของแต่ละบุคคลอาจแตกต่างกันไปตามลักษณะผิวหนัง  และปริมาณรังสี UV ที่อยู่ในแดด โดยผู้ที่มีผิวหนังสีอ่อนอาจเกิดผิวไหม้แดดได้เร็วกว่าผู้ที่มีผิวหนังสีเข้ม ซึ่งกรมอนามัย กระทรวงสาธารณะสุขไทยเผยว่า แดดในประเทศไทยช่วงเวลา 09:00-15:00 นาฬิกา จะมีปริมาณรังสี UV อยู่มาก ดังนั้น จึงควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสแดดในช่วงเวลาดังกล่าว เพื่อป้องกันการเกิดอันตรายต่อผิวหนังและสุขภาพ

ป้องกันอันตรายจากแดดได้อย่างไรบ้าง ?

หากผิวหนังสัมผัสแดดโดยไม่ได้รับการป้องกันรังสี UV อาจทำให้ผิวไหม้แดด และสูญเสียเส้นใยอีลาสติน จนทำให้ผิวหนังหย่อนยาน ช้ำ หรือฉีกขาดได้ง่าย ซึ่งอาจต้องใช้เวลานานในการรักษา ดังนั้น จึงควรรับแสงแดดในปริมาณที่พอดีและในช่วงเวลาที่เหมาะสม หากจำเป็นต้องสัมผัสแดดร้อนหรืออยู่กลางแดดเป็นเวลานาน จึงควรป้องกันตัวเองด้วยวิธีต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

  • สวมเครื่องแต่งกายให้มิดชิด เช่น เสื้อแขนยาว กางเกงขายาว โดยอาจเลือกเนื้อผ้าเป็นผ้าทอหนา และมีคุณสมบัติป้องกันแสงแดด (UPF: UV Protection Factor) รวมถึงสวมหมวกปีกกว้าง และแว่นตากัน UV เป็นต้น
  • ทาครีมกันแดดที่ป้องกันทั้งรังสี UVA และ UVB โดยมีค่า SPF 30 เป็นอย่างน้อย และควรทาซ้ำทุก ๆ 80 นาที หรือบ่อยกว่านั้น โดยเฉพาะหากมีเหงื่อออกมากหรือต้องว่ายน้ำ
  • ใช้คอนแทคเลนส์และเครื่องสำอางที่ป้องกันแสงแดดได้ เช่น ลิปสติก หรือลิปบาล์มที่มีค่า SPF 15 เป็นอย่างน้อย
  • อ่านฉลากยาที่ใช้อยู่อย่างละเอียดรอบคอบ เพราะยาบางชนิดอาจมีผลข้างเคียงทำให้ผิวไวต่อแดดและรับรังสี UV ได้มากกว่าปกติ ซึ่งอาจทำให้ผิวไหม้หลังสัมผัสแดดเพียงไม่กี่นาที
  • หลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้แหล่งน้ำ หิมะ หรือทราย เพราะแดดอาจสะท้อนจากพื้นผิวดังกล่าว แล้วตกกระทบสร้างความเสียหายแก่ผิวหนังได้
  • ไม่ใช้เตียงอาบแดด เพราะรังสี UV จากแดดและเตียงอาบแดดอาจทำให้เป็นมะเร็งผิวหนังได้ และหากสีผิวเริ่มคล้ำขึ้นเป็นสีน้ำตาล ควรทาครีมกันแดดเพิ่ม

ส่วนเด็กก็ต้องปกป้องร่างกายจากแดดเช่นเดียวกับผู้ใหญ่ ด้วยวิธีดังต่อไปนี้

  • ทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF 15 หรือมากกว่านั้นในบริเวณที่เสื้อผ้าปิดไม่มิดชิด หรือบริเวณที่คาดว่าจะสัมผัสแดด โดยเฉพาะช่วงไหล่ หลัง หรือคอ และควรเลือกครีมกันแดดชนิดกันน้ำ หากเด็กต้องว่ายน้ำหรือทำกิจกรรมทางน้ำ
  • สวมใส่เสื้อผ้าที่หลวมและทำจากฝ้าย รวมถึงสวมหมวกปีกกว้างเพื่อป้องกันแดดสัมผัสใบหน้าและลำคอ
  • สวมแว่นตากันแดดที่ได้มาตรฐาน
  • หากเด็กอายุต่ำกว่า 6 เดือน ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสแดดโดยตรง โดยเฉพาะช่วงเวลาที่แดดจ้า

ทั้งนี้ หากต้องสัมผัสแดดเป็นเวลานาน ควรสำรวจร่างกายตนเองและเด็กอยู่เสมอ หากพบความผิดปกติ เช่น ผิวหนังเกิดการเปลี่ยนแปลง บวม หรือมีเลือดออก ควรรีบไปพบแพทย์ทันที

เคล็ดลับรักษาผิวไหม้แดด

หากเกิดอาการผิวไหม้แดดแบบไม่รุนแรง อาจรักษาดูแลอาการด้วยตนเองได้ ดังนี้

  • ดื่มน้ำปริมาณมาก
  • บรรเทาอาการไหม้ด้วยการนำผ้าชุ่มน้ำมาประคบบริเวณที่มีอาการ
  • ใช้ยาแอสไพริน พาราเซตามอล หรือไอบูโพรเฟน หากมีอาการปวดหัว หรือมีไข้
  • ทาครีมเพิ่มความชุ่มชื้น หรือ ทาเจลว่านหางจระเข้
  • ห้ามสัมผัสแสงแดดจนกว่าแผลจะหายดี
  • หากผิวหนังเป็นตุ่มพอง ควรนำผ้าพันแผลมาปิดไว้เพื่อป้องกันการติดเชื้อ และหากตุ่มพองแตก ควรใช้ขี้ผึ้งฆ่าเชื้อทาบริเวณดังกล่าว โดยห้ามเจาะหรือบีบเพื่อเร่งตุ่มพองให้แตกเด็ดขาด

แต่หากปรากฏอาการที่รุนแรงขึ้น เช่น มีแผลไหม้แดดทั่วร่างกายมากกว่า 15 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ผิวหนังทั้งหมด รู้สึกเจ็บปวดบริเวณแผลนานเกิน 2 วัน มีภาวะขาดน้ำ หรือมีไข้สูงกว่า 38 องศาเซลเซียส ควรรีบไปพบแพทย์ทันที

กรดไหลย้อน อาการยอดฮิต ของการแสบร้อนกลางอก

กรดไหลย้อน (Gastroesophageal Reflux Disease: GERD) เป็นภาวะที่กรดหรือน้ำย่อยในกระเพาะไหลย้อนกลับมาในหลอดอาหาร จนทำให้เกิดการอักเสบของหลอดอาหาร โดยผู้ป่วยจะรู้สึกแสบร้อนกลางอก เรอเปรี้ยว และคลื่นไส้

สาเหตุสำคัญหนึ่งมาจากพฤติกรรมการกินอาหารที่ไม่ถูกต้องและการใช้ชีวิตที่เร่งรีบในสภาพสังคมปัจจุบัน หากปล่อยให้เกิดอาการเรื้อรังและรักษาด้วยวิธีที่ไม่ถูกต้อง อาจนำไปสู่การเกิดหลอดอาหารอักเสบ แผลที่หลอดอาหาร หรือหลอดอาหารตีบ ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งหลอดอาหารได้ แม้โอกาสเกิดจะไม่มากนักก็ตาม

อาการของ กรดไหลย้อน

ผู้ที่มีภาวะกรดไหลย้อนจะรู้สึกจุกเสียดบริเวณใต้ลิ้นปี่ ปวดแสบปวดร้อนบริเวณอกบ่อยครั้ง มีอาการจุกเสียดแน่นคล้ายอาหารไม่ย่อย เรอบ่อย คลื่นไส้ อาจมีน้ำรสเปรี้ยวหรือขมไหลย้อนขึ้นมาในปากและคอ ไปจนถึงกลืนอาหารได้ลำบาก

ในบางรายที่เป็นเรื้อรังอาจพบอาการอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น ไอเรื้อรัง รู้สึกระคายเคืองคอตลอดเวลา เสียงแหบแห้ง หรือฟันผุ

โรคกรดไหลย้อน

สาเหตุของกรดไหลย้อน

กรดไหลย้อนเกิดจากการทำงานที่ผิดปกติของกล้ามเนื้อหูรูดบริเวณส่วนปลายของหลอดอาหาร (Lower Esophageal Sphincter: LES) ทำให้กรดหรือน้ำย่อยภายในกระเพาะอาหารไหลย้อนกลับขึ้นมาบริเวณหลอดอาหารจนสร้างความระคายเคืองกับผนังของหลอดอาหาร

พฤติกรรมการทานอาหารและการดำเนินชีวิตก็มีผลทำให้เกิดโรคกรดไหลย้อนได้ อาทิ

การดื่มน้ำชา กาแฟ น้ำอัดลม น้ำผลไม้หรืออาหารที่มีรสเปรี้ยวจัด เผ็ดจัด อาหารไขมันสูง ช็อกโกแลต สุรา รวมทั้งการสูบบุหรี่ เราควรหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารมื้อเย็นปริมาณมาก และไม่ควรนอนทันทีหลังรับประทานอาหาร โดยรออย่างน้อย 3 ชั่วโมง ควรรับประทานอาหารปริมาณน้อยแต่บ่อยครั้ง ออกกำลังกายสม่ำเสมอและพยายามหลีกเลี่ยงความเครียด ไม่ใส่เสื้อผ้ารัดรูปหรือรัดเข็มขัดแน่นจนเกินไป ระวังน้ำหนักตัวไม่ให้มากหรืออ้วนเกินไป

ผู้ป่วยที่มีอาการสำคัญออกมาชัดเจน สามารถให้การรักษาเบื้องต้นได้เลย ส่วนผู้ป่วยที่ไม่มีอาการสำคัญออกมาชัดเจน มีอาการอื่นร่วม หรือผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาเบื้องต้นแล้วอาการไม่ดีขึ้น อาจจำเป็นต้องได้รับการวินิจฉัยเป็นพิเศษเพิ่มเติม เช่น การส่องกล้องทางเดินอาหาร การเอ็กซเรย์กลืนสารทึบแสง การตรวจทางเวชศาสตร์นิวเคลียร์ การตรวจพิเศษสำหรับโรคกรดไหลย้อนโดยเฉพาะ ได้แก่ การตรวจการบีบตัวของหลอดอาหารและการตรวจวัดความเป็นกรดด่างในหลอดอาหาร ซึ่งให้ผลจำเพาะในการวินิจฉัยโรคที่สุด

นอกจากนี้ พฤติกรรมในชีวิตประจำวันหรือโรคบางชนิดมีส่วนกระตุ้นการทำงานของหลอดอาหารให้เกิดความผิดปกติได้ หรือทำให้กระเพาะอาหารหลั่งกรดในปริมาณมากขึ้น เช่น

    • เข้านอนหลังรับประทานอาหารทันที
    • สูบบุหรี่
    • ดื่มน้ำอัดลมหรือแอลกอฮอล์
    • รับประทานอาหารปริมาณมากภายในมื้อเดียว
    • เป็นโรคอ้วน
    • อยู่ในช่วงตั้งครรภ์

สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงของโรคกรดไหลย้อน

    • ความผิดปกติของหูรูดส่วนปลายหลอดอาหารที่ทำหน้าที่ป้องกันกรดไหลย้อนจากกระเพาะอาหารมีความดันของหูรูดต่ำหรือเปิดบ่อยกว่าคนปกติ ความผิดปกติเหล่านี้อาจเกิดจากการดื่มแอลกอฮอล์ สูบบุหรี่ และยาบางชนิด เช่น ยารักษาโรคหอบหืดบางตัว
    • ความผิดปกติในการบีบตัวของหลอดอาหาร ทำให้อาหารที่รับประทานลงช้าหรืออาหารที่ไหลย้อนขึ้นมาจากกระเพาะอาหารค้างอยู่ในหลอดอาหารนานกว่าปกติ
    • ความผิดปกติของการบีบตัวของกระเพาะอาหาร ทำให้อาหารค้างอยู่ในกระเพาะอาหารนานกว่าปกติ ทำให้เพิ่มโอกาสการไหลย้อนของกรดจากกระเพาะอาหารสู่หลอดอาหารมากขึ้น อาหารประเภทไขมันสูงและช็อกโกแลตจะทำให้กระเพาะอาหารบีบตัวลดลง
    • พฤติกรรมในการดำเนินชีวิต เช่น เข้านอนทันทีหลังรับประทานอาหาร รับประทานอาหารปริมาณมากในหนึ่งมื้อ สูบบุหรี่ ดื่มน้ำอัดลมหรือแอลกอฮอล์ ความเครียด
    • โรคอ้วน ทำให้เพิ่มแรงกดต่อกระเพาะอาหารและทำให้กรดไหลย้อนกลับ
    • การตั้งครรภ์ เนื่องจากฮอร์โมนที่เพิ่มขึ้นขณะตั้งครรภ์ทำให้หูรูดหลอดอาหารอ่อนแอลง รวมถึงมดลูกที่ขยายตัวจะเพิ่มแรงกดต่อกระเพาะอาหาร

การวินิจฉัยอาการกรดไหลย้อน

แพทย์จะวินิจฉัยภาวะกรดไหลย้อนในกรณีทั่วไปจากการชักประวัติและอาการของผู้ป่วยเป็นหลัก ทั้งนี้แพทย์อาจพิจารณาการตรวจพิเศษด้านอื่นเพิ่มเติมหากไม่พบสาเหตุที่แน่ชัดหรืออาการไม่ชัดเจน เช่น การส่องกล้องทางเดินอาหาร การตรวจการเคลื่อนไหวของหลอดอาหาร การตรวจระบบทางเดินอาหาร เป็นต้น

  • การซักประวัติและการตรวจร่างกายทั่วไป โดยทั่วไปแพทย์จะวินิจฉัยโรคกรดไหลย้อนโดยใช้อาการของผู้ป่วยเป็นหลัก หากผู้ป่วยมีอาการทางหลอดอาหารเข้าได้กับภาวะกรดไหลย้อนสามารถวินิจฉัยโรคได้โดยไม่จำเป็นต้องได้รับการตรวจเพิ่มเติม
  • การตรวจเพิ่มเติม หากผู้ป่วยปฏิบัติตามคำแนะนำหรือรับการรักษาเบื้องต้นแล้วอาการไม่ดีขึ้นหรือมีอาการเตือนอื่นๆ เช่น กลืนลำบาก กลืนเจ็บ อาเจียนบ่อยๆ หรือมีประวัติอาเจียนเป็นเลือด ปวดท้องรุนแรง ถ่ายอุจจาระดำ มีอาการซีด เบื่ออาหาร น้ำหนักลด อาจจำเป็นต้องได้รับการวินิจฉัยพิเศษเพิ่มเติม เช่น
      • การส่องกล้องทางเดินอาหาร
      • การเอกซเรย์กลืนสารทึบแสง
      • การตรวจทางเวชศาสตร์นิวเคลียร์
      • การตรวจการบีบตัวของหลอดอาหาร
      • การตรวจวัดความเป็นกรด-ด่างในหลอดอาหาร

การรักษาอาการกรดไหลย้อน

การปรับพฤติกรรมในการดำเนินชีวิตอาจช่วยบรรเทาอาการให้ดีขึ้นได้ เช่น รับประทานอาหารในปริมาณที่พอดี ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ไม่ควรเข้านอนทันทีหลังรับประทานอาหาร ฯลฯ

ในบางรายอาจรักษาด้วยการให้รับประทานยาในกลุ่มยับยั้งการหลั่งกรด ยาลดภาวะกรดเกินในกระเพาะอาหาร ยาช่วยเสริมประสิทธิภาพของยาลดกรด ซึ่งจะช่วยบรรเทาอาการปวดท้อง จุก เสียด แน่น อาหารไม่ย่อย แสบร้อนกลางอก โดยตัวอย่างยาที่แพทย์สั่งจ่ายเพื่อช่วยลดกรดเกินในกระเพาะอาหาร เช่น

  • อะลูมิเนียมไฮดรอกไซด์ (Aluminum Hydroxide) และแมกนีเซียมไฮดรอกไซด์ (Magnesium Hydroxide) UFABET ที่มีฤทธิ์เป็นด่างช่วยลดกรดเกินในกระเพาะอาหาร
  • ยาไซเมทิโคน (Simethicone) ที่มีคุณสมบัติช่วยขับลม ลดอาการจุกเสียด และแน่นท้อง

ยาบรรเทาอาการกรดไหลย้อนมีหลายรูปแบบ ทั้งรูปแบบยาน้ำแขวนตะกอนที่ควรเขย่าขวดยาให้ดีก่อนใช้เสมอเพื่อให้ยากระจายตัว และยาเม็ด ส่วนใหญ่มักใช้หลังรับประทานอาหารไม่เกิน 1–2 ชั่วโมง ผู้ใช้ควรใช้ยาตามที่แพทย์และเภสัชกรแนะนำอย่างเคร่งครัดเพื่อช่วยให้ยาออกฤทธิ์บรรเทาอาการได้อย่างเต็มที่

นอกจากนี้ แพทย์อาจสั่งจ่ายยาเพิ่มการเคลื่อนตัวของระบบทางเดินอาหารเพื่อช่วยเพิ่มการบีบตัวของลำไส้มากขึ้น แต่หากอาการยังไม่ดีขึ้น การผ่าตัดซ่อมแซมกล้ามเนื้อหูรูดหลอดอาหาร อาจเป็นอีกทางเลือกของผู้ป่วยในการป้องกันไม่ให้กรดไหลย้อนกลับขึ้นไปด้านบนอย่างผิดปกติ

ภาวะแทรกซ้อนของกรดไหลย้อน

ภาวะกรดไหลย้อนมักส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน เนื่องจากฤทธิ์ของกรดได้สร้างความระคายเคืองแก่หลอดอาหารไปถึงอวัยวะบริเวณทางเดินหายใจ ทำให้กลืนอาหารได้ลำบาก รู้สึกเจ็บ หรือมีเลือดออกในหลอดอาหาร รวมทั้งอาจเกิดภาวะหลอดอาหารตีบตัน อาจกระตุ้นให้เกิดอาการหอบหืด ไอเรื้อรัง อีกทั้งยังมีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งหลอดอาหาร เนื่องจากเกิดการเปลี่ยนแปลงของเซลล์บริเวณหลอดอาหาร แต่ในปัจจุบันยังคงพบได้น้อยราย

นอกจากอาการเหล่านี้แล้ว โรคกรดไหลย้อนยังก่อให้เกิดอาการอื่นๆ ได้อีก เช่น

    • อาการเจ็บหน้าอกที่ไม่ได้เกิดจากโรคหัวใจ
    • เสียงแหบเรื้อรัง เสียงเปลี่ยน
    • ไอเรื้อรังโดยไม่มีสาเหตุชัดเจน
    • กลืนติดขัดเหมือนมีก้อนจุกในคอ
    • อาการทางช่องปาก เช่น ฟันผุ มีกลิ่นปาก
    • โรคหืดที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยาตามปกติ

การป้องกันอาการกรดไหลย้อน

ปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหารให้ตรงเวลา พยายามหลีกเลี่ยงปัจจัยในชีวิตประจำวันที่ไปกระตุ้นให้เกิดภาวะนี้มากที่สุด รวมไปถึงการดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงอาจช่วยลดโอกาสการเกิดภาวะกรดไหลย้อนให้น้อยลงได้

MOONLIGHT- BLACK BOYS WHO LOOK BLUE หนัง LGBTQs

หนังเกย์ ที่คุณเคยดูมาอาจจะดูดดื่ม แต่อยากให้ให้คุณลองมาดูภาพยนต์เรื่องนี้ ถ้าพูดถึงหนังเพศที่สามประมาณ The Danish Girl หรือ The Imitation Game ซึ่งเป็น LGBTQs ผิวขาว และค่อนข้างมีหน้ามีตาหรือฐานะทางสังคม และอย่าเพิ่งบ่นว่าเบื่อแล้วกับหนังแนว Coming of Age หากยังไม่ได้ดู Moonlight ของผู้กำกับ/นักเขียนบท Barry Jenkins

“AT SOME POINT YOU GOTTA DECIDE FOR YOURSELF WHO YOU’RE GOING TO BE.”

เพราะ Moonlight เล่าถึงการเติบโตสามช่วงวัย (เด็ก / วัยรุ่น / ผู้ใหญ่) ของชายผิวสีที่ยากจน เติบโตมาในย่านเสื่อมโทรมที่สุดในไมอามี่ ไม่มีพ่อเป็น Role Model มีแต่แม่ที่เป็นโสเภณีขี้ยา ไม่ค่อยมีเพื่อนคบ แถมยังถูกเพื่อน ๆ ที่โรงเรียนรังแกไม่เว้นแต่วัน เพราะมีแนวโน้มว่าเป็นตุ๊ดเป็นเกย์

Moonlight แบ่งออกเป็นสามพาร์ท ดูหนังออนไลน์ฟรี  พาคนดูไปสำรวจการเติบโตและทำความรู้จักกับความรักและการเลือกทางเดินชีวิตของเด็กชายผิวสีคนหนึ่งทั้งสามช่วงวัยตั้งแต่เด็กจนโต แต่ละพาร์ทตั้งชื่อตามชื่อต่าง ๆ ที่ตัวเอกถูกคนอื่นเรียก
เรื่องย่อ Moonlight พาร์ทแรก: LITTLE

พ่อค้ายารายใหญ่แห่งไมอามี่ Juan (Mahershala Ali จาก The Hunger Games: Mockingjay) ช่วย Little หรือ Chiron (Alex R. Hibbert) จากเพื่อน ๆ ที่ชอบ bully เขาไว้ ตอน Juan พา Little ไปส่งที่บ้าน เจอ Paula ผู้เป็นแม่ (Naomie Harris จาก Spectre) ก็ยิ่งเห็นใจเด็ก เขากับ Teresa แฟนสาวของเขา (Janelle Monáe จาก Hidden Figures) จึงเปรียบเสมือนเป็นพ่อและแม่คนที่สองของ Little ไปโดยปริยาย ที่โรงเรียน Little มีเพื่อนคนเดียวคือ Kevin (Jaden Piner) ผู้สอนให้เขาต่อสู้เวลาโดนรังแก

เรื่องย่อ Moonlight พาร์ทสอง: CHIRON (เป็นชื่อของตัวเอกที่แม่ตั้งให้โดยกำเนิด)

Chiron ในวัยรุ่น (Ashton Sanders) เริ่มมีความสับสนเรื่องเพศของเขาชัดเจนขึ้นเมื่อเพื่อนคนเดียวของเขา Kevin (Jharrel Jerome) ไปมีความสัมพันธ์กับผู้หญิง และ Chiron เองก็ถูกเพื่อนในโรงเรียนกลั่นแกล้งรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ แม่ของเขาก็ติดยาหนักขึ้น

เรื่องย่อ Moonlight พาร์ทสาม: BLACK (เป็นชื่อของตัวเอกที่เพื่อนรักคนเดียวของเขาตั้งให้)

Chiron ในวัยผู้ใหญ่ ใช้ชื่อว่า Black (Trevante Rhodes) รูปร่างสูงใหญ่กำยำ ใส่ฟันทอง และเป็นพ่อค้าขายยาในแอตแลนต้า แทบไม่เหลือเค้า Chiron หรือ Little คนเดิมนอกจากแววตา เขากลับไปเยี่ยมแม่ของเขาที่ไมอามี่ และแวะพบ Kevin (André Holland) ซึ่งปัจจุบันเป็นเชฟร้านอาหาร และเป็นพ่อม่ายลูกติด

รีวิว วิเคราะห์ วิจารณ์ Moonlight หนังเกย์ LGBTQs

จะเห็นได้ว่าเรื่องราวในหนัง Moonlight ไม่มีอะไรหวือหวามากนัก ดูไม่ยากแต่ก็ไม่ได้บันเทิง พูดง่าย ๆ คือพล็อตอาจไม่เหมือนหนังตลาดดูสนุกทั่วไปที่คนดูคุ้นเคย เพราะมันเล่าเหมือนเล่าชีวิตสุดแสนดราม่าของเกย์ผิวสีคนนึงจริง ๆ ด้วยงานภาพที่สวยงามน่าค้นหาและสไตล์การเล่าที่ไม่ธรรมดา

หนังตั้งชื่อแต่ละพาร์ทตามชื่อต่าง ๆ ของตัวเอก โดยแต่ละชื่อล้วนแต่เป็นชื่อที่คนอื่น คนที่มีความสำคัญไม่ด้านใดก็ด้านหนึ่งในชีวิต เรียกเขา กล่าวคือ Little ก็เป็นชื่อที่พวกเกเรที่โรงเรียนเรียกเขา, Chiron ก็เป็นชื่อที่แม่ตั้งให้เขา, Black ก็เป็นชื่อที่ Kevin เพื่อนคนเดียวในชีวิตของเขาตั้งให้เขา

ชายหาดและทะเลที่ไมอามี่เป็นสถานที่ที่เป็นจุดเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในชีวิตของ Little / Chiron / Black กล่าวคือ ในวัยเด็ก Juan ก็สอนให้ Little ว่ายน้ำเป็นที่นี่ พอวัยรุ่น Kevin ก็จูบเขาครั้งแรกที่นี่

จริง ๆ แล้ว ตัวละคร Kevin เป็นตัวละครที่แสดงถึงความสนใจเกี่ยวกับเรื่องเพศและการแสดงออกทางเพศที่สะท้อนถึงการพยายามปกปิดสถานะทางเพศที่แท้จริงของเขาเอง กล่าวคือ ช่วงวัยเด็ก หนังก็จะมีซีนที่ Kevin วัดขนาดอวัยวะเพศของเขากับเพื่อนชายคนอื่นในห้องน้ำโรงเรียน พอพาร์ทวัยรุ่น Kevin ก็มาคุยโวว่าเขาโดนครูทำโทษเพราะไปมีอะไรกับเด็กผู้หญิงในโรงเรียน และยังเป็นคนที่สอน Chiron เรื่องเซ็กส์ แล้วสุดท้ายในพาร์ทผู้ใหญ่ เขามีลูกเร็ว แต่งงานเร็ว และแยกกันอยู่ตั้งแต่ลูกยังไม่ทันโต เพราะเข้ากับศรีภรรยาไม่ได้

ความสัมพันธ์ระหว่าง Kevin กับ Chiron อาจจะลึกซึ้ง แต่ด้วยความรู้สึกบางอย่างนั้นแสดงออกไม่ได้ ส่วนใหญ่เราจึงจะได้เห็นแค่ Kevin เป็นครูสอน Chiron เรื่อง “การพยายามทำให้คนอื่นยอมรับ” หรือ “การพยายามเป็นส่วนหนึ่งในสังคม”

MOONLIGHT: BLACK BOYS WHO LOOK BLUE

แต่น่าเศร้า… การเป็นที่ยอมรับในสังคมแบบนี้หมายความว่าพวกเขาไม่สามารถเป็นตัวเองได้ โดยเฉพาะ homosexuality หรือการเป็นเกย์หรือเป็นตุ๊ดไม่เป็นที่ยอมรับ เพื่อนจะล้อว่าอ่อนแอ จะรังแกที่เขาแปลกแยก

และน่าเศร้ายิ่งกว่าที่ “ความรุนแรง” ดูจะเป็นคำตอบเดียวที่จะอยู่รอดและได้รับการยอมรับในสังคมนี้ แม้แต่ครูผู้หญิงยังบอกเลยว่า “ถ้าจะให้คนอื่นเลิกรังแก ต้องแสดงให้เขาเชื่อว่าเราเป็น a man แล้วจริง ๆ เราต้องสู้ ต้องตอบโต้” เหมือนจะสื่อประมาณว่า ถ้า you ไม่ cruel แปลว่า you ไม่ใช่ a man

Kevin ต้องยอมใช้ความรุนแรง ต่อยตีคนอื่น เพื่อให้เพื่อนผู้ชายยอมรับ ทั้งที่เขาก็ไม่โอเค พอโตมาอีก Kevin ก็ยังมีความพยายามจะทำตาม Social Norms หลงคิดว่า การแต่งงาน มีลูก และมีงานทำ คือชีวิตที่ Happy Ending ทั้งที่ลึก ๆ เขาก็รู้อยู่แก่ใจว่ามันไม่ใช่ชีวิตที่เขาต้องการ

Chiron หรือ Black เองก็เช่นกัน เขาเติบโตมาพร้อมกับบาดแผลมากมาย ทั้งภายในและภายนอก ทั้งมองเห็นได้และไม่อาจมองเห็น เพื่อให้ไม่เกิดบาดแผลซ้ำ ๆ เขาลงทุนเปลี่ยนแปลงตัวเองทุกอย่าง ฟิตหุ่นจนเป็น Mike Tyson ชนิดที่ไม่มีใครกล้าแหยม และค้ายาเจริญตามรอย Juan ผู้เป็นเสมือนพ่อบุญธรรมของเขา โดยเห็นว่า Juan มีเงิน มีอำนาจ ใคร ๆ ก็ต้องมาง้อซื้อยาจากเขา

ซึ่งเอาจริง ๆ ตอนที่ Chiron หรือ Black ยังเป็นแค่เจ้า Little วัยเก้าขวบ Juan ไม่เคยสอนเขาให้โตมาเป็นแบบเขา ตรงกันข้ามเขาสอนให้ Little เลือกทางเดินชีวิตของตัวเอง

อย่าให้ใครมาตัดสินแทนเราได้ว่าเราจะเป็นหรือไม่เป็นอะไร ทั้งนี้ส่วนหนึ่งก็เพราะ Juan ก็รู้สึกผิดอยู่ลึก ๆ ที่เป็นคนขายยาให้ Paula แม่ของ Little ทำให้ชีวิตครอบครัวของ Little ย่ำแย่อย่างทุกวันนี้

แต่สุดท้าย… อย่างที่เห็น ๆ กันอยู่ ด้วยสภาพแวดล้อมที่เขาเกิดและโตมา มันไม่ง่ายเลยที่จะเป็นตัวเองแล้วจะอยู่รอดปลอดภัยในสังคม มันไม่ง่ายเลยที่จะเลือกเส้นทางชีวิตของตัวเองในเมื่อไม่ได้มีทางเดินที่สวยงามให้เลือกผ่านมากนัก

วิจารณ์หนัง รักสามเศร้า การแอบรักใครซักคน มักจะเจ็บปวดเสมอ

วิจารณ์หนัง  รักสามเศร้า ของค่ายหนัง อย่าง GTH ไปซะแล้ว หลังจากไปดูรอบแรกมาไม่นานกับความมีอารมณ์ร่วมกับหนัง รักสามเศร้า ทำให้ผมถึงกับตีตั๋วรอบสองไปดูอีกครั้ง 2 รอบครับพี่น้อง 2 รอบ ที่ไปดูเพราะไม่ได้ชอบนักแสดงหรืออะไรเป็นพิเศษ แต่ชอบ วาทศิลป์ในการใช้ในบทสนทนา

มันลึกซึ้งตรึงหัวใจวัยรุ่นยิ่งนัก หนังรักสามเศร้า จากชื่อเรื่อง ก็คงรู้กัน ว่าเรื่องนี้ต้องเน้นไปที่อารมณ์เศร้า โดยเริ่มเรื่อง หนังปูตัวละครคร่าวๆ ถึงบุคลิกของฟ้า พายุ และน้ำ รวมทั้งเรื่องโรคร้ายของฟ้า เรื่องที่ยุ แอบรักฟ้า และน้ำก็แอบชอบอยู่ ซึ่งถือว่าไม่ได้เศร้าที่หวังไว้เท่าไหร่

แต่หลังจากเข้าสู่ช่วงกลาง เนื้อหาของเรื่องก็เริ่มเข้มข้นขึ้น ซึ่งบทหลังจากนี้ ถือว่าร้อยเรียงออกมาได้ดีทะลุหัวอก วัยรุ่นไปหลายรายเลยทีเดียว ซึ่งถ่ายทอดอารมณ์ที่เราแอบชอบใครสักคนจนนำไป สู่ความทุกข์ บนความรัก ได้ดี และ สถานการณ์ต่างๆ ก็ค่อยๆบีบคั้น อารมณ์ ผู้ชมมากขึ้น

ไม่ว่าจะเป็น โรคร้าย ที่ไม่มีทาง รักษา ของฟ้า ( ซึ่งตอนนี้ ผมยังไม่รู้เลยว่าตายเพราะเหตุอันใด โรคร้าย โรคนี้หมอรักษาไม่ได้ อีกต่างหาก หรือว่าผู้กำกับกำลังเล่นแง่ที่ว่าว่า แพทย์ไทย ยังไม่มีความสามารถ เพียงพอ หรือป่าว ถ้าใครรู้ว่ามีเฉลยบอกผมที ) หรือลูกในท้องของน้ำ การตัดสินใจ หาทางออก ที่ทำร้ายตัวเอง เหล่านี้ ล้วนถูกใส่มาอย่างดี

ทำให้ช่วงหลังนี่ เรียกได้ว่าผู้ชม ทั่วไป คงถูกบท ของรักสามเศร้า เล่นงานจน น้ำตาคลอ กันหลายฉาก

หลายคนอาจมองว่า โอเว่อร์ ไปเหลือเกิน ก็แล้วแต่นานา จิตตัง คนมองคนล่ะมุม หนังรู้จักหยิบจับสิ่งเล็ก ๆ ต่าง ๆ มาใช้ในเชิงสัญลักษณ์ ซึ่งช่วยในการถ่ายทอด อารมณ์และเนื้อเรื่อง ได้ดีในอีกทางนึง ไม่ว่าจะเป็นอักษรบนเสื้อของทั้งสาม ชื่อตัวละคร

ที่สื่อสัมพันธ์กัน และมีความเป็นธรรมชาติ และ บางอย่าง ยังมี ผลต่อเนื้อเรื่อง ช่วยในการปิดเรื่อง ของหนัง ด้วย ไม่ว่าจะเป็นซีดีเพลงที่น้ำให้ยุตั้งแต่ช่วงแรก ซึ่งนำมาเล่นเป็นเพลงประกอบภาพยนตร์ในช่วงสุดท้ายของเรื่องได้ดีมาก และจุดเด่นของหนัง รักสามเศร้า คือ บทสนทนาของผู้แต่งถ่ายทอดมุมมองของตัวละครต่างๆได้อย่างมีมิติ และมีบทพูดที่แทงอกแทงใจหลายประโยค ซึ่งผมชอบมาก แต่หลายคนกับวิจารณ์ มองว่าหยาบคายใช้ กู มึง เยอะมากๆ แต่ผมมองว่ามันเป็นความเป็นจริงที่กลุ่มเพื่อนเราใช้พูดกัน ดูหนังไทย ไม่มีกลุ่มเพื่อนสนิทกลุ่มไหนหรอกครับจะมา เอ้อระเหยเรียกคุณ ผม ท่าน เธอ มันออกแนวจริตแตกไม่เหมาะ

เป็นความถ่อย แต่ความถ่อยนั้นมันเป็นแบบมีศิลปะ ไม่ใช่มาด่ามั่วซั่ว เหมือนกับหนังหลายเรื่องที่ผ่านมาจน จดจำไปใช้แบบเสียมนุษย์ พูดถึงโดยรวมตัวนักแสดงหลัก ต้องยอมรับ ก้อย รัชวิน ที่พึ่งเล่นหนังเรื่องนี้เป็นเรื่องแรก ก็โดนบท ดราม่า ใส่โครมแบบเต็มๆทั้งความกดดันของเรื่องหลายๆอย่าง จนทำให้เธอดูเป็นตัวละครที่น่าสงสารที่สุดในความคิดของผม ส่วน พีค ภัทรศยา นั้นแค่มีโรครุมเร้าแล้วใกล้ตายแต่ถ้ามาดูชีวิตจริงแล้ว คนเราเกิดมาก็ต้องตาย

รัก/สาม/เศร้า/

แต่ การตาย ทั้งเป็น กับบทเรียนที่แสนโหดร้ายของก้อยนั้น มันน่าสงสารมากกว่าในส่วนตัวผม ตบมือให้คุณ ต้อม ยุทธเลิศ ที่ตีบทสังคมของคนไทยวัยรุ่นที่แตกกระเจิง อีกทั้งได้ความตลกผ่อนคลาย จากมุขเหล่าเพื่อนฝูงของเหล่านักแสดงหลักได้อีก ทำให้ มีการผ่อนคลายและน่าติดตามต่อ แต่ถึงกระนั้นแล้ว รักสามเศร้าที่คงความเป็นดราม่ามาตลอด แต่แล้วต้องสะดุด ที่ตอนสุดท้าย ผู้กำกับอาจจะใส่ความดราม่าให้เศร้าสุดซึ้งกินใจ ที่ต้องให้ พีคตายที่โขดหินกับมุมมองท้องฟ้าที่ตะวันลับไป

จุดนี้เป็นการยัดเยียดความเศร้าเกินไปจนทำให้ผมว่าเป็นฉากที่เฉย ๆ ไม่สุดใจเท่าไหร่ เป็นการเดาออกล่วงหน้าเหมือนเลียนแบบ หนังประเทศเพื่อนบ้านทำให้เหมือนขาดเอกลักษณ์ตัวเองไป ไม่ค่อยประทับใจกับส่วนตรงนี้ สรุป หนังรักสามเศร้า อาจจะไม่ได้เป็นหนังที่ทุกคนหวังว่าเศร้าน้ำตาไหล แต่มันทำให้เราซึ้งกินใจกับบทคำพูดที่ คัดสรรค์กลั่นกรองจากผู้สร้าง ที่ทำให้โดนใจกันไปทั่วหน้า เนื้อเรื่องการดำเนินเรื่องอาจจะไม่ได้ทำให้คุณมีความสุขนัก แต่ผมบอกได้เลยว่าหนังเรื่องนี้คุณดูแล้วมันไม่ทำให้คุณมีความทุกข์เพิ่มขึ้นแน่

ผมก็คนไทย ชอบเพลงไทยดูหนังไทย แล้วพวกเราล่ะ อุดหนุนหนังไทยดีๆแบบนี้แล้วหรือยัง สำหรับรักสามเศร้าเรื่องนี้ 4 ดาวเหนาะๆ วัยรุ่นควรดู..!! ” บทวิจารณ์ภาพยนตร์เป็นเพียงความเห็นส่วนบุคคล กรุณาตัดสินจากการชมภาพยนตร์ด้วยตัวเอง ” วิจารณ์ภาพยนตร์

รัก/สาม/เศร้า” เป็นหนังที่ว่าด้วยความสัมพันธ์ของเพื่อนสามคน ที่ความเป็นเพื่อนค่อยๆ เปลี่ยนไปเมื่อพวกเขาเรียนจบ และเริ่มกลายเป็นความรักที่ยากจะลงตัวได้  เพื่อนสามคนรับบทโดย เป้ อารักษ์  อมรศุภศิริ (มือกีต้าร์วง slur,พระเอก “บอดี้ศพ19”),  ก้อย รัชวิน วงศ์วิริยะ(ดีเจคลื่น fat radio,หญิงหนึ่งเดียวของ “เขาชนไก่”) และพีค ภัทรศยา เครือสุวรรณศิริ (นางเอก “สายลับจับบ้านเล็ก”)

ยุทธเลิศเล่าถึงที่มาของเรื่อง “รัก/สาม/เศร้า” ว่ามาจากชีวิตช่วงที่เขาเรียนที่คณะมัณฑนศิลป์ ม.ศิลปากร ตัวยุทธเลิศนั้น “รู้สึกว่าชีวิตช่วงนั้นความรักความเป็นเพื่อนอยู่ในความทรงจำของเราค่อนข้างเยอะ เราแค่อยากเอามาถ่ายทอดเอาออกมาใช้ หลังจากเราทำหนังมาหกเจ็ดเรื่อง ทำแต่หนังผี  ก็มานั่งคิดว่าจริงๆ แล้วเราอยากทำอะไร จริงๆ แล้วที่เข้ามาวงการครั้งแรก นี่คือหนังที่เราอยากทำแต่ไม่ได้ทำ คือเคยนำเสนอโครงการในทำนองเดียวกันนี้เมื่อ 4 ปีก่อน สมัยกับทางคุณวิสูตร ด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่คุณวิสูตรยังไม่กล้าทำ แต่มาในครั้งนี้ เมื่อลองเขียนนำเสนอไปอีกครั้ง คุณวิสูตรก็กล้าที่จะเสี่ยง”

ตอนแรกโปรเจ็คท์นี้ได้สร้างความฮือฮา เพราะวางตัวคู่รักในชีวิตจริง พลอย เฌอมาลย์-โดม ปกรณ์ ลัม  แต่ยุทธเลิศก็ค่อยๆ เห็นว่าสองคนนี้ดูไม่ค่อยมีความเป็นเพื่อนรุ่นเดียวกันสักเท่าไหร่ เลยตัดสินใจเปลี่ยนตัวนักแสดง และเลือกที่จะไปมองหาเอาหน้าใหม่ที่ยังมีผลงานไม่มากเพราะต้องการความสด แต่ขณะเดียวกันก็ต้องมีความสามารถทางการแสดงด้วย  อย่างเริ่มแรกพระเอกของเรื่อง ยุทธเลิศไปเห็นเป้ อารักษ์จากการถ่ายแบบในนิตยสาร  แต่ไม่แน่ใจเรื่องการแสดงของเป้นัก

จนเมื่อได้ดูหนัง บอดี้ศพ19 ก็ทำให้เขามั่นใจ  ส่วนพีค ภัทรศยานั้น ยุทธเลิศก็กังวลในตอนแรกว่าจะดูเด็กไปเมื่อต้องมาเล่นเป็นเพื่อนกับเป้  แต่เมื่อเห็นเธอสามารถดูเป็นรุ่นเดียวกันกับซันนี่ใน สายลับจับบ้านเล็ก ได้  แถมพีคยังสามารถตัดผมเพื่อเปลี่ยนลุคส์ได้  ยุทธเลิศจึงตัดสินใจเลือกเธอ  ส่วนก้อย รัชวิน  ยุทธเลิศเล่าว่าตากล้องเป็นคนไปเจอ และแนะนำให้แก่เขา โดยที่เขาไม่รู้มาก่อนเลยว่าเธอมีข่าวว่าเป็นแฟนกับเป้อยู่ก่อนแล้วเป็นความบังเอิญขนาดแท้  “สองคนนี้ (เป้กับก้อย) ดูเป็นเพื่อนกันได้ แล้วตัวก้อยนี่ลุคส์เขาดูอาร์ตๆ หน่อยอยู่แล้วน่ะครับ”

เรื่องที่อาจจะมีคนมองว่าหนังเรื่องนี้มีกลิ่นของหนังรักเกาหลี ยุทธเลิศคิดว่าทำออกมาแล้วคงไม่เลียนเหมือนเกาหลี “คิดว่า ณ ตอนนี้ จังหวะของหนังเกาหลีน่าจะเลียนพอสมควร เรื่องนี้มันกูมึงน่ะ ไม่รู้ว่าจะโปรโมตได้แค่ไหน เพราะความถ่อยของเรามันคงจะยังมีอยู่ เพราะมันเป็นหนังของเพื่อน เวลาเพื่อนรักกันมันจะมีความลำบากใจมากกว่าด้วย  ทำอะไรต้องคิดหนักต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ   ดังนั้น ในความหวานมันยังมีขมๆ อยู่” และยุทธเลิศยังตั้งเป้าไว้ว่าหนังรักสามเส้าเรื่องนี้จะจบต่างจากเรื่องแนวเดียวกัน “ส่วนใหญ่จะจบไม่ค่อยดี จะจบแบบเศร้า   แต่เรื่องนี้เป็นหนังเศร้าแล้วยัง feel good แบบหนัง GTH  เป็นหนังเศร้าที่จบซึ้ง”

การเบนเข็มมาทำหนังเรื่องนี้ เพราะยุทธเลิศต้องพักจากโปรเจ็คท์ที่เตรียมไว้ในมืออีกหลายเรื่องไว้กลางคันอย่าง โคตรมหาพิการ ที่เตรียมสร้างไว้กับสหมงคลฟิล์ม  ยุทธเลิศได้กล่างถึงเรื่องนี้ไว้ว่า “พี่ไม่รู้จะทำยังไงกับโปรเจ็คท์พี่ดี นึกออกไหม? พี่ไม่สามารถควบคุมได้ คือโปรเจ็คท์นี้บอกว่าจะทำ   เปิดตัวไปแล้ว มันก็ติด  พอติดพี่ก็ต้องไปทำอย่างอื่น  มันแล้วแต่ความพร้อมน่ะ บางทีบริษัทเขาพร้อมที่จะทำเราก็ไปสานต่อ คืออยากทำมากเลยโคตรมหาพิการ แต่มันติด  เรื่องเงิน  อยู่ดี ๆ ธุรกิจหนังไทยมันไม่ทำเงินขึ้นมาอย่างนี้  เขาก็เบรกโปรเจ็คท์ที่แพงๆ”

ถึงหลายเรื่องจะยังไม่ได้ถ่ายทำ  ยุทธเลิศก็เตรียมการจะสร้างเรื่องอื่นๆ ทั้ง บุปผาราตรีภาคสาม  รวมไปถึงหนังไซไฟด้วย กะไม่ให้เสียสถิติที่เป็นผู้กำกับที่มีงานออกฉาย (แทบ) ทุกปีของเขาลง และตัวยุทธเลิศก็พร้อมจะทำหนังกับทุกค่าย “แล้วแต่ใครซื้อบท ใครซื้อไอเดีย ปัญหาไม่ได้อยู่ที่บริษัท อยู่ที่โปรเจ็คท์นั้น ๆ มากกว่า บางที่ชอบไซไฟบางที่ไม่ชอบ ก็ต้องเลือกดูว่าจะทำเรื่องไหนกับค่ายไหน”

 

ดื่มน้ำ มากน้อย ทำให้ร่ายทำงานดีขึ้นยังไง ?

ความเชื่อว่า การดื่มน้ำ ในปริมาณมาก ๆ ทำให้ร่างกายทำงานได้ดียิ่งขึ้น อีกทั้งยังช่วยใน การลดน้ำหนัก และบำรุงสุขภาพผิว โดยเฉพาะการดื่มน้ำแร่ เพราะมีข้อมูลที่กล่าวอ้างว่าเป็นน้ำดื่มจากแหล่งธรรมชาติซึ่งอุดมไปด้วยแร่ธาตุนานาชนิด หลายคนจึงเชื่อว่าน้ำแร่ดีต่อสุขภาพร่างกาย มากกว่าน้ำเปล่าหรือน้ำประปาทั่วไป

น้ำหนักตัวของคนเราประกอบไปด้วยน้ำถึง 60 เปอร์เซ็นต์ ร่างกายอาจสูญเสียน้ำได้จากการทำกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การออกกำลังกาย การดื่มน้ำจึงเป็นสิ่งที่สำคัญเป็นอย่างมาก แต่คนส่วนใหญ่ไม่ใส่ใจกับการดื่มน้ำมากนัก และมักไม่คำนึงถึงปริมาณที่เหมาะสม บ้างก็ดื่มน้ำน้อยเกินไปหรือมากเกินไป จนทำให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพตามมา อีกทั้งอาจไม่ทราบด้วยว่า หากร่างกายขาดน้ำเพียง 5 วันหรือ 1 สัปดาห์ ก็อาจทำให้เสียชีวิตได้

ไม่ค่อยดื่มน้ำเปล่า

ประโยชน์ของการดื่มน้ำ

น้ำเป็นปัจจัยสำคัญต่อกระบวนการทำงานภายในร่างกาย เช่น การล้างสารพิษออกจากอวัยวะ หรือการนำสารอาหารและออกซิเจนไปสู่เซลล์ต่าง ๆ รวมถึงประโยชน์อื่น ๆ ดังต่อไปนี้

  • ลดน้ำหนัก การดื่มน้ำอาจมีส่วนช่วยให้อัตราการเผาผลาญพลังงานแคลอรี่เพิ่มสูงขึ้น
  • บำรุงสุขภาพผิว
  • เป็นส่วนประกอบของน้ำหล่อลื่นข้อต่อ
  • เสริมการทำงานของระบบย่อยอาหาร
  • ขับแบคทีเรียจากกระเพาะปัสสาวะ
  • มีส่วนช่วยทำให้อัตราการเต้นของหัวใจปกติ
  • ควบคุมอุณหภูมิในร่างกาย
  • ควบคุมความดันโลหิต
  • ป้องกันอาการท้องผูก
  • ป้องกันความเสียหายของเนื้อเยื่อและอวัยวะต่าง ๆ
  • รักษาสมดุลของอิเล็กโตรไลต์ (โซเดียม)

ควรดื่มน้ำวันละเท่าไร ถึงจะทำให้ร่างกาย บริหารจากภายใน ดี ?

ในทุก ๆ วัน ร่างกายจะสูญเสียน้ำผ่านการปัสสาวะ เหงื่อ การหายใจ หรืออื่น ๆ การดื่มน้ำเพื่อทดแทนในส่วนที่สูญเสียไปจึงเป็นเรื่องสำคัญ แต่การดื่มน้ำในปริมาณที่เหมาะสมอาจเป็นเรื่องที่สำคัญยิ่งกว่า เพราะหากดื่มน้ำมากเกินไปหรือน้อยเกินไป ก็อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกายได้ และอย่างที่ทราบกันทั่วไปว่าการดื่มน้ำวันละ 8 แก้ว นั้นเพียงพอต่อการทำงานของร่างกาย แต่แท้จริงแล้วปริมาณที่เหมาะสมอาจขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่น ๆ ของผู้บริโภค เช่น กิจกรรมที่ทำ เพศและอายุ

ปริมาณการดื่มน้ำที่เหมาะสม แต่ละช่วงอายุ

  • สำหรับผู้ที่อายุ 4-8 ปี 5 แก้วต่อวัน (ประมาณ 1,200 มล.)
  • สำหรับผู้ที่อายุ 9-13 ปี 7-8 แก้วต่อวัน (ประมาณ 1,600-1,900 มล.)
  • สำหรับผู้ที่อายุ 14-18 ปี 8-11 แก้วต่อวัน (ประมาณ 1,900-2,600 มล.)
  • สำหรับผู้หญิงที่อายุ 19 ปีขึ้นไป 9 แก้วต่อวัน (ประมาณ 2,100 มล.)
  • สำหรับผู้ชายที่อายุ 19 ปีขึ้นไป 13 แก้วต่อวัน (ประมาณ 3,000 มล.)

ปริมาณดังกล่าว ได้นับรวมปริมาณน้ำที่ได้จากอาหาร ผักหรือผลไม้ต่าง ๆ เช่น เบอร์รี่ แตงโม แตงกวา พริกหยวก ผักโขม น้ำขิง ขึ้นฉ่ายหรือดอกกะหล่ำ เรียบร้อยแล้ว

ทั้งนี้ อาจจำเป็นต้องเพิ่มปริมาณการดื่มน้ำให้มากขึ้น เมื่อต้องออกกำลังกายอย่างหนัก อยู่ในสภาพอากาศร้อน ป่วย มีไข้หรือมีปัญหาสุขภาพ เช่น ติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ โดยเฉพาะหากกำลังตั้งครรภ์ ควรเพิ่มปริมาณการดื่มน้ำเป็น 10 แก้วต่อวัน และ 13 แก้วต่อวันสำหรับผู้ที่ต้องให้นมบุตร

ช่วงเวลาใดเหมาะสมที่สุดในการดื่มน้ำ?

นอกจากเรื่องปริมาณการดื่มน้ำแล้ว การเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของร่างกายให้ดีขึ้น อาจทำได้โดยการดื่มน้ำในช่วงเวลาที่เหมาะสม

  • หลังตื่นนอน การดื่มน้ำ 1 แก้วหลังจากตื่นนอน ช่วยให้ร่างกายขจัดสารพิษต่าง ๆ และช่วยกระตุ้นการทำงานของอวัยวะภายใน
  • หลังจากอาบน้ำ การดื่มน้ำ 1 แก้วหลังจากอาบน้ำ ช่วยลดความดันโลหิตได้
  • ก่อนมื้ออาหาร การดื่มน้ำ 1 แก้ว 30 นาทีก่อนรับประทานอาหาร ช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดียิ่งขึ้น พร้อมทั้งดื่มน้ำอีก 1 แก้วหลังรับประทานอาหารเสร็จแล้ว 1 ชั่วโมง เพื่อช่วยให้ร่างกายดูดซึมสารอาหาร แต่น้ำย่อยอาจเจือจางได้หากดื่มน้ำแล้วเว้นช่วงเวลาไว้นานเกินไป
  • ก่อนนอน การดื่มน้ำ 1 แก้วก่อนนอนช่วยแทนที่ของเหลวที่จะสูญเสียในตอนกลางคืนได้

พฤติกรรมดื่มน้ำที่ดี

ดื่มน้ำประปาอันตรายหรือไม่?

หลายคนอาจเชื่อว่าน้ำประปานั้นเป็นอันตรายต่อสุขภาพ จากสารและกลิ่นต่าง ๆ ที่พบ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณะสุขเปิดเผยว่า กลิ่นที่พบในน้ำประปานั้น คือ คลอรีน เป็นสารที่ได้รับการยอมรับจากองค์การอนามัยโลกว่าช่วยฆ่าเชื้อโรคในน้ำได้ และยังเป็นตัวช่วยยืนยันว่าน้ำนั้นได้ผ่านการฆ่าเชื้อเรียบร้อยแล้ว แต่หากผู้ใดที่ไม่ชอบกลิ่นคลอรีน อาจตั้งน้ำทิ้งไว้ 20-30 นาที กลิ่นคลอรีนก็จะหายไป และสำหรับผู้ที่กลัวสารไตรฮาโลมีเทน (Trihalomethanes) ในน้ำประปา หากคำนวณจากค่าความเข้มข้นของสารไตรฮาโลมีเทน ที่ถูกกำหนดไว้ให้ไม่เกิน 0.08 มิลลิกรัมต่อลิตร กรมอนามัยยืนยันว่าผู้บริโภคต้องบริโภคสารไตรฮาโลมีเทนนานถึง 252 ปี ถึงมีความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งได้

ปัจจุบันผู้บริโภคนิยม ใช้ เครื่องกรองน้ำที่มีชั้นหินดูดกลิ่น และสารเรซินลดความกระด้าง หรือนำไปฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ผ่านแก๊ซโอโซนและแสงยูวี ทั้งนี้ท่อกรองน้ำที่เป็นเหล็กอาจมีสนิมสะสม หากใช้ไปนาน ๆ อาจทำให้น้ำกรองติดเชื้อได้ จึงควรทำความสะอาดเครื่องกรองน้ำอย่างสม่ำเสมอ แต่หากผู้บริโภคยังไม่มั่นใจในการดื่มน้ำประปา การนำน้ำไปต้มเป็นเวลา 3-5 นาทีจนเดือดหรือที่อุณหภูมิ 100 องศาเซลเซียส จะยังคงไว้ซึ่งแร่ธาตุ ทำให้น้ำสะอาดปราศจากจุลินทรีย์ แบคทีเรีย และลดความเสี่ยงจากสารไตรฮาโลมีเทนได้ จึงมั่นใจได้ว่าน้ำประปาสามารถดื่มได้ และไม่เป็นอันตรายต่อทั้งมนุษย์และสัตว์เลี้ยง

น้ำแร่ดีกว่าน้ำเปล่าหรือไม่ อย่างไร ?

หลายคนเชื่อว่าน้ำแร่นั้นมีประโยชน์มากกว่าน้ำเปล่า อาจเพราะแหล่งที่มาของน้ำแร่นั้นมาจากธรรมชาติ และไม่มีกลิ่นคลอรีน จึงทำให้ผู้บริโภคมั่นใจมากกว่า อีกทั้งน้ำแร่มีสารอาหารรอง (Micronutrients) เช่น แคลเซียม ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพและมีรสชาติที่ดีกว่า ทั้งนี้ องค์การอนามัยโลกไม่แนะนำให้ผู้บริโภคมุ่งความสนใจไปที่ส่วนประกอบสำคัญในน้ำแร่มากนัก เนื่องจากสารอาหารที่อยู่ในน้ำแร่นั้นยังไม่สามารถระบุปริมาณที่แน่นอนได้

อย่างไรก็ตาม น้ำแร่อาจปนเปื้อนสารตกค้างได้จากบรรจุภัณฑ์ หากเก็บไว้เป็นเวลานาน เก็บไว้ในที่มีอากาศร้อนหรือในสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม เพราะอาจทำให้จุลินทรีย์ก่อตัวในน้ำเป็นอันตรายต่อร่างกาย

น้ำอุ่นหรือน้ำเย็น อะไรดีกว่ากัน ?

จริง ๆ แล้วไม่อาจตัดสินได้ว่าน้ำอุ่นหรือน้ำเย็นนั้นดีกว่ากัน เพราะมีประโยชน์แตกต่างกันไป เช่น น้ำอุ่นมีส่วนช่วยกระตุ้นการทำงานของอวัยวะภายใน เพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิวหนัง เพิ่มความอบอุ่นให้กับร่างกายและเพิ่มการไหลเวียนของโลหิต รวมไปถึงบรรเทาอาการคอแห้ง

แต่หากต้องทำกิจกรรมต่าง ๆ เช่น ออกกำลังกาย ยกน้ำหนัก ปั่นจักรยานหรือวิ่งในสภาพแวดล้อมที่ร้อนและชื้น การดื่มน้ำเย็นจะช่วยลดอุณหภูมิภายในร่างกายได้ดีกว่าน้ำอุ่น รวมไปถึงช่วยให้ทำกิจกรรมนั้น ๆ ได้นานขึ้นโดยไม่รู้สึกเหนื่อย

Two Days, One Night (2014) เพราะเงินทำให้สังคมอัปลักษณ์

Two Days, One Night (2014)

Two Days One Night คือการสมมติว่า วันหนึ่งเรามีโจทย์ที่ต้องตัดสินใจว่าระหว่าง “การได้เงินโบนัส” กับ “โอกาสที่เพื่อนร่วมงานจะได้ทำงานต่อ” จะเลือกอะไร เกณฑ์การตัดสินใจของหลาย ๆ คนก็ต้องคำนึงถึงความจำเป็นในชีวิต ครอบครัวที่ต้องดูแล หรือความเห็นใจเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน นั่นเป็นเหตุผลส่วนบุคคลที่เราต้องติดตามใน Two Days, One Night ภาพยนตร์สัญชาติเบลเยี่ยม ที่คว้ารางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม จากสมาคมวิจารณ์ภาพยนตร์นิวยอร์ค และรางวัลจากสมาคมวิจารณ์ภาพยนตร์ ภาคพื้นประเทศยุโรป ประจำปี 2014

เนื้อหาหลักของ Two Days, One Night

ซองดรา ป่วยเป็นโรคซึมเศร้าทำให้ต้องหยุดงาน วันหนึ่งหลังจากที่เธอตื่นขึ้นมาพร้อมโทรศัพท์ของเพื่อนร่วมงานที่สนิทอย่าง จูเลียต แจ้งข่าวร้ายให้เธอทราบว่าที่ทำงานมีนโยบายใหม่ให้พนักงานเลือกว่าจะจ่ายโบนัสประจำปีให้ หรือจะปลดซองดราออกจากงาน ผลโหวตคือปลดเธอออก

แต่จูเลียตและซองดราได้ขอร้องหัวหน้าให้มีการโหลตใหม่เพราะเชื่อว่ามีเพื่อนร่วมงานคนหนึ่งอยู่เบื้องหลัง บงการให้คนอื่น ๆ  ดูหนังออนไลน์ฟรี เลือกปลดเธออก เธอมีเวลาแค่ 2 วัน 1 คืนในการ “ขอร้อง” เพื่อนร่วมให้โหวตใหม่ โดยเลือกเธอทำงานต่อ เพราะเธอต้องการงานจริง ๆ

ลำพังคนปกติก็จนมุมกับสถานการณ์เช่นนี้ แต่ซองดรา ผู้ที่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้าต้องพาตัวเองออกไปหาเพื่อนร่วมงานทั้ง 16 คนเพื่อขอร้องให้พวกเขาเปลี่ยนใจ เหตุผลที่เธอต้องฝืนจิตใจที่ยังไม่เข้มแข็งให้ทำเช่นนี้ก็เพราะ เธอเป็นชนชั้นกรรมาชีพที่ต้องทำงานเพื่อจุนเจือครอบครัว ลำพังแค่สามีของเธอก็ไม่สามารถหาเงินเพื่อรักษาบ้าน และเลี้ยงดูเด็กอีก 2 ชีวิตได้

ครอบครัว มิตรภาพ และการต่อสู้

ตลอดระยะเวลาที่เธอต้องดิ้นรนเพื่ออกไปขอร้องเพื่อน ๆ ทำให้เธอรู้สึกเหมือน “ขอทาน” ที่ต้องอ้อนวอนเหล่านั้นเปลี่ยนใจ ทั้งที่พวกเขาก็ต้องเผชิญปัญหาความยากจน ดั่งเช่นที่เธอก็เผชิญอยู่ แต่หนังก็มีมุมมองของครอบครัวที่เป็นน้ำหล่อเลี้ยงจิตใจ สามี และเพื่อนสนิทอย่างจูเลียตก็ผลักดันให้เธอต่อสู้ ลูก ๆ ที่เข้าใจดีกับโรคที่แม่ต้องเผชิญอยู่ ความช่วยเหลือของครอบครัวที่ช่วยให้เธอหาที่อยู่เพื่อนร่วมงานได้

การไปหาเพื่อนตามบ้านมีอุปสรรคที่เธอต้องต่อสู้อยู่ตลอด หลัก ๆ ก็มาจากสภาพจิตใจของเธอเอง การยอมรับที่จะช่วยเหลือของเพื่อนบางคนก็เป็นเหมือนของขวัญ กำลังใจให้เธอไปต่อ แต่การปฏิเสธของเพื่อนบางคนก็ทำให้เธอสับสน และหมดหวัง ตอกย้ำความเป็น “ขอทาน” ที่ชัดเจนขึ้น แต่ครอบครัวและเพื่อนสนิทก็ผลักดันให้เธอไปต่อ

เกร็ดความรู้ของชนชั้นแรงงานในยุโรป

เบลเยี่ยมเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วแต่ความเลื่อมล้ำค่อนข้างสูง ชนชั้นแรงงานนั้นประกอบด้วยหลาย ๆ ชนชาติ โดยประกอบด้วยคนที่ยากจนที่อพยพมาจากที่อื่นเช่น ฝรั่งเศส มาตั้งรกรากในเบลเยี่ยม เกิดความแตกต่างระหว่างชนชั้นที่สูงขึ้น ในหนังเรื่องนี้ก็ได้ใช้นักแสดงนำ นางเอกเป็นชาวฝรั่งเศสซึ่งเป็นไปได้ว่านางเอกก็เป็นผู้ที่อพยพมาตั้งรกรากในประเทศเบลเยี่ยม และต้องต่อสู้กับความยากจน การที่ตกงานและรอคอยความช่วยเหลือจากรัฐยิ่งจะทวีความข้นแค้นให้ครอบครัว และอนาคตของลูก ๆ อีก 2 คนด้วย

ความประทับใจที่มีต่อภาพยนตร์ Two Days, One Night

  • อันดับหนึ่งเราขอยกให้สามีของเธอเลย ความใจดี และจิตใจที่เข้มแข็งของเขาช่วยประคับให้ซองดรามีกำลังใจลุกขึ้นสู้ แม้ในบางครั้งเธอก็แสดงอาการไม่มั่นใจสามีเธอเอง เขาก็มอบความรักให้เธอด้วยความมั่นคง เหมาะมากสำหรับใครที่กำลังต้องดูแลผู้ป่วยโรคซึมเศร้าอยู่

 

  • ซองดรา ผู้จริงใจ ถึงใจจิตของเธอจะต้องต่อสู้กับโรคซึมเศร้าแต่เธอเป็นคนที่แท้จริงแล้วมีความจริงใจและชัดเจนมาก ในทุกครั้งที่เธอไปหาเพื่อนเพื่อขอร้องให้โหวตเธอ จะมีคำถามกลับหาเธอทุกครั้งว่าตอนนี้มีคนโหวตให้เธอกี่คน เธอจะตอบความจริงทุกครั้งแม้ว่าความจริงนั้นจะมีผลให้ผู้ฟังลังเลที่จะเลือกเธอก็ตาม

หนังเรื่องล่าสุดของ The Dardenne brothers หรือ พี่น้องดาร์แดนน์ (Jean-Pierre Dardenne – ฌ็อง-ปีแอร์ ดาร์แดนน์ ผู้พี่ และ Luc Dardenne – ลุก ดาร์แดนน์ ผู้น้อง) ที่คอหนังหลายคนคุ้นเคยการเล่าเรื่องในสไตล์เรียลิสซึม (realism) ที่ถ่ายทอดออกแบบเน้นความสมจริงแบบ “ทำน้อย แต่ได้มาก” ซึ่งทั้งสองเคยได้รับรางวัลปาล์มทองในเทศกาลหนังเมืองคานส์ถึงสองครั้ง จาก Rosetta (1999 – ว่าด้วยหญิงสาวที่ทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้งานทำ) และ The Child (2005 – คุณพ่อวัยรุ่นหอบลูกน้อยไปขายให้คนรับเลี้ยงจนเกิดเรื่องวุ่นวายขึ้น) ซึ่งส่วนใหญ่หนังของสองพี่น้องดาร์แดนน์มักจะได้รับคัดเลือกร่วมเทศกาลนี้เป็นประจำเสมอ

Two Days, One Night อาจไม่ได้เรียกร้องความสนใจตั้งแต่แรก เพราะถึงจะมีที่มาจากเรื่องจริง แต่พล็อตหนังก็ดูเป็นเรื่องแต่งมากๆ แถมเป็นเรื่องแต่งที่สามารถตกบ่วงโลกสวยได้อย่างง่ายดาย ด้วยตัวเรื่องแสนจะขาวจัดดำจัด ไปจนถึงดราม่าฟูมฟายถึงความดีงามของมนุษย์ และเต็มไปด้วยความสงสารเวทนา…พี่น้องดาร์แดนน์ก็สามารถทำให้สิ่งน่าวิตกเหล่านี้ไม่ปรากฏบนจอได้สำเร็จ

โดยครั้งนี้ พี่น้องดาร์แดนน์ได้ร่วมงานกับนักแสดงระดับเอลิสต์เป็นครั้งแรก ซึ่ง มารียง โกตีญาด์ (Marion Cotillard) ตีความตัวละครซองดราได้อย่างวิจิตร นอกจากเปลี่ยนสำเนียงการพูดและปรากฏตัวในรูปลักษณ์โทรมสุดฤทธิ์ เธอต้องแบกรับความทุกข์ ความคับข้อง ภาวะก้ำกึ่งที่จะศิโรราบต่อชะตากรรม และอาการของโรคซึมเศร้าที่กัดกินตัวละคร ซึ่งเธอสามารถเปลี่ยนร่างกายของตัวเองเป็นซองดราได้อย่างหมดจดแพรวพราว – ความจัดเจนของสองพี่น้องคือตัวละครเปี่ยมสีสันอย่างซองดรายังดูสมจริง และนั่นทำให้การพบ (หรือไม่พบ) กันของเธอกับบรรดาเพื่อนร่วมงานนั้นน่าติดตามอย่างยิ่ง เพราะถึงเรื่องจะคาดเดาไม่ได้ แต่ในขณะเดียวกันมันก็ช่างธรรมดาสามัญจนเราสัมผัสได้จริง

ในการดิ้นรนเพื่อให้ได้ทำงานต่อของซองดรา Two Days, One Night เลือกที่จะเล่าการเดินทางไปหาทุกคนถึงบ้านของซองดรา โดยไม่ได้ขับเน้นว่าเธอกำลังขอความเห็นใจ แต่เมื่อการโหวตออกครั้งแรกเกิดขึ้นโดยที่เธอไม่อยู่ คราวนี้เธอกำลังทำให้คนเหล่านั้นเห็นว่าเธอมี ‘ตัวตน’ – ซึ่งสำหรับซองดราที่ยังต้องทุกข์ทรมานด้วยโรคซึมเศร้ากับยาแก้เครียด การเดินทางที่เธอหวังผลเพียงครึ่งเดียวนี้คือการพิสูจน์ว่าเธอดำรงอยู่ มีคุณค่า และเคารพตัวเองได้เต็มหัวใจอีกครั้ง

ในSeraing , เมืองอุตสาหกรรมใกล้Liège , เบลเยียม , ภรรยาสาวและแม่ของแซนดร้าเตรียมความพร้อมที่จะกลับไปทำงานที่ Solwal โรงงานพลังงานแสงอาทิตย์แผงขนาดเล็กหลังจากที่ลาแพทย์ของการขาดภาวะซึมเศร้าและความวิตกกังวล ในระหว่างที่เธอไม่อยู่ ฝ่ายบริหารของ Solwal ตระหนักดีว่าเพื่อนร่วมงานของเธอสามารถทำงานกะของเธอได้โดยใช้เวลาชั่วโมงทำงานนานขึ้นเล็กน้อย และเสนอโบนัส 1,000 ยูโรให้แต่ละคนหากพวกเขาตกลงที่จะทำให้ Sandra ซ้ำซ้อน ในเย็นวันศุกร์ หลังจากที่แซนดราทราบข่าวและมีเพียงสองคนใน 16 คนเท่านั้นที่โหวตให้เธออยู่ต่อ เธอก็รู้สึกสิ้นหวังและไร้ค่า

มนูสามีของเธอพยายามที่จะยกระดับจิตใจของเธอ Juliette เพื่อนร่วมงานคนหนึ่งซึ่งลงคะแนนแทนเธอ เกลี้ยกล่อมให้เธอคุยกับ M. Dumont ผู้จัดการของ Solwal แซนดรากลายเป็นหินเกินกว่าจะพูด แต่จูเลียตโต้แย้งกรณีของเธอ Juliette บอกเขาว่าคนงานบางคนรู้สึกกดดันที่จะลงคะแนนให้แซนดราโดยหัวหน้าโรงงาน Jean-Marc ผู้ซึ่งบอกเป็นนัยว่างานหนึ่งต้องถูกกำจัด แม้ว่าจะลังเลใจ Dumont ตกลงที่จะลงคะแนนเสียงครั้งที่สองในช่วงเช้าของวันจันทร์

เมื่อตระหนักว่าชะตากรรมของเธออยู่ในมือของเพื่อนร่วมงาน แซนดราจึงต้องไปเยี่ยม 14 คนในช่วงสุดสัปดาห์เพื่อเกลี้ยกล่อมให้พวกเขาปฏิเสธโบนัสทางการเงิน และเธอต้องเผชิญกับการต่อสู้ที่ยากลำบากเพื่อรักษางานของเธอก่อนการลงคะแนนที่สำคัญ ในวันจันทร์. เพื่อนร่วมงานของเธอส่วนใหญ่คาดหวังโบนัสให้กับครอบครัวของพวกเขาเอง เพื่อนร่วมงานของเธอบางคนเป็นผู้อพยพ และบางคนก็ทำงานที่สองอยู่แล้ว ส่วนใหญ่ตอบสนองด้วยความเห็นอกเห็นใจ แต่น้อยคนนักที่จะโกรธ แซนดรารู้สึกแย่เมื่อเพื่อนร่วมงานที่เธอคิดว่าเป็นเพื่อนแกล้งทำเป็นไม่อยู่บ้าน แต่มีเพียงไม่กี่คนที่สนับสนุนเธอและบอกว่าพวกเขาจะโหวตให้เธอ Timur ผู้อพยพจากดาเกสถานหลั่งน้ำตาและบอกว่าเขารู้สึกละอายใจในตัวเอง ขณะที่แซนดราปกปิดเขาเมื่อเขาทำลายแผงในวันแรก เขาบอกว่าเขาจะเปลี่ยนใจและคุยกับคนงานคนอื่นแทนเธอ

ในบ่ายวันอาทิตย์ แซนดราพบว่าฌอง-มาร์กโทรหาเพื่อนร่วมงานเพื่อโน้มน้าวพวกเขาไม่ให้เปลี่ยนคะแนนโหวต และในความเป็นจริง เขาต่อต้านแซนดราที่กลับมาเพราะอาการซึมเศร้าของเธอ เธอไปเยี่ยมแอนน์ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมงานของเธอ ซึ่งสามีของเธอแกล้งขว้างเธอออกไปและกรีดร้องใส่ผู้หญิงทั้งสอง ย่อท้อซานดร้าพยายามฆ่าตัวตายที่บ้านโดยกินยาเกินขนาดในXanaxแต่เมื่อมาถึงแอนน์จะบอกเธอว่าเธอจะลงคะแนนให้เธอข่มขวัญแซนดร้าเพื่อมนุที่เธอกำลังจะอาเจียนยาขึ้น แซนดราพักฟื้นที่โรงพยาบาลและรู้สึกประทับใจเมื่อรู้ว่าแอนมาที่โรงพยาบาลด้วย แซนดราบอกมานูว่าพวกเขาจะไปเยี่ยมอีกสามคนที่เหลือในเย็นวันนั้น เมื่อแอนบอกเธอว่าเธอตัดสินใจทิ้งสามีของเธอ แซนดราจึงเชิญเธอไปค้างคืนที่บ้านของพวกเขา

แซนดราพูดกับอัลฟองเซ เด็กหนุ่มผู้อพยพชาวแอฟริกันที่ทำงานเป็นช่างเชื่อมตามสัญญา เขาจะได้เงินเพียง 150 ยูโรเพราะว่าเขายังใหม่ แต่เขากลัวฌอง-มาร์ก ผู้ซึ่งบอกให้เขาลงคะแนนเสียงต่อต้านแซนดร้า ถ้าเขาต้องการร่วมงานกับเพื่อนร่วมงานของเขา Alphonse บอกเธอว่าเขาต้องการลงคะแนนให้เธอ แต่เขากลัวว่า Jean-Marc จะค้นพบและเขียนถึงความผิดพลาดของเขา ซึ่งอาจทำให้โอกาสในการต่ออายุสัญญาของเขาเสียหายเมื่อหมดอายุในเดือนกันยายน

ในเช้าวันจันทร์ ขณะที่คนงานโซลวาลโหวตอีกครั้ง ฌอง-มาร์กก็แสดงความโกรธเคืองต่อแซนดรา เธอยืนหยัดเพื่อตัวเองและเตือนเขาว่าเขาทำอย่างไม่ยุติธรรม ในการลงคะแนนเสียงครั้งที่สอง ให้แปดเสียงให้เธอทำงานต่อ และแปดเสียงเพื่อเก็บโบนัส – ไม่เพียงพอที่จะล้มเลิกการลงคะแนนในวันศุกร์ เธอขอบคุณผู้ที่โหวตให้เธอทั้งน้ำตา รวมทั้งอัลฟองส์ เธอบอกแอนน์ว่าเธอสามารถอยู่ที่บ้านของพวกเขาได้อีกครั้งในคืนนั้นและเก็บล็อกเกอร์ของเธออย่างอดทน

อย่างไรก็ตาม Dumont โทรหาเธอที่ห้องทำงานของเขาและแสดงความยินดีกับเธอที่เชื่อว่ามีคนมากมายสนับสนุนเธอ เขาบอกเธอว่าเขาได้ตัดสินใจที่จะให้โบนัสกับทุกคนแต่ยังคงรักษาเธอไว้ ความสุขของแซนดราอยู่ได้ไม่นานในขณะที่เขาอธิบายว่าเขาจะไม่ต่ออายุคนงานที่สัญญาหมดอายุในเดือนกันยายน – อัลฟองส์ แซนดราปฏิเสธข้อเสนอของเขาอย่างสุภาพ ตอนนี้เธอมีความมั่นใจที่จะเริ่มต้นใหม่และใช้ชีวิตใหม่เพื่อตัวเอง “เราสู้ได้ดี” เธอบอกมานูอย่างภาคภูมิใจ

ว่านหางจระเข้ สมุนไพรสมานแผล รักษาโรค

สมุนไพรยอดฮิตที่คนไทยนิยมใช้และคุ้นเคยกันดีคงหนีไม่พ้น ว่านหางจระเข้ ที่อาจมีสรรพคุณและคุณประโยชน์มหาศาล โดยว่านหางจระเข้เป็น พืชสีเขียว ที่มีใบหนาอ้วน เมื่อผ่าใบออกแล้วจะพบส่วนที่เป็นเนื้อวุ้นใส ๆ ที่อุดมไปด้วยสารสำคัญต่าง ๆ เช่น สารต้านอนุมูลอิสระ วิตามินเอ วิตามินซี วิตามินอี และกรดอะมิโนที่จำเป็นสำหรับร่างกาย เป็นต้น

ว่านหางจระเข้

นอกจากยารักษา ว่านหางจระเข้ได้ถูกนำมาใช้เป็นส่วนผสมในอาหารเสริม เครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหลากหลายชนิด เนื่องจากสมุนไพรชนิดนี้อาจมีประโยชน์ทางการแพทย์และสรรพคุณทางยามากมายในการช่วยรักษาโรคและการเจ็บป่วยได้หลายชนิด ดังนี้

รักษาแผลไหม้พุพอง

แผลพุพองจากความร้อนที่ไม่ร้ายแรง แผลที่เกิดจากการทำครัว เช่น น้ำมันลวก น้ำร้อนลวก สามารถบรรเทาได้ง่าย ๆ ด้วยว่านหางจระเข้ โดยจะช่วยลดอาการอักเสบ เพิ่มการไหลเวียนของเลือดไปสู่บริเวณเนื้อเยื่อของแผล ช่วยบรรเทาความเจ็บปวดในบริเวณที่เกิดการไหม้ และแม้จะเป็นแผลที่ง่ายต่อการติดเชื้ออย่างแผลพุพอง ก็ยังสามารถใช้ได้เพราะว่านหางจระเข้มีกรดซาลิซิลิก คอยยับยั้งแบคทีเรีย และช่วยผลัดเซลล์ผิวหนังใหม่

รักษาโรคเริมที่อวัยวะเพศ

โรคเริมเป็นโรคจากเชื้อไวรัสเฮอร์ปีส์ซิมเพล็กซ์ (Herpes Simplex Virus: HSV) ที่มักทำให้เกิดการติดเชื้อที่ผิวหนัง ปาก และอวัยวะเพศ ลักษณะเป็นตุ่มน้ำใส ๆ จากนั้นจะแตกออกและอักเสบจนเกิดแผลเจ็บแสบ โดยตัวยาที่มีว่านหางจระเข้เป็นส่วนผสมอาจช่วยบรรเทาอาการของโรคได้และลดการอักเสบของโรค

รักษาโรคสะเก็ดเงิน

การใช้ว่านหางจระเข้รูปแบบครีมหรือขี้ผึ้งอาจช่วยบรรเทาอาการของโรคสะเก็ดเงินที่รุนแรงเล็กน้อยถึงปานกลางได้ โดยครีมที่มีส่วนผสมของสารสกัดจากว่านหางจระเข้จะช่วยลดการอักเสบ แดง คัน และผิวหนังที่ตกสะเก็ด ทั้งนี้ ผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินอาจต้องทาครีมที่มีสารสกัดจากว่านหางจระเข้วันละหลายครั้งติดต่อกัน 1 เดือนเพื่อผลลัพธ์ที่ดีขึ้น

ดีต่อผู้ป่วยเบาหวาน

จากการศึกษาพบว่าการรับประทานเนื้อว่านหางจระเข้อาจช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ และคอเลสเตอรอล ซึ่งน่าจะเป็นผลดีต่อการรักษาผู้ป่วยโรคเบาหวาน อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษาเกี่ยวกับสรรพคุณของว่านหางจระเข้ด้านนี้ยังไม่เพียงพอ ทำให้ไม่อาจระบุประสิทธิภาพและความปลอดภัยในการใช้ว่านหางจระเข้รักษาโรคเบาหวานได้อย่างแน่ชัด

บรรเทาอาการท้องผูก

หลักฐานทางวิทยาศาสตร์บางส่วนพิสูน์ว่าการรับประทานยางของว่านหางจระเข้อาจมีสรรพคุณช่วยบรรเทาอาการท้องผูกได้ อย่างไรก็ตาม การรับประทานยางของว่านหางจระเข้จะให้ผลดีจริงหรือไม่นั้นยังไม่ทราบแน่ชัด เนื่องจากยังไม่มีการวิจัยที่น่าเชื่อถืออย่างชัดเจน และการดื่มน้ำว่านหางจระเข้ก็อาจส่งผลข้างเคียงทำให้เกิดอาการปวดท้องและท้องเสียได้

เห็นประโยชน์ต่อการรักษาสารพัดโรคของว่านหางจระเข้อย่างนี้แล้ว หลายคนคงสนใจคุณสมบัติด้านการรักษาของพืชชนิดนี้ ซึ่งงานวิจัยส่วนใหญ่ก็พบว่าการใช้ว่านหางจระเข้ได้ผลดีและมีผลข้างเคียงน้อยเสียด้วย คาดว่าต่อไปเราอาจได้เห็นว่านหางจระเข้กลายเป็นส่วนประกอบสำคัญของยารักษาโรคต่าง ๆ เหล่านี้มากขึ้นอย่างแน่นอน

ใช้ว่านหางจระเข้อย่างไรให้ปลอดภัย ?

โดยทั่วไปแล้วการใช้ว่านหางจระเข้เพื่อบรรเทาอาการต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับผิวหนังและการรับประทานว่านหางจระเข้ในปริมาณที่เหมาะสมติดต่อกันเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ นั้นค่อนข้างปลอดภัย อย่างไรก็ตาม การรับประทานว่านหางจระเข้อาจไม่ส่งผลดีต่อสุขภาพหรือมีความปลอดภัยเสมอไป โดยข้อควรระวังของการบริโภคว่านหางจระเข้มี ดังนี้

การรับประทานสารสกัดจากใบหรือยางของว่านหางจระเข้

  • ไม่รับประทานสารสกัดจากใบหรือยางของว่านหางจระเข้ในปริมาณมากหรือติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน เพราะอาจทำให้เกิดผลข้างเคียง เช่น ปวดท้อง ท้องเสีย เป็นต้น อีกทั้งยังเสี่ยงต่อโรคมะเร็งและอาจนำไปสู่การเกิดภาวะไตวายฉับพลันที่อาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้
  • ไม่ใช้สารสกัดจากใบหรือยางของว่านหางจระเข้ในเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี

การรับประทานว่านหางจระเข้ร่วมกับยา

การรับประทานว่านหางจระเข้ร่วมกับยารักษาโรคบางชนิดอาจก่อให้เกิด ผล ข้าง เคียง รุน แรง ตาม มา ได้ โดย ผู้ ที่ กำ ลัง รับ ประทาน ยารักษาโรคเบาหวาน ยารักษาโรคหัวใจ ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ยาขับปัสสาวะ ยาถ่ายชนิดกระตุ้นลำไส้ หรืออาหารเสริม ควรปรึกษาแพทย์ก่อนลองใช้ว่านหางจระเข้เพื่อบำบัดรักษาโรค

นอกจากคนไทยจะรู้จักสรรพคุณของว่านหางจระเข้เป็นอย่างดี หลายๆ ประเทศก็รู้จักนำว่านหางจระเข้มาใช้ในการรักษาโรคต่างๆ มานานหลายศตวรรษ อย่างประเทศจีนก็มีรายงานการใช้ว่านหางจระเข้ในการทำเป็นยาเช่นกัน

สรรพคุณของวุ้นว่านหางจระเข้ เป็นยาฆ่าเชื้อ ฝาดสมานแผล ห้ามเลือด ในขณะเดียวกันก็เป็นตัวกระตุ้นเซลล์เนื้อเยื่อให้เจริญเติบโต ทำให้แผลหายเร็วขึ้น ประเทศสหรัฐอเมริกา รัสเซีย ญี่ปุ่น ออสเตรีย ได้ทดลองพบว่า ว่านหางจระเข้สามารถนำมาใช้รักษาแผลธรรมดา แผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก แผลที่เกิดจากการฉายรังสี ลดอาการอักเสบ ฆ่าเชื้อโรค ป้องกันผิวไหม้เพราะแดด บำรุงผิวหน้า กำจัดฝ้า ยาระบาย แก้ไอ เจ็บคอ รักษามะเร็ง แก้พิษแมงกะพรุน ช่วยประสานกระดูก รักษาโรคตับและรักษาสมองผิดปกติ ด้วยสรรพคุณที่มากมายนี้เอง “ว่านหางจระเข้” จึงถูกขนานนามว่า “สมุนไพรมหัศจรรย์จากธรรมชาติ”

สารโพลียูโรไนด์และโพลีแซคคาไรด์ สารสำคัญที่ช่วยรักษาบาดแผลให้หายเร็วและยังช่วยป้องกันไม่ให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายทางบาดแผล ต้องใช้กระบวนการผลิตที่ดี (GMP) เท่านั้น ถึงจะคงตัวยาเหล่านี้ไว้ได้ ได้ทำการศึกษากับผู้ป่วย บาดแผลไฟไหม้น้ำร้อนลวกจำนวน 13 ราย ที่มีบาดแผลไม่น้อยกว่าร้อยละ 2 เมื่อได้ทาว่านหางจระเข้และตรวจสอบด้วยกล้องจุลทรรศน์ พบว่าแผลหายเร็วกว่าการทายาชนิดอื่น นอกจากนี้ยังมีส่วนทำให้แผลสะอาด และกระตุ้นเนื้อเยื่อที่เสียให้เจริญเติบโตขึ้นใหม่ได้เร็วขึ้น

บาดแผลที่เกิดจากไฟไหม้ น้ำร้อนลวก แบ่งได้เป็น 4 ระดับ ว่านหางจระเข้จะเป็นบาดแผลไหม้ไม่เกินระดับที่ 2

ระดับที่ 1 ผิวหนังไม่แตก
ระดับที่ 2 มีตุ่มพองและหนังแตก
ระดับที่ 3 ผิวหนังทุกชั้นถูกทำลายและเป็นแผลเปิด
ระดับที่ 4 ผิวหนังมีรอยไหม้ดำ

ว่านหางจระเข้จึงเป็นสมุนไพร มหัศจรรย์ที่ช่วยรักษาบาดแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก แผลที่เกิดจากการฉายรังสีได้ดี นอกจากนี้ยังสามารถใช้ในลักษณะ ของเครื่องสำอางได้ด้วยคือป้องกันผิวไหม้เพราะแดดและบำรุงผิว ด้วยวิวัฒนาการทางเทคโนโลยี ทำให้ควบคุมคุณภาพผลิตในรูปแบบของเจล มีความเข้มข้นถึง 87.40% เนื้อเจลคงตัวนานและปราศจากการปนเปื้อนจุลินทรีย์ จึงเหมาะเป็นยาที่ควรมีไว้ประจำบ้าน