สังเกตพัฒนาการลูกรักอย่างไร? ให้เติบโตอย่างสมวัย

ใครๆ ก็ย่อมอยากให้ลูกน้อยเกิดมามีร่างกายสมบูรณ์สุขภาพแข็งแรง และต้อง การเลี้ยงดู ให้ลูกน้อยมีพัฒนาการที่สมวัย บางครั้งคุณพ่อคุณแม่อาจกังวลว่า ลูกของเรามีพัฒนาการบางอย่างช้าไปหรือเปล่า เช่น เดินช้า พูดช้า เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่สังเกตได้ว่า ลูกมีพัฒนาการที่ดีหรือไม่ และควรปรึกษาแพทย์หรือยัง

3 ศาสตร์ด้านการดูแลลูกน้อย การเลี้ยงดู ด้านการพัฒนาการและพฤติกรรม
การดูแลลูกน้อยให้มีพัฒนาการที่สมวัย ต้องดูถึง 3 ด้านใหญ่ๆ โดยแพทย์กุมารเวชนับเป็นหนึ่งบุคคลสำคัญที่จะช่วยให้คุณพ่อคุณแม่เข้าใจลูก และแนะนำการดูแลอย่างถูกวิธี ดังนี้

ด้านพัฒนาการเด็ก คือ ดูแลในเรื่องของพัฒนาการหรือความสามารถของเด็กในแต่ละช่วงวัย ตั้งแต่อยู่ในครรภ์จนโตเป็นวัยรุ่น ประกอบ ด้วย 4 ด้านหลัก คือ ด้านกล้ามเนื้อมัดใหญ่ ด้านกล้ามเนื้อมัดเล็ก ด้านภาษาและการสื่อสาร ด้านสังคมและการปรับตัว

ด้านพฤติกรรมเด็ก คือ ดูแลเรื่องอารมณ์และการแสดงออกที่เหมาะสมของเด็กต่อบุคคลอื่นและสิ่งแวดล้อม แพทย์จะช่วยให้พ่อแม่เข้าใจในสิ่งที่เด็กแสดงออก หากมีปัญหาก็จะหาแนวทางในการแก้ไขร่วมกัน

ด้านการเจริญเติบโต คือ ส่งเสริมให้มีส่วนสูงและน้ำหนักที่เหมาะสมตามเพศและวัย
ปัญหาด้านพัฒนาการและพฤติกรรมของเด็กที่พบบ่อย
ปัญหาที่พบบ่อยในกลุ่มเด็กเล็กจะเป็นเรื่องของกล้ามเนื้อทำงานไม่ดี เช่น คลานไม่ได้ เดินไม่ได้ พูดไม่ได้ พูดไม่ชัด ออทิสติก ซน สมาธิสั้น ส่วนในเด็กโตจะเป็นปัญหาเรื่องการเรียน เรียนตก ซ้ำชั้น อ่านเขียนไม่ได้ คำนวณไม่ได้ มีปัญหาการเข้าสังคม การอยู่ร่วมกับเพื่อนและครู บางคนไม่ยอมไปโรงเรียน กัดเพื่อน บางคนโตแล้วยังปัสสาวะรดที่นอน ส่วนวัยรุ่นเป็นเรื่องของการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างมากของร่างกาย และอารมณ์รุนแรง บางคนติดเกม หนีเรียน หรือพึ่งพาบุุหรี่ ดื่มของมึนเมาเพื่อการเข้าสังคมเพื่อน

ถ้าปัญหาด้านพัฒนาการไม่ได้รับการแก้ไขจะส่งผลในระยะยาว
ปัญหาด้านการเจริญเติบโต พัฒนาการ และอารมณ์ของเด็ก โดยส่วนใหญ่แล้วเป็นปัญหาที่ถ้าไม่ได้รับการแก้ไขอย่างรวดเร็วแต่แรก อาจส่งผลในระยะยาว และแก้ไขได้ยากในอนาคต เช่น ถ้าปล่อยให้เด็กผอมมาก ตัวเล็ก แคระแกรน พอโตมาอยากสูงก็ทำได้ยาก หรือเด็กที่มีพัฒนาการช้า เด็กออทิสติก โตมาช่วยตัวเองไม่ได้ พูดไม่ได้ ไปเรียนไม่ได้ แต่ถ้าเด็กได้รับการวินิจฉัยและรักษาตั้งแต่เล็กหรือตั้งแต่สังเกตพบความผิดปกติ ก็สามารถโตขึ้นแบบมีพัฒนาการที่ดีเหมือนเด็กทั่วไปได้ เด็กบางคนฉลาดแต่มีปัญหาด้านการเขียน การอ่าน ทำให้เรียนหนังสือไม่ได้ต้องออกจากโรงเรียน ถ้าได้รับการดูแลที่เหมาะสมตั้งแต่อนุบาล ก็สามารถทำให้เด็กมีพัฒนาการที่ดีขึ้นได้ เป็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุอย่างรวดเร็ว

แบบไหนที่เรียกว่ามีพัฒนาการด้านร่างกายช้า
พัฒนาการทางด้านร่างกายช้า หมายถึง เด็กที่มีพัฒนาการล่าช้ากว่าเด็กปกติในวัยเดียวกัน ซึ่งแม้ว่าเด็กแต่ละคนจะมีพัฒนาการที่แตกต่างกัน แต่การเรียนรู้ของเด็กมักเกิดขึ้นตามลำดับเหมือนๆ กัน เช่น เด็กส่วนใหญ่จะเริ่มคลานได้ก่อนเดิน หรือสามารถส่งเสียงได้ก่อนที่จะเริ่มพูดออกมาเป็นคำ เป็นต้น

ตัวอย่างของเด็กที่มีพัฒนาการช้า เช่น เด็กอายุ 18 เดือนต้องเริ่มมีพัฒนาการด้านการเคลื่อนไหว มีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นโดยใช้ท่าทางหรือการเคลื่อนไหว ซึ่งเด็กปกติจะเริ่มเรียนรู้ที่จะเดิน และเดินได้ในช่วงอายุ 9-15 เดือน แต่ถ้าอายุ 20 เดือนแล้ว แต่ยังไม่สามารถเดินได้ ถือว่ามีพัฒนาการช้า ควรได้รับการตรวจเพื่อหาว่าความผิดปกติเกิดขึ้นจากอะไร

วิธีสังเกตพัฒนาการด้านร่างกายของลูกรักตามช่วงวัย

อายุ 1 เดือน สามารถกำมือ อยู่ในท่าคว่ำมือได้

อายุ 2 เดือน สามารถชันคอได้ประมาณ 30 องศา นำมือเข้ามาสู่แนวกลางลำตัว และสามารถคลายออกเมื่อเห็นวัตถุได้
อายุ 3 – 6 เดือน สามารถเคลื่อนไหวแขนและมือทั้งสองข้างได้ กำมือหลวมได้ ชันคอได้มากขึ้น คอแข็งขึ้น เริ่มเอื้อมมือไปหยิบจับสิ่งของที่สนใจได้ และเริ่มทรงตัวท่านั่งได้ประมาณ 1 นาที
อายุ 7 – 9 เดือน เริ่มยกมือและเท้ามาที่ปาก คลานได้ เปลี่ยนจากท่านอนคว่ำมาสู่ท่านั่งได้ นั่งได้มั่นคงขึ้น เริ่มพยายามจะเกาะเดิน และพยายามเขี่ยของชิ้นเล็กๆ เข้ามาอยู่ในฝ่ามือได้
อายุ 10 เดือน สามารถเกาะเดินเอง และหยิบจับสิ่งของได้
อายุ 11 – 12 เดือน สามารถยืนเองได้ชั่วครู่
อายุ 15 เดือน สามารถเดินได้เตาะแตะ และคลานขึ้นบันไดได้
อายุ 18 – 24 เดือน สามารถวิ่ง เดิน และขึ้น – ลงบันได้
อายุ 3 – 5 ปี: สามารถยืนขาเดียว และกระโดดได้ทั้งขาเดียวและสองขา
อายุเท่าไหร่? ถึงควรพบแพทย์ด้านพัฒนาการและพฤติกรรม
ปกติแล้วเด็กทุกคนควรได้รับการตรวจพัฒนาการตั้งแต่แรกเกิด ทุกครั้งที่มารับวัคซีน และควรได้รับการตรวจคัดกรองพัฒนาการที่อายุ 9, 18, 24 หรือ 30 เดือน เพื่อประเมินพัฒนาการและพฤติกรรม หากพบว่ามีพัฒนาการช้าหรือมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ก็ควรพบแพทย์ด้านพัฒนาการเพื่อรับการตรวจ และรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ และควรได้รับการตรวจการได้ยินและตรวจการมองเห็นเป็นระยะๆ อ่านเพิ่มเติม