ดู Star Wars อย่างไรให้ได้เรื่องและสนุก

การมาถึงของดิสนีย์ พลัส ฮ็อตสตาร์ (Disney+ Hotstar) ไม่ได้มีความหมายแค่เปิดตัวผู้ให้บริการสตรีมมิงอีกรายเท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสที่จะได้ชมภาพยนตร์ภาคต่อหลาย ๆ เรื่องในแบบครบชุด หรือได้ดูหนังที่ทำกันเป็นจักรวาลได้ทุกเรื่องสักที เช่น หนังในจักรวาลภาพยนตร์มาร์เวล หรือหนังชุด X-Men และแน่นอนหนังชุด Star Wars ที่ไม่ได้มีแค่ 9 เรื่องจาก 3 ไตรภาค แต่ยังมีหนังตอนแยก เช่น Rogue One: A Star Wars Story หรือ Solo: A Star Wars Story แอนิเมชันซีรีส์ Star Wars: The Clone Wars และล่าสุดกับซีรีส์ The Mandalorain

ที่หากไม่เคยสัมผัสกับแกแล็กซีที่อยู่ไกลโพ้น ของ Star Wars และอยากรับรู้เรื่องราว ก็คงต้องมานั่งคิดเหมือนกันว่า กับหนัง กับซีรีส์ กับแอนิเมชันซีรีส์ ของหนังชุดนี้ที่มีอยู่ใน ดิสนีย์พลัส ฮ็อตสตาร์ ควรจะเริ่มต้นจากตรงไหนกันดี

หนัง Star Wars เรื่องแรกที่ออกฉายก็คือ Star Wars: Episode IV

เรียงตามปีที่ออกฉาย

วิธีที่ง่าย สะดวกที่สุด และเหมาะเหลือเกินสำหรับแฟนรุ่นใหม่ ที่จะได้อารมณ์ใกล้เคียงกับแฟนหนังรุ่นแรกแตกเปลี่ยว

ดูหนังออนไลน์ฟรี ได้สัมผัสเซอร์ไพรส์ที่ซ่อนอยู่ในเรื่อง โดยไม่ถูกเฉลยไปก่อน เพราะหนังสามไตรภาคชุดนี้ ไม่ได้สร้างเรียงตามลำดับ 1-2-3 แล้วยังได้เห็นวิวัฒนาการของโปรดักชั่น เทคนิกพิเศษต่าง ๆ ตลอดจนรูปแบบของการแสดงที่เปลี่ยนไป ซึ่งเรียงลำดับการชมได้ตามนี้
  • Star Wars: Episode IV — A New Hope (1977)
  • Star Wars: Episode V — The Empire Strikes Back (1980)
  • Star Wars: Episode VI — Return of the Jedi (1983)
  • Star Wars: Episode I — The Phantom Menace (1999)
  • Star Wars: Episode II — Attack of the Clones (2002)
  • Star Wars: Episode III — Revenge of the Sith (2005)
  • Star Wars: The Clone Wars ** (2008-2020)
  • Star Wars Rebels ** (2014-2018)
  • Star Wars: Episode VII — The Force Awakens (2015)
  • Rogue One: A Star Wars Story * (2016)
  • Star Wars: Episode VIII —The Last Jedi (2017)
  • Star Wars: Resistance ** (2018-2020)
  • Solo: A Star Wars Story * (2018)
  • Star Wars: Episode IX — The Rise of Skywalker (2019)
  • The Mandalorian *** (2019-ปัจจุบัน)

เรียงตามเวลาในเรื่อง

     เพราะหนัง Star Wars เรื่องแรกไม่ใช่เรื่องที่เป็นจุดเริ่มต้น จากนั้นก็ย้อนไปหาเรื่องราวก่อนหน้า ก่อนจะโดดมาหาหนังไตรภาคที่สาม ทำให้ถ้าชมแบบตามวันเวลาออกฉาย เนื้อหาจะไม่ได้เรียงต่อเนื่อง การชมโดยเรียงตามเวลาของเรื่อง จึงน่าจะทำให้เข้าใจเนื้อหาได้ง่าย ที่สำคัญได้เห็นพัฒนาการของตัวละคร ไม่ว่าจะเป็น อนาคิน สกายวอล์คเกอร์ (Anakin Skywalker) ที่เปลี่ยนแปลงจากเด็กใส ๆ กลายเป็นนักสู้ผู้มีปัญหาในจิตใจ แล้วก็เป็นตัวร้ายของเรื่อง หรือการเปลี่ยนแปลงของโอบี-วัน เคโนบี (Obi-Wan Kenobi) จากลูกศิษย์หัวดื้อ ไปเป็นเจไดคนสำคัญ

  • Star Wars: Episode I — The Phantom Menace

  • Star Wars: Episode II — Attack of the Clones

  • Star Wars: The Clone Wars **

  • Star Wars: Episode III — Revenge of the Sith

  • Solo: A Star Wars Story *

  • Star Wars Rebels **

  • Rogue One: A Star Wars Story *

  • Star Wars: Episode IV — A New Hope

  • Star Wars: Episode V — The Empire Strikes Back

  • Star Wars: Episode VI — Return of the Jedi

  • The Mandalorian ***

  • Star Wars: Resistance **

  • Star Wars: Episode VII — The Force Awakens

  • Star Wars: Episode VIII —The Last Jedi

  • Star Wars: Episode IX — The Rise of Skywalker

เรียงตามลำดับแบบมาเชเต

     พูดถึงมาเชเต (Machete) หลาย ๆ คนคงนึกถึงตัวละครที่รับบทโดย แดนนี เทรโฮ (Danny Trejo) ซึ่งทำให้งงไปกันใหญ่ว่า มาเกี่ยวข้องอะไรกับหนัง Star Wars ซึ่งจริง ๆ แล้วมาเชเต ณ.ที่นี้ มาจากชื่อบล็อก nomachetejuggling.com ของ ร็อด ฮิลตัน (Rod Hilton) ที่พยายามหาทางแก้ปัญหาการชมหนังชุด Star Wars  ดิสนีย์ พลัส ฮ็อตสตาร์ แบบเรียงตามเรื่องราว ที่ทำให้จุดหักมุมใน Star Wars: Episode V — The Empire Strikes Back ถูกเฉลยออกมาก่อนเวลา ซึ่งทางออกที่ฮิลตันมองก็คือ เปิดด้วยหนังต้นฉบับสองเรื่องแรกก่อน จากนั้นค่อยไปหนังไตรภาคแรก ที่จะพาไปพบความเป็นมาของดาร์ธ เวเดอร์ (Darth Vader)

10 ดีเอโก ลูนา จาก Rogue One: A Star Wars Story จะกลับมารับบทเดิมอีกครั้งใน Star Wars Andor

 แต่การแก้ปัญหาของฮิลตัน ก็ทำให้เกิดอีกปัญหาหนึ่งตามมาก็คือ เขาเลือกที่จะ ทิ้ง Star Wars: Episode I — The Phantom Menace ไป เพราะ “สาเหตุที่ผมข้าม Episode I ไม่ใช่เพราะหนังมันแย่ แต่เพราะเรื่องมันดูหลุดจากเรื่องอื่น ๆ” ซึ่งการคิดแบบนี้ ทำให้หนังชุด Star Wars คือเรื่องของ ลุค สกายวอล์กเกอร์ (Luke Skywalker) ไม่ใช่เวเดอร์ และแก่นเรื่องจะว่าด้วย เด็กหนุ่มสกายวอล์กเกอร์ ผู้รับภาระอันหนักอึ้ง ในการปกป้องแกแล็กซี และดึงพ่อของเขาออกมาจากด้านมืด ฮิลตันเสริมด้วยว่า หนัง Episode I ไม่ได้เติมอะไรให้กับเรื่องราวทั้งหมดเลย และทุกอย่างของหนังถูกสรุปเอาไว้แล้วในฉากเปิดด้วยตัวอักษรที่ลอยไปในอวกาศของ Episode II และนี่คือการเรียงลำดับแบบมาเชเต ที่ว่ากันเฉพาะหนังใหญ่หลักล้วน ๆ

  • Episode IV: A New Hope
  • Episode V: The Empire Strikes Back
  • Episode II: Attack of the Clones
  • Episode III: Revenge of the Sith   
  • Episode VI: Return of the Jedi       

จากนั้นปิดด้วยหนังสามเรื่องของไตรภาคสุดท้าย 

     นอกจากการชมตามลำดับแบบมาเชเตแล้ว ยังมีการชมตามลำดับแบบหนัง The Godfather อีกด้วย โดยจะมีการใส่ Episode I: The Phantom Menace เข้ามาระหว่าง Episode V: The Empire Strikes Back กับ Episode II: Attack of the Clones ซึ่งทำให้เซอร์ไพรส์ที่อยู่ใน The Empire Strikes Back ไม่ถูกเฉลยก่อน แล้วความเป็นมาของอนาคิน สกายวอล์กเกอร์ (หรือตัวหนังทั้งหมด) ก็อยู่ครบ ส่วนการปิดด้วย Return of the Jedi (แล้วก็ตามด้วยหนังไตรภาคสุดท้าย) ก็ทำให้เรื่องราวของอนาคินและลุคที่ถูกเล่าขนานกันมาตลอดหลัง Empire Strikes Back บรรจบกันได้ในท้ายที่สุด เพราะการจัดเรียงแบบนี้คล้าย ๆ กับการเล่าเรื่องของ The Godfather ที่ภาคสองนำเสนอเรื่องราวในอดีตกับปัจจุบันขนานกันไป เลยถูกเรียกว่า เป็นการเรียงลำดับแบบ The Godfather

เรียงลำดับกับหนังใหม่ที่จะมีให้ได้ชมกัน

     นอกจากงานที่ออกฉายและมีให้ชมกันในดิสนีย์ พลัส ฮ็อตสตาร์ ซึ่งล่าสุดก็คือ Star Wars: The Bad Batch ลูคัสฟิล์ม (LucasFilm) มีแผนจะปล่อยเรื่องราวในโลกของ Star Wars ออกมาอย่างต่อเนื่อง โดยวางกำหนดฉายหนังใหญ่ไว้ในเดือนธันวาคมปี 2022, 2024 และ 2026 ที่ทั้งสามเรื่องนี้รายละเอียดต่าง ๆ