นม ถึงจะแพ้ก็ไม่ควรเลิกดื่ม

นม ถึงจะแพ้ แต่อย่าเพิ่งคิดเลิกดื่มนม เพราะในนมนั้นมีสารอาหารที่มีประโยชน์มากมาย มาทำความรู้จักกับอาการแพ้นมที่มาจาก การแพ้น้ำตาลแลคโตส กันดีกว่า ว่าเป็นอย่างไร

นมสำคัญต่อร่างกายอย่างไร?
นมเป็นเครื่องดื่มที่ให้คุณค่าทางอาหารสูง มีทั้งโปรตีน วิตามิน และแร่ธาตุมากมาย ที่ช่วยในการเจริญเติบโต ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ เสริมสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรง

นอกจากนั้น นมยังเป็นแหล่งของแคลเซียมที่สำคัญที่ได้จากธรรมชาติ มีส่วนช่วยบำรุงกระดูกและฟันให้แข็งแรง ซึ่งมีความสำคัญต่อคนทุกวัย เพราะร่างกายเราไม่สามารถสร้างแคลเซียมได้เอง

จนมีคำแนะนำจากหลายๆหน่วยงานออกมารณรงค์ให้ทุกคนหันมาดื่มนมกัน ไม่ว่าจะเป็นเด็กเล็ก วัยกำลังเจริญเติบโต วัยทำงาน หรือ ผู้สูงอายุ ก็ควรดื่มนมในประมาณที่เหมาะสมเป็นประจำ

ดื่มนมเท่าไรถึงพอดี?
ปริมาณการดื่มนมที่เหมาะสมนั้นขึ้นอยู่กับปริมาณความต้องการแคลเซียมของแต่ละคน

วัยเด็กตั้งแต่ 3 ปีขึ้นไป วัยรุ่น วัยผู้ใหญ่ ต้องการแคลเซียมประมาณ 800 – 1,000 มิลลิกรัมต่อวัน เพื่อใช้เสริมสร้างการเจริญเติบโต และซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ

สตรีมีครรภ์ คุณแม่ที่ให้นมบุตร ผู้ใช้แรงงาน และผู้ที่ออกกำลังกายเป็นประจำควรได้รับแคลเซียม 1,000 – 1,200 มิลลิกรัมต่อวันเพื่อใช้เสริมสร้าง ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอบำรุงกระดูก และข้อต่อให้แข็งแรง

การแพ้น้ำตาลแลคโตส ทำให้ ต้องเลิกดื่มนมเลยหรือไม่?
อาการแพ้น้ำตาลแลคโตส เป็นอาการแพ้ที่พบได้บ่อยในหมู่คนไทยคือ หลังจากดื่มนมที่มีน้ำตาลแลคโตสเข้าไปประมาณ 30 นาที – 2 ชม. จะเกิดอาการเหล่านี้ข้อใดข้อหนึ่งตามมา ได้แก่ แน่นท้อง ท้องอืด ปวดท้อง ผายลมบ่อย คลื่นไส้ อาเจียน หรือ ท้องเสีย ถ่ายเหลว

น้ำตาลแลคโตสคืออะไร?
แลคโตสเป็นน้ำตาลโมเลกุลคู่ตามธรรมชาติ โดยมากจะพบในนม และผลิตภัณฑ์ที่มาจากนม ปริมาณจะคิดเป็น 2-8% ของน้ำหนักนมมากน้อยตามแต่ชนิดของนมซึ่งจะถูกย่อยในลำไส้เล็ก และดูดซึมไปใช้งานในลำไส้ใหญ่

ทำไมถึงแพ้แลคโตสได้หล่ะ?
ในคนปกติที่ไม่มีอาการแพ้แลคโตส ลำไส้เล็กจะสามารถผลิตเอนไซม์แลคเตส ได้เพียงพอต่อการย่อยน้ำตาลแลคโตส และดูดซึมไปใช้ได้

แต่สำหรับผู้มีอาการ “แพ้น้ำตาลแลคโตส” ลำไส้เล็กอาจผลิตเอนไซม์แลคเตสได้น้อย หรือไม่ผลิตเลย จึงทำให้ไม่สามารถย่อยน้ำตาลแลคโตสได้ ดังนั้นแบคทีเรียในลำไส้ใหญ่ จะทำการย่อยน้ำตาลแลคโตสแทน ทำให้เกิดอาการ แน่นท้อง ท้องอืด ผายลมบ่อยคลื่นไส้ อาเจียน หรือท้องเสีย นั่นเอง อ่านเพิ่มเติม