วิจารณ์หนัง รักสามเศร้า การแอบรักใครซักคน มักจะเจ็บปวดเสมอ

วิจารณ์หนัง  รักสามเศร้า ของค่ายหนัง อย่าง GTH ไปซะแล้ว หลังจากไปดูรอบแรกมาไม่นานกับความมีอารมณ์ร่วมกับหนัง รักสามเศร้า ทำให้ผมถึงกับตีตั๋วรอบสองไปดูอีกครั้ง 2 รอบครับพี่น้อง 2 รอบ ที่ไปดูเพราะไม่ได้ชอบนักแสดงหรืออะไรเป็นพิเศษ แต่ชอบ วาทศิลป์ในการใช้ในบทสนทนา

มันลึกซึ้งตรึงหัวใจวัยรุ่นยิ่งนัก หนังรักสามเศร้า จากชื่อเรื่อง ก็คงรู้กัน ว่าเรื่องนี้ต้องเน้นไปที่อารมณ์เศร้า โดยเริ่มเรื่อง หนังปูตัวละครคร่าวๆ ถึงบุคลิกของฟ้า พายุ และน้ำ รวมทั้งเรื่องโรคร้ายของฟ้า เรื่องที่ยุ แอบรักฟ้า และน้ำก็แอบชอบอยู่ ซึ่งถือว่าไม่ได้เศร้าที่หวังไว้เท่าไหร่

แต่หลังจากเข้าสู่ช่วงกลาง เนื้อหาของเรื่องก็เริ่มเข้มข้นขึ้น ซึ่งบทหลังจากนี้ ถือว่าร้อยเรียงออกมาได้ดีทะลุหัวอก วัยรุ่นไปหลายรายเลยทีเดียว ซึ่งถ่ายทอดอารมณ์ที่เราแอบชอบใครสักคนจนนำไป สู่ความทุกข์ บนความรัก ได้ดี และ สถานการณ์ต่างๆ ก็ค่อยๆบีบคั้น อารมณ์ ผู้ชมมากขึ้น

ไม่ว่าจะเป็น โรคร้าย ที่ไม่มีทาง รักษา ของฟ้า ( ซึ่งตอนนี้ ผมยังไม่รู้เลยว่าตายเพราะเหตุอันใด โรคร้าย โรคนี้หมอรักษาไม่ได้ อีกต่างหาก หรือว่าผู้กำกับกำลังเล่นแง่ที่ว่าว่า แพทย์ไทย ยังไม่มีความสามารถ เพียงพอ หรือป่าว ถ้าใครรู้ว่ามีเฉลยบอกผมที ) หรือลูกในท้องของน้ำ การตัดสินใจ หาทางออก ที่ทำร้ายตัวเอง เหล่านี้ ล้วนถูกใส่มาอย่างดี

ทำให้ช่วงหลังนี่ เรียกได้ว่าผู้ชม ทั่วไป คงถูกบท ของรักสามเศร้า เล่นงานจน น้ำตาคลอ กันหลายฉาก

หลายคนอาจมองว่า โอเว่อร์ ไปเหลือเกิน ก็แล้วแต่นานา จิตตัง คนมองคนล่ะมุม หนังรู้จักหยิบจับสิ่งเล็ก ๆ ต่าง ๆ มาใช้ในเชิงสัญลักษณ์ ซึ่งช่วยในการถ่ายทอด อารมณ์และเนื้อเรื่อง ได้ดีในอีกทางนึง ไม่ว่าจะเป็นอักษรบนเสื้อของทั้งสาม ชื่อตัวละคร

ที่สื่อสัมพันธ์กัน และมีความเป็นธรรมชาติ และ บางอย่าง ยังมี ผลต่อเนื้อเรื่อง ช่วยในการปิดเรื่อง ของหนัง ด้วย ไม่ว่าจะเป็นซีดีเพลงที่น้ำให้ยุตั้งแต่ช่วงแรก ซึ่งนำมาเล่นเป็นเพลงประกอบภาพยนตร์ในช่วงสุดท้ายของเรื่องได้ดีมาก และจุดเด่นของหนัง รักสามเศร้า คือ บทสนทนาของผู้แต่งถ่ายทอดมุมมองของตัวละครต่างๆได้อย่างมีมิติ และมีบทพูดที่แทงอกแทงใจหลายประโยค ซึ่งผมชอบมาก แต่หลายคนกับวิจารณ์ มองว่าหยาบคายใช้ กู มึง เยอะมากๆ แต่ผมมองว่ามันเป็นความเป็นจริงที่กลุ่มเพื่อนเราใช้พูดกัน ดูหนังไทย ไม่มีกลุ่มเพื่อนสนิทกลุ่มไหนหรอกครับจะมา เอ้อระเหยเรียกคุณ ผม ท่าน เธอ มันออกแนวจริตแตกไม่เหมาะ

เป็นความถ่อย แต่ความถ่อยนั้นมันเป็นแบบมีศิลปะ ไม่ใช่มาด่ามั่วซั่ว เหมือนกับหนังหลายเรื่องที่ผ่านมาจน จดจำไปใช้แบบเสียมนุษย์ พูดถึงโดยรวมตัวนักแสดงหลัก ต้องยอมรับ ก้อย รัชวิน ที่พึ่งเล่นหนังเรื่องนี้เป็นเรื่องแรก ก็โดนบท ดราม่า ใส่โครมแบบเต็มๆทั้งความกดดันของเรื่องหลายๆอย่าง จนทำให้เธอดูเป็นตัวละครที่น่าสงสารที่สุดในความคิดของผม ส่วน พีค ภัทรศยา นั้นแค่มีโรครุมเร้าแล้วใกล้ตายแต่ถ้ามาดูชีวิตจริงแล้ว คนเราเกิดมาก็ต้องตาย

รัก/สาม/เศร้า/

แต่ การตาย ทั้งเป็น กับบทเรียนที่แสนโหดร้ายของก้อยนั้น มันน่าสงสารมากกว่าในส่วนตัวผม ตบมือให้คุณ ต้อม ยุทธเลิศ ที่ตีบทสังคมของคนไทยวัยรุ่นที่แตกกระเจิง อีกทั้งได้ความตลกผ่อนคลาย จากมุขเหล่าเพื่อนฝูงของเหล่านักแสดงหลักได้อีก ทำให้ มีการผ่อนคลายและน่าติดตามต่อ แต่ถึงกระนั้นแล้ว รักสามเศร้าที่คงความเป็นดราม่ามาตลอด แต่แล้วต้องสะดุด ที่ตอนสุดท้าย ผู้กำกับอาจจะใส่ความดราม่าให้เศร้าสุดซึ้งกินใจ ที่ต้องให้ พีคตายที่โขดหินกับมุมมองท้องฟ้าที่ตะวันลับไป

จุดนี้เป็นการยัดเยียดความเศร้าเกินไปจนทำให้ผมว่าเป็นฉากที่เฉย ๆ ไม่สุดใจเท่าไหร่ เป็นการเดาออกล่วงหน้าเหมือนเลียนแบบ หนังประเทศเพื่อนบ้านทำให้เหมือนขาดเอกลักษณ์ตัวเองไป ไม่ค่อยประทับใจกับส่วนตรงนี้ สรุป หนังรักสามเศร้า อาจจะไม่ได้เป็นหนังที่ทุกคนหวังว่าเศร้าน้ำตาไหล แต่มันทำให้เราซึ้งกินใจกับบทคำพูดที่ คัดสรรค์กลั่นกรองจากผู้สร้าง ที่ทำให้โดนใจกันไปทั่วหน้า เนื้อเรื่องการดำเนินเรื่องอาจจะไม่ได้ทำให้คุณมีความสุขนัก แต่ผมบอกได้เลยว่าหนังเรื่องนี้คุณดูแล้วมันไม่ทำให้คุณมีความทุกข์เพิ่มขึ้นแน่

ผมก็คนไทย ชอบเพลงไทยดูหนังไทย แล้วพวกเราล่ะ อุดหนุนหนังไทยดีๆแบบนี้แล้วหรือยัง สำหรับรักสามเศร้าเรื่องนี้ 4 ดาวเหนาะๆ วัยรุ่นควรดู..!! ” บทวิจารณ์ภาพยนตร์เป็นเพียงความเห็นส่วนบุคคล กรุณาตัดสินจากการชมภาพยนตร์ด้วยตัวเอง ” วิจารณ์ภาพยนตร์

รัก/สาม/เศร้า” เป็นหนังที่ว่าด้วยความสัมพันธ์ของเพื่อนสามคน ที่ความเป็นเพื่อนค่อยๆ เปลี่ยนไปเมื่อพวกเขาเรียนจบ และเริ่มกลายเป็นความรักที่ยากจะลงตัวได้  เพื่อนสามคนรับบทโดย เป้ อารักษ์  อมรศุภศิริ (มือกีต้าร์วง slur,พระเอก “บอดี้ศพ19”),  ก้อย รัชวิน วงศ์วิริยะ(ดีเจคลื่น fat radio,หญิงหนึ่งเดียวของ “เขาชนไก่”) และพีค ภัทรศยา เครือสุวรรณศิริ (นางเอก “สายลับจับบ้านเล็ก”)

ยุทธเลิศเล่าถึงที่มาของเรื่อง “รัก/สาม/เศร้า” ว่ามาจากชีวิตช่วงที่เขาเรียนที่คณะมัณฑนศิลป์ ม.ศิลปากร ตัวยุทธเลิศนั้น “รู้สึกว่าชีวิตช่วงนั้นความรักความเป็นเพื่อนอยู่ในความทรงจำของเราค่อนข้างเยอะ เราแค่อยากเอามาถ่ายทอดเอาออกมาใช้ หลังจากเราทำหนังมาหกเจ็ดเรื่อง ทำแต่หนังผี  ก็มานั่งคิดว่าจริงๆ แล้วเราอยากทำอะไร จริงๆ แล้วที่เข้ามาวงการครั้งแรก นี่คือหนังที่เราอยากทำแต่ไม่ได้ทำ คือเคยนำเสนอโครงการในทำนองเดียวกันนี้เมื่อ 4 ปีก่อน สมัยกับทางคุณวิสูตร ด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่คุณวิสูตรยังไม่กล้าทำ แต่มาในครั้งนี้ เมื่อลองเขียนนำเสนอไปอีกครั้ง คุณวิสูตรก็กล้าที่จะเสี่ยง”

ตอนแรกโปรเจ็คท์นี้ได้สร้างความฮือฮา เพราะวางตัวคู่รักในชีวิตจริง พลอย เฌอมาลย์-โดม ปกรณ์ ลัม  แต่ยุทธเลิศก็ค่อยๆ เห็นว่าสองคนนี้ดูไม่ค่อยมีความเป็นเพื่อนรุ่นเดียวกันสักเท่าไหร่ เลยตัดสินใจเปลี่ยนตัวนักแสดง และเลือกที่จะไปมองหาเอาหน้าใหม่ที่ยังมีผลงานไม่มากเพราะต้องการความสด แต่ขณะเดียวกันก็ต้องมีความสามารถทางการแสดงด้วย  อย่างเริ่มแรกพระเอกของเรื่อง ยุทธเลิศไปเห็นเป้ อารักษ์จากการถ่ายแบบในนิตยสาร  แต่ไม่แน่ใจเรื่องการแสดงของเป้นัก

จนเมื่อได้ดูหนัง บอดี้ศพ19 ก็ทำให้เขามั่นใจ  ส่วนพีค ภัทรศยานั้น ยุทธเลิศก็กังวลในตอนแรกว่าจะดูเด็กไปเมื่อต้องมาเล่นเป็นเพื่อนกับเป้  แต่เมื่อเห็นเธอสามารถดูเป็นรุ่นเดียวกันกับซันนี่ใน สายลับจับบ้านเล็ก ได้  แถมพีคยังสามารถตัดผมเพื่อเปลี่ยนลุคส์ได้  ยุทธเลิศจึงตัดสินใจเลือกเธอ  ส่วนก้อย รัชวิน  ยุทธเลิศเล่าว่าตากล้องเป็นคนไปเจอ และแนะนำให้แก่เขา โดยที่เขาไม่รู้มาก่อนเลยว่าเธอมีข่าวว่าเป็นแฟนกับเป้อยู่ก่อนแล้วเป็นความบังเอิญขนาดแท้  “สองคนนี้ (เป้กับก้อย) ดูเป็นเพื่อนกันได้ แล้วตัวก้อยนี่ลุคส์เขาดูอาร์ตๆ หน่อยอยู่แล้วน่ะครับ”

เรื่องที่อาจจะมีคนมองว่าหนังเรื่องนี้มีกลิ่นของหนังรักเกาหลี ยุทธเลิศคิดว่าทำออกมาแล้วคงไม่เลียนเหมือนเกาหลี “คิดว่า ณ ตอนนี้ จังหวะของหนังเกาหลีน่าจะเลียนพอสมควร เรื่องนี้มันกูมึงน่ะ ไม่รู้ว่าจะโปรโมตได้แค่ไหน เพราะความถ่อยของเรามันคงจะยังมีอยู่ เพราะมันเป็นหนังของเพื่อน เวลาเพื่อนรักกันมันจะมีความลำบากใจมากกว่าด้วย  ทำอะไรต้องคิดหนักต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ   ดังนั้น ในความหวานมันยังมีขมๆ อยู่” และยุทธเลิศยังตั้งเป้าไว้ว่าหนังรักสามเส้าเรื่องนี้จะจบต่างจากเรื่องแนวเดียวกัน “ส่วนใหญ่จะจบไม่ค่อยดี จะจบแบบเศร้า   แต่เรื่องนี้เป็นหนังเศร้าแล้วยัง feel good แบบหนัง GTH  เป็นหนังเศร้าที่จบซึ้ง”

การเบนเข็มมาทำหนังเรื่องนี้ เพราะยุทธเลิศต้องพักจากโปรเจ็คท์ที่เตรียมไว้ในมืออีกหลายเรื่องไว้กลางคันอย่าง โคตรมหาพิการ ที่เตรียมสร้างไว้กับสหมงคลฟิล์ม  ยุทธเลิศได้กล่างถึงเรื่องนี้ไว้ว่า “พี่ไม่รู้จะทำยังไงกับโปรเจ็คท์พี่ดี นึกออกไหม? พี่ไม่สามารถควบคุมได้ คือโปรเจ็คท์นี้บอกว่าจะทำ   เปิดตัวไปแล้ว มันก็ติด  พอติดพี่ก็ต้องไปทำอย่างอื่น  มันแล้วแต่ความพร้อมน่ะ บางทีบริษัทเขาพร้อมที่จะทำเราก็ไปสานต่อ คืออยากทำมากเลยโคตรมหาพิการ แต่มันติด  เรื่องเงิน  อยู่ดี ๆ ธุรกิจหนังไทยมันไม่ทำเงินขึ้นมาอย่างนี้  เขาก็เบรกโปรเจ็คท์ที่แพงๆ”

ถึงหลายเรื่องจะยังไม่ได้ถ่ายทำ  ยุทธเลิศก็เตรียมการจะสร้างเรื่องอื่นๆ ทั้ง บุปผาราตรีภาคสาม  รวมไปถึงหนังไซไฟด้วย กะไม่ให้เสียสถิติที่เป็นผู้กำกับที่มีงานออกฉาย (แทบ) ทุกปีของเขาลง และตัวยุทธเลิศก็พร้อมจะทำหนังกับทุกค่าย “แล้วแต่ใครซื้อบท ใครซื้อไอเดีย ปัญหาไม่ได้อยู่ที่บริษัท อยู่ที่โปรเจ็คท์นั้น ๆ มากกว่า บางที่ชอบไซไฟบางที่ไม่ชอบ ก็ต้องเลือกดูว่าจะทำเรื่องไหนกับค่ายไหน”